Thursday, November 28, 2019

7 ขั้นตอนดูแลขนสุนัข ทำที่บ้านได้ง่าย ๆ



          เจ้าของสุนัขหลายคนอาจต้องเสียเงินไปกับการพาสุนัขของตัวเอง ไปตัดแต่งขนที่ร้านดูแลสุนัขโดยเฉพาะ แต่หลังจากนี้อาจไม่ต้องทำแบบนั้นอีกต่อไป เมื่อได้ศึกษารายละเอียดเกี่ยวกับการดูแล บำรุง และอาบน้ำให้สุนัขอย่างครบถ้วนจากวิธีดูแลขนสุนัขที่สุดแสนจะง่ายดายต่อไปนี้ และการันตีได้เลยว่าเจ้าของสุนัขสามารถทำตามได้ง่าย ๆ จ้า

 1. แปรงขนกำจัดสิ่งสกปรก


          เริ่มจากการแปรงขนสุนัข เพื่อกำจัดเส้นขนที่ตายแล้ว และจัดระเบียบให้ขนสุนัขเสียก่อน พร้อมกับตัดขนที่จับกันเป็นก้อนออกไป โดยแปรงขนให้ครบทุกส่วนตั้งหัวจรดหาง ทั้งสุนัขพันธุ์ขนสั้นและขนยาว แต่อาจต้องเลือกแปรงที่มีเส้นขนนุ่มสักหน่อย สำหรับสุนัขที่มีขนบาง ที่สำคัญไปกว่านั้นก็คือ ควรแปรงขนสุนัขอย่างเบามือ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดบาดแผลบนผิวหนังของสุนัข

 2. พูดเพราะ ๆ เพื่อให้สุนัขวางใจ
        
          หลังจากแปรงขนเสร็จแล้ว ก็ถึงเวลาอาบน้ำ แต่ก่อนถึงขั้นนั้นควรจะพูดเพราะ ๆ กับสุนัขเสียก่อน เพื่อให้สร้างความสุขให้กับสุนัข และทำให้สุนัขเชื่อใจว่าคุณไม่ได้ต้องการจะทำให้โกรธ หรือทำร้ายสุนัขแต่อย่างใด ซึ่งถ้าหากข้ามขั้นตอนนี้ไปก็อาจจะทำให้สุนัขวิ่งหนี หาที่หลบซ่อนตัว หรือแสดงอารมณ์รุนแรงออกมาขณะที่กำลังจับสุนัขอาบน้ำได้

 3. อาบน้ำชำระสิ่งสกปรก

          สุนัขจะรู้สึกสบายตัวกว่าหากอาบน้ำโดยใช้สายชำระค่อย ๆ รดไปที่ลำตัว แทนที่จะใช้น้ำจากก๊อกน้ำอาบน้ำให้สุนัขโดยตรง สำหรับแชมพูที่นำมาใช้ก็ควรเป็นแชมพูสำหรับสุนัข เด็ก หรือผิวแพ้ง่ายโดยเฉพาะ และในขณะที่กำลังสระด้วยแชมพูก็ควรปิดน้ำให้สนิท เพราะการเปิดน้ำตลอดจะทำให้สุนัขเกิดความเครียดได้ อีกทั้งควรระมัดระวังไม่ให้น้ำหรือฟองสบู่เข้าปาก หู จมูก ตา และก้นด้วย

          ส่วนหลังจากที่อาบน้ำบริเวณลำตัวเรียบร้อยแล้ว ให้ใช้ผ้าอุ่นทำความสะอาดรอบดวงตาและใบหู พร้อม ๆ กับกำจัดคราวสกปรกทั้ง 2 บริเวณออกไป ควรนำผ้าขนหนูผืนใหญ่มาซับน้ำออกจากขนของสุนัขให้ได้มากที่สุดด้วย

 4. ใช้กรรไกรพิเศษสำหรับตัดแต่งขนสุนัขโดยเฉพาะ

          หากไม่มีประสบการณ์ก็ไม่ควรใช้กรรไกรทั่วไปในการตัดแต่งขนสุนัข แต่ควรใช้กรรไกรที่ออกแบบมาเพื่อการนี้จะดีกว่า หรือถ้าไม่สามารถหากรรไกรสำหรับตัดแต่งขนสุนัขได้โดยตรง ให้นำใบมีดคม ๆ มาใช้แทนก็ได้ โดยใช้เฉพาะมุมใบมีดตัดแต่งขนสุนัขก็พอ และควรระมัดระวังเป็นพิเศษ เมื่อตัดแต่งขนสุนัขบริเวณดวงตา หน้าท้อง ก้น อุ้งเท้า และบริเวณที่มีผิวบอบบาง

5. เป่าขนให้แห้งสนิท

          แม้สุนัขหลายตัวจะไม่ชอบการเป่าขนด้วยไดร์เป่าผมเอาเสียเลย แต่ก็ไม่สามารถข้ามขั้นตอนนี้ไปได้ เพราะเป็นอีกหนึ่งขั้นตอนที่มีความสำคัญมากทีเดียว โดยการเป่าขนให้แห้งสนิทนี้ไม่ได้ช่วยป้องกันกลิ่นอับอันเกิดจากขนที่เปียกชื้นเท่านั้น แต่ยังช่วยให้ขนสุนัขฟูฟ่อง ดูเงางาม และสวยงามมากขึ้นด้วย

 6. ทำความสะอาดบริเวณรอบข้าง

          หากไม่ต้องการให้ชนสุนัขปลิวกระจายไปทั่วบ้าน ควรทำความสะอาดบริเวณดังกล่าวทันที หลังจากที่เป่าขนสุนัขเสร็จเรียบร้อยแล้ว ซึ่งสำหรับบางคนอาจฟังดูเป็นเรื่องธรรมดา แต่ทว่ามีเจ้าของไม่น้อยเลยที่ลืมขั้นตอนนี้ไป และมานึกขึ้นได้อีกครั้งหลังจากที่ขนสุนัขปลิวว่อนเต็มบ้านแล้ว

 7. ให้รางวัลคนเก่ง

          ผู้เชี่ยวชาญทุกคนต่างแนะนำว่า ควรให้รางวัลเล็ก ๆ น้อย ๆ กับสุนัขทุกครั้งหลังอาบน้ำ เพราะการให้รางวัลจะช่วยให้สุนัขรักการอาบน้ำมากยิ่งขึ้น ซึ่งการหารางวัลให้กับสุนัขหลังอาบน้ำก็ไม่ยากเลย แค่ลูบหัว กอด หรือหอม แล้วตามด้วยอาหารกับขนมที่สุนัขชอบกิน พร้อมกับชมอีกนิดหน่อยก็เพียงพอแล้ว


