Tuesday, December 3, 2019
ก้อนเนื้อพิศวง...ใช่เนื้อร้ายหรือเปล่านะ
เรียบเรียงข้อมูลโดยกระปุกดอทคอม
เพราะทั้งน้องหมาน้องแมวเป็นสัตว์เลี้ยงแสนรักที่มักจะต้องคลุกคลีกับคนเสมอ ๆ การสัมผัส ลูบไล้ เล่น กอด และหอมกัน ดูจะเป็นเรื่องธรรมดาสามัญเอามาก ๆ แต่หากวันใดที่การสัมผัสนั้น พบสิ่งแปลกปลอมบนตัวสัตว์เลี้ยง แน่นอนว่าผู้เป็นเจ้าของก็ต้องหาคำตอบให้ได้ว่ามันคืออะไร???
รศ.น.สพ.ปานเทพ รัตนากร กล่าวถึงเรื่องนี้ว่า บ่อยครั้งที่ผู้เลี้ยงสุนัข-แมว มักจะพกพาเอาคำถามที่เจ้าตัวสะดุดจากการสัมผัสสัตว์เลี้ยง โดยพบก้อนเนื้อ หรือรอยนูนใต้ผิวหนัง ด้วยเกรงว่านั่นอาจเป็นเนื้อร้ายก่อโรคมะเร็งที่จะมาพรากเจ้าตัวโปรด เพราะสุนัขก็สามารถเป็นมะเร็งได้เช่นเดียวกับคน ทั้งมะเร็งผิวหนัง มะเร็งปอด มะเร็งตับ มะเร็งมดลูก ฯลฯ
ทั้งนี้ รศ.น.สพ.ปานเทพ บอกว่า ก้อนเนื้อที่คลำพบ อาจไม่ใช่เนื้อร้ายเสมอไป เพราะก้อนเนื้อนั้นสามารถเกิดได้จากหลายสาเหตุ ไม่ว่าจะเป็น อาการภูมิแพ้ หรือเป็นถุงห้อเลือด บางกรณีเป็นก้อนใหญ่สักหน่อย หรือมีเนื้อในนุ่ม ๆ อันเกิดจากไขมัน ก็เป็นเพียงก้อนไขมันใต้ผิวหนัง ซึ่งต่างจากเนื้อร้ายที่จะรู้สึกจากมือสัมผัสได้ยากทีเดียว
อย่างไรก็ดี หากพบก้อนเนื้อที่พบนั้นมีการขยายตัวเร็วและใหญ่ผิดปกติ และสัตว์เลี้ยงมีอาการเจ็บปวด มีเลือดออก หรือมีขอบขยุกขยิกไม่เรียบแทรกตัวไปในเนื้อเยื่อข้างเคียงใต้ผิวหนัง ฯลฯ ผู้เลี้ยงจะต้องนำสัตว์เลี้ยงมาพบสัตวแพทย์เพื่อรับการตรวจเช็ค ซึ่งการจะบอกได้ว่าสัตว์เลี้ยงเป็นมะเร็งหรือไม่นั้น จำเป็นต้องตัดชิ้นเนื้อต้องสงสัยส่งไปให้ผู้เชี่ยวชาญด้านมะเร็งวิทยาตรวจ และรายงานผลมาให้ ก็จะทำให้รู้อย่างชัดเจน เพื่อเป็นแนวทางในการรักษาต่อไป
https://pet.kapook.com/view12473.html
เครดิตภาพ https://www.pinterest.com/pin/747597606879350395/
Sunday, December 1, 2019
เทคนิคพาหมาซ่าท้า (เสียง) ฟ้าฝน
เรื่อง : น.สพ.กมล ภาคย์ประเสริฐ
ฝนตก ฟ้าร้อง และลมก็ค่อย ๆ พัดแรงขึ้น สุนัขที่บ้านเริ่มออกอาการหายใจแรง เดินวนไปมา ตัวสั่น และพยายามจะหาที่ซ่อนตัวน้ำลายเริ่มไหล ส่งเสียงเห่าหรือคราง บางตัวอาจตะกุยทำลายข้าวของในบ้านเนื่องจากควบคุมอาการกลัวไม่อยู่ นี่เป็นเรื่องจริงที่เกิดขึ้นกับหลาย ๆ บ้าน และเป็นปัญหาพฤติกรรมที่มีเจ้าของมาปรึกษามากที่สุด เคยเจออาการรุนแรงสุดที่เจ้าของเล่าให้ฟัง คือ สุนัขตกใจสุดขีดวิ่งพล่านและหนีออกจากบ้านขณะที่ฝนตก จนเจ้าของต้องขับรถออกไปตาม หากสุนัขที่บ้านของคุณมีอาการข้างต้น เทคนิคต่อไปนี้จะช่วยลดอาการกลัวเสียงฟ้าร้องของสุนัขที่บ้านคุณได้ครับ
เทคนิคที่ 1 : สร้างห้องหลบภัย
เหมาะกับสุนัขที่มีอาการไม่มาก กลัวแค่เสียงฟ้าร้อง ไม่ได้กลัวเสียงฝนตก หรือลมพัดแรง ๆ ทุกครั้งที่ฝนเริ่มตกให้เจ้าของพาสุนัขเข้าไปในห้องที่อยู่ด้านในของบ้านทันที ปิดหน้าต่างให้สนิท เพื่อให้เสียงฟ้าร้องเล็ดลอดเข้ามาน้อยที่สุด เปิดเสียงเพลงหรือโทรทัศน์เพื่อช่วยกลบเสียงฟ้าร้อง เจ้าของควรมาอยู่กับสุนัขในห้องดังกล่าวด้วย เพื่อให้สุนัขรู้สึกปลอดภัยและสบายใจ หากเจ้าของไม่สามารถอยู่กับสุนัขได้จริง ๆ อาจเอาเสื้อผ้าที่มีกลิ่นทิ้งไว้ใกล้ ๆ ตัวสุนัขแทน สำหรับสุนัขที่เคยฝึกให้รู้สึกดีกับการอยู่ในที่นอน โดยการเอาขนมหรือของเล่นไปวางในช่วงที่สุนัขเข้าไปนอน อาจย้ายที่นอนสุนัขมาไว้ในห้องนี้ชั่วคราวด้วย เพื่อให้สุนัขมีมุมที่จะเข้าไปนั่งไปนอนเมื่อรู้สึกไม่สบายใจ
เทคนิคที่ 2 : สงบคือสิ่งดีเสมอ
การฝึกสุนัขให้เรียนรู้ที่จะสงบเป็นกุญแจสำคัญของการแก้ปัญหาความกลัวทุกรูปแบบในสุนัข Dogazine ฉบับ Home Alone เดือนมีนาคม ผมเคยสอนวิธีการฝึกให้สงบเพื่อช่วยลดความกลัวของสุนัขเมื่อต้องอยู่บ้านเพียงลำพังไปแล้ว ซึ่งเราสามารถปรับการฝึกมาใช้กับสุนัขที่กลัวเสียงฟ้าร้องได้
วิธีการฝึกให้สงบง่าย ๆ อีกรูปแบบหนึ่ง คือ การฝึกคำสั่งพื้นฐาน "คอย" โดยจะมีการเน้นในส่วนของอาการขณะคอยว่าสุนัขต้องอยู่ในท่าทางที่ดูสงบ และจะค่อย ๆ ปรับระยะเวลาการคอยให้นาน ขึ้นในการฝึกแต่ละครั้ง ก่อนอื่นไปทบทวนคำสั่ง "นั่ง" และ "หมอบ" กันก่อนครับ ที่ www.facebook.com/petmanner
หากพร้อมแล้วให้เริ่มหาสถานที่ฝึก โดยในช่วงแรกต้องเป็นบริเวณที่สงบ ไม่มีคนหรือสุนัขเดินผ่านไปมารบกวนสมาธิ การฝึกแต่ละครั้งจะไม่เกิน 10 นาที เนื่องจากสุนัขเหมือนเด็ก ไม่สามารถจดจ่ออยู่กับการฝึกนาน ๆ ได้ สุนัขที่ไม่มีสมาธิอาจต้องแบ่งการฝึกเป็นรอบละ 5 นาที 2 ครั้ง ผู้ฝึกคนแรกควรเป็นคนที่สุนัขเชื่อฟังมากที่สุดในบ้าน และขนมที่ใช้ในการฝึกควรเป็นขนมที่สุนัขชอบมาก ๆ ซึ่งเราจะไม่ให้ในโอกาสอื่นนอกจากในการฝึกนี้เท่านั้น
การฝึกให้ "คอย" อย่างสงบ
1. สั่งสุนัขให้ "นั่ง" หรือ "หมอบ" และให้รางวัลในทันทีที่ทำตาม
