Saturday, February 22, 2020

วิธีแก้ เมื่อ สุนัข เห่ามากเกินไป


สุนัขที่เห่ามากเกินไป (Excessive Barking)

บทความพิเศษ
โดย โรงพยาบาลสัตว์ เอ็น.พี.

         สุนัขที่เห่ามากความจริงเป็นพฤติกรรมปกติของสุนัข แต่มักสร้างปัญหาให้กับเจ้าของคือรบกวนเพื่อนบ้าน นอนไม่หลับ เจ้าของสัตว์หงุดหงิด และอาจถูกร้องเรียนได้  ในต่างประเทศอาจถูกบังคับให้ทำลายสุนัขทิ้งเสีย  สุนัขเห่าเนื่องจากมีสิ่งมากระตุ้น และบางพันธุ์จะปากเบาเห่ามากกว่าพันธุ์อื่น บางตัวมีการหอนร่วมด้วย

         การแก้ปัญหาสุนัขเห่าต้องทราบสาเหตุที่ทำให้สุนัขเห่าก่อน ซึ่งมีหลายสาเหตุ เช่น ความกังวลที่จะอยู่โดดเดี่ยว (Separation anxiety) สุนัขที่ถูกแยกจากเจ้าของมักเห่าหรือทำเสียงครวญคราง บางตัวอาจทำลายข้าวของหรืออุจจาระปัสสาวะรดข้าวของในบ้านเรี่ยราด โดยอาการเห่ามักเกิดหลังจากที่เจ้าของออกนอกบ้านและเห่าต่อเนื่องกันนานหลาย ๆ ชั่วโมง

           เห่าตอบสนองต่อสิ่งเร้าบางอย่าง  การเห่าแบบนี้เป็นการเห่าในเหตุการณ์เฉพาะ เช่น มีแขกมาเยือน, มีคนมาส่งของ, มีสุนัขหรือแมวแปลกหน้ามา, เห็นสัตว์แปลก ๆ เช่นกระรอก, หรือเห่าเสียงแปลก ๆ ที่ได้ยิน  การเห่าแบบนี้สุนัขมักตื่นตัว, แสดงอาการป้องกันตัวเองหรือแสดงอาการกลัว  ซึ่งแตกต่างจากสุนัขที่กลัวการอยู่ตัวเดียว (Separation anxiety) ตรงที่การเห่าในกรณีนี้เป็นการเห่าที่เจ้าของอยู่ในบ้านด้วย และจะหยุดเห่าเมื่อสิ่งแปลกปลอมหายไป เช่น กรณีบุรุษไปรษณีย์มาส่งจดหมายสุนัขจะหยุดเห่าเมื่อบุรุษไปรษณีย์จากไป แต่ในความคิดของของสุนัขจะเข้าใจว่าเป็นเพราะสุนัขเห่าบุรุษไปรษณีย์จึงจากไป จึงทำให้กล้าที่จะเห่าทุกครั้งที่มีบุรุษไปรษณีย์หรือคนแปลกหน้ามา การเห่าแบบนี้อาจทำให้เกิดการเห่าแบบลูกโซ่ คือ สุนัขบ้านอื่นก็เห่าตามด้วย

          เห่าเพื่อเรียกร้องความสนใจ  (Attention seeking) สุนัขบางตัวก็เห่าเมื่อเจ้าของไม่สนใจเป็นการเรียกร้องให้เจ้าของมาให้ความสนใจ การเห่าแบบนี้อาจมีการตะกุยหรือกระโดดร่วมด้วย ถึงเจ้าของจะดุหรือว่าสุนัขก็อาจไม่หยุดพฤติกรรมเหล่านี้เพราะการดุหรือว่าก็ถือว่าเป็นการได้รับความสนใจจากเจ้าของ 

          เห่าเพื่อเล่น  การเห่าบางครั้งสุนัขก็เห่าเพื่อเล่นด้วย  การเห่าแบบนี้สุนัขมักเดินเข้ามาหาคนหรือของเล่น หรือสัตว์ตัวอื่น  เช่น  คาบลูกบอลมาให้เจ้าของแล้วเห่าเพื่อให้เจ้าของเล่นด้วย  เมื่อเจ้าของปาลูกบอลสุนัขก็จะหยุดเห่าแล้ววิ่งไปเก็บลูกบอล  แล้วทำซ้ำอีกเป็นการเรียนรู้ว่าเห่าแล้วเจ้าของจะปาลูกบอลเล่นด้วย