          การตกแต่งและดูแลขนให้กับสุนัขเป็นเรื่องที่ต้องใช้เวลาและการฝึกฝน ฉะนั้นก็อย่าเพิ่งยอมแพ้แม้ในครั้งแรกจะไม่ค่อยได้รับผลตอบรับที่ดีสักเท่าไหร่ เพราะหากสามารถฝึกฝนจนสามารถตกแต่งและดูแลขนให้สุนัขด้วยตัวเองได้แล้ว ไม่เพียงแต่จะช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายเท่านั้น แต่ยังทำให้สุนัขมีขนสวยอยู่ตลอดเวลาด้วย


เครดิตภาพ  https://www.pinterest.com/pin/6192518229164429/

Tuesday, November 26, 2019

ไอคิวสุนัข เขาวัดกันอย่างไรนะ



ไอคิวสุนัข เขาวัดกันอย่างไรนะ (Dogazine)

          ความฉลาดทางปัญญา หรือที่เราเรียกกันว่า "ไอคิว" นั้น เป็นคำที่ทุกคนคงรู้จักกันดี ไอคิวของคนหมายถึง หน่วยคะแนนที่ใช้วัดอายุสมองกับอายุจริง เป็นการวัดระดับการเรียนรู้ และสติปัญญา เพื่อดูว่า ระดับการเรียนรู้หรือพัฒนาการของสมองอยู่ระดับไหน เมื่อเทียบกับอายุจริง

          สำหรับเครื่องมือที่ใช้วัดจะเป็นแบบทดสอบที่เป็นมาตรฐาน ที่วัดเรื่องการคิด การเข้าใจตรรกะ เหตุผล โดยจะดูว่าสมองของคุณคิดอย่างไร เข้าใจเรื่องนี้มากน้อยเพียงใด

          ส่วนความเฉียวฉลาดของสุนัข หรือที่เรียกว่าไอคิวของสุนัขนั้นแตกต่างจากไอคิวของคน เพราะจากการวัดไอคิวสุนัขจะประเมินจากทักษะด้านการเห็นและการได้ยินของสุนัข การแก้ปัญหาเฉพาะหน้าของสุนัข และวัดระดับความสามารถในการเรียนรู้คำสั่งใหม่ ๆ ตลอดจน ทดสอบว่าสุนัขมีความช่ำชองและมีการฝึกได้ผลเพียงใด

          ดร.สแตนเลย์ โคเรนท์ แห่งมหาวิทยาลับริติช โคลัมเบีย ในแวนคูเวอร์ ประเทศแคนาดา ได้จัดอันดับไอคิวสุนัขตามความสามารถในการเรียนรู้จากการฝึกได้ดังนี้

          1. บอร์เดอร์ คอลลี่
          2. พูเดิ้ล
          3. เยอรมัน เชพเพิร์ด
          4. โกลเด้น รีทรีฟเวอร์
          5. โดเบอร์แมน พินเชอร์
          6. เชทแลนด์ ชีพด็อก
          7. ลาบราดอร์ รีทรีฟเวอร์
          8. ปาปิยอง
          9. รอตไวเลอร์
          10. ออสเตรเลียน แคทเทิ่ลด็อก

          (ลำดับที่เหลืออ่านเพิ่มเติมได้ที่ www.stanleycoren.com)

          แล้วคุณล่ะอยากรู้ไหมว่า น้องหมาของคุณมีไอคิวอยู่ในระดับไหน แบบทดสอบต่อไปนี้จัดทำขึ้นโดย Melissa Miller เป็นวิธีประเมินทักษะด้านการเห็นและการได้ยินของสุนัข รวมถึงความช่ำชองในการฝึกด้วย เรามาลองทดสอบกันเลย

แบบทดสอบเพื่อวัดไอคิวน้องหมาแสนรักของคุณ

1. เวลาสุนัขมองคุณ หากคุณลองแกล้งทำท่าหยิบขนมใส่ปาก สุนัขจะ...

          ก. จ้องเขม็งราวกับคุณกำลังกินขนมจริง ๆ
          ข. สำรวจตำแหน่งที่คุณหยิบขนมว่ามีขนมจริงหรือไม่
          ค. ไม่สนใจ
          ง. ท่าทางจะรู้ทันว่าคุณหลอก

2. เมื่อเจอรั้วสูงขวางหน้าจนหมดปัญญากระโดดข้าม สุนัขของคุณจะทำอย่างไร

          ก. วิ่งลัดเลาะไปตามรั้ว เพื่อหาทางอ้อมไปให้ได้
          ข. ผละจากรั้วแล้ววิ่งไปในทิศตรงข้าม
          ค. พยายามตะกุยดินใต้รั้วหรือหาทางข้ามไปจนได้
          ง.รอให้คุณอุ้มข้ามไป

3. สุนัขของคุณเข้าใจคำศัพท์ต่อไปนี้ กี่คำ (กินข้าว หาหมอ นอน อยู่บ้าน)

          ก. รู้เรื่องสามถึงสี่คำ
          ข. รู้เรื่องสองคำ
          ค. รู้เรื่องคำเดียว
          ง. ไม่รู้เรื่องเลย

4. หากคุณกำลังแก้ห่ออาหารอยู่ในครัวและมีเสียงกรอบแรบดังในรัศมีที่สุนัขได้ยิน เขาจะทำอย่างไร

          ก. วิ่งมาหาคุณในครัวทันทีที่ได้ยินเสียง
          ข. วิ่งมาหาเฉพาะเวลาหิว
          ค. ไม่รู้ว่าคุณกำลังแกะห่ออาหาร เว้นแต่จะทำให้เห็นต่อหน้าต่อตา

5. ถ้าสุนัขของคุณได้ยินเสียงแปลก ๆ อยู่ข้างประตู เขาจะมีปฏิกิริยาอย่างไร

          ก. เริ่มเห่า และทำท่าอยากออกไปข้างนอก
          ข. ไม่สนใจเสียงนั้น
          ค. มองหาต้นตอของเสียงอย่างเงียบ ๆ

6. เวลาพาไปเดินเล่นนอกบ้านแล้วเผอิญเจอกับสัตว์ตัวใหญ่กว่ามาก ๆ ไม่ว่าจะเป็นสุนัขด้วยกัน หรือสัตว์อื่น ๆ เช่น ช้าง สุนัขของคุณจะแสดงพฤติกรรมอย่างไร

          ก. วิ่งเขาไปงับขาและเห่า ขู่ สัตว์นั้น
          ข. หาทำเลที่ปลอดภัย แล้วคำรามหรือเห่าอย่างดุดัน
          ค. หลบให้พ้นทางสัตว์นั้น
          ง. เข้าไปใกล้สัตว์นั้นอย่างระแวดระวัง หรือเชิงหยอกล้อ

7. หากคุณถือสายจูงโดยปล่อยให้สุนัขเดินนำหน้า เมื่อถึงบริเวณถนนจอแจ สุนัขของคุณจะ…

          ก. หยุดคอยบนบาทวิถี แล้วประเมินสถานการณ์ว่าปลอดภัยที่จะข้ามหรือไม่
          ข. คอยให้คุณตัดสินใจว่าควรจะข้ามเมื่อไหร่
          ค. เดินหน้าต่อไปจนคุณต้องดึงสายจูงกันตัวโก่ง

