Sunday, January 12, 2020

ภาษาหมาดูจาก..หาง



เรียบเรียงข้อมูลโดยกระปุกดอทคอม

หางเป็นตัวที่บ่งบอกว่าสุนัขกำลังคิดอะไรอยู่ ดังนั้นอยากรู้ว่าสุนัขคิดอย่างไรนั้น ก็ต้องดูหาง ดังนั้นเรามาเรียนรู้เรื่องของหางซึ่งจะมีการแสดงอาการหลายอย่างคร่าว ๆ ที่เรามักจะพบอยู่เป็นประจำ คือ

             
1. หางตรง ตกเล็กน้อย : แสดงว่า สุนัขมีอารมณ์ปกติ ทั่วไป 

             2. หางตั้งตรง ปลายหูตั้ง : แสดงว่า สุนัขกำลังแสดงอำนาจ แสดงอาการข่มตัวอื่น ๆ เป็นการแสดงได้ทั้งเพศผู้และเพศเมีย

             3. หางสะบัดไปมา : แสดงว่า สุนัขกำลังมีอารมณ์ดี ทักทายและรู้สึกดีใจเมื่อได้พบกัน

             4. หางสะบัดไปมา พร้อมกับย่อตัวช่วงหน้าต่ำลง : แสดงว่า สุนัขอยากเล่นด้วย ไม่ว่าจะกับสุนัขด้วยกันเองหรือเจ้าของ
               
             5. หางตรงเฉียงลงพื้น พร้อมกับย่อตัวช่วงหลังต่ำลง : แสดงว่า สุนัขกำลังระแวดระวังตัวกับสิ่งรอบข้างอยู่

             6. หางลดต่ำลง ปลายหูลู่ : แสดงว่าสุนัขกำลังมีอาการกลัวหรือวิตก ถูกรบกวนหรือเป็นทุกข์

             7. หางลดต่ำมาก จนซุกอยู่หว่างขา : แสดงว่า สุนัขกำลังกลัวสุด ๆ 

             8. หางตั้งตรงชี้ขึ้น แต่ขนที่หางลุกชัน : แสดงว่าสุนัขกำลังดุร้ายก้าวร้าว

             9. สุนัขกลิ้งไปมา และ หางอยู่ตรงระหว่างหน้าท้อง : แสดงว่า สุนัขกำลังยอมแพ้


           แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น  การดูลักษณะท่าทางโดยรวม ไม่ว่าจะเป็น การจัดวางท่าทาง ลักษณะหู ก็มีส่วนร่วมด้วยเช่นกัน การแสดงออกที่หางของสุนัขทั่วไปยังมีนิสัยอีกหลายอย่างที่เราต้องเรียนรู้  ขอให้ผู้ที่รักสุนัขลองเรียนรู้ และศึกษาเพื่ออยู่ร่วมกันอย่างมีความสุขค่ะ

ขอขอบคุณข้อมูลจาก

Saturday, January 11, 2020

10 เมนูต้องห้ามที่คนรักเจ้าตูบควรรู้ไว้





เรียบเรียงข้อมูลโดยกระปุุกดอทคอม

           การที่เราจะเลี้ยงสุนัขซักตัวให้เติบโตขึ้นมามีสุขภาพแข็งแรงสมบูรณ์ อยู่เป็นเพื่อนที่แสนรู้ใจของเราไปนาน ๆ นั้น เรื่องอาหารการกิน นับว่าเป็นปัจจัยที่สำคัญมาก ดังนั้น ก่อนจะเลี้ยงเจ้าตูบซักตัวนั้น สิ่งสำคัญที่ควรตระหนักเป็นอันดับแรก ก็คือ สุนัขกับคนนั้นกินอาหารได้ไม่เหมือนกัน เพราะมีกระบวนการเผาผลาญอาหารที่ต่างกัน พูดง่าย ๆ ก็คือ บางสิ่งบางอย่างคนกินได้แต่มันกินไม่ได้ ที่ต้องพูดเช่นนี้เพราะบางคนจะติดนิสัยว่า ถ้ากำลังกินอะไรอยู่ แล้วมีเจ้าตูบอยู่ใกล้ ๆ ก็โยนให้มันกินด้วย ซึ่งบางทีของกินเหล่านั้น อาจเป็นสิ่งที่เป็นพิษต่อเจ้าตูบ โดยอาจมีปัญหากับระบบการย่อยของมัน หรืออาจทำให้มันเจ็บป่วยอย่างรุนแรง และอาจถึงขั้นตายได้ 

            ดังนั้น ในวันนี้เราจึงมีรายชื่ออาหารต้องห้ามอย่างเด็ดขาด!! ที่คุณ ๆ ผู้รักสุนัขทั้งหลายควรรู้ไว้ เพื่อป้องกันไม่ให้โยนของกินสุ่มสี่สุ่มห้าไปให้มันโดยไม่รู้ถึงอันตรายที่จะตามมา... ว่าแต่ของกินต้องห้ามเหล่านั้นจะมีอะไรบ้าง ไปดูกันเลยจ้า

1. กระดูกจากเนื้อสัตว์ทั้งหลาย 

            จริงอยู่ว่าสุนัขชอบกิน แทะกระดูก และเมื่อคุณรู้เช่นนั้น คุณก็จะชอบให้กระดูกมันแทะเล่น หรือให้เป็นรางวัลบ้างหล่ะ แต่หารู้ไหมว่า กระดูกทั้งหลายที่คุณให้ไปนั้น จะไปกีดขวางต่อระบบการย่อยอาหาร และอาจทำให้กระเพาะอาหารของเจ้าตูบฉีกขาดได้ เมื่อรู้แบบนี้แล้วก็เปลี่ยนพฤติกรรมของคุณนะคะ อย่าชินมือเผลอให้กระดูกมันนะ แล้วก็ถ้าจะให้รางวัลมัน เดี๋ยวนี้ก็มีกระดูกปลอมให้มันได้แทะเล่น แถมยังมีสารอาหารที่มีประโยชน์ด้วยนะ


 2. อาหารแมว 

            เอิ่มม..ชื่อก็บอกอยู่นะว่า อาหารแมว เพราะฉะนั้นก็อย่ามึนเอามาให้สุนัขซะล่ะ เพราะอาหารแมวจะมีโปรตีนมากเกินไปต่อความต้องการของสุนัข ส่งผลทำให้สุนัขอ้วนขึ้น และเสี่ยงต่อการเป็นโรคเบาหวานได้