2. โน้มตัวเข้าหาสุนัขเล็กน้อย ยื่นฝ่ามือไปทางด้านหน้าและสั่งว่า “คอย” ด้วยเสียงโทนต่ำและลากเสียง ขณะฝึกเจ้าของควรเคลื่อนไหวให้ช้า และหายใจให้ดูผ่อนคลายเพื่อสร้างบรรยากาศที่สงบ เมื่อสุนัขอยู่ในอาการคอยอย่างสงบทั้งใบหน้าและท่าทางให้เจ้าของให้รางวัลพร้อมคำชมในทันที แต่หากสุนัขดูไม่สงบให้พักการฝึก 30 วินาที ให้สุนัขเปลี่ยนอิริยาบถแล้วจึงเริ่มฝึกใหม่ ค่อย ๆ ฝึกซ้ำและขยายระยะเวลาในการคอยจาก 2 วินาที เป็น 5 วินาที
3. ฝึกตามขั้นตอนที่ 2 แต่คราวนี้ขณะออกคำสั่ง "คอย" ให้เจ้าของก้าวถอยออกมาหนึ่งก้าว และก้าวกลับมาที่เดิมในทันทีให้รางวัลและคำชมหากสุนัขยังคอยอย่างสงบ
4. เพิ่มระยะการถอยเป็นสองก้าวและคราวนี้ให้สุนัขคอยประมาณ 5 วินาที ให้รางวัลและคำชมในทันทีหากสุนัขยังคอยอย่างสงบเช่นเดิม
5. การฝึกในครั้งต่อ ๆ ไป เจ้าของอาจลองเปลี่ยนทิศทางในการก้าว เช่น ก้าวไปทางด้านขวาแทน หรือเปลี่ยนท่าทาง อาทิ ขณะที่ก้าวถอยหลังออกมาอาจหมุนตัวหนึ่งรอบ ให้รางวัลและคำชมในทันทีหากสุนัขยังคอยอย่างสงบ การฝึกในขั้นตอนนี้จะช่วยสร้างเงื่อนไขให้สุนัขว่าการคอยอย่างสงบเป็นเรื่องที่ดี แม้เจ้าของจะไม่ได้อยู่ตรงหน้าหรือทำอะไรอยู่ก็ตาม
6. หลังเสร็จการฝึกสอนควรพูดว่า "พัก" เพื่อเป็นสัญญาณให้สุนัขรู้ว่าสามารถเคลื่อนไหวได้ตามปกติ
7. การฝึกในวันถัด ๆ มาเจ้าของอาจออกคำสั่งให้สุนัข "คอย" ในขณะที่เจ้าของเดินวนรอบตัวสุนัข หรืออาจตบมือเบา ๆ เพื่อรบกวนสุนัขเล็กน้อยขณะคอย ให้รางวัลและคำชมถ้าสุนัขยังคอยอย่างสงบ
8. ค่อย ๆ เพิ่มระยะเวลาในการคอยจนถึง 15 วินาที และค่อยเพิ่มสิ่งรบกวนให้มากขึ้น เช่น เจ้าของอาจกระโดด วิ่งอยู่กับที่คุยกับคนอื่น เคาะโต๊ะหรือกำแพง หรือหันหลังให้สุนัข ฯลฯ หลังฝึกได้ครบ 1 สัปดาห์ ให้เปลี่ยนสถานที่ในการฝึกเป็นสนามหน้าบ้าน สุนัขที่เชื่อฟังคำสั่งได้ดีอาจเปลี่ยนให้สมาชิกคนอื่นในบ้านมาฝึกดู อย่าลืมนะครับเป้าหมายในการฝึกคือต้องการให้สุนัขเรียนรู้ว่าการสงบคือสิ่งที่ดีเสมอ ไม่ว่าที่ไหน เมื่อไหร่ และกับใครก็ตาม
เทคนิคที่ 3 : เมื่อเสียงฟ้าร้อง คือ ความคุ้นเคย
ก่อนอื่นต้องทำความเข้าใจก่อนว่า สาเหตุที่สุนัขกลัวขณะฝนตกฟ้าร้อง มีปัจจัยกระตุ้นประสาทสัมผัสของสุนัขอยู่หลายอย่าง เช่น เสียงฟ้าร้อง แสงขณะที่เกิดฟ้าแลบ กลิ่นฝน ประจุไฟฟ้าสถิตที่มีผลต่อขน หรือความกดอากาศที่เปลี่ยนแปลงไป ประสบการณ์ที่ผ่านมาก็มีผลต่อการเรียนรู้ที่จะเกิดความกลัวสุนัขบางตัวอาจแสดงอาการกระสับกระส่ายอย่างชัดเจนตั้งแต่ฟ้าเริ่มมืดครึ้มก่อนที่ฝนจะตก สิ่งที่สุนัขส่วนใหญ่กลัวเวลาที่เกิดฟ้าร้อง คือ เสียง การฝึกเพื่อปรับพฤติกรรมต่อไปนี้จึงเป็นการใช้เสียงเป็นหลักในการฝึกครับ
1. ทดสอบดูก่อนครับว่าสุนัขกลัวเสียงฟ้าร้องที่เราจำลองขึ้นไหม โดยเปิดไฟล์เสียงหรือไฟล์วิดีโอที่อัดเสียงฟ้าร้องไว้ (เจ้าของสามารถ download ไฟล์เสียงได้ที่ www.facebook.com/petmanner) การเปิดในครั้งแรกให้เปิดเสียงให้ดังที่สุดก่อนเพื่อทดสอบว่าสุนัขแสดงอาการกลัวหรือไม่ ถ้าสุนัขแสดงอาการกลัว แสดงว่าเราสามารถใช้เสียงฟ้าร้องในการบำบัดพฤติกรรมได้ แต่ถ้าหากสุนัขดูเฉย ๆ อาจเป็นได้ว่าสุนัขไมได้กลัวเสียง อาการกลัวขณะเกิดฝนตกฟ้าร้องอาจเกิดจากสาเหตุอื่น เช่น แสงตอนฟ้าแลบ หรือเสียงอาจไม่มีความสมจริงมากพอ พูดง่าย ๆ คือหลอกสุนัขไม่สำเร็จ กรณีที่สุนัขกลัวแสงฟ้าแลบ การจำลองแสงฟ้าแลบทำได้ค่อนข้างยาก แต่หากสงสัยว่าสุนัขกลัวประจุไฟฟ้าสถิต เจ้าของอาจลองหาซื้อเสื้อกันประจุไฟฟ้ามาให้สุนัขใส่ดู (search คำว่า stromdefender หรือ thundershirt แล้วสั่งซื้อจากต่างประเทศดูนะครับ)
2. การฝึกควรทำก่อนที่จะถึงหน้าฝน เพราะหลักในการฝึก คือ ปรับสุนัขให้เคยชินกับเสียงฟ้าร้อง ซึ่งอาจใช้เวลาตั้งแต่ 3 ถึง 6 สัปดาห์ ขึ้นกับสุนัขแต่ละตัว ดังนั้นหากในระหว่างช่วงที่ฝึกเจอเสียงฝนตกฟ้าร้องหนัก ๆ จะทำให้เงื่อนไขที่เราต้องการสร้างล้มเหลวได้ ทางที่ดีจึงควรฝึกช่วงก่อนเข้าหน้าฝนครับ
3. ฝึกในลักษณะเดียวกับการฝึกคำสั่ง "คอย" แต่คราวนี้เราจะเปิดเสียงฝนตกฟ้าร้องไปด้วย ระหว่างที่เราสั่งให้สุนัข "คอย" ให้เราสังเกตอาการของสุนัข โดยเปิดระดับเสียงเบาที่สุด ซึ่งสุนัขไม่แสดงอาการกังวลหรือกระสับกระส่ายออกมาเมื่อได้ยิน (หูของสุนัขดีกว่าคนประมาณ 4 เท่า ให้เริ่มเปิดเบา ๆ ก่อนครับ) ถ้าสุนัขแสดงอาการกระสับกระส่ายออกมา เช่น เริ่มหอบหายใจแรง ตัวสั่น หางจุกก้น เลียปาก หรือหาว ให้ลดระดับเสียงลงจนกระทั่งสุนัขกลับมาดูสงบ อย่าลืมให้รางวัลและคำชมทุกครั้งที่สุนัขคอยโดยที่ไม่แสดงอาการกลัว
4. การฝึกควรทำครั้งละ 3-5 นาที แต่บ่อย ๆ หลายครั้งต่อวัน เพิ่มระดับเสียงทีละน้อยในทุกวัน จนกระทั่งถึงเปิดระดับเต็มเสียงโดยที่สุนัขไม่มีปฏิกิริยาอะไร
เทคนิคที่ 4 : คิดบวกกับเสียงฟ้าร้อง