8. ถ้าคุณต้องการจะเลิกเล่น แต่สุนัขของคุณยังอยากเล่นต่อ เขามีวิธีการแสดงให้คุณรู้อย่างไร

          ก. ครางหงิง ๆ
          ข. พยายามชวนคุณเล่นอีกครั้ง
          ค. เห่าเสียงดัง

9. สุนัขของคุณจำหน้าคนคุ้นเคยเช่นญาติของคุณที่ไปมาหาสู่เป็นครั้งคราวได้หรือไม่

          ก. จำไม่ได้
          ข. จำได้ โดยเฉพาะถ้าคนเหล่านั้นแสดงความใจดีต่อเขา เมื่อเจอกันครั้งหลังสุด
          ค. จำได้บางครั้ง
          ง. จำไม่ได้ เว้นแต่จะมีอาหารให้

10.ถ้าสุนัขของคุณคอแห้งแต่ในถ้วยไม่มีน้ำเลย เขาจะ…

          ก. รอให้คุณเห็นเองว่าในถ้วยไม่มีน้ำ
          ข. หาเครื่องดับกระหายอย่างอื่น เช่น น้ำในโถส้วม หรือในบ่อ
          ค. เดินหาคุณจนพบแล้วร้องคราง
          ง. เรียกร้องความสนใจของคุณให้มาที่ถ้วย เพื่อให้ดูว่าไม่มีน้ำ
          จ. นั่งลงข้าง ๆ ถ้วย แล้วคราง

11. สุนัขของคุณทำอย่างไร เมื่อถูกจับได้ว่าทำผิด

          ก. ค่อย ๆ เดินตัวลีบออกไป หางลู่หูตก
          ข. ลนลานหนี ดวงตาส่อแววกังวล
          ค. ลนลานหนี แต่ดวงตามีแววปรีดา
          ง. ยืนตัวสั่นต่อหน้าคุณ

12. เวลาอยู่ในสภาพแวดล้อมใหม่ สุนัขของคุณมีท่าทางอยากรู้อยากเห็นเพียงใด

          ก. อยากรู้อยากเห็นมาก สำรวจทุกซอกทุกมุม
          ข. อยากรู้อยากเห็นพอสมควร
          ค. อยากรู้อยากเห็นอยู่อย่างเดียว คือจะได้กินอะไรเป็นอาหารเย็น

มาดูคะแนนกัน

          1. ก = 2, ข = 3, ค = 1, ง = 4
          2. ก = 4, ข = 1, ค = 2, ง = 2
          3. ก = 4, ข = 3, ค = 2, ง = 1
          4. ก = 3, ข = 3, ค = 1
          5. ก = 2, ข = 1, ค = 3
          6. ก = 1, ข = 3, ค = 4, ง = 2
          7. ก = 4, ข = 3, ค = 1
          8. ก = 2, ข = 3, ค = 1
          9. ก = 1, ข = 4, ค = 3, ง = 2
          10. ก = 1, ข = 4, ค = 3, ง = 4, จ = 2
          11. ก = 4, ข = 2, ค = 1, ง = 3
          12. ก = 3, ข = 2, ค = 1

ระดับคะแนนของเจ้าตูบ วัดไอคิว

          ต่ำกว่า 14  เคี่ยวเข็ญไปก็เสียแรงเปล่า
          15 – 18 ค่อนข้างหัวขี้เลื่อย
          19 – 23 ฉลาดเป็นบางครั้ง
          24 – 27 ฉลาดปานกลาง
          28 – 31 ฉลาดกว่าเกณฑ์เฉลี่ย
          32 – 37 ฉลาดมาก ๆ
          38 – 41 ฉลาดเป็นกรด
          42 ขึ้นไป เย้! สุนัขของคุณเข้าขั้นอัจฉริยะเลยแหละ




https://horoscope.kapook.com/view13489.html
เครดิตภาพ  https://www.pinterest.com/pin/747597606900682383/

Saturday, September 21, 2019

17 วิธีดูแลสัตว์เลี้ยงช่วงน้ำท่วม ช่วยให้หมา-แมวปลอดภัย แม้ยามอุทกภัยมาเยือน



วิธีดูแลสัตว์เลี้ยงในช่วงน้ำท่วม

          1. พาสัตว์เลี้ยงเข้ามาอยู่ในบ้านด้วยกัน ห้ามปล่อยทิ้งไว้นอกบ้านและห้ามล่ามไว้กับที่เด็ดขาด

          2. หลีกเลี่ยงการปล่อยให้สัตว์เลี้ยงอยู่บริเวณใต้ถุนหรือชั้นล่าง ควรพาขึ้นมาอยู่ด้วยกันที่ชั้นบนของบ้านจะดีที่สุด

          3. ย้ายอุปกรณ์ ของใช้ และของเล่นของสัตว์เลี้ยงมาเก็บไว้ในบริเวณที่สูงและปลอดภัย เพื่อป้องกันความเสียหายจากการเปียกน้ำ

          4. เก็บเอกสารสำคัญของสัตว์เลี้ยง เช่น รูปถ่าย ประวัติ ใบฉีดวัคซีน ข้อมูลการรักษาโรค และเบอร์สัตวแพทย์ ไว้ในซองกันน้ำอย่างดี พร้อมทั้งเก็บไว้ใกล้ตัวอีกหนึ่งชุดด้วย

          5. ไม่พาสัตว์เลี้ยงไปสัมผัสกับสัตว์ตัวอื่นนอกบ้าน เพื่อป้องกันเชื้อโรคและอันตราย

          6. เก็บเศษอาหารและอุจจาระของสัตว์เลี้ยงให้ถูกสุขอนามัย เพื่อลดแหล่งอาหารของหนู แมลงวัน และสัตว์พาหะอื่น ๆ ที่สามารถนำโรคมาสู่สัตว์เลี้ยงได้

          7. แยกสัตว์เลี้ยงแต่ละชนิดออกจากกัน รวมถึงแยกออกจากที่อยู่อาศัยของคนด้วย ทว่าต้องคำนึงถึงความปลอดภัยและพื้นที่ที่มีเป็นหลัก

          8. หมั่นทำความสะอาดที่อยู่อาศัยของสัตว์เลี้ยงให้ถูกสุขลักษณะอยู่เสมอ

          9. หลีกเลี่ยงการให้สัตว์เลี้ยงเดินผ่านจุดที่มีน้ำขังหรือน้ำท่วม เพราะน้ำที่ไหลเชี่ยวเพียง 6 นิ้ว ก็สามารถทำให้น้องหมา น้องแมวล้มได้

          10. อย่าปล่อยให้สัตว์เลี้ยงตัวเปียกนานเกินไป เพราะความชื้นทำให้ผิวหนังอักเสบ จนเกิดเชื้อราและแบคทีเรียได้ง่าย