 3. ช็อกโกแลต กาแฟ ชา หรือเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของคาเฟอีน 

            ไม่ว่าคุณจะชอบกินช็อกโกแลตแค่ไหนก็ตาม แต่อย่าเผลอให้ช็อกโกแลตกับเจ้าตูบคุณซะล่ะ เพราะในช็อกโกแลตมีสารคาเฟอีนที่จะส่งผลต่อระบบหัวใจและประสาทของสุนัข ถ้าคุณพบว่าเจ้าตูบของคุณเผลอกินช็อกโกแลตเข้าไป ซึ่งจะมีอาการที่แสดงให้เห็นชัดเจนคือ เจ้าตูบของคุณจะอาเจียน ท้องเสีย นอนไม่หลับ อยู่ไม่สุข กระสับกระส่ายไปมา ฉี่บ่อย หัวใจเต้นแรงขึ้น คุณต้องรีบพามันไปพบแพทย์ทันทีนะ เพราะมันร้ายแรงอาจถึงขั้นทำให้ตายได้เลย

            กาแฟและชา หรือของที่มีส่วนผสมของคาเฟอีนก็เช่นกัน เพราะคาเฟอีนจะทำให้สุนัขอาเจียนและท้องเสีย ทั้งยังเป็นพิษต่อระบบประสาทและหัวใจอีกด้วย


 4. ไขมันจากเนื้อสัตว์ต่าง ๆ 

            เจ้าของบางคน กินอาหารอยู่ แต่พบว่า อ่ะ ของที่กินอยู่ไขมันเยอะจริง งั้นโยนให้สุนัขดีกว่า.. อย่าทำแบบนี้เชียวนะคะ คุณรู้ไหมว่า เจ้าไขมันส่วนเกินพวกนี้เนี่ย จะเพิ่มความเสี่ยงให้สุนัขของคุณป่วยเป็นโรคตับอ่อนอักเสบได้


 5. ปลาที่ยังไม่สุก หรือ อาหารกระป๋อง

            สุนัขไม่ใช่แมวค่ะ ถ้าไม่จำเป็นก็ไม่ต้องให้ปลามันกิน หรือถ้าให้ก็อย่าให้ในปริมาณที่่มากเกินไป เพราะถ้าให้ในปริมาณมากเกินไป จะทำให้เจ้าตูบของคุณขาดวิตามินบี ซึ่งจะนำไปสู่ภาวะการขาดสารอาหาร และบางตัวถึงขั้นตายได้


 6. องุ่นและเม็ดผลไม้อบแห้ง

           องุ่นและของกินจำพวกลูกเกดหรืออื่น ๆ อบแห้งทั้งหลาย มีสารพิษตกค้างที่จะมีผลต่อไต อาการเบื้องต้น คือ อาเจียน และกระสับกระส่ายอยู่ไม่นิ่ง


 7. ถั่วเปลือกแข็งทั้งหลาย

            ไอ้ของจำพวกถั่วที่คุณ ๆ ทั้งหลายชอบแทะกินยามเพลิน ๆ นั้น ก็ระวังอย่าให้มันตกเรี่ยราดบ่อยนักละ เพราะถ้าเจ้าตูบได้กินในปริมาณมาก ๆ เข้าจะส่งผลต่อระบบทางเดินหายใจ จะทำให้มันหายใจเร็วแรงขึ้น อีกทั้งยังมีผลต่อระบบกล้ามเนื้อของมันอีกด้วย


 8. นมและผลิตภัณฑ์ที่ทำจากนม

            เจ้าของสุนัขหลายคนมักจะให้นมแก่สุนัข เพราะคิดว่า มันเป็นอาหารเสริมที่ดี ช่วยเสริมสร้างกระดูก หรือ ให้กินให้อิ่มท้อง นั่นเป็นความคิดที่ผิดค่ะ มีรายงานว่า สุนัขมากกว่า 50 เปอร์เซนต์แพ้นม เพราะระบบการย่อยอาหารของสุนัขไม่สามารถย่อยนมได้ อาการที่มักจะเห็นได้บ่อยเมื่อสุนัขกินนมเข้าไปคือ จะท้องเสีย ท้องร่วง ทำให้อ่อนเพลีย


9. ไข่ดิบ

            ถ้าอยากให้สุนัขของคุณมีผิวและขนที่มีสุขภาพดีแล้วละก็ อย่าให้มันกินไข่ดิบซะล่ะ นั่นก็เพราะไข่ดิบมีส่วนผสมของเอนไซม์อาวิดิน ที่จะลดการดูดซึมของวิตามินบี ซึ่งส่งผลให้เกิดปัญหากับผิวหนังและเส้นขนของมัน นอกจากนี้ ไข่ดิบยังมีเชื้อแบคทีเรียที่ทำให้เกิดโรคทางเดินอาหารอีกด้วย


10. เศษอาหารเหลือจากคน

            และข้อสุดท้ายนี้ เป็นกรณีที่เห็นชัดที่สุด เพราะหลายบ้านชอบเอาอาหารที่คนกินไม่หมดไปให้เจ้าตูบ ซึ่งคุณรู้หรือไม่ว่า มันไม่เหมาะสมทางโภชนาการ แต่ถ้าจะให้ ควรให้ไม่เกิน 10% ของอาหารทั้งหมด และควรเลือกส่วนที่เป็นมันทิ้งไป และไม่ควรให้กระดูก แต่ถ้าจะให้ดีที่สุด ก็ซื้ออาหารสุนัขให้มันเถอะค่ะ เพราะว่าอาหารสุนัขนั้นได้ออกแบบมาเพื่อให้สุนัขได้รับสารอาหารครบถ้วนตามที่มันต้องการในแต่ละวันนั่นเองค่ะ

            เป็นอย่างไรกันบ้างคะ รู้แบบนี้แล้ว ของกินอันไหนในรายชื่อข้างต้นที่คุณเจ้าของทั้งหลายเคยให้เจ้าตูบกินนั้น ก็ค่อย ๆ เลิกให้มันนะคะ แล้วคุณจะพบว่า เจ้าตูบของคุณจะมีสุขภาพดี อยู่เป็นเพื่อนเล่นของคุณไปอีกนานแสนนานเลยทีเดียวนะ ^^

เครดิตภาพ  https://www.pinterest.com/pin/1196337403109412/



Tuesday, January 7, 2020

ว่าด้วยเรื่อง ของเล่น เจ้าตัวโปรด



ว่าด้วยเรื่อง "ของเล่น" เจ้าตัวโปรด (Dogazine)

           ของเล่น เป็นตัวช่วยลดความเบื่อหน่ายให้กับน้องหมา ว่าแต่ ของเล่นน้องหมานี่เขาจะมีวิธีการเลือกสรรกันอย่างไร ? แล้วเจ้าของเล่นมันมีประโชน์อะไรบ้างล่ะ? วันนี้เรามีวิธีมาแนะนำกัน...