มาจัดปาร์ตี้กันตอนฝนตกดีกว่าครับ ในเมื่อเราห้ามฝนไม่ให้ตก ห้ามฟ้าไม่ให้ร้องไม่ได้ ก็ต้องเปลี่ยนมาสร้างความคิดด้านบวกให้กับสุนัขในช่วงที่เกิดฝนตกฟ้าร้องแทน เมื่อพายุฝนทำท่าจะมาให้เจ้าของพาสุนัขเข้าไปในห้องที่ปิดหน้าต่างเพื่อลดเสียงฟ้าร้องลงให้มากที่สุด เตรียมของเล่นชิ้นโปรดและอาหารชิ้นพิเศษไว้ให้สุนัข ไม่ว่าจะเป็นไส้กรอก ตับ เอาเป็นของที่สุนัขชอบมาก ๆ และปกติไม่ได้กินนะครับ ทำกิจกรรม เล่นกับสุนัข และให้สุนัขทานอาหาร โดยเจ้าของพยายามทำตัวให้ดูเป็นปกติเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น หากสุนัขยอมกิน ยอมเล่น แสดงว่าเราได้สร้างความคิดด้านบวกของการเกิดเสียงฟ้าร้องกับการได้กินอาหารมื้อพิเศษสำเร็จ แต่หากไม่ได้ผลและสุนัขดูตื่นกลัว เราอาจปรับมาใช้การจำลองเสียงฟ้าร้องแทน โดยฝึกในช่วงเวลาปกติที่ฝนไม่ตก เปิดเสียงฟ้าร้องในระดับเบา ๆ ที่สุนัขไม่มีอาการตื่นกลัวและยอมกินอาหารเป็นปกติ ค่อย ๆ เพิ่มระดับเสียงให้มากขึ้นทีละน้อยในวันถัด ๆ ไป
1. สั่งสุนัขให้ "นั่ง" หรือ "หมอบ" และให้รางวัลในทันทีที่ทำตาม
2. โน้มตัวเข้าหาสุนัขเล็กน้อย ยื่นฝ่ามือไปทางด้านหน้าและสั่งว่า “คอย” ด้วยเสียงโทนต่ำและลากเสียง ขณะฝึกเจ้าของควรเคลื่อนไหวให้ช้า และหายใจให้ดูผ่อนคลายเพื่อสร้างบรรยากาศที่สงบ เมื่อสุนัขอยู่ในอาการคอยอย่างสงบทั้งใบหน้าและท่าทางให้เจ้าของให้รางวัลพร้อมคำชมในทันที แต่หากสุนัขดูไม่สงบให้พักการฝึก 30 วินาที ให้สุนัขเปลี่ยนอิริยาบถแล้วจึงเริ่มฝึกใหม่ ค่อย ๆ ฝึกซ้ำและขยายระยะเวลาในการคอยจาก 2 วินาที เป็น 5 วินาที
3. ฝึกตามขั้นตอนที่ 2 แต่คราวนี้ขณะออกคำสั่ง "คอย" ให้เจ้าของก้าวถอยออกมาหนึ่งก้าว และก้าวกลับมาที่เดิมในทันทีให้รางวัลและคำชมหากสุนัขยังคอยอย่างสงบ
4. เพิ่มระยะการถอยเป็นสองก้าวและคราวนี้ให้สุนัขคอยประมาณ 5 วินาที ให้รางวัลและคำชมในทันทีหากสุนัขยังคอยอย่างสงบเช่นเดิม
5. การฝึกในครั้งต่อ ๆ ไป เจ้าของอาจลองเปลี่ยนทิศทางในการก้าว เช่น ก้าวไปทางด้านขวาแทน หรือเปลี่ยนท่าทาง อาทิ ขณะที่ก้าวถอยหลังออกมาอาจหมุนตัวหนึ่งรอบ ให้รางวัลและคำชมในทันทีหากสุนัขยังคอยอย่างสงบ การฝึกในขั้นตอนนี้จะช่วยสร้างเงื่อนไขให้สุนัขว่าการคอยอย่างสงบเป็นเรื่องที่ดี แม้เจ้าของจะไม่ได้อยู่ตรงหน้าหรือทำอะไรอยู่ก็ตาม
6. หลังเสร็จการฝึกสอนควรพูดว่า "พัก" เพื่อเป็นสัญญาณให้สุนัขรู้ว่าสามารถเคลื่อนไหวได้ตามปกติ
7. การฝึกในวันถัด ๆ มาเจ้าของอาจออกคำสั่งให้สุนัข "คอย" ในขณะที่เจ้าของเดินวนรอบตัวสุนัข หรืออาจตบมือเบา ๆ เพื่อรบกวนสุนัขเล็กน้อยขณะคอย ให้รางวัลและคำชมถ้าสุนัขยังคอยอย่างสงบ
8. ค่อย ๆ เพิ่มระยะเวลาในการคอยจนถึง 15 วินาที และค่อยเพิ่มสิ่งรบกวนให้มากขึ้น เช่น เจ้าของอาจกระโดด วิ่งอยู่กับที่คุยกับคนอื่น เคาะโต๊ะหรือกำแพง หรือหันหลังให้สุนัข ฯลฯ หลังฝึกได้ครบ 1 สัปดาห์ ให้เปลี่ยนสถานที่ในการฝึกเป็นสนามหน้าบ้าน สุนัขที่เชื่อฟังคำสั่งได้ดีอาจเปลี่ยนให้สมาชิกคนอื่นในบ้านมาฝึกดู อย่าลืมนะครับเป้าหมายในการฝึกคือต้องการให้สุนัขเรียนรู้ว่าการสงบคือสิ่งที่ดีเสมอ ไม่ว่าที่ไหน เมื่อไหร่ และกับใครก็ตาม
เทคนิคที่ 3 : เมื่อเสียงฟ้าร้อง คือ ความคุ้นเคย
ก่อนอื่นต้องทำความเข้าใจก่อนว่า สาเหตุที่สุนัขกลัวขณะฝนตกฟ้าร้อง มีปัจจัยกระตุ้นประสาทสัมผัสของสุนัขอยู่หลายอย่าง เช่น เสียงฟ้าร้อง แสงขณะที่เกิดฟ้าแลบ กลิ่นฝน ประจุไฟฟ้าสถิตที่มีผลต่อขน หรือความกดอากาศที่เปลี่ยนแปลงไป ประสบการณ์ที่ผ่านมาก็มีผลต่อการเรียนรู้ที่จะเกิดความกลัวสุนัขบางตัวอาจแสดงอาการกระสับกระส่ายอย่างชัดเจนตั้งแต่ฟ้าเริ่มมืดครึ้มก่อนที่ฝนจะตก สิ่งที่สุนัขส่วนใหญ่กลัวเวลาที่เกิดฟ้าร้อง คือ เสียง การฝึกเพื่อปรับพฤติกรรมต่อไปนี้จึงเป็นการใช้เสียงเป็นหลักในการฝึกครับ
1. ทดสอบดูก่อนครับว่าสุนัขกลัวเสียงฟ้าร้องที่เราจำลองขึ้นไหม โดยเปิดไฟล์เสียงหรือไฟล์วิดีโอที่อัดเสียงฟ้าร้องไว้ (เจ้าของสามารถ download ไฟล์เสียงได้ที่ www.facebook.com/petmanner) การเปิดในครั้งแรกให้เปิดเสียงให้ดังที่สุดก่อนเพื่อทดสอบว่าสุนัขแสดงอาการกลัวหรือไม่ ถ้าสุนัขแสดงอาการกลัว แสดงว่าเราสามารถใช้เสียงฟ้าร้องในการบำบัดพฤติกรรมได้ แต่ถ้าหากสุนัขดูเฉย ๆ อาจเป็นได้ว่าสุนัขไมได้กลัวเสียง อาการกลัวขณะเกิดฝนตกฟ้าร้องอาจเกิดจากสาเหตุอื่น เช่น แสงตอนฟ้าแลบ หรือเสียงอาจไม่มีความสมจริงมากพอ พูดง่าย ๆ คือหลอกสุนัขไม่สำเร็จ กรณีที่สุนัขกลัวแสงฟ้าแลบ การจำลองแสงฟ้าแลบทำได้ค่อนข้างยาก แต่หากสงสัยว่าสุนัขกลัวประจุไฟฟ้าสถิต เจ้าของอาจลองหาซื้อเสื้อกันประจุไฟฟ้ามาให้สุนัขใส่ดู (search คำว่า stromdefender หรือ thundershirt แล้วสั่งซื้อจากต่างประเทศดูนะครับ)
2. การฝึกควรทำก่อนที่จะถึงหน้าฝน เพราะหลักในการฝึก คือ ปรับสุนัขให้เคยชินกับเสียงฟ้าร้อง ซึ่งอาจใช้เวลาตั้งแต่ 3 ถึง 6 สัปดาห์ ขึ้นกับสุนัขแต่ละตัว ดังนั้นหากในระหว่างช่วงที่ฝึกเจอเสียงฝนตกฟ้าร้องหนัก ๆ จะทำให้เงื่อนไขที่เราต้องการสร้างล้มเหลวได้ ทางที่ดีจึงควรฝึกช่วงก่อนเข้าหน้าฝนครับ