          11. ระวังไม่ให้สัตว์เลี้ยงกินน้ำที่ท่วมขัง เพราะอาจมีสิ่งสกปรกและสารเคมีปนเปื้อน

          12. สวมเสื้อชูชีพให้สัตว์เลี้ยงด้วย เพราะไม่ใช่สัตว์ทุกตัวจะว่ายน้ำเป็น แถมบางตัวเมื่อเจอน้ำท่วมก็จะเกิดอาการตื่นตระหนกได้ง่าย

          13. มองหาที่พักฉุกเฉินไว้ล่วงหน้าหลาย ๆ แห่ง เผื่อต้องทำการอพยพฉุกเฉิน เช่น บ้านเพื่อน ศูนย์พักพิง หรือโรงแรมนอกเมืองที่สามารถพาสัตว์เลี้ยงไปด้วยได้

          14. เตรียมกระเป๋าฉุกเฉินไว้ให้พร้อมสำหรับกรณีที่ต้องอพยพแบบเร่งด่วน โดยของที่ควรมีติดไปด้วย ได้แก่ รูปถ่ายและเอกสารของสัตว์เลี้ยง หลักฐานยืนยันว่าเป็นเจ้าของ ถ้วยอาหาร อาหาร น้ำดื่ม ยารักษาโรค และชุดปฐมพยาบาลเบื้องต้น พยายามตั้งไว้ในที่ที่มองเห็นชัดเจน หยิบง่าย และควรมีสำรองไว้ในรถหรือจุดอื่น ๆ ด้วย

          15. อพยพทันทีเมื่อมีคำสั่ง อย่าฝืนอยู่ เพราะยิ่งรอเท่าไร ก็ยิ่งเพิ่มความเสี่ยงต่อสัตว์เลี้ยงมากเท่านั้น

          16. หากพบสัตว์ตายเป็นจำนวนมากโดยไม่ทราบสาเหตุ ควรแจ้งเจ้าหน้าที่ปศุสัตว์มาช่วยดูแล ที่เบอร์ Call Center 085-660-9906

          17. หลีกเลี่ยงการนำสัตว์ที่ป่วยตายโดยไม่ทราบสาเหตุมาให้สัตว์เลี้ยงบริโภค เพราะเสี่ยงเจ็บป่วยและติดเชื้อโรค

วิธีดูแลสัตว์เลี้ยงในช่วงหลังน้ำท่วม

          1. หากฝากสัตว์เลี้ยงไว้ที่ศูนย์อพยพ เมื่อน้ำลดลงแล้ว ควรรีบไปรับกลับมาให้เร็วที่สุด

          2. คอยให้อาหารอย่างเหมาะสมและสม่ำเสมอ เพราะสัตว์เลี้ยงหลายตัวต้องอดอาหารหรือได้รับอาหารน้อยกว่าปกติในช่วงน้ำท่วม

          3. อย่าปล่อยสัตว์เลี้ยงออกไปนอกบ้านทันทีหลังน้ำลด เพราะอาจมีเศษแก้ว เศษตะปู หรือสิ่งของอันตรายที่ทำให้เกิดอาการบาดเจ็บได้ ทางที่ดีควรเช็กให้แน่ใจและพาออกไปพร้อมกับสายจูงก่อน เมื่อมั่นใจเต็มที่แล้ว ค่อยปล่อยเป็นอิสระทีหลัง

          4. หลีกเลี่ยงการพาสัตว์เลี้ยงไปสัมผัสหรือมีปฏิสัมพันธ์กับสัตว์อื่นนอกบ้าน เพราะไม่รู้ว่าตัวไหนมีอาการป่วยหรือติดเชื้ออะไรหรือเปล่า

          5. หมั่นทำความสะอาดที่อยู่อาศัยและของใช้ของสัตว์เลี้ยงให้สะอาดอยู่เสมอ โดยเริ่มแรกให้ทำความสะอาดด้วยผงซักฟอก แล้วค่อยลงน้ำยาฆ่าเชื้อต่อ อย่าลืมสวมถุงมือเพื่อความปลอดภัย พร้อมทั้งทำตามคำแนะนำอย่างเคร่งครัดด้วย

          6. รีบกำจัดซากสัตว์ที่ตายให้เร็วที่สุด เพื่อป้องกันการแพร่เชื้อโรค

          7. งดการนำสัตว์เลี้ยงตัวอื่นที่ตายโดยไม่ทราบสาเหตุมาให้สัตว์เลี้ยงบริโภค เพื่อป้องกันการเจ็บป่วย

          ถึงแม้ปัญหาน้ำท่วมหลายครั้งจะไม่มีการแจ้งเตือนล่วงหน้า แต่เจ้าของก็ต้องคอยสังเกตและหมั่นเตรียมตัวรับมือให้พร้อมเสมอ พยายามจัดอาหารและน้ำสะอาดสำหรับสัตว์เลี้ยงเผื่อไว้ในกรณีฉุกเฉิน รวมถึงควรตรวจสุขภาพ ถ่ายพยาธิ กำจัดเห็บหมัด และฉีดวัคซีนป้องกันโรคเป็นประจำ เพื่อช่วยสร้างสุขภาพที่ดี และอย่าลืมเตรียมกระเป๋าสำรองไว้ให้พร้อมตลอดเวลาด้วย


ขอขอบคุณข้อมูลจาก American Kennel Club, กรมปศุสัตว์ และกรมควบคุมโรค
https://pet.kapook.com/view214834.html



Thursday, September 19, 2019

ไม่ยาก! 8 คำแนะนำดี ๆ เกี่ยวกับการเก็บอึสุนัข



เรียบเรียงข้อมูลโดยกระปุกดอทคอม

         อึสุนัขเรื่องขี้ ๆ ที่ใครหลายคนมองข้าม ซึ่งในความเป็นจริงแล้วเรื่องอึสุนัขถือเป็นเรื่องใหญ่เดียว เพราะการที่เจ้าของปล่อยให้สุนัขอึแล้วไม่เก็บ นอกจากจะสร้างความสกปรกให้กับบริเวณนั้นแล้ว ยังเป็นแหล่งสะสมเชื้อแบคทีเรีย สาเหตของโรคร้ายต่าง ๆ นอกจากนี้อึสุนัขยังสร้างความเดือดร้อนมากมายให้กับผู้คนรอบข้างด้วย วันนี้เราก็ขอนำข้อมูลและคำแนะนำเกี่ยวกับอึสุนัขมาฝากกัน

          1.หากพบว่ามีอึของสุนัขภายในบริเวณบ้านของคุณ ควรรีบฉีดน้ำทำความสะอาดทันที เพราะออกซิเจนในน้ำและเข้าไปละลายสารไนโตรเจนในอึสุนัข หลังจากนั้นสารที่เหลือก็จะกลายเป็นอาหารของหญ้า ต้นไม้ และสัตว์ชนิดอื่น ๆ ต่อไป