ประโยชน์ของ "ของเล่น"

           ของเล่นซึ่งมีคุณภาพและมีความเหมาะสมต่อน้องหมานั้น มีประโยชน์ต่อน้องหมาหลายประการ เช่น

            ช่วยบรรเทาความเครียด ความเหงา และความเบื่อหน่าย ลดความเสี่ยงในการที่น้องหมาจะเกิดปัญหาพฤติกรรมที่เรียกว่า Separation Anxiety หรือปัญหาความเครีดอันเกิดจากความกลัวถูกทอดทิ้ง

            ช่วยให้น้องหมามีวิถีทางในการเผาผลาญพลังงานในรางกายออกไปอย่างเหมาะสม จึงช่วยลดปัญหาการเล่นชน ทำลายข้าวของ รวมถึงปัญหาพฤติกรรมหลาย ๆ อย่าง ซึ่งส่วนใหญ่มักเกิดขึ้นพราะเขาเกิดความเบื่อหน่ายและขาดการออกกำลังกายอย่างเพียงพอ

            การมีของเล่นชิ้นโปรดที่น้องหมาอยากจะทำอะไรกับมันก็ได้อย่างอิสระ ไม่ว่าจะงับ กัดขย้ำ ทึ้ง ฯลฯ จะทำให้น้องหมารู้สึกว่า กระเป๋าหนังใบใหม่ รองเท้าผ้าใบคู่โปรด และต้นไม้ใบหญ้าในสวนของคุณมีความน่าเล่น(และทำลาย) น้อยลง อย่างไรก็ตาม สิ่งใดที่คุณไม่ต้องการให้น้องหมามาทำความเนสียหาย คุณก็ควรจะเก็บรักษาเอาไว้ในที่ที่เหมาะสมและพ้นมือน้องหมาเสมอ ไม่วางทิ้งเกลื่อนกลาดให้เขาเอาออกมาเล่นได้

            ของเล่นหลายชนิดช่วยให้เกิดพัฒนาการของเหงือกและฟันในน้องหมาที่อายุยังน้อย

            นอกจากนั้น คุณยังอาจใช้ของเล่นเป็นรางวัล สำหรับน้องหมาได้ด้วย เช่น หลังการฝึกสอน หรือเวลาที่น้องหมาปฏิบัติตัวดีอย่างที่คุณต้องการ


ชนิดของ ของเล่น

            Active Toys หรือของเล่นทั่วไปที่เจ้าของใช้เล่นกับน้องหมาเพื่อช่วยให้เขาเกิดความกระตือรือร้น อย่างเช่น ลูกบอลยาง ห่วงยาง จานร่อน ตุ๊กตาไก่ยางส่งเสียงปี๊บ ๆ

            Distraction Toys ของเล่นที่เน้นสร้างความเพลิดเพลินใจเป็นเวลานาน ๆ ของเล่นประเภทนี้ก็เช่น ลูกบอลยาง หรือ ลูกบาศก์ยางที่สามารถบรรจุอาหารไว้ภายใน เมื่อน้องหมาเล่นของเล่นประเภทนี้ พวกเขาจะต้องใช้อวัยวะและประสาทสัมผัสหลายส่นพร้อมกัน ทั้งจมูก ปาก และฟัน เพื่อหาทางนำอาหารข้างในออกมา จึงเป็นของเล่นที่ช่วยดึงดูดความสนใจ และสร้างสมาธิของน้องหมาได้เป็นอย่างดี

            Comfort Toys ของเล่นซึ่งเน้นความผ่อนคลาย สร้างจินตนาการ ของเล่นชนิดนี้ก็เช่น พวกตุ๊กตาน้องเน่าของน้องหมา ซึ่งพวกเขาสามารถที่จะคาบวิ่งไปมารอบ ๆ บ้าน นอนกัด สะบัดไปมาจนน้ำลายแฉะได้ทั้งวัน ซึ่งเป็นการช่วยตอบสนองสัญชาตญาณการล่าของพวกเขา นอกจากนั้น ในยามนอนเขายังสามารถเอาไว้กอดนอนเป็นเพื่อนให้อุ่นใจได้อีกด้วย


เลือกของเล่นที่เหมาะสม

           การเลือกของเล่นให้เหมาะสมสำหรับน้องหมา ควรเลือกของเล่นที่มีคุณสมบัติดังต่อไปนี้

            เฉพาะเจาะจง ควรเลือกของเล่นที่ผลิตขึ้นสำหรับน้องหมาโดยเฉพาะ เช่น บางคนอาจคิดว่า เอาของเล่นเก่าของเด็กเล็ก ๆ มาให้เล่นก็คงไม่เป็นไร เพราะขนาดน้องหนุยังเล่นได้อย่างปลอดภัย มันก็น่าจะปลอดภัยต่อน้องหมาเช่นกัน แต่อย่าลืมว่าน้องหมานั้นมีพลังในการกัดแทะมากพอจะฉีกทึ้งของเล่นเหล่านั้นได้ และอาจทำให้ของเล่นนั้นกลายเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย จนอยู่ในสภาพที่อาจก่อให้เกิดอันตราย เช่น อาจเผลอกินหรือกลืนเข้าไปจนติดคอ

            ขนาดกำลังดี ของเล่นที่หมาะสม ไม่ว่าสำหรับเด็ก ๆ หรือน้องหมา ควรมีขนาดพอดีกับร่างกาย ไม่เล็กหรือไม่ใหญ่จนเกินไป