          เห่าเนื่องจากมีปัญหาทางร่างกาย  เช่น  สุนัขอายุมากแล้วหูหนวกหรือมีปัญหาเกี่ยวกับการรับรู้  หรือมีปัญหาเกี่ยวกับสมองมักเห่ามากกว่าปกติ  สุนัขที่เจ็บปวดก็อาจจะเห่าได้เช่นกัน

         ดังนั้น เพื่อหาสาเหตุการเห่าต่าง ๆ จึงควรตรวจร่างกายสุนัขอย่างละเอียดเพื่อให้แน่ใจว่าสุนัขไม่ได้มีปัญหาทางกาย  อาจต้องทำการตรวจเลือด  โดยเฉพาะในรายที่ต้องใช้ยาร่วมด้วย อย่างไรก็ตาม เจ้าของต้องสังเกตพฤติกรรมสุนัขอย่างละเอียดว่าในภาวะใดบ้างที่สุนัขมีอาการเห่า เห่านานเท่าใด  เหตุใดจึงหยุดเห่า  อาจต้องตั้งกล้องวีดิโอเพื่อบันทึกกรณีสุนัขเห่าเมื่อเจ้าของไม่อยู่บ้าน 

จะจัดการอะไรได้บ้างในกรณีสุนัขเห่า

         การรักษาขึ้นอยู่กับสาเหตุของการเห่า ซึ่งขั้นตอนการรักษาส่วนใหญ่มีดังต่อไปนี้  หลีกเลี่ยงสิ่งที่กระตุ้นให้สุนัขเห่า เป็นสิ่งแรกที่ต้องทำในหลาย ๆ กรณีที่สุนัขเห่า ซึ่งต้องใช้ระยะเวลานานในการละลายพฤติกรรม  วิธีการนี้ช่วยได้มากในหลายกรณี  เช่น  การเห่าเพราะกลัวโดดเดี่ยว เห่าเพราะหวงอาณาเขต หรือเห่าเพื่อป้องกันตัวเอง 

         การละลายพฤติกรรม  วิธีนี้คือการไม่สนใจเมื่อสุนัขเห่าเพื่อเรียกร้องความสนใจ  วิธีการนี้ต้องอดทนเพราะบางครั้งสุนัขจะเห่าอยู่มาก ๆ นานหลาย ๆ วัน บางตัวเห่าได้ทั้งวันทั้งคืน  คงต้องทำความเข้าใจกับเพื่อนบ้านก่อน  สุนัขจะเรียนรู้เองว่าถึงจะเห่าเท่าไรก็ไม่มีใครให้ความสนใจและให้ในสิ่งที่สุนัขเรียกร้อง  เจ้าของต้องไม่เข้าไปดุ พูดกับสุนัข ปลอบ สบตากับสุนัข ฯลฯ  เพราะจะเป็นการทำให้สุนัขเรียนรู้ว่าเห่าแล้วจะมีคนเข้ามาหา  สุนัขจะเห่าต่อไปไม่หยุดและจะพัฒนาไปเป็นการเห่าเพื่อให้ได้ในสิ่งที่ต้องการ

          การลงโทษ  เป็นอีกเทคนิคหนึ่งที่ใช้ในการแก้ไขอาการสุนัขเห่าของเจ้าของสุนัข  อาจจะได้ผลในบางกรณีแต่บางกรณีจะไม่ได้ผล  โดยเฉพาะในรายที่สุนัขเห่าเนื่องจากความกลัวหรือกำลังกระวนกระวายประสาทเสียอยู่อาการจะยิ่งแย่ลง  (การลงโทษมักใช้ปลอกคอที่เรียกว่าโช้ค เช่น ปลอกคอกันเห่า ปืนหรือกระบอกฉีดน้ำ หรือเสียงดังๆ เช่น กระป๋องใส่เหรียญ นกหวีด) ในรายที่ได้ผลก็อาจใช้วิธีการนี้ได้ทุกครั้งที่มีการเห่า  การตวาดเสียงดังใส่สุนัขมักไม่ได้ผลเพราะบางครั้งสุนัขคิดว่าเจ้าของเล่นด้วย ปลอกคอกันเห่ามี 3 แบบใหญ่ ๆ คือ เวลาสุนัขเห่าจะมีเสียงแบบอัลตร้าโซนิคที่คนไม่ได้ยินมารบกวนสุนัข  อีกแบบคือเวลาสุนัขเห่าแล้วจะมีกระแสไฟอ่อน ๆ ออกมาทำให้เหมือนถูกไฟอ่อนดูด  และแบบสุดท้ายคือเมื่อเห่าแล้วจะปล่อยละออกฝอยของน้ำมันที่ทำจากหญ้าหอม เช่น ตะไคร้ หรือผิวส้ม หรือมะนาว ซึ่งรสชาติจะแย่มาก ๆ สำหรับสุนัขและระคายเคือง (เคยมีสุนัขมาหาสัตวแพทย์ด้วยอาการตาอักเสบอย่างรุนแรงเนื่องจากโดนคนบีบเปลือกส้มใส่ตา) ปลอกคอที่มีการปล่อยสารพวกนี้เป็นประเภทที่ดูเหมือนจะได้ผลมากที่สุด ถ้าใช้อย่างถูกต้องและถูกวิธี ส่วนพวกที่ปล่อยกระแสไฟอ่อน ๆ ออกมามักใช้กับพวกที่ก้าวร้าวมาก ๆ  เครื่องมือเหล่านี้ไม่ควรใช้เป็นประจำทุกครั้งที่สุนัขเห่า  ควรใช้วิธีการอื่น ๆ ร่วมด้วย