          2. ในอึของสุนัขเต็มไปด้วยเชื้อโรคมากมาย อาทิ เชื้อไกอาเดีย ซัลโมเนลลา และเชื้ออีโคไลท์ หากเชื้อโรคเหล่านี้เข้าสู่ร่างกายของคนและสุนัขจะทำให้เกิดอาการท้องร่วง ท้องเสีย หรืออาหารเป็นพิษได้

          3. นอกจากเชื้อโรคต่าง ๆ แล้ว ยังพบว่าในอึของสุนัขอาจจะมีพยาธิตัวกลม และพยาธิปากตะขอปะปนอยู่ ซึ่งพยาธิเหล่านี้สามารถปรับตัว และอาศัยอยู่ในดินได้ดี จึงทำให้พยาธิมีชีวิตอยู่ได้นาน ดังนั้นหากไม่รีบจำกัดอึสุนัข พยาธิเหล่านั้นก็อาจจะชอนไชลงในดินและเข้าสู่ร่างกายของคุณได้

          4. ถึงแม้บ้านเรายังไม่มีกฎหมายที่ว่าด้วยเรื่องอึหมา แต่หลายเมืองในต่างแดนอย่างเช่น เมืองนิวยอร์ก ในประเทศสหรัฐอเมริกา และเมืองปารีส ของฝรั่งเศสได้เขียนกฎหมายเกี่ยวกับอึสุนัขไว้อย่างชัดเจนว่า เจ้าของทุกคนต้องเก็บอึสุนัขและทำความสะอาดบริเวณที่สุนัขอึด้วย จึงไม่น่าแปลกใจเลยว่าทำไมบ้านเมืองของพวกเขาสะอาดสะอ้านนัก ถ้าหากใครคิดจะพาสุนัขไปเที่ยวก็อย่าลืมศึกษากฎหมายของเมืองนั้นไว้ด้วยนะ

         5. ในกรณีที่คุณพาสุนัขเดินทางไปท่องเที่ยวตามสถานที่ต่าง ๆ หากจำเป็นต้องพักค้างคืนควรหาโรงแรมหรือที่พักที่อนุญาตให้นำสุนัขเข้าพักได้ และปฏิบัติตามข้อตกลงอย่างเคร่งครัด ถ้าหากเป็นไปได้ควรจ่ายค่าบริการเพิ่มเติมให้กับทางที่พักด้วย

          6. การปล่อยให้สุนัขอึเรี่ยราดถือเป็นการสร้างความเดือดร้อนให้ผู้อื่นเป็นอย่างมาก เพราะนอกจากจะทำให้บริเวณนั้นสกปรกแล้ว อึของสุนัขยังส่งกลิ่นไปทั่วอีกด้วย

         7. ทุกครั้งที่ต้องเก็บอึของสุนัขควรนำปูนขาวมาโรยก่อนทุกครั้ง เพราะปุนขาวมีคุณสมบัติช่วยดูดซับกลิ่นไม่พึงประสงค์ได้อย่างดี

          8. เมื่อคุณพาสุนัขของคุณออกไปเดินเล่นควรพกถุงพลาสติก และกระดาษชำระติดตัวไปด้วยทุกครั้ง เอาไว้ใช้สำหรับเก็บอึสุนัขก่อนจะนำไปทิ้งในถังขยะ

         การเก็บอึสุนัขไม่ใช่เรื่องขี้ ๆ จริง เพราะการที่คุณทำความสะอาดและเก็บอึสุนัขไปทิ้งนอกจากจะช่วยลดการแพร่กระจายของโรคต่าง ๆ แล้วยังไม่ทำให้ผู้อื่นเดือดร้อนอีกด้วย นอกจากนี้การเก็บอึสุนัขยังช่วยให้คุณผูกมิตรกับคนใกล้ชิดได้ง่ายขึ้น อย่างเช่น เพื่อนข้างบ้านของคุณด้วย รู้แบบนี้แล้วหากครั้งหน้าหากคุณพาสุนัขไปเดินเล่น หรือออกไปเที่ยว ก็อย่าลืมยืดอดพกถุงไปเก็บอึสุนัขกันด้วยนะคะ


https://pet.kapook.com/view51711.html

เครดิตภาพ  https://www.pinterest.com/pin/558868635009400475/

Tuesday, September 17, 2019

10 อาหารคนที่ห้ามให้หมา-แมวกินเด็ดขาด!


เรียบเรียงข้อมูลโดยกระปุกดอทคอม

          อาหารคนต้องห้าม ที่อย่าให้หมา-แมวลองกินจะดีกว่า เพราะอาจทำอันตรายได้ถึงชีวิต คนรักสัตว์อย่าเผลอให้กินอาหารต้องห้ามเหล่านี้เด็ดขาด


          อาหารที่เรากินกันอยู่ทุกวัน และคิดว่ามีประโยชน์ หรืออร่อย จนอยากแบ่งปันกับสัตว์เลี้ยงตัวโปรดของคุณ รู้หรือไม่ว่าอาจจะทำให้น้องหมา น้องแมว มีอันตรายถึงชีวิต ด้วยความรู้เท่าไม่ถึงการ วันนี้กระปุกดอทคอมนำรายชื่ออาหารต้องห้ามสำหรับน้องหมา น้องแมวมาฝาก เมื่อรู้แล้วก็ควรหลีกเลี่ยงที่จะให้อาหารเหล่านี้ หรือเก็บไว้ให้ไกลจากสัตว์เลี้ยงของคุณ ไม่ว่าอาหารเหล่านี้จะมีประโยชน์ หรืออร่อยมากแค่ไหนก็ตาม

1. กระเทียมและหัวหอม

          ควรนำกระเทียมและหัวหอมไว้ให้ไกลจากน้องหมา และน้องแมว เพราะว่ากระเทียมและหัวหอมอาจจะทำให้เกิดอันตรายได้ เมื่อหมา-แมวเผลอกินกระเทียมและหัวหอมเล่น อาจจะทำให้ระบบย่อยทำงานผิดปกติ เป็นโรคทางเดินหายใจ เซลล์เม็ดเลือดแดงเกิดความเสียหาย หรืออาจทำให้เป็นอันตรายถึงชีวิตได้ เช่น อาจจทำให้เกิดอาการคลื่นไส้ อาเจียน และในที่สุดขับถ่ายไม่เป็นปกติ ซึ่งจะทำให้สัตว์เลี้ยงมีร่างกายที่อ่อนแอลง และจนอาจถึงแก่ชีวิต ดังนั้นควรวางหัวหอมและกระเทียมให้ไกลดีกว่า

2. นมสด

          ใครที่คิดว่านมสดยังมีประโยชน์ต่อน้องหมา น้องแมวที่โตแล้วนั้น ลองคิดใหม่ดีกว่าค่ะ เพราะนมอาจจะทำให้เกิดปัญหาในเรื่องระบบการย่อยและการขับถ่าย ซึ่งอาจเป็นเหตุทำให้ท้องเสียได้ โดยร่างกายจะอ่อนแอ เป็นอันตรายถึงชีวิต ดังนั้นถ้าสัตว์เลี้ยงตัวไหนที่แอบมากินนมสดของคุณที่วางไว้ ก็ควรเก็บนมให้เป็นที่เป็นทางให้ห่างไกลจากสัตว์เลี้ยง เพื่อสุขภาพของพวกมันเองนะคะ