            เข้ากันได้กับน้องหมา ก่อนจะเลือกซื้อของเล่นให้น้องหมา คุณจะต้องพิจารณาถึงสายพันธุ์ อายุ และพฤติกรรมการเล่นของเขาเสมอ โดยน้องหมาแต่ละตัวและแต่ละวัยจะมีพฤติกรรมในการเล่นที่แตกต่างกัน สำหรับน้องหมาอายุน้อย คุณควรให้เขาเล่นของเล่นที่มีความยืดหยุ่นสูงเพื่อช่วยด้านพัฒนาการของเหงือกและฟัน อย่างเช่น ลูกบอลยาง แต่เมื่อเขาโตขึ้น ความคล่องแคล่วและพละกำลังของเขาก็มากขึ้น ของเล่นก็อาจจะเปลี่ยนเป็นแบบที่มีความแข็งแรงกว่าเดิม เช่น แผ่นหนัง กระดูเทียมสำหรับกัดแทะ ส่วนวิธีการเล่นก็อาจเพิ่มความผาดโผน เช่น เล่นคาบจานร่อน วิ่งเก็บลูกบอล เป็นต้น


TOY TIPS

            หากว่าคุณมีเด็กเล็ก ๆ อยู่ในบ้านด้วย ควรแยกแยะบริเวณการเล่นของทั้งสองฝ่ายให้ชัดเจน ไม่ใช้พื้นที่ร่วมกัน เพราะน้องหมาอาจทำให้ของเล่นของเด็กสกปรก เกิดสภาวะไม่ถูกสุขลักษณะ หรือเด็กอาจจะไปยุ่งกับของเล่นของน้องหมา ซึ่งน้องหมาอาจเกิดอาการหวงของจนเผลอทำอันตรายต่อเด็กได้

            ควรหมุนเวียนของที่ให้น้องหมาเล่นเป็นประจำ เช่น หากน้องหมาเล่นของเล่นชิ้นใดมาประมาณ 2 สัปดาห์แล้ว ก็อาจเก็บของเล่นชิ้นนั้นไป แล้วเอาชิ้นใหม่มาให้เล่น จนครบอีก 2 สัปดาห์ จึงค่อยนำของเล่นชิ้นเดิมมาให้เขาเล่นอีก ซึ่งวิธีนี้จะช่วยให้เขาไม่เบื่อหน่ย และเจ้าของก็ไม่ต้องคอยหาซื้อของเล่นชิ้นใหม่อยู่เรื่อย ๆ

            ไม่ควรนำของใช้เก่า เช่น ถุงเท้าเก่า รองเท้าเก่า มาเป็นของเล่นของน้องหมา เพราะน้องหมานั้น ไม่อาจจะแยกแยะได้ว่า ของเก่าและของใหม่ต่างกันตรงไหน หากคุณยอมให้เขากัดถุงเท้าเก่าของคุณได้ ถุงเท้าคู่ใหม่เอี่ยมของคุณก็ไม่ปลอดภัยเช่นกัน

            น้องหมาบางตัวที่มีความมั่นใจมาก ๆ มีความเป็นผู้นำสูง โดยเฉพาะน้องหมาพันธุ์ใหญ่บางสายพันธุ์ ควรหลีกเลี่ยงการเล่นแบบแรง ๆ เช่น การเล่นชักเย่อ เพราะอาจเป็นการกระตุ้นพฤติกรรมก้าวร้าวของเขาได้

ขอขอบคุณข้อมูลจาก

https://pet.kapook.com/view14126.html
เครดิตภาพ https://www.pinterest.com/pin/551057704418926772/

Sunday, January 5, 2020

ใครว่าแมวกับสุนัขเลี้ยงด้วยกันไม่ได้ ฟังทางนี้เลยจ้า


เรียบเรียงข้อมูลโดยกระปุกดอทคอม

อย่างที่รู้ ๆ กันอยู่ว่าสุนัขกับแมวเป็นเหมือนลิ้นกับฟัน เจอกันทีไรต้องทะเลาะกันเหมือนเด็ก ๆ ทุกที ทั้ง ๆ ที่ไม่เคยเจอหน้ากันมาก่อนเลยสักครั้งไม่รู้ไปเอาความแค้นมาจากไหน วันนี้กระปุกดอทคอมก็ขอแนะวิธีสร้างความสามัคคีของสองสายพันธุ์ระหว่างเจ้าตูบสุนัขแสนซื่อสัตย์ตลอดกาล กับเจ้าเหมียวตัวน้อยแสนน่ารักได้อยู่ร่วมชายคาเดียวกันได้อย่างสงบสุข จะมีวิธีทำให้ทั้งสองตัวสนิทกันอย่างไรบ้างนั้นก็ต้องไปดูกันค่ะ


1. ต่างคนต่างอยู่

            วิธีที่ง่ายที่สุด แต่ก็ทำยากที่สุดเช่นกัน ดังนั้นหากเป็นไปได้เราก็อยากให้คุณเป็นกรรมการคอยห้ามศึกเมื่อทั้งสองตัวจ้องเจอหน้ากันทุกครั้ง เพราะพวกมันจะเกรงใจคุณไม่กล้าทำอะไรที่เสี่ยงต่อการโดนดุแน่นอน และคุณก็ไม่ควรวางใจหากเห็นทั้งสองตัวเงียบผิดปกติ เพราะตามสัญชาติญาณของสุนัขยังไง ๆ มันก็คิดว่าแมวคือศัตรูของพวกมันอยู่ดี

 2. อยากเลี้ยงสุนัขเพิ่ม

            ถ้าคุณเลี้ยงแมวอยู่ก่อนแล้ว แต่อยากจะหาสุนัขมาเลี้ยงเพิ่มก็ควรให้ทั้งสองตัวทำความรู้จักกันเสียก่อน โดยการนำทั้งสองตัวมาเผชิญหน้ากันตรง ๆ ซะเลย เจ้าสุนัขจะได้รู้ว่าบ้านหลังนี้ไม่ได้มีมันเพียงตัวเดียวแต่ต้องอยู่ร่วมกับแมวด้วยนะ แรก ๆ ที่เจอกันอาจจะยังเขม่นกันอยู่ ฉะนั้นคุณก็ควรหาที่ซ่อนตัวเผื่อเกิดเหตุฉุกเฉินเอาไว้ด้วย แต่ถ้าพวกมันคุ้นหน้ากันแล้วก็ไม่มีอะไรต้องห่วงแล้วล่ะ