         วิธีการเผชิญหน้าและการละลายพฤติกรรม  เป็นวิธีที่นักพฤติกรรมสัตว์ใช้มากที่สุดวิธีหนึ่ง  วิธีการเผชิญหน้าเป็นวิธีที่ให้สุนัขพบกับสิ่งที่กระตุ้นให้เกิดอาการเห่า  การละลายพฤติกรรมเป็นการให้สุนัขเผชิญหน้ากับสิ่งที่ทำให้เห่าแต่ลดระดับให้อ่อนลง  แล้วจึงค่อยเพิ่มระดับการเผชิญหน้าให้มากขึ้นเรื่อย ๆ เป็นลำดับ ตังอย่างเช่น  สุนัขของท่านเห่าเมื่อเห็นสุนัขแปลกหน้าวิธีการนี้ใช้โดยให้สุนัขสนใจตัวคุณมากกว่าสุนัขตัวอื่นโดยการให้อาหารหรือของกินเล็กน้อย  โดยให้สุนัขแปลกหน้าอยู่ในระยะห่างก่อนแล้วค่อยลดระยะห่างของสุนัขแปลกหน้าลงเรื่อย ๆ ขั้นแรก ๆ อาจใช้สุนัขที่เคยเห็นกันมาก่อนแล้วจึงใช้สุนัขแปลกหน้า

         การเบี่ยงเบนพฤติกรรมสุนัข  วิธีการนี้โดยท่านต้องชมหรือตบไหล่เพื่อให้รางวัลสุนัขทุกครั้งที่สุนัขไม่เห่าเมื่อเจอกับสิ่งที่กระตุ้นให้สุนัขเห่า  ควรฝึกให้สุนัขรู้จักคำว่าหยุดหรือเงียบร่วมด้วยเมื่อสุนัขทำตามให้รางวัลกับสุนัข

         การใช้ยาเพื่อลดพฤติกรรม  ในรายที่เกิดเนื่องจากความกลัวที่จะอยู่โดดเดี่ยว  อาจต้องมีการให้ยาร่วมด้วย เช่น ยาคลายเครียด

          การตัดกล่องเสียง  สัตวแพทย์หลาย ๆ ท่านไม่นิยมใช้วิธีการนี้เนื่องจากบางรายไม่ได้ผล รายที่ได้ผลสุนัขจะเห่าเสียงแหบๆ วิธีการนี้เป็นวิธีที่นักพฤติกรรมสัตว์ยังสงสัยถึงผลที่ได้รับอยู่ เนื่องจากสาเหตุการเห่ามีมากมายการรักษาจึงต้องขึ้นกับสาเหตุ ถ้ายังไม่ได้รับการแก้ไขทางที่ดีเจ้าของสุนัขควรหลีกเลี่ยงสิ่งที่จะกระตุ้นให้สุนัขเห่า เช่น เก็บสุนัขไว้ในบ้าน ปิดประตูหน้าต่างเพื่อลดเสียงจากภายนอก  รวมทั้งการให้สุนัขอยู่ห่างจากประตูและหน้าต่าง การใช้ปลอกคอกันเห่าเป็นประจำอาจทำให้สุนัขเห่ามากขึ้นจึงควรใช้เท่าที่จำเป็นเท่านั้น