3. แอลกอฮอล์

          สำหรับเจ้าของคนไหนที่คิดว่า การที่เห็นสัตว์เลี้ยงดื่มแอลกอฮอล์แล้วเป็นเรื่องสนุก อาจจะทำให้ผลที่ตามมากับสัตว์เลี้ยงไม่ตลกอย่างที่คิด เพราะแอลกอฮอล์จะทำให้น้องหมา น้องแมวได้รับสารพิษมากเกินไป เพราะอย่าลืมว่าสัตว์เลี้ยงมีร่างกายที่เล็กกว่าคนเรา และระบบภายในร่างกายของสัตว์พวกนี้ก็ไม่ได้มีไว้เพื่อที่จะดื่มแอลกอฮอล์ในจำนวนมาก ซึ่งถ้าน้องหมา น้องแมวได้รับแอลกอฮอล์มากเกินไป อาจทำให้ช็อกและเสียชีวิตได้

4. ช็อกโกแลต


          ช็อกโกแลตอาจเป็นของโปรดของใครต่อหลายคนรวมทั้งน้องหมา น้องแมว แต่รู้ไหมว่าช็อกโกแลตอาจทำให้เจ้าตูบ และเจ้าเหมียวมีอัตราการเต้นหัวใจที่ผิดปกติ หรืออาจจะทำให้ร่างกายทำงานปกติ ซึ่งอาจส่งผลให้เกิดอันตรายต่อชีวิตสัตว์เลี้ยงตัวโปรดของคุณ และอาการเบื้องต้นก็คือ อาเจียน หอบหืด และร่างกายเริ่มอ่อนแอ ดังนั้นควรไว้ช็อกโกแลตให้ห่างจากเจ้าตูบ และเจ้าเหมียว

5. องุ่นและลูกเกด

          ผลไม้บางชนิดก็อาจทำให้เกิดอันตรายต่อน้องเหมียวและเจ้าตูบได้เหมือนกัน เช่น องุ่น และลูกเกด ถ้าได้เผลอวางผลไม้ชนิดนี้ไว้ใกล้ ๆ สัตว์เลี้ยง ให้รีบนำออกไปไว้ให้ไกลทันที เพราะองุ่น และลูกเกด จะทำให้อาเจียนเมื่อกินเข้าไป หรืออาจจะเป็นสาเหตุให้เกิดอาการซึมเศร้า รวมทั้งทำให้ระบบไตทำงานล้มเหลว ถ้าสัตว์เลี้ยงของคุณชอบผลไม้จริง ๆ ให้ลองเปลี่ยนมาเป็น กล้วย แอปเปิล หรือส้ม ก็ได้ค่ะ

6. ผลอะโวคาโด

          ผลอะโวคาโดที่คุณคิดว่าอาจให้ประโยชน์ต่อสัตว์เลี้ยง แต่จริง ๆ แล้วคือสารพิษดี ๆ นี่เอง ที่เป็นอันตรายต่อร่างกายของน้องหมา และน้องแมว เมื่อได้กินผลอะโวคาโดเข้าไปจะทำให้ร่างกายทำงานไม่สะดวก หายใจติดขัด หัวใจทำงานผิดปกติ และอาจจะส่งผลอันตรายต่อชีวิต

7. เนื้อสดและกระดูก

          แน่นอนว่าเนื้อสดและกระดูก เป็นอาหารโปรดของสุนัขและแมว ทำให้หลายคนเชื่อว่าต้องให้ประโยชน์และมีผลดีต่อร่างกายของสัตว์เลี้ยงไม่มากก็น้อย แต่จริง ๆ แล้วกระดูกและเนื้อสดอาจทำให้เป็นอันตรายต่อสัตว์เลี้ยงได้ค่ะ เมื่อน้องหมาหรือน้องแมวได้กินเนื้อกระดูกเข้าไปและอาจจะไม่ระวังอาจทำให้กระดูกติดคอ จนอาจเสียชีวิต ส่วนเนื้อสดแม้แต่คนเรายังหลีกเลี่ยงที่จะกินเพราะไม่สะอาด และเต็มไปด้วยเชื้อโรค แบคทีเรียต่าง ๆ ดังนั้นจึงควรหลีกเลี่ยงกับสัตว์เลี้ยงเช่นเดียวกัน

8. ขนมปังและยีส

          ขนมปังที่เราชอบรับประทานกันในทุกเช้า และเจ้าของคนไหนที่ชอบแบ่งกินกับสัตว์เลี้ยงตัวโปรดให้รู้ไว้เลยว่า ขนมปังและยีสอาจทำให้สุนัขหรือแมวท้องอืดได้ ซึ่งจะส่งผลต่อการทำงานของลำไส้ทำให้มีปัญหาในเรื่องของระบบย่อยอาหาร ถึงแม้ปัญหานี้ส่วนมากจะเกิดจากยีส แต่ขนมปังก็อาจส่งผลให้เกิดอันตรายได้เช่นกัน

9. น้ำตาลหรือของหวาน

          น้ำตาลหรือของหวานเป็นสิ่งที่ควรไว้ให้ห่างจากน้องหมา น้องแมว ถึงแม้ว่าพวกมันจะชอบกินแค่ไหนก็ตาม เพราะน้ำตาลหรือของหวานจะทำให้ระบบร่างกายเกิดการล้มเหลว มีอาการอาเจียนถ้าได้รับเข้าไปในปริมาณที่มาก อ่อนเพลีย รู้สึกง่วงนอนตลอดเวลา ซึ่งในภายหลังอาจเป็นอันตรายต่อชีวิตได้ ดังนั้นควรไว้ของหวานและน้ำตาลให้ห่างไกลจากสัตว์เลี้ยงตัวโปรดของคุณ เพื่อความปลอดภัย และสุขภาพที่ดีต่อตัวสัตว์เลี้ยงเอง

10. ถั่วแมคาเดเมีย

          หลายคนที่เคยได้ลิ้มลองถั่วแมคาเดเมียก็คงจะตัดใจจากความอร่อยนี้ไม่ได้ จึงทำให้อยากแบ่งปันกับสัตว์เลี้ยงที่รัก โดยหารู้ไม่ว่าจะทำให้เกิดอันตรายต่อสัตว์เลี้ยงของคุณเอง เพราะถ้าเจ้าตูบหรือเจ้าเหมียวได้กินเข้าไปแล้ว ถึงแม้จะในปริมาณที่เล็กน้อยก็อาจจะทำให้เกิดอันตรายได้ เพราะถั่วแมคาเดเมียจะทำให้ร่างกายของน้องหมาน้องแมวอ่อนแอ เป็นอัมพาต และสุดท้ายอาจทำให้เสียชีวิต จึงควรระวังไม่ให้เจ้าตูบและเจ้าเหมียวเข้าใกล้ถั่วชนิดนี้เป็นอันขาด