 3. อยากเลี้ยงแมวเพิ่ม

            สำหรับคนที่เลี้ยงสุนัขเอาไว้ วันดีคืนดีอยากได้แมวมานอนกอดอุ่น ๆ ก็ควรรู้จักพฤติกรรมสุนัขของคุณให้ดีซะก่อน หากสุนัขของคุณเป็นสุนัขแสนเชื่องเชื่อฟังคุณทุกอย่าง จะสั่งให้นั่ง ยืน หรือขอมือก็ได้ตามสั่งแบบนี้ก็สามารถเลี้ยงแมวเพิ่มอีกตัวได้ แต่ถ้าสุนัขของคุณเป็นสุนัขประเภทฟังหูซ้ายทะลุหูขวา ฟังบ้างไม่ฟังบ้างเราแนะนำว่าอย่าเลี้ยงแมวเลยมีปัญหาแน่ ๆ

 4. จับขังเดี่ยว
            บางครั้งเสียง และกลิ่นของสุนัขอาจจะทำให้แมวของคุณรู้สึกเครียด กังวลและระวังตัวอยู่ตลอดเวลา ซึ่งคุณสามารถคลายความวิตก และความเครียดของมันด้วยการนำไปขังแยกไว้สักพัก แล้วก็นำพวกของเล่น ที่นอน อาหารไปวางเตรียมเอาไว้ด้วย ให้แมวของคุณได้สงบจิตสงบใจสักครู่ ส่วนคุณและคนอื่น ๆ ก็ค่อย ๆ พลัดกันไปดูสถานการณ์ทีละคน

5. ถึงเวลาแนะนำตัว

            คุณวางสุนัขเอาไว้หน้าห้อง แล้วค่อย ๆ เปิดประตูเพื่อรอดูสถานการณ์ และไม่ควรบังคับหรือจับแมวมาอยู่ใกล้ ๆ สุนัข แต่ควรให้ทั้งสองตัวอยู่ที่ใครที่มันก่อนจะดีกว่า หรือหากแมวของคุณสบายใจที่มองสุนัขอยู่ห่าง ๆ ก็ปล่อยมันไป ถ้าทั้งสองตัวไม่ทะเลาะกันก็อย่าลืมให้รางวัลแมวกับสุนัขของคุณด้วย จะเป็นขนมแสนอร่อยหรือลูบหัวพร้อมคำชมก็ได้ พวกมันจะได้รู้ว่าทำแบบนี้ถูกต้องแล้ว

 6. ให้เวลากับพวกมันสักพัก
            ทำอย่างที่กล่าวไปสักประมาณหนึ่งถึงสองอาทิตย์ เพื่อให้พวกมันรู้สึกคุ้นหน้าคุ้นกลิ่นกันมากขึ้น หลังจากนั้นก็ลองปล่อยสุนัขให้ไปเล่นกับแมวของคุณดู (แต่ทั้งนี้ในห้องนั้นควรจะมีที่ทางให้แมววิ่งหนีด้วยนะ) วันแรกอาจจะปล่อยรวมกันสักห้านาทีหรือสิบนาที แล้วค่อย ๆ เพิ่มเวลาไปเรื่อย ๆ ในวันถัดไปหากทั้งสองตัวไม่ทะเลาะกันก็ตบรางวัลสักชิ้นสองชิ้นเป็นกำลังให้ทั้งสองตัว

 7. ถึงเวลาจับมือกันแล้ว

            หากผ่านไปประมาณอาทิตย์หรือสองอาทิตย์กว่า ๆ แล้วพวกมันยังไม่มีทีท่าว่าอยากจะสนิทกันเลยสักนิด คุณอาจจะต้องใช้ความอดทนอีกหน่อยให้เวลากับพวกมันไปอีกสักพัก เพราะยังไงซะพวกมันก็ได้มาอยู่ใต้ชายคาเดียวกันแล้วยังมีเวลาเปิดตัวอีกเยอะแยะ เราเชื่อว่าสักวันพวกมันจะต้องเป็นเพื่อนกันได้อย่างแน่นอน

            สำหรับคนที่อยากเลี้ยงสุนัขกับแมวไปพร้อม ๆ กันคงหายห่วงกันแล้วใช่ไหมคะ เพราะไม่ต้องมานั่งกังวลอีกแล้วว่าแมวจะเข้ากับสุนัขของคุณได้หรือเปล่า และถ้าคุณเผลอมันจะทะเลาะกันบ้างมั๊ย หากคุณรู้จักแนะนำให้ทั้งสองตัวรู้จักกันอย่างถูกต้องตามขั้นตอนวิธีที่เราบอกไป เชื่อว่าทั้งสองตัวจะต้องกลายมาเป็นเพื่อนสนิทสุดซี้กันได้อย่างแน่นอน

https://pet.kapook.com/view49069.html
เครดิตภาพ  https://www.pinterest.com/pin/633881716288556223/

Saturday, January 4, 2020

รู้ไหม..น้องหมาก็ขี้อิจฉาเหมือนคนนะ


สุนัขก็มีนิสัยขี้อิจฉาริษยาได้เหมือนคน (สำนักข่าวไทย)

          นักวิทยาศาสตร์ในออสเตรียยืนยันสุนัขก็มีนิสัยขี้อิจฉาริษยาได้เหมือนคน จากการทดลองพบว่าถ้าเราสั่งให้สุนัข 2 ตัวทำในสิ่งเดียวกัน แต่เลือกที่จะให้รางวัลกับสุนัขแค่เพียงตัวเดียว สุนัขอีกตัวก็จะเกิดความน้อยใจและอิจฉา จนไม่ยอมทำตามคำสั่งอีกต่อไป

          นักวิจัยจากหน่วยงานประสาทชีววิทยาและการวิจัยกระบวนการรับรู้ ประจำมหาวิทยาลัยเวียนนาในออสเตรีย ได้ทดลองเรื่องนี้กับสุนัขครั้งละ 2 ตัว โดยให้พวกมันยกขาหน้าขึ้นมาแตะมือกับเจ้าหน้าที่ ถ้าทำได้ก็จะได้รับอาหารเป็นรางวัล แต่นักวิจัยแกล้งไม่ให้อาหารกับสุนัขบางตัวในนี้ แม้ว่าพวกมันจะทำตามคำสั่งได้ดีก็ตาม แต่ยังคงให้อาหารกับสุนัขตัวอื่น

          ผลปรากฏว่าเมื่อสุนัขตัวที่ไม่ได้รับรางวัล เห็นเพื่อนของพวกมันได้รับรางวัลเป็นอาหารอย่างต่อเนื่อง มันก็จะมีปฏิกิริยาโต้ตอบในทันที ด้วยการไม่ยอมทำตามคำสั่งของเจ้าหน้าที่อีกต่อไป และมีท่าทางแสดงความรำคาญ หรือหงุดหงิดทุกครั้งที่เห็นเพื่อน ๆ ได้อาหาร