3. ฝึกในลักษณะเดียวกับการฝึกคำสั่ง "คอย" แต่คราวนี้เราจะเปิดเสียงฝนตกฟ้าร้องไปด้วย ระหว่างที่เราสั่งให้สุนัข "คอย" ให้เราสังเกตอาการของสุนัข โดยเปิดระดับเสียงเบาที่สุด ซึ่งสุนัขไม่แสดงอาการกังวลหรือกระสับกระส่ายออกมาเมื่อได้ยิน (หูของสุนัขดีกว่าคนประมาณ 4 เท่า ให้เริ่มเปิดเบา ๆ ก่อนครับ) ถ้าสุนัขแสดงอาการกระสับกระส่ายออกมา เช่น เริ่มหอบหายใจแรง ตัวสั่น หางจุกก้น เลียปาก หรือหาว ให้ลดระดับเสียงลงจนกระทั่งสุนัขกลับมาดูสงบ อย่าลืมให้รางวัลและคำชมทุกครั้งที่สุนัขคอยโดยที่ไม่แสดงอาการกลัว
4. การฝึกควรทำครั้งละ 3-5 นาที แต่บ่อย ๆ หลายครั้งต่อวัน เพิ่มระดับเสียงทีละน้อยในทุกวัน จนกระทั่งถึงเปิดระดับเต็มเสียงโดยที่สุนัขไม่มีปฏิกิริยาอะไร
เทคนิคที่ 4 : คิดบวกกับเสียงฟ้าร้อง
มาจัดปาร์ตี้กันตอนฝนตกดีกว่าครับ ในเมื่อเราห้ามฝนไม่ให้ตก ห้ามฟ้าไม่ให้ร้องไม่ได้ ก็ต้องเปลี่ยนมาสร้างความคิดด้านบวกให้กับสุนัขในช่วงที่เกิดฝนตกฟ้าร้องแทน เมื่อพายุฝนทำท่าจะมาให้เจ้าของพาสุนัขเข้าไปในห้องที่ปิดหน้าต่างเพื่อลดเสียงฟ้าร้องลงให้มากที่สุด เตรียมของเล่นชิ้นโปรดและอาหารชิ้นพิเศษไว้ให้สุนัข ไม่ว่าจะเป็นไส้กรอก ตับ เอาเป็นของที่สุนัขชอบมาก ๆ และปกติไม่ได้กินนะครับ ทำกิจกรรม เล่นกับสุนัข และให้สุนัขทานอาหาร โดยเจ้าของพยายามทำตัวให้ดูเป็นปกติเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น หากสุนัขยอมกิน ยอมเล่น แสดงว่าเราได้สร้างความคิดด้านบวกของการเกิดเสียงฟ้าร้องกับการได้กินอาหารมื้อพิเศษสำเร็จ แต่หากไม่ได้ผลและสุนัขดูตื่นกลัว เราอาจปรับมาใช้การจำลองเสียงฟ้าร้องแทน โดยฝึกในช่วงเวลาปกติที่ฝนไม่ตก เปิดเสียงฟ้าร้องในระดับเบา ๆ ที่สุนัขไม่มีอาการตื่นกลัวและยอมกินอาหารเป็นปกติ ค่อย ๆ เพิ่มระดับเสียงให้มากขึ้นทีละน้อยในวันถัด ๆ ไป
เทคนิคที่ 5 : พบคุณหมอ
การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุนัขที่กลัวเสียงฟ้าร้อง เป็นสิ่งที่เจ้าของสามารถทำได้เองต่อเมื่อสุนัขมีอาการกลัวไม่รุนแรง และจำเป็นต้องมีการปรับและการออกแบบการบำบัดให้เหมาะสมกับพฤติกรรมสุนัขแต่ละตัว ในรายที่มีอาการกลัวค่อนข้างมาก ส่วนใหญ่จำเป็นต้องใช้ยาร่วมกับการบำบัดเพื่อปรับเปลี่ยนพฤติกรรมแนะนำให้ปรึกษากับสัตวแพทย์ใกล้บ้านดู สุนัขบางตัวอาจเคยมีประสบการณ์ที่เลวร้ายกับฝนตกฟ้าร้อง หรืออาจเป็นสุนัขที่มีนิสัยตื่นกลัวง่ายเป็นพื้นฐาน การให้ยาเพื่อช่วยลดความเครียดร่วมกับการฝึกในช่วงแรกจึงเป็นเรื่องจำเป็น ที่สำคัญคือ เจ้าของต้องเข้าใจว่าความกลัวเป็นเรื่องธรรมชาติ สุนัขบางตัวอาจไม่สามารถควบคุมตัวเองได้เวลาที่ตื่นกลัว เจ้าของต้องหลีกเลี่ยงการจับหรือบังคับสุนัขในช่วงดังกล่าว เพราะสุนัขอาจเผลอทำร้ายเจ้าของได้โดยไม่ตั้งใจ และสุดท้ายห้ามลงโทษสุนัขที่ตื่นกลัวในขณะที่ได้ยินเสียงฝนตกฟ้าร้องอย่างเด็ดขาด ไม่ว่าจะเป็นในขณะฝึกหรือในขณะที่เกิดเหตุการณ์จริง เนื่องจากมีแต่จะสร้างความรู้สึกที่เป็นลบให้กับสุนัขมากยิ่งขึ้น
หวังว่าเทคนิคที่ให้มา 5 ข้อ จะเป็นประโยชน์กับเจ้าของสุนัขที่มีปัญหากลัวเสียงฟ้าร้อง หน้าฝนคราวนี้คงไม่มีสุนัขบ้านไหนกลัวเสียงฝนตกฟ้าร้องแล้วนะครับ หากต้องการคำปรึกษาเพิ่มเติมติดต่อได้ทาง facebook ครับ
การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุนัขที่กลัวเสียงฟ้าร้อง เป็นสิ่งที่เจ้าของสามารถทำได้เองต่อเมื่อสุนัขมีอาการกลัวไม่รุนแรง และจำเป็นต้องมีการปรับและการออกแบบการบำบัดให้เหมาะสมกับพฤติกรรมสุนัขแต่ละตัว ในรายที่มีอาการกลัวค่อนข้างมาก ส่วนใหญ่จำเป็นต้องใช้ยาร่วมกับการบำบัดเพื่อปรับเปลี่ยนพฤติกรรมแนะนำให้ปรึกษากับสัตวแพทย์ใกล้บ้านดู สุนัขบางตัวอาจเคยมีประสบการณ์ที่เลวร้ายกับฝนตกฟ้าร้อง หรืออาจเป็นสุนัขที่มีนิสัยตื่นกลัวง่ายเป็นพื้นฐาน การให้ยาเพื่อช่วยลดความเครียดร่วมกับการฝึกในช่วงแรกจึงเป็นเรื่องจำเป็น ที่สำคัญคือ เจ้าของต้องเข้าใจว่าความกลัวเป็นเรื่องธรรมชาติ สุนัขบางตัวอาจไม่สามารถควบคุมตัวเองได้เวลาที่ตื่นกลัว เจ้าของต้องหลีกเลี่ยงการจับหรือบังคับสุนัขในช่วงดังกล่าว เพราะสุนัขอาจเผลอทำร้ายเจ้าของได้โดยไม่ตั้งใจ และสุดท้ายห้ามลงโทษสุนัขที่ตื่นกลัวในขณะที่ได้ยินเสียงฝนตกฟ้าร้องอย่างเด็ดขาด ไม่ว่าจะเป็นในขณะฝึกหรือในขณะที่เกิดเหตุการณ์จริง เนื่องจากมีแต่จะสร้างความรู้สึกที่เป็นลบให้กับสุนัขมากยิ่งขึ้น
หวังว่าเทคนิคที่ให้มา 5 ข้อ จะเป็นประโยชน์กับเจ้าของสุนัขที่มีปัญหากลัวเสียงฟ้าร้อง หน้าฝนคราวนี้คงไม่มีสุนัขบ้านไหนกลัวเสียงฝนตกฟ้าร้องแล้วนะครับ หากต้องการคำปรึกษาเพิ่มเติมติดต่อได้ทาง facebook ครับ
Thursday, November 28, 2019
7 ขั้นตอนดูแลขนสุนัข ทำที่บ้านได้ง่าย ๆ
1. แปรงขนกำจัดสิ่งสกปรก
เริ่มจากการแปรงขนสุนัข เพื่อกำจัดเส้นขนที่ตายแล้ว และจัดระเบียบให้ขนสุนัขเสียก่อน พร้อมกับตัดขนที่จับกันเป็นก้อนออกไป โดยแปรงขนให้ครบทุกส่วนตั้งหัวจรดหาง ทั้งสุนัขพันธุ์ขนสั้นและขนยาว แต่อาจต้องเลือกแปรงที่มีเส้นขนนุ่มสักหน่อย สำหรับสุนัขที่มีขนบาง ที่สำคัญไปกว่านั้นก็คือ ควรแปรงขนสุนัขอย่างเบามือ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดบาดแผลบนผิวหนังของสุนัข