ขอขอบคุณข้อมูลจาก

https://pet.kapook.com/view4334.html
เครดิตภาพ  https://www.pinterest.com/pin/208995238949704999/

Friday, February 21, 2020

3 ขั้นตอนสำคัญดูแลสัตว์สูงอายุให้แข็งแรงอยู่เสมอ


เรียบเรียงข้อมูลโดยกระปุกดอทคอม

นอกจากคนด้วยกันแล้ว สิ่งที่คนรักและห่วงใยมากที่สุด คือ บรรดาเหล่าเพื่อนซี้สี่ขา ที่ค่อยสร้างเสียงหัวเราะให้คุณ อยู่เป็นเพื่อนคุณยามเหงา แต่วัฏจักรชีวิตของสิ่งมีชีวิตทั้งหลายบนโลกใบนี้ต้องมีการเกิด แก่ เจ็บ ตาย เจ้าเพื่อนซี้สี่ขาเหล่านี้ก็เช่นกัน เมื่อถึงเวลามันก็จะแก่ตัวลง ซึ่งเราก็ต้องรู้จักวิธีดูแลมันและดูแลมันให้มากขึ้นเพราะสัตว์เลี้ยงก็เหมือนคน เมื่อแก่แล้ว ก็จะไม่สามารถช่วยเหลือตนเองได้เหมือนแต่ก่อน วันนี้เราจึงมีวิธีสำคัญ ๆ สามประการ เพื่อดูแลสัตว์เลี้ยงสูงอายุให้แข็งแรงอยู่เสมอ ตามมาดูกันเลย

1. พาสัตว์เลี้ยงไปออกกำลังกายอยู่เสมอ

             เจ้าตูบที่แก่แล้วมีแนวโน้มที่จะมีปัญหาเรืองไขข้อสูง ฉะนั้นแล้วการออกกำลังกาย โดยการวิ่งเหยาะ ๆ จึงเป็นตัวเลือกที่ดีที่สุด โดยเจ้าตูบจะต้องการการออกกำลังกายที่สม่ำเสมอ ผู้เป็นเจ้าของควรพามันออกเดินเล่นราว ๆ 10 กิโลเมตรต่อ 1 สัปดาห์ โดยแต่ละวันเจ้าของก็เฉลี่ย ๆ กันไปว่าวันไหนจะให้วิ่งเท่าไหร่ ที่ไม่ให้เหนื่อยเกินไป เพราะอาจส่งผลกระทบต่อระบบหัวใจได้

             ส่วนแมวนั้น ตั้งแต่เด็ก ไขข้อของมันไม่ได้รับน้ำหนักมากเหมือนสุนัข ดังนั้น แมวจะไม่มีปัญหาในเรื่องนี้ อย่างไรก็ตาม แมวจะเสี่ยงเป็นโรคอ้วน และมีแนวโน้มที่จะป่วยเป็นโรคเบาหวาน ถ้าคุณลองคลำเจ้าเหมียวแล้วไม่เจอกระดูกของมันแล้วละก็ คุณสงสัยได้เลยว่ามันอาจเป็นโรคอ้วนได้ ดังนั้น การออกกำลังกาย เดินเล่น ก็เป็นอีกกินกรรมที่เจ้าเหมียวต้องทำ แม้มันจะแก่แล้ว แต่ก็อย่าปล่อยให้มันนอนซมอยู่แต่บ้านหล่ะ ไม่งั้นโรคอ้วนถามหาแน่

 2. หมั่นพาไปพบสัตว์แพทย์

             การพาสัตว์เลี้ยงที่แก่แล้วไปตรวจเช็คสุขภาพอยู่เสมอเป็นเรื่องที่ต้องทำ เพราะการพาไปตรวจสุขภาพจะสามารถตรวจได้ทุกอย่างว่าสัตว์เลี้ยงของคุณมีปัญหาตรงไหนบ้าง จะได้เตรียมป้องกันไว้ตั้งแต่เนิ่น ๆ ก่อนที่มันจะป่วยไปจริง ๆ แล้วจะต้องมานั่งรักษาทีหลัง ซึ่งเป็นเรื่องยาก ดังนั้นควรพาสัตว์เลี้ยงของคุณไปตรวจสุขภาพ 2-3 ครั้งต่อปี

การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมบางอย่างในสัตว์เลี้ยง เป็นตัวบ่งชี้ได้อย่างดีว่า สัตว์เลี้ยงของคุณกำลังมีปัญหาสุขภาพ และแมวจะเป็นสัตว์ที่สังเกตเห็