          เพื่อให้แน่ใจว่าสุนัขกลุ่มนี้เกิดความรู้สึกอิจฉาริษยาขึ้นจริ ง นักวิจัยจึงได้ทดลองเพิ่มเติม โดยสั่งให้สุนัขยกขาหน้าขึ้นมาแตะมือกับเจ้าหน้าที่อีกครั้ง แต่ครั้งนี้จะแยกทดลองกับสุนัขทีละตัว ผลปรากฏว่าแม้สุนัขจะไม่ได้รับอาหารเป็นการตอบแทน แต่พวกมันก็จะทนทำตามคำสั่งของเจ้าหน้าที่ไปอีกระยะหนึ่ง เพื่อให้แน่ใจว่าไม่ได้อาหารจริง ๆ จึงเลิกทำ ต่างจากการทดลองครั้งแรก ซึ่งเมื่อสุนัขเห็นว่าเพื่อนของมันได้อาหาร แต่ตัวเองไม่ได้ มันก็จะเลิกทำตามคำสั่งโดยทันที จึงสะท้อนให้เห็นว่าสุนัขเป็นสัตว์ที่เกิดความรู้สึกอิจฉาริษยา ผู้อื่นได้เช่นกัน

          นักวิจัยพบว่า ความอิจฉาริษยาเป็นพฤติกรรมที่พบได้เฉพาะสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม เพราะผลการศึกษากับลิงก่อนหน้านี้พบว่า นอกจากลิงจะอิจฉาที่เพื่อนของมันได้รางวัลแต่ตัวเองไม่ได้แล้ว พวกลิงยังจำแนกได้ด้วยว่ารางวัลที่ได้รับ อันไหนมีค่ามากกว่ากัน และถ้าตัวเองได้รับรางวัลที่ไม่ค่อยมีคุณค่าเท่าใด มันก็จะอิจฉาเพื่อนตัวอื่นที่ได้รับรางวัลที่ดูดีมากกว่า

          แต่เมื่อนำเรื่องนี้ไปทดลองกับสุนัข โดยแยกรางวัลมีทั้งขนมปัง กับไส้กรอก  ผลปรากฏว่าสุนัขก็ยังคงทำตามคำสั่งอยู่ดี ไม่ว่ารางวัลที่ให้จะเป็นอะไรก็ตาม แต่ผลการทดลองครั้งนี้ ทางนักวิจัยก็ยังสรุปไม่ได้ว่านิสัยขี้อิจฉานี้เป็นผลมาจากสุนัขอยู่ใกล้ชิดคนมากเกินไปหรือไม่ หรือเป็นนิสัยโดยดั้งเดิมของพวกมันอยู่แล้ว ซึ่งก็จะได้ทดลองเพิ่มเติมต่อไปในสัตว์ประเภทอื่นที่ไม่ได้ใกล้ชิดกับคน เช่น หมาป่า

          เอ้า! ใครเลี้ยงน้องหมาไว้มากกว่าหนึ่ง อย่าลืมแบ่งปันความรักกับพวกเค้าอย่างเท่าเทียมด้วยนะคะ

ขอขอบคุณข้อมูลจาก

https://pet.kapook.com/view5930.html
เครดิตภาพ  https://www.pinterest.com/pin/689191549204950728/

Tuesday, December 31, 2019

น้องหมาท้องกาง...เป็นท้องมาน หรือเปล่าหนอ


สรุปข้อมูลโดยกระปุกดอทคอม

บ่อยครั้งที่ได้เห็นน้องหมาข้างถนน นอนร่างกายผ่ายผอมไร้เรี่ยวแรง แต่ท้องกลับโตมากผิดปกติ อันเนื่องมาจากอาการ "ท้องมาน" แต่ก็ใช่ว่าโรคท้องมาน จะพบแต่ในสุนัขจรจัด เสียเมื่อไหร่ สุนัขเลี้ยงตัวโปรดของใครหลายคนก็เคยป่วยด้วยโรคนี้กันมาแล้ว ดังนั้น วันนี้เราจะพาเพื่อน ๆ มาทำความรู้จักกับโรคท้องมาน กันค่ะ เผื่อวันใดที่โรคนี้มาเยือนน้องหมาของเราโดยมิได้รับเชิญ ก็จะได้สังเกตอาการ และรักษากันได้อย่างทันท่วงที

อาการท้องมาน หรือ ascites คือการที่มีของเหลวสะสมอยู่ภายในช่องท้องอย่างผิดปกติ โดยของเหลวเหล่านี้อาจแพร่มาจากเส้นเลือด ต่อมน้ำเหลือง อวัยวะภายใน หรือก้อนเนื้องอกในช่องท้อง เป็นต้น ส่วนสาเหตุของการเกิดท้องมานนั้นมีได้หลากหลายสาเหตุมาก ยกตัวอย่างเช่น

          1. ภาวะที่ร่างกายมีโปรตีนอัลบูมินต่ำ อัลบูมิน คือ โปรตีนที่ถูกสร้างขึ้นมาจากตับ ทำหน้าที่เหมือนฟองน้ำที่คอยอุ้มน้ำไว้ในเส้นเลือด เมื่อระดับของอัลบูมินลดต่ำลง จะทำให้น้ำในเส้นเลือดแพร่ออกมา และเข้าสู่ช่องท้อง หรือเข้าไปสะสมในเนื้อเยื่อส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย ทำให้เกิดท้องมาน และร่างกายบวมน้ำ ส่วนสาเหตุที่ทำให้ระดับอัลบูมินต่ำ มักเกิดจากโรคตับ โรคทางเดินอาหาร โรคไต เป็นต้น

          2. โรคตับที่รุนแรง

          3. โรคหัวใจ

          4. เนื้องอกในช่องท้อง

          5. ช่องท้องอักเสบ

          6. มีความผิดปกติในการแข็งตัวของเลือด

          7. โรคที่เกี่ยวกับต่อมน้ำเหลือง

          8. เส้นเลือดอุดตัน โดยเฉพาะเส้นเลือดจากตับ ที่ไหลกลับไปสู่หัวใจ

 อาการที่พบได้ในน้องหมาท้องมาน

           ท้องขยายใหญ่

           หายใจลำบาก เหนื่อยง่าย

           มีไข้ ไอ

           อาเจียน ท้องเสีย

           เบื่ออาหาร

 การวินิจฉัย

          การวินิจฉัยต้องประกอบไปด้วยหลายอย่าง เพื่อให้ได้มาซึ่งสาเหตุของโรคที่ทำให้เกิดท้องมาน ได้แก่ การซักประวัติอย่างละเอียด การตรวจร่างกาย การตรวจเลือด การตรวจปัสสาวะ การเอ็กซเรย์ช่องท้อง และการเจาะน้ำในช่องท้องออกมาเพื่อทำการวิเคราะห์หรือเพาะเชื้อในกรณีที่มีการติดเชื้อร่วมด้วย