2. พูดเพราะ ๆ เพื่อให้สุนัขวางใจ
หลังจากแปรงขนเสร็จแล้ว ก็ถึงเวลาอาบน้ำ แต่ก่อนถึงขั้นนั้นควรจะพูดเพราะ ๆ กับสุนัขเสียก่อน เพื่อให้สร้างความสุขให้กับสุนัข และทำให้สุนัขเชื่อใจว่าคุณไม่ได้ต้องการจะทำให้โกรธ หรือทำร้ายสุนัขแต่อย่างใด ซึ่งถ้าหากข้ามขั้นตอนนี้ไปก็อาจจะทำให้สุนัขวิ่งหนี หาที่หลบซ่อนตัว หรือแสดงอารมณ์รุนแรงออกมาขณะที่กำลังจับสุนัขอาบน้ำได้
3. อาบน้ำชำระสิ่งสกปรก
สุนัขจะรู้สึกสบายตัวกว่าหากอาบน้ำโดยใช้สายชำระค่อย ๆ รดไปที่ลำตัว แทนที่จะใช้น้ำจากก๊อกน้ำอาบน้ำให้สุนัขโดยตรง สำหรับแชมพูที่นำมาใช้ก็ควรเป็นแชมพูสำหรับสุนัข เด็ก หรือผิวแพ้ง่ายโดยเฉพาะ และในขณะที่กำลังสระด้วยแชมพูก็ควรปิดน้ำให้สนิท เพราะการเปิดน้ำตลอดจะทำให้สุนัขเกิดความเครียดได้ อีกทั้งควรระมัดระวังไม่ให้น้ำหรือฟองสบู่เข้าปาก หู จมูก ตา และก้นด้วย
ส่วนหลังจากที่อาบน้ำบริเวณลำตัวเรียบร้อยแล้ว ให้ใช้ผ้าอุ่นทำความสะอาดรอบดวงตาและใบหู พร้อม ๆ กับกำจัดคราวสกปรกทั้ง 2 บริเวณออกไป ควรนำผ้าขนหนูผืนใหญ่มาซับน้ำออกจากขนของสุนัขให้ได้มากที่สุดด้วย
4. ใช้กรรไกรพิเศษสำหรับตัดแต่งขนสุนัขโดยเฉพาะ
หากไม่มีประสบการณ์ก็ไม่ควรใช้กรรไกรทั่วไปในการตัดแต่งขนสุนัข แต่ควรใช้กรรไกรที่ออกแบบมาเพื่อการนี้จะดีกว่า หรือถ้าไม่สามารถหากรรไกรสำหรับตัดแต่งขนสุนัขได้โดยตรง ให้นำใบมีดคม ๆ มาใช้แทนก็ได้ โดยใช้เฉพาะมุมใบมีดตัดแต่งขนสุนัขก็พอ และควรระมัดระวังเป็นพิเศษ เมื่อตัดแต่งขนสุนัขบริเวณดวงตา หน้าท้อง ก้น อุ้งเท้า และบริเวณที่มีผิวบอบบาง
5. เป่าขนให้แห้งสนิท
แม้สุนัขหลายตัวจะไม่ชอบการเป่าขนด้วยไดร์เป่าผมเอาเสียเลย แต่ก็ไม่สามารถข้ามขั้นตอนนี้ไปได้ เพราะเป็นอีกหนึ่งขั้นตอนที่มีความสำคัญมากทีเดียว โดยการเป่าขนให้แห้งสนิทนี้ไม่ได้ช่วยป้องกันกลิ่นอับอันเกิดจากขนที่เปียกชื้นเท่านั้น แต่ยังช่วยให้ขนสุนัขฟูฟ่อง ดูเงางาม และสวยงามมากขึ้นด้วย
6. ทำความสะอาดบริเวณรอบข้าง
หากไม่ต้องการให้ชนสุนัขปลิวกระจายไปทั่วบ้าน ควรทำความสะอาดบริเวณดังกล่าวทันที หลังจากที่เป่าขนสุนัขเสร็จเรียบร้อยแล้ว ซึ่งสำหรับบางคนอาจฟังดูเป็นเรื่องธรรมดา แต่ทว่ามีเจ้าของไม่น้อยเลยที่ลืมขั้นตอนนี้ไป และมานึกขึ้นได้อีกครั้งหลังจากที่ขนสุนัขปลิวว่อนเต็มบ้านแล้ว
7. ให้รางวัลคนเก่ง
ผู้เชี่ยวชาญทุกคนต่างแนะนำว่า ควรให้รางวัลเล็ก ๆ น้อย ๆ กับสุนัขทุกครั้งหลังอาบน้ำ เพราะการให้รางวัลจะช่วยให้สุนัขรักการอาบน้ำมากยิ่งขึ้น ซึ่งการหารางวัลให้กับสุนัขหลังอาบน้ำก็ไม่ยากเลย แค่ลูบหัว กอด หรือหอม แล้วตามด้วยอาหารกับขนมที่สุนัขชอบกิน พร้อมกับชมอีกนิดหน่อยก็เพียงพอแล้ว
การตกแต่งและดูแลขนให้กับสุนัขเป็นเรื่องที่ต้องใช้เวลาและการฝึกฝน ฉะนั้นก็อย่าเพิ่งยอมแพ้แม้ในครั้งแรกจะไม่ค่อยได้รับผลตอบรับที่ดีสักเท่าไหร่ เพราะหากสามารถฝึกฝนจนสามารถตกแต่งและดูแลขนให้สุนัขด้วยตัวเองได้แล้ว ไม่เพียงแต่จะช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายเท่านั้น แต่ยังทำให้สุนัขมีขนสวยอยู่ตลอดเวลาด้วย
Tuesday, November 26, 2019
ไอคิวสุนัข เขาวัดกันอย่างไรนะ
ความฉลาดทางปัญญา หรือที่เราเรียกกันว่า "ไอคิว" นั้น เป็นคำที่ทุกคนคงรู้จักกันดี ไอคิวของคนหมายถึง หน่วยคะแนนที่ใช้วัดอายุสมองกับอายุจริง เป็นการวัดระดับการเรียนรู้ และสติปัญญา เพื่อดูว่า ระดับการเรียนรู้หรือพัฒนาการของสมองอยู่ระดับไหน เมื่อเทียบกับอายุจริง
สำหรับเครื่องมือที่ใช้วัดจะเป็นแบบทดสอบที่เป็นมาตรฐาน ที่วัดเรื่องการคิด การเข้าใจตรรกะ เหตุผล โดยจะดูว่าสมองของคุณคิดอย่างไร เข้าใจเรื่องนี้มากน้อยเพียงใด
ส่วนความเฉียวฉลาดของสุนัข หรือที่เรียกว่าไอคิวของสุนัขนั้นแตกต่างจากไอคิวของคน เพราะจากการวัดไอคิวสุนัขจะประเมินจากทักษะด้านการเห็นและการได้ยินของสุนัข การแก้ปัญหาเฉพาะหน้าของสุนัข และวัดระดับความสามารถในการเรียนรู้คำสั่งใหม่ ๆ ตลอดจน ทดสอบว่าสุนัขมีความช่ำชองและมีการฝึกได้ผลเพียงใด
ดร.สแตนเลย์ โคเรนท์ แห่งมหาวิทยาลับริติช โคลัมเบีย ในแวนคูเวอร์ ประเทศแคนาดา ได้จัดอันดับไอคิวสุนัขตามความสามารถในการเรียนรู้จากการฝึกได้ดังนี้
1. บอร์เดอร์ คอลลี่
2. พูเดิ้ล
3. เยอรมัน เชพเพิร์ด
4. โกลเด้น รีทรีฟเวอร์
5. โดเบอร์แมน พินเชอร์
6. เชทแลนด์ ชีพด็อก
7. ลาบราดอร์ รีทรีฟเวอร์
8. ปาปิยอง
9. รอตไวเลอร์
10. ออสเตรเลียน แคทเทิ่ลด็อก
(ลำดับที่เหลืออ่านเพิ่มเติมได้ที่ www.stanleycoren.com)
แล้วคุณล่ะอยากรู้ไหมว่า น้องหมาของคุณมีไอคิวอยู่ในระดับไหน แบบทดสอบต่อไปนี้จัดทำขึ้นโดย Melissa Miller เป็นวิธีประเมินทักษะด้านการเห็นและการได้ยินของสุนัข รวมถึงความช่ำชองในการฝึกด้วย เรามาลองทดสอบกันเลย
แบบทดสอบเพื่อวัดไอคิวน้องหมาแสนรักของคุณ
1. เวลาสุนัขมองคุณ หากคุณลองแกล้งทำท่าหยิบขนมใส่ปาก สุนัขจะ...