          เมื่อรู้อย่างนี้แล้วก็ควรวางอาหารและของกินเหล่านี้ให้ห่างจากตัวเจ้าตูบ และเจ้าเหมียว เพื่อที่คุณจะได้ใช้เวลากับสัตว์เลี้ยงได้นานมากขึ้น และใช้เวลาที่มีความสุขร่วมกัน นอกจากนี้ก็ควรศึกษาว่าอาหารชนิดไหนที่มีประโยชน์ต่อสัตว์เลี้ยงของคุณจริง ๆ จะดีกว่านะคะ


https://pet.kapook.com/view104198.html

เครดิตภาพ https://www.pinterest.com/pin/734649757981184947/

Wednesday, August 14, 2019

9 สุนัขพันธุ์เล็กสำหรับผู้สูงอายุ เพื่อนซี้แก้เหงาคู่ใจวัยชรา





9 สุนัขพันธุ์เล็กสำหรับผู้สูงอายุ เลี้ยงง่าย ฝึกง่าย นี่แหละตัวช่วยแก้เหงา บำบัดความเศร้า และผ่อนคลายความเครียดให้กับคนวัยชรา

ไม่ว่าจะเด็กหรือแก่ อายุมากหรืออายุน้อย สุนัขก็ถือเป็นเพื่อนซี้สี่ขาที่ทุกคนควรมี เพราะการเลี้ยงสุนัขมีประโยชน์ต่อสุขภาพและจิตใจเพียบ ไม่ว่าจะช่วยเป็นเพื่อนแก้เหงา ช่วยลดความเครียด ช่วยลดความดันเลือด ช่วยป้องกันโรคซึมเศร้าและความวิตกกังวล แถมการทำกิจกรรมร่วมกันกับสุนัขก็ยังเป็นการออกกกำลังกายชั้นดีอีกต่างหาก งานนี้ก็เลยมีการสนับสนุนให้ผู้สูงอายุหันมาเลี้ยงสุนัขกันยกใหญ่ อ๊ะ ๆ ๆ แต่การเลี้ยงสุนัขไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะเราต้องคำนึงถึงความชื่นชอบ เข้ากัน และความสามารถในการเลี้ยงของแต่ละคน รวมถึงความต้องการและพฤติกรรมของสุนัขด้วย ฉะนั้นวันนี้ดอทคอมเลยถือโอกาสรวบรวมข้อมูล สุนัขพันธุ์เล็ก สำหรับผู้สูงอายุมาฝาก เอาเป็นว่าจะมีสายพันธุ์ไหนที่เหมาะจะเลี้ยงเป็นเพื่อนแก้เหงาให้กับคนวัยชราบ้าง ตามมาดูกันเลยค่ะ

1. บิชอง ฟริเซ่


บิชอง ฟริเซ่ (Bichon Frise) เป็นสุนัขขนฟูที่มีนิสัยเริงร่าและน่ารัก จึงเป็นสายพันธุ์ที่เหมาะจะเลี้ยงไว้เป็นเพื่อนยามเหงา ซึ่งด้วยน้ำหนักเฉลี่ยประมาณ 3-6 กิโลกรัม จึงทำให้มันอุ้มง่าย สามารถฝึกฝนได้ และดูแลน้อยไม่ยาก เพียงแค่เจ้าของพาไปตัดแต่งขนเป็นประจำทุกเดือนหรือสองเดือน พร้อมพาออกกำลังอย่างเหมาะสม เท่านี้ก็เพียงพอที่จะทำให้มันมีสุขภาพดีงามและมีความสุขตลอดเวลาที่อยู่กับเราแล้วล่ะค่ะ

2. คาวาเลียร์ คิง ชาลส์ สแปเนีย

คาวาเลียร์ คิง ชาลส์ สแปเนียล (Cavalier King Charles Spaniel) เป็นสุนัขที่เหมาะจะเลี้ยงไว้เป็นเพื่อนผู้สูงอายุ เพราะน่ารัก ปรับตัวง่าย แถมยังชอบมาคลอเลีย อยู่ใกล้กับเจ้าของอีกต่างหาก และโดยส่วนใหญ่สุนัขพันธุ์นี้จะมีน้ำหนักประมาณ 4-8 กิโลกรัมเท่านั้น จึงทำให้ผู้สูงอายุสามารถอุ้มได้ เชื่อง แถมยังขี้อ้อน อีกทั้งลักษณะนิสัยก็ยังฝึกเลี้ยงง่าย ส่วนการดูแลก็แค่ต้องพาไปตัดแต่งขนและทำความสะอาดอย่างดีเป็นประจำ 

3. เฟรนช์ บูลด็อก

เฟรนช์ บูลด็อก (French Bulldog) เป็นสุนัขที่เต็มไปด้วยความร่าเริง สดใส มีนิสัยกระตือรือร้น ช่วยคลายเหงา หลายเศร้าให้คนสูงวัยได้เป็นอย่างดี แถมยังมีขนาดกะทัดรัด น้ำหนักประมาณ 8-12 กิโลกรัม ทำให้อุ้มง่าย และแม้ว่าเจ้าตูบพันธุ์นี้จะมีพลังล้นเหลือ ขี้เล่น แต่ก็สามารถฝึกให้เชื่องได้ ฉะนั้นการพาไปออกกำลังกายแบบปานกลางทุกวันจึงเหมาสมที่สุด ส่วนการดูแลทำความสะอาดตัดแต่งขนก็เหมือนกับสุนัขทั่วไป แต่ควรระวังและใส่ใจปัญหาสุขภาพ เช่น เรื่องระบบทางเดินหายใจและเรื่องผิวอยู่เสมอ

4. มอลทีส

มอลทีส (Maltese) เป็นสุนัขตัวเล็ก ๆ ขนขาว ๆ คล้ายกันกับบิชอง ฟริเซ่ ซึ่งส่วนใหญ่จะมีนิสัยขี้เล่น ขี้อ้อน ชอบนอนบนตักเจ้าของ ออกกำลังกายด้วยการเดินเล่น ฝึกง่าย เลี้ยงง่าย ด้วยขนาดลำตัวที่ไม่ใหญ่มากนัก เจ้าของสามารถอุ้มใส่กระเป๋า พาไปไหนได้ต่อไหนก็ได้ ส่วนการดูแลก็เหมือนกับกันบิชอง ฟริเซ่ คือ ต้องการการตัดแต่งขนจากช่างผู้เชี่ยวชาญเป็นประจำทุก 1-2 เดือน