          นอกจากนี้ อาจต้องมีการตรวจเพิ่มเติมเป็นพิเศษ เช่น การอัลตราซาวนด์ การตรวจวัดคลื่นหัวใจ และการส่องกล้องตรวจ (Endoscope)

 การรักษา

          ถ้าช่องท้องขยายใหญ่ เพราะมีน้ำในช่องท้องมาก จนทำให้สุนัขไม่สบายตัว หายใจลำบาก ก็จำเป็นจะต้องเจาะระบายน้ำในช่องท้องออก ร่วมกับการให้ยาขับน้ำ โดยที่ต้องไม่ระบายน้ำออกมาจนมาเกินไป เพราะอาจทำให้สุนัขช็อกได้

          ในรายที่หายใจลำบาก จะต้องให้ออกซิเจนร่วมด้วย และให้สารน้ำเข้าทางหลอดเลือดให้เหมาะสมกับสภาพของสุนัขแต่ละตัว ให้ยาฆ่าเชื้อ และพิจารณาถ่ายเลือดในรายที่มีเลือดออกในช่องท้อง รวมทั้งพิจารณาผ่าตัดล้างท้องในรายที่มีการติดเชื้อของน้ำในช่องท้อง

ขอขอบคุณข้อมูลจาก

โดย สพ.ญ.ปิยกาญ โรหิตาคนี คอลัมน์ dogcare
https://pet.kapook.com/view18046.html
เครดิตภาพ  https://www.pinterest.com/pin/313633561528338512/

Sunday, December 29, 2019

10 วิธีออกกำลังกายอย่างเหมาะสม ให้สุนัขมีสุขภาพดี


เรียบเรียงข้อมูลโดยกระปุกดอทคอม

        หลายครั้งที่เจ้าของสัตว์เลี้ยงต้องมากังวลกับอาการป่วยของเจ้าตูบจนนอนไม่หลับ และหากสุนัขอาการไม่ดีขึ้นก็ต้องพาไปหมอหมดเงินไปกับค่ายาจำนวนมาก ดังนั้นเพื่อดูแลให้น้องหมาปราศจากโรคภัยไข้เจ็บ วันนี้กระปุกดอทคอมมีวิธีช่วยเสริมสร้างความแข็งแรงที่จะสร้างความสนุกให้สุนัขของคุณจนไม่รู้สึกเบื่อไปกับการออกกำลังกาย แถมยังหลีกเลี่ยงโรคภัยไข้เจ็บต่าง ๆ ได้อีกด้วย กับวิธีการออกกำลังกายให้เจ้าตูบของคุณมีสุขภาพดีตามนี้ค่ะ


 1. ไล่เก็บของ

         การออกกำลังโดยให้เจ้าตูบของคุณไล่เก็บของนั้น เป็นการออกกำลังที่ดีอย่างหนึ่ง เพราะไม่ใช่การออกกำลังกายที่หักโหมจนเกินไป จนสุนัขของคุณรู้สึกเหนื่อย และเจ้าตูบของคุณไม่จำเป็นต้องเสียเหงื่อมาก ดังนั้นการออกกำลังกายแบบนี้จะเป็นการออกกำลังกายที่สนุกสนานของสุนัขของคุณเลยทีเดียว เพราะคุณได้มีส่วนร่วมในการเล่นสนุกแบบนี้กับมันเหมือนกัน ดังนั้นการเล่นไล่เก็บของแบบนี้ทุกวันจะทำให้สุนัขนั้นไม่รู้สึกเบื่อไปกับการออกกำลังกาย

 2. ดูแลไม่ให้กัดเฟอร์นิเจอร์หรือเห่ามากเกินไป

         การที่สุนัขของคุณนั้นชอบเคี้ยว หรือกัดเฟอร์นิเจอร์ เป็นที่ควรรู้เอาไว้ว่าจะทำให้สุนัขของคุณเสียสุขภาพ ทำให้ร่างกายไม่แข็งแรง โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับเจ้าตูบที่ชอบเห่าเป็นชีวิตจิตใจนั้น ควรห้ามเจ้าตูบให้ทำแบบนั้นน้อยลง เพราะจะเป็นการเสียพลังงานโดยเปล่าประโยชน์ ทำให้ร่างกายขาดสารเอ็นดอร์ฟินที่จะมาหล่อเลี้ยงสมองซึ่งทำให้สุนัขของคุณนั้นมีความสุข ดังนั้นควรดูแลสุนัขของคุณไม่ให้ใช้พลังงานกับสิ่งที่ไม่จำเป็นเหล่านี้

 3. ปรึกษาสัตวแพทย์

         เจ้าของหลายท่านอาจยังสงสัยว่าควรจะออกกำลังแบบไหนดีที่จะเหมาะสำหรับสุนัขของท่าน ในกรณีที่เจ้าตูบของคุณนั้นมีน้ำหนักเกิน แล้วถ้าเจ้าของไม่แน่ใจว่าควรใช้การออกกำลังกายแบบไหน วันละกี่ชั่วโมงดี ก็สามารถปรึกษาสัตวแพทย์ และขอคำปรึกษาว่าจะทำอย่างไรให้ได้น้ำหนักอยู่ในเกณฑ์ที่พอดี หรือควรออกกำลังกายแบบไหนดีเพื่อให้สุขภาพของเจ้าตูบแข็งแรงยิ่งขึ้น