ก. จ้องเขม็งราวกับคุณกำลังกินขนมจริง ๆ
ข. สำรวจตำแหน่งที่คุณหยิบขนมว่ามีขนมจริงหรือไม่
ค. ไม่สนใจ
ง. ท่าทางจะรู้ทันว่าคุณหลอก
2. เมื่อเจอรั้วสูงขวางหน้าจนหมดปัญญากระโดดข้าม สุนัขของคุณจะทำอย่างไร
ก. วิ่งลัดเลาะไปตามรั้ว เพื่อหาทางอ้อมไปให้ได้
ข. ผละจากรั้วแล้ววิ่งไปในทิศตรงข้าม
ค. พยายามตะกุยดินใต้รั้วหรือหาทางข้ามไปจนได้
ง.รอให้คุณอุ้มข้ามไป
3. สุนัขของคุณเข้าใจคำศัพท์ต่อไปนี้ กี่คำ (กินข้าว หาหมอ นอน อยู่บ้าน)
ก. รู้เรื่องสามถึงสี่คำ
ข. รู้เรื่องสองคำ
ค. รู้เรื่องคำเดียว
ง. ไม่รู้เรื่องเลย
4. หากคุณกำลังแก้ห่ออาหารอยู่ในครัวและมีเสียงกรอบแรบดังในรัศมีที่สุนัขได้ยิน เขาจะทำอย่างไร
ก. วิ่งมาหาคุณในครัวทันทีที่ได้ยินเสียง
ข. วิ่งมาหาเฉพาะเวลาหิว
ค. ไม่รู้ว่าคุณกำลังแกะห่ออาหาร เว้นแต่จะทำให้เห็นต่อหน้าต่อตา
5. ถ้าสุนัขของคุณได้ยินเสียงแปลก ๆ อยู่ข้างประตู เขาจะมีปฏิกิริยาอย่างไร
ก. เริ่มเห่า และทำท่าอยากออกไปข้างนอก
ข. ไม่สนใจเสียงนั้น
ค. มองหาต้นตอของเสียงอย่างเงียบ ๆ
6. เวลาพาไปเดินเล่นนอกบ้านแล้วเผอิญเจอกับสัตว์ตัวใหญ่กว่ามาก ๆ ไม่ว่าจะเป็นสุนัขด้วยกัน หรือสัตว์อื่น ๆ เช่น ช้าง สุนัขของคุณจะแสดงพฤติกรรมอย่างไร
ก. วิ่งเขาไปงับขาและเห่า ขู่ สัตว์นั้น
ข. หาทำเลที่ปลอดภัย แล้วคำรามหรือเห่าอย่างดุดัน
ค. หลบให้พ้นทางสัตว์นั้น
ง. เข้าไปใกล้สัตว์นั้นอย่างระแวดระวัง หรือเชิงหยอกล้อ
7. หากคุณถือสายจูงโดยปล่อยให้สุนัขเดินนำหน้า เมื่อถึงบริเวณถนนจอแจ สุนัขของคุณจะ…
ก. หยุดคอยบนบาทวิถี แล้วประเมินสถานการณ์ว่าปลอดภัยที่จะข้ามหรือไม่
ข. คอยให้คุณตัดสินใจว่าควรจะข้ามเมื่อไหร่
ค. เดินหน้าต่อไปจนคุณต้องดึงสายจูงกันตัวโก่ง
8. ถ้าคุณต้องการจะเลิกเล่น แต่สุนัขของคุณยังอยากเล่นต่อ เขามีวิธีการแสดงให้คุณรู้อย่างไร
ก. ครางหงิง ๆ
ข. พยายามชวนคุณเล่นอีกครั้ง
ค. เห่าเสียงดัง
9. สุนัขของคุณจำหน้าคนคุ้นเคยเช่นญาติของคุณที่ไปมาหาสู่เป็นครั้งคราวได้หรือไม่
ก. จำไม่ได้
ข. จำได้ โดยเฉพาะถ้าคนเหล่านั้นแสดงความใจดีต่อเขา เมื่อเจอกันครั้งหลังสุด
ค. จำได้บางครั้ง
ง. จำไม่ได้ เว้นแต่จะมีอาหารให้
10.ถ้าสุนัขของคุณคอแห้งแต่ในถ้วยไม่มีน้ำเลย เขาจะ…
ก. รอให้คุณเห็นเองว่าในถ้วยไม่มีน้ำ
ข. หาเครื่องดับกระหายอย่างอื่น เช่น น้ำในโถส้วม หรือในบ่อ
ค. เดินหาคุณจนพบแล้วร้องคราง
ง. เรียกร้องความสนใจของคุณให้มาที่ถ้วย เพื่อให้ดูว่าไม่มีน้ำ
จ. นั่งลงข้าง ๆ ถ้วย แล้วคราง
11. สุนัขของคุณทำอย่างไร เมื่อถูกจับได้ว่าทำผิด
ก. ค่อย ๆ เดินตัวลีบออกไป หางลู่หูตก
ข. ลนลานหนี ดวงตาส่อแววกังวล
ค. ลนลานหนี แต่ดวงตามีแววปรีดา
ง. ยืนตัวสั่นต่อหน้าคุณ
12. เวลาอยู่ในสภาพแวดล้อมใหม่ สุนัขของคุณมีท่าทางอยากรู้อยากเห็นเพียงใด
ก. อยากรู้อยากเห็นมาก สำรวจทุกซอกทุกมุม
ข. อยากรู้อยากเห็นพอสมควร
ค. อยากรู้อยากเห็นอยู่อย่างเดียว คือจะได้กินอะไรเป็นอาหารเย็น
มาดูคะแนนกัน
1. ก = 2, ข = 3, ค = 1, ง = 4
2. ก = 4, ข = 1, ค = 2, ง = 2
3. ก = 4, ข = 3, ค = 2, ง = 1
4. ก = 3, ข = 3, ค = 1
5. ก = 2, ข = 1, ค = 3
6. ก = 1, ข = 3, ค = 4, ง = 2
7. ก = 4, ข = 3, ค = 1
8. ก = 2, ข = 3, ค = 1
9. ก = 1, ข = 4, ค = 3, ง = 2
10. ก = 1, ข = 4, ค = 3, ง = 4, จ = 2
11. ก = 4, ข = 2, ค = 1, ง = 3
12. ก = 3, ข = 2, ค = 1
ระดับคะแนนของเจ้าตูบ วัดไอคิว
ต่ำกว่า 14 เคี่ยวเข็ญไปก็เสียแรงเปล่า
15 – 18 ค่อนข้างหัวขี้เลื่อย
19 – 23 ฉลาดเป็นบางครั้ง
24 – 27 ฉลาดปานกลาง
28 – 31 ฉลาดกว่าเกณฑ์เฉลี่ย
32 – 37 ฉลาดมาก ๆ
38 – 41 ฉลาดเป็นกรด
42 ขึ้นไป เย้! สุนัขของคุณเข้าขั้นอัจฉริยะเลยแหละ

https://horoscope.kapook.com/view13489.html
เครดิตภาพ https://www.pinterest.com/pin/747597606900682383/
Saturday, September 21, 2019
17 วิธีดูแลสัตว์เลี้ยงช่วงน้ำท่วม ช่วยให้หมา-แมวปลอดภัย แม้ยามอุทกภัยมาเยือน
วิธีดูแลสัตว์เลี้ยงในช่วงน้ำท่วม
1. พาสัตว์เลี้ยงเข้ามาอยู่ในบ้านด้วยกัน ห้ามปล่อยทิ้งไว้นอกบ้านและห้ามล่ามไว้กับที่เด็ดขาด
2. หลีกเลี่ยงการปล่อยให้สัตว์เลี้ยงอยู่บริเวณใต้ถุนหรือชั้นล่าง ควรพาขึ้นมาอยู่ด้วยกันที่ชั้นบนของบ้านจะดีที่สุด
3. ย้ายอุปกรณ์ ของใช้ และของเล่นของสัตว์เลี้ยงมาเก็บไว้ในบริเวณที่สูงและปลอดภัย เพื่อป้องกันความเสียหายจากการเปียกน้ำ
4. เก็บเอกสารสำคัญของสัตว์เลี้ยง เช่น รูปถ่าย ประวัติ ใบฉีดวัคซีน ข้อมูลการรักษาโรค และเบอร์สัตวแพทย์ ไว้ในซองกันน้ำอย่างดี พร้อมทั้งเก็บไว้ใกล้ตัวอีกหนึ่งชุดด้วย
5. ไม่พาสัตว์เลี้ยงไปสัมผัสกับสัตว์ตัวอื่นนอกบ้าน เพื่อป้องกันเชื้อโรคและอันตราย
6. เก็บเศษอาหารและอุจจาระของสัตว์เลี้ยงให้ถูกสุขอนามัย เพื่อลดแหล่งอาหารของหนู แมลงวัน และสัตว์พาหะอื่น ๆ ที่สามารถนำโรคมาสู่สัตว์เลี้ยงได้
7. แยกสัตว์เลี้ยงแต่ละชนิดออกจากกัน รวมถึงแยกออกจากที่อยู่อาศัยของคนด้วย ทว่าต้องคำนึงถึงความปลอดภัยและพื้นที่ที่มีเป็นหลัก
8. หมั่นทำความสะอาดที่อยู่อาศัยของสัตว์เลี้ยงให้ถูกสุขลักษณะอยู่เสมอ
9. หลีกเลี่ยงการให้สัตว์เลี้ยงเดินผ่านจุดที่มีน้ำขังหรือน้ำท่วม เพราะน้ำที่ไหลเชี่ยวเพียง 6 นิ้ว ก็สามารถทำให้น้องหมา น้องแมวล้มได้
10. อย่าปล่อยให้สัตว์เลี้ยงตัวเปียกนานเกินไป เพราะความชื้นทำให้ผิวหนังอักเสบ จนเกิดเชื้อราและแบคทีเรียได้ง่าย
11. ระวังไม่ให้สัตว์เลี้ยงกินน้ำที่ท่วมขัง เพราะอาจมีสิ่งสกปรกและสารเคมีปนเปื้อน
12. สวมเสื้อชูชีพให้สัตว์เลี้ยงด้วย เพราะไม่ใช่สัตว์ทุกตัวจะว่ายน้ำเป็น แถมบางตัวเมื่อเจอน้ำท่วมก็จะเกิดอาการตื่นตระหนกได้ง่าย
13. มองหาที่พักฉุกเฉินไว้ล่วงหน้าหลาย ๆ แห่ง เผื่อต้องทำการอพยพฉุกเฉิน เช่น บ้านเพื่อน ศูนย์พักพิง หรือโรงแรมนอกเมืองที่สามารถพาสัตว์เลี้ยงไปด้วยได้
14. เตรียมกระเป๋าฉุกเฉินไว้ให้พร้อมสำหรับกรณีที่ต้องอพยพแบบเร่งด่วน โดยของที่ควรมีติดไปด้วย ได้แก่ รูปถ่ายและเอกสารของสัตว์เลี้ยง หลักฐานยืนยันว่าเป็นเจ้าของ ถ้วยอาหาร อาหาร น้ำดื่ม ยารักษาโรค และชุดปฐมพยาบาลเบื้องต้น พยายามตั้งไว้ในที่ที่มองเห็นชัดเจน หยิบง่าย และควรมีสำรองไว้ในรถหรือจุดอื่น ๆ ด้วย
15. อพยพทันทีเมื่อมีคำสั่ง อย่าฝืนอยู่ เพราะยิ่งรอเท่าไร ก็ยิ่งเพิ่มความเสี่ยงต่อสัตว์เลี้ยงมากเท่านั้น
16. หากพบสัตว์ตายเป็นจำนวนมากโดยไม่ทราบสาเหตุ ควรแจ้งเจ้าหน้าที่ปศุสัตว์มาช่วยดูแล ที่เบอร์ Call Center 085-660-9906
17. หลีกเลี่ยงการนำสัตว์ที่ป่วยตายโดยไม่ทราบสาเหตุมาให้สัตว์เลี้ยงบริโภค เพราะเสี่ยงเจ็บป่วยและติดเชื้อโรค
วิธีดูแลสัตว์เลี้ยงในช่วงหลังน้ำท่วม
1. หากฝากสัตว์เลี้ยงไว้ที่ศูนย์อพยพ เมื่อน้ำลดลงแล้ว ควรรีบไปรับกลับมาให้เร็วที่สุด
2. คอยให้อาหารอย่างเหมาะสมและสม่ำเสมอ เพราะสัตว์เลี้ยงหลายตัวต้องอดอาหารหรือได้รับอาหารน้อยกว่าปกติในช่วงน้ำท่วม
3. อย่าปล่อยสัตว์เลี้ยงออกไปนอกบ้านทันทีหลังน้ำลด เพราะอาจมีเศษแก้ว เศษตะปู หรือสิ่งของอันตรายที่ทำให้เกิดอาการบาดเจ็บได้ ทางที่ดีควรเช็กให้แน่ใจและพาออกไปพร้อมกับสายจูงก่อน เมื่อมั่นใจเต็มที่แล้ว ค่อยปล่อยเป็นอิสระทีหลัง
4. หลีกเลี่ยงการพาสัตว์เลี้ยงไปสัมผัสหรือมีปฏิสัมพันธ์กับสัตว์อื่นนอกบ้าน เพราะไม่รู้ว่าตัวไหนมีอาการป่วยหรือติดเชื้ออะไรหรือเปล่า
5. หมั่นทำความสะอาดที่อยู่อาศัยและของใช้ของสัตว์เลี้ยงให้สะอาดอยู่เสมอ โดยเริ่มแรกให้ทำความสะอาดด้วยผงซักฟอก แล้วค่อยลงน้ำยาฆ่าเชื้อต่อ อย่าลืมสวมถุงมือเพื่อความปลอดภัย พร้อมทั้งทำตามคำแนะนำอย่างเคร่งครัดด้วย
6. รีบกำจัดซากสัตว์ที่ตายให้เร็วที่สุด เพื่อป้องกันการแพร่เชื้อโรค
7. งดการนำสัตว์เลี้ยงตัวอื่นที่ตายโดยไม่ทราบสาเหตุมาให้สัตว์เลี้ยงบริโภค เพื่อป้องกันการเจ็บป่วย
ถึงแม้ปัญหาน้ำท่วมหลายครั้งจะไม่มีการแจ้งเตือนล่วงหน้า แต่เจ้าของก็ต้องคอยสังเกตและหมั่นเตรียมตัวรับมือให้พร้อมเสมอ พยายามจัดอาหารและน้ำสะอาดสำหรับสัตว์เลี้ยงเผื่อไว้ในกรณีฉุกเฉิน รวมถึงควรตรวจสุขภาพ ถ่ายพยาธิ กำจัดเห็บหมัด และฉีดวัคซีนป้องกันโรคเป็นประจำ เพื่อช่วยสร้างสุขภาพที่ดี และอย่าลืมเตรียมกระเป๋าสำรองไว้ให้พร้อมตลอดเวลาด้วย
ขอขอบคุณข้อมูลจาก American Kennel Club, กรมปศุสัตว์ และกรมควบคุมโรค
https://pet.kapook.com/view214834.html
https://pet.kapook.com/view214834.html
Thursday, September 19, 2019
ไม่ยาก! 8 คำแนะนำดี ๆ เกี่ยวกับการเก็บอึสุนัข
เรียบเรียงข้อมูลโดยกระปุกดอทคอม
อึสุนัขเรื่องขี้ ๆ ที่ใครหลายคนมองข้าม ซึ่งในความเป็นจริงแล้วเรื่องอึสุนัขถือเป็นเรื่องใหญ่เดียว เพราะการที่เจ้าของปล่อยให้สุนัขอึแล้วไม่เก็บ นอกจากจะสร้างความสกปรกให้กับบริเวณนั้นแล้ว ยังเป็นแหล่งสะสมเชื้อแบคทีเรีย สาเหตของโรคร้ายต่าง ๆ นอกจากนี้อึสุนัขยังสร้างความเดือดร้อนมากมายให้กับผู้คนรอบข้างด้วย วันนี้เราก็ขอนำข้อมูลและคำแนะนำเกี่ยวกับอึสุนัขมาฝากกัน
การเก็บอึสุนัขไม่ใช่เรื่องขี้ ๆ จริง เพราะการที่คุณทำความสะอาดและเก็บอึสุนัขไปทิ้งนอกจากจะช่วยลดการแพร่กระจายของโรคต่าง ๆ แล้วยังไม่ทำให้ผู้อื่นเดือดร้อนอีกด้วย นอกจากนี้การเก็บอึสุนัขยังช่วยให้คุณผูกมิตรกับคนใกล้ชิดได้ง่ายขึ้น อย่างเช่น เพื่อนข้างบ้านของคุณด้วย รู้แบบนี้แล้วหากครั้งหน้าหากคุณพาสุนัขไปเดินเล่น หรือออกไปเที่ยว ก็อย่าลืมยืดอดพกถุงไปเก็บอึสุนัขกันด้วยนะคะ
https://pet.kapook.com/view51711.html
เครดิตภาพ https://www.pinterest.com/pin/558868635009400475/
Tuesday, September 17, 2019
10 อาหารคนที่ห้ามให้หมา-แมวกินเด็ดขาด!
อาหารคนต้องห้าม ที่อย่าให้หมา-แมวลองกินจะดีกว่า เพราะอาจทำอันตรายได้ถึงชีวิต คนรักสัตว์อย่าเผลอให้กินอาหารต้องห้ามเหล่านี้เด็ดขาด
อาหารที่เรากินกันอยู่ทุกวัน และคิดว่ามีประโยชน์ หรืออร่อย จนอยากแบ่งปันกับสัตว์เลี้ยงตัวโปรดของคุณ รู้หรือไม่ว่าอาจจะทำให้น้องหมา น้องแมว มีอันตรายถึงชีวิต ด้วยความรู้เท่าไม่ถึงการ วันนี้กระปุกดอทคอมนำรายชื่ออาหารต้องห้ามสำหรับน้องหมา น้องแมวมาฝาก เมื่อรู้แล้วก็ควรหลีกเลี่ยงที่จะให้อาหารเหล่านี้ หรือเก็บไว้ให้ไกลจากสัตว์เลี้ยงของคุณ ไม่ว่าอาหารเหล่านี้จะมีประโยชน์ หรืออร่อยมากแค่ไหนก็ตาม
1. กระเทียมและหัวหอม
ควรนำกระเทียมและหัวหอมไว้ให้ไกลจากน้องหมา และน้องแมว เพราะว่ากระเทียมและหัวหอมอาจจะทำให้เกิดอันตรายได้ เมื่อหมา-แมวเผลอกินกระเทียมและหัวหอมเล่น อาจจะทำให้ระบบย่อยทำงานผิดปกติ เป็นโรคทางเดินหายใจ เซลล์เม็ดเลือดแดงเกิดความเสียหาย หรืออาจทำให้เป็นอันตรายถึงชีวิตได้ เช่น อาจจทำให้เกิดอาการคลื่นไส้ อาเจียน และในที่สุดขับถ่ายไม่เป็นปกติ ซึ่งจะทำให้สัตว์เลี้ยงมีร่างกายที่อ่อนแอลง และจนอาจถึงแก่ชีวิต ดังนั้นควรวางหัวหอมและกระเทียมให้ไกลดีกว่า
2. นมสด
ใครที่คิดว่านมสดยังมีประโยชน์ต่อน้องหมา น้องแมวที่โตแล้วนั้น ลองคิดใหม่ดีกว่าค่ะ เพราะนมอาจจะทำให้เกิดปัญหาในเรื่องระบบการย่อยและการขับถ่าย ซึ่งอาจเป็นเหตุทำให้ท้องเสียได้ โดยร่างกายจะอ่อนแอ เป็นอันตรายถึงชีวิต ดังนั้นถ้าสัตว์เลี้ยงตัวไหนที่แอบมากินนมสดของคุณที่วางไว้ ก็ควรเก็บนมให้เป็นที่เป็นทางให้ห่างไกลจากสัตว์เลี้ยง เพื่อสุขภาพของพวกมันเองนะคะ
3. แอลกอฮอล์
สำหรับเจ้าของคนไหนที่คิดว่า การที่เห็นสัตว์เลี้ยงดื่มแอลกอฮอล์แล้วเป็นเรื่องสนุก อาจจะทำให้ผลที่ตามมากับสัตว์เลี้ยงไม่ตลกอย่างที่คิด เพราะแอลกอฮอล์จะทำให้น้องหมา น้องแมวได้รับสารพิษมากเกินไป เพราะอย่าลืมว่าสัตว์เลี้ยงมีร่างกายที่เล็กกว่าคนเรา และระบบภายในร่างกายของสัตว์พวกนี้ก็ไม่ได้มีไว้เพื่อที่จะดื่มแอลกอฮอล์ในจำนวนมาก ซึ่งถ้าน้องหมา น้องแมวได้รับแอลกอฮอล์มากเกินไป อาจทำให้ช็อกและเสียชีวิตได้
4. ช็อกโกแลต
ช็อกโกแลตอาจเป็นของโปรดของใครต่อหลายคนรวมทั้งน้องหมา น้องแมว แต่รู้ไหมว่าช็อกโกแลตอาจทำให้เจ้าตูบ และเจ้าเหมียวมีอัตราการเต้นหัวใจที่ผิดปกติ หรืออาจจะทำให้ร่างกายทำงานปกติ ซึ่งอาจส่งผลให้เกิดอันตรายต่อชีวิตสัตว์เลี้ยงตัวโปรดของคุณ และอาการเบื้องต้นก็คือ อาเจียน หอบหืด และร่างกายเริ่มอ่อนแอ ดังนั้นควรไว้ช็อกโกแลตให้ห่างจากเจ้าตูบ และเจ้าเหมียว
5. องุ่นและลูกเกด
ผลไม้บางชนิดก็อาจทำให้เกิดอันตรายต่อน้องเหมียวและเจ้าตูบได้เหมือนกัน เช่น องุ่น และลูกเกด ถ้าได้เผลอวางผลไม้ชนิดนี้ไว้ใกล้ ๆ สัตว์เลี้ยง ให้รีบนำออกไปไว้ให้ไกลทันที เพราะองุ่น และลูกเกด จะทำให้อาเจียนเมื่อกินเข้าไป หรืออาจจะเป็นสาเหตุให้เกิดอาการซึมเศร้า รวมทั้งทำให้ระบบไตทำงานล้มเหลว ถ้าสัตว์เลี้ยงของคุณชอบผลไม้จริง ๆ ให้ลองเปลี่ยนมาเป็น กล้วย แอปเปิล หรือส้ม ก็ได้ค่ะ
6. ผลอะโวคาโด
ผลอะโวคาโดที่คุณคิดว่าอาจให้ประโยชน์ต่อสัตว์เลี้ยง แต่จริง ๆ แล้วคือสารพิษดี ๆ นี่เอง ที่เป็นอันตรายต่อร่างกายของน้องหมา และน้องแมว เมื่อได้กินผลอะโวคาโดเข้าไปจะทำให้ร่างกายทำงานไม่สะดวก หายใจติดขัด หัวใจทำงานผิดปกติ และอาจจะส่งผลอันตรายต่อชีวิต
7. เนื้อสดและกระดูก
แน่นอนว่าเนื้อสดและกระดูก เป็นอาหารโปรดของสุนัขและแมว ทำให้หลายคนเชื่อว่าต้องให้ประโยชน์และมีผลดีต่อร่างกายของสัตว์เลี้ยงไม่มากก็น้อย แต่จริง ๆ แล้วกระดูกและเนื้อสดอาจทำให้เป็นอันตรายต่อสัตว์เลี้ยงได้ค่ะ เมื่อน้องหมาหรือน้องแมวได้กินเนื้อกระดูกเข้าไปและอาจจะไม่ระวังอาจทำให้กระดูกติดคอ จนอาจเสียชีวิต ส่วนเนื้อสดแม้แต่คนเรายังหลีกเลี่ยงที่จะกินเพราะไม่สะอาด และเต็มไปด้วยเชื้อโรค แบคทีเรียต่าง ๆ ดังนั้นจึงควรหลีกเลี่ยงกับสัตว์เลี้ยงเช่นเดียวกัน
8. ขนมปังและยีส
ขนมปังที่เราชอบรับประทานกันในทุกเช้า และเจ้าของคนไหนที่ชอบแบ่งกินกับสัตว์เลี้ยงตัวโปรดให้รู้ไว้เลยว่า ขนมปังและยีสอาจทำให้สุนัขหรือแมวท้องอืดได้ ซึ่งจะส่งผลต่อการทำงานของลำไส้ทำให้มีปัญหาในเรื่องของระบบย่อยอาหาร ถึงแม้ปัญหานี้ส่วนมากจะเกิดจากยีส แต่ขนมปังก็อาจส่งผลให้เกิดอันตรายได้เช่นกัน
9. น้ำตาลหรือของหวาน
น้ำตาลหรือของหวานเป็นสิ่งที่ควรไว้ให้ห่างจากน้องหมา น้องแมว ถึงแม้ว่าพวกมันจะชอบกินแค่ไหนก็ตาม เพราะน้ำตาลหรือของหวานจะทำให้ระบบร่างกายเกิดการล้มเหลว มีอาการอาเจียนถ้าได้รับเข้าไปในปริมาณที่มาก อ่อนเพลีย รู้สึกง่วงนอนตลอดเวลา ซึ่งในภายหลังอาจเป็นอันตรายต่อชีวิตได้ ดังนั้นควรไว้ของหวานและน้ำตาลให้ห่างไกลจากสัตว์เลี้ยงตัวโปรดของคุณ เพื่อความปลอดภัย และสุขภาพที่ดีต่อตัวสัตว์เลี้ยงเอง
10. ถั่วแมคาเดเมีย
หลายคนที่เคยได้ลิ้มลองถั่วแมคาเดเมียก็คงจะตัดใจจากความอร่อยนี้ไม่ได้ จึงทำให้อยากแบ่งปันกับสัตว์เลี้ยงที่รัก โดยหารู้ไม่ว่าจะทำให้เกิดอันตรายต่อสัตว์เลี้ยงของคุณเอง เพราะถ้าเจ้าตูบหรือเจ้าเหมียวได้กินเข้าไปแล้ว ถึงแม้จะในปริมาณที่เล็กน้อยก็อาจจะทำให้เกิดอันตรายได้ เพราะถั่วแมคาเดเมียจะทำให้ร่างกายของน้องหมาน้องแมวอ่อนแอ เป็นอัมพาต และสุดท้ายอาจทำให้เสียชีวิต จึงควรระวังไม่ให้เจ้าตูบและเจ้าเหมียวเข้าใกล้ถั่วชนิดนี้เป็นอันขาด
เมื่อรู้อย่างนี้แล้วก็ควรวางอาหารและของกินเหล่านี้ให้ห่างจากตัวเจ้าตูบ และเจ้าเหมียว เพื่อที่คุณจะได้ใช้เวลากับสัตว์เลี้ยงได้นานมากขึ้น และใช้เวลาที่มีความสุขร่วมกัน นอกจากนี้ก็ควรศึกษาว่าอาหารชนิดไหนที่มีประโยชน์ต่อสัตว์เลี้ยงของคุณจริง ๆ จะดีกว่านะคะ
https://pet.kapook.com/view104198.html
เครดิตภาพ https://www.pinterest.com/pin/734649757981184947/
Subscribe to:
Posts (Atom)