5. พ็อมโบรค เวลช์ คอร์กี้

พ็อมโบรค เวลช์ คอร์กี้ (Pembroke Welsh Corgi) เป็นสุนัขที่เหมาะสำหรับคนที่กำลังมองหาเพื่อนซี้สี่ขาที่มีขนาดเล็กถึงขนาดกลาง เพราะมีน้ำหนักประมาณ 10-13 กิโลกรัม เรียกได้เป็นว่าขนาดเล็กกำลังดี พอที่จะอุ้มได้ไม่ยาก แถมขาสั้น ๆ ของมันก็ยังทำให้ดูน่ารัก น่าหลงสุด ๆ อีกทั้งยังมีความฉลาด และฝึกฝนง่ายอีกต่างหาก อย่างไรก็ตามสุนัขพันธุ์นี้มีสัญชาติญาณนักล่าอยู่ในตัว ฉะนั้นจึงต้องพาไปออกกำลังกายเป็นประจำ แต่สำหรับผู้สูงอายุ เพียงแค่พาไปเดินเล่นก็เพียงพอแล้ว สำหรับเรื่องขน เรื่องโรค ไม่มีอะไรน่าเป็นห่วงเลย

6. ปอมเมอเรเนียน

ปอมเมอเรเนียน (Pomeranian) ถือเป็นสุนัขตัวโปรดอันดับต้นของคนที่ชอบสุนัขพันธุ์เล็กเลยทีเดียว เนื่องจากมีขนาดเล็กจิ๋วหลิวมาก มีน้ำหนักประมาณ 1-3 กิโลกรัมเท่านั้น บอกเลยว่าสามารถอุ้มใส่กระเป๋าพกพาไปได้ทุกที่ แต่ที่น่าสนใจยิ่งกว่านั้น คือ สุนัขพันธุ์นี้มีความน่าเอ็นดู มีนิสัยขี้อ้อนและขี้เล่นมาก ๆ เหมาะจะเป็นเพื่อนแก้เหงาสุด ๆ ถ้าหากผู้สูงอายุคนไหนเลี้ยงไว้ที่บ้าน รับรองจะได้เห็นเจ้าตูบเพลิดเพลินกับของเล่นทั้งวัน แถมยังได้มีความสุขกับการที่มันมางีบหลับบนตักด้วย

7. พุดเดิ้ล

พุดเดิ้ล (poodle) เป็นสุนัขที่ฉลาด เรียนรู้เร็ว ปรับตัวง่าย เข้าได้กับทุกคน ทุกบ้าน จึงทำให้กลายเป็นหนึ่งในสายพันธุ์สุนัขที่นิยมกันไปทั่วโลก ยิ่งไปกว่านั้นทาสหมายังสามารถเลือกขนาดของพุดเดิ้ลได้ตามต้องการอีกต่างหาก ซึ่งถ้าหากใครอยากเลี้ยงสุนัขขนาดเล็ก สูงไม่เกิน 12 นิ้ว หนักประมาณ 6 กิโลกรัม ก็ขอแนะนำเป็นพุดเดิ้ลทอย (Toy Poodle) ถ้าหากใครอยากเลี้ยงสุนัขขนาดกลาง สูงประมาณ 11-15 นิ้ว หนักประมาณ 11 กิโลกรัม ก็ขอแนะนำเป็นพุดเดิ้ล มินิเจอร์ (Miniture Poodle) ส่วนถ้าหากใครอยากเลี้ยงสุนัขขนาดใหญ่ สูงประมาณ 18-22 นิ้ว หนักประมาณ 20 กิโลกรัม ก็ขอแนะนำเป็นพุดเดิ้ล สแตนดาร์ด (Standard Poodle) ที่สำคัญสุนัขพันธุ์นี้ยังมีความซื่อสัตย์และน่าหลงใหลมาก ๆ การดูแลก็ไม่ยุ่งยาก เพียงแค่พาไปเดินเล่นเป็นประจำ และพาไปตัดแต่งขนให้สวยงามทุก ๆ 1-2 ดือนเท่านั้นเองค่ะ

8. ชิสุ

ชิสุ (Shih Tzu) เป็นอีกหนึ่งสุนัขพันธุ์เล็กยอดนิยม เพราะอุ้มได้ เลี้ยงง่าย แถมหน้าตาน่ารัก มีน้ำหนักประมาณ 4-7 กิโลกรัม ซึ่งแม้พื้นเพนิสัยจะมีความดื้อซนอยู่บ้าง แต่ส่วนใหญ่ก็สามารถฝึกฝนได้ ส่วนการดูแล เลี้ยงดูก็ไม่ยาก เพียงแค่พาไปเดินเล่นทุกวันและตัดแต่งขนให้สวยงามเสมอ อย่างไรก็ตามสุนัขพันธุ์นี้มีมักจะมีปัญหาเกี่ยวกับโรคผิวหนัง รวมถึงพวกโรคเกี่ยวกับระบบทางเดินหายใจ ทว่าไม่ต้องกังวลมากไป เพราะอยู่ในระดับที่มีความเสี่ยงน้อยกว่าสุนัขพันธุ์เฟรนช์ บูลด็อก

9. เวสต์ ไฮแลนด์ ไวท์ เทอร์เรีย

เวสต์ ไฮแลนด์ ไวท์ เทอร์เรีย หรือเวสตี้ (West Highland White Terrier) ถือเป็นเพื่อนซี้สี่ขาที่ยอดเยี่ยม เพราะถึงแม้จะตัวเล็ก ตัวน้อย มีน้ำหนักประมาณ 5-9 กิโลกรัม แต่ก็ไม่ได้อ่อนแอหรือบอบบางเหมือนกับปอมเมอเรเนียนและมอลทีส อีกทั้งยังอุ้มได้สบาย และไม่จำเป็นต้องพาเข้าร้านตัดแต่งขนบ่อย ๆ เหมือนกับสุนัขพันธุ์เล็กตัวอื่น เรียกได้ว่าเป็นน้องหมาที่มีครบทั้งความเป็นมิตร เลี้ยงง่าย แถมดูแลไม่ยาก เหมาะกับผู้สูงอายุมาก ๆ เลยล่ะ

อ้โห มีสุนัขพันธุ์เล็กสำหรับเลี้ยงเป็นเพื่อนผู้สูงอายุเพียบเลยนะคะ แต่อย่างไรก็อย่าลืมล่ะว่า สายพันธุ์อย่างเดียวไม่สามารถบอกได้ว่าสุนัขตัวนั้น ๆ จะเหมาะกับเราหรือเปล่า เนื่องจากเจ้าตูบแต่ละตัวก็มีลักษณะนิสัยที่แตกต่างกันออกไป ฉะนั้นถ้ามีโอกาสก็ควรทำความรู้จักก่อนจะนำมาเลี้ยง หรือไม่เช่นนั้นก็ต้องทำความเข้าใจ ปรับตัว และหาทางฝึกสุนัขที่เลี้ยงให้ได้ จะได้ช่วยให้การเลี้ยงสุนัขแฮปปี้ มีความสุขทั้งสองฝ่ายเลยไง

ขอขอบคุณข้อมูลจาก thesprucepets และ nylabone
เครดิตภาพ https://www.pinterest.com/pin/56365432833374219/