4. ออกกำลังกายเป็นประจำ

         เจ้าตูบนั้นก็ต้องการออกกำลังกายเป็นประจำสม่ำเสมอเช่นเดียวกับคุณ โดยเฉพาะสำหรับสุนัขที่มีน้ำหนักเกิน ควรให้ออกกำลังกายเป็นประจำ แต่ในช่วงแรก ๆ ไม่ควรจะให้หักโหมจนเกินไป ควรออกกำลังกายอย่างค่อยเป็นค่อยไป และพอเหมาะกับสภาพร่างกายของเจ้าตูบเองเพื่อไม่ให้รับบาดเจ็บ แล้วหลังจากที่เจ้าตูบของคุณเริ่มชินกับการออกกำลังกายแล้วนั้น ค่อยเพิ่มความเร็วไปวันละนิด ข้อควรระวังสำหรับสุนัขบางตัวคือไม่รู้ขีดจำกัดของตัวเอง ดังนั้นเจ้าของจึงควรดูแลในจุดนี้ด้วยค่ะ

 5. วิ่งไล่จับ

         เริ่มจากคิดวิธีที่จะทำให้เจ้าตูบของคุณนั้นสนุกไปกับการออกกำลังกายก่อน โดยที่ตัวคุณเองต้องมีส่วนร่วมไปกับมัน อาจเป็นการวิ่งเล่นไล่จับบนสนามหญ้าทั่วไปก็ได้ เพราะวิธีนี้จะไม่ทำให้เจ้าตูบของคุณรู้สึกว่าเป็นการออกกำลัง แต่จะทำให้เจ้าตูบของคุณคิดว่าคุณกำลังเล่นกับมัน และการวิ่งเล่นไปรอบ ๆ นี่จะมีส่วนเพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้อส่วนต่าง ๆ บนร่างกายของตัวมันเอง ทำให้เจ้าตูบของคุณมีร่างกายที่สมบูรณ์แข็งแรง

 6. ไม่หักโหมจนเกินไป

         อาจมีเจ้าของสัตว์เลี้ยงหลายคนเข้าใจผิดว่าการออกกำลังกายยิ่งมากเท่าไรยิ่งดี แต่จริง ๆ แล้วควรออกกำลังกายให้เหมาะสมกับร่างกายสุนัขของคุณเอง อย่าหักโหมจนเกินไปเพราะจะทำให้ร่างกายรับไม่ไหวและล้มป่วย หรืออาจได้รับบาดเจ็บ ซึ่งเจ้าตูบของคุณจะใช้เวลาในการรักษาตัวอยู่หลายวัน เพราะการออกกำลังกายมากเกินไปจะไปสร้างกรดแลคติกที่มีส่วนทำให้กล้ามเนื้ออ่อนแอลง

 7. ใช้อาหารเป็นตัวล่อ

         การออกกำลังกายอีกวิธีหนึ่งที่จะช่วยทั้งในด้านร่างกายและด้านสมองนั้นก็คือการใช้อาหารเป็นตัวล่อ โดยที่เจ้าของเองนั้นอาจจะให้เจ้าตูบดมกลิ่นอาหารแล้วตามหา โดยระหว่างที่ตามกลิ่นอาหารนั้นอาจจะมีอุปสรรคเล็กน้อยเพื่อให้เจ้าตูบของคุณได้ใช้กำลังกันบ้าง ทั้งได้อร่อยไปกับอาหารที่ล่อตาล่อจมูก และการออกกำลังกายที่ไม่ต้องเสียเหงื่อ แถมเจ้าตูบของคุณยังสนุกไปกับการตามหาอาหารอีกด้วย

 8. ลู่วิ่งสำหรับสุนัข หรือพาออกไปเดินเล่น

         ถ้าเจ้าของสุนัขไม่มีเวลาพาสุนัขออกไปออกกำลังกายนอกบ้านอาจจะหาซื้อลู่วิ่งสำหรับสุนัขมา เพื่อให้เจ้าตูบของคุณได้ออกกำลังกายเป็นประจำสม่ำเสมอ แต่ถ้าคุณคิดว่าไม่จำเป็นต้องใช้ลู่วิ่งนั้น อาจจะพาออกไปเดินเล่นทุกเย็นได้เพื่อให้เจ้าตูบมีร่างกายที่แข็งแรง แถมตัวเจ้าของเองยังได้ออกกำลังกายไปกับเจ้าตูบของคุณและได้ใช้เวลาร่วมกันอีกด้วย

9. พาไปว่ายน้ำ

         อีกวิธีหนึ่งที่ไม่ซ้ำและจำเจนั่นก็คือพาเจ้าตูบของคุณไปว่ายน้ำ โดยการว่ายน้ำนั้นจะได้ใช้ร่างกายทุกสัดส่วน ทำให้กล้ามเนื้อของเจ้าตูบเองมีกำลังมากขึ้น แล้วเจ้าตูบที่เคยเป็นโรคกลัวน้ำก็จะลืมอาการกลัวเหล่านี้ไปและสนุกไปกับการว่ายน้ำ กลายเป็นกิจกรรมที่สร้างความสุขร่วมกันทั้งตัวเจ้าของเองและน้องหมาของคุณด้วย

 10. พาไปสวนสาธารณะ

         สวนสาธารณะนี่แหละ เป็นสถานที่ออกกำลังกายชั้นเยี่ยมสำหรับเจ้าตูบของคุณ เพราะจะเป็นการให้เจ้าตูบของคุณได้เจอกับเพื่อนสุนัขตัวอื่นซึ่งจะทำให้มันมีความสุขมากยิ่งขึ้น สุนัขเองนั้นก็ต้องการมีสังคมแบบคนเรา ดังนั้นเจ้าของจึงควรพาสุนัขไปสวนสาธารณะเพื่อพบเจอกับเพื่อนสุนัขตัวอื่น ๆ แต่ให้ระวังสำหรับเจ้าตูบที่มีอายุน้อยกว่า 4 เดือนเพราะอาจจะถูกสุนัขรุ่นพี่รังแกได้ ดังนั้นถ้าเห็นเจ้าตูบของคุณถูกรังแกก็ให้รีบพากลับได้เลยจ้า


         เพียงเท่านี้เจ้าตูบของคุณก็มีจะมีความสุขกับการออกกำลังกายในแต่ละวัน รวมทั้งตัวเจ้าของเองก็ได้ใช้เวลาร่วมกันในการออกกำลังกายกับเจ้าตูบ และด้วยการออกกำลังกายที่เรานำมาฝากในวันนี้เจ้าตูบของคุณก็จะมีสุขภาพที่แข็งแรง ปราศจากโรคภัยไข้เจ็บที่ทำให้คุณเป็นกังวล อย่าลืมนำไปลองใช้กันดูนะคะ

https://pet.kapook.com/view96730.html
เครดิตภาพ  https://www.pinterest.com/pin/985231159785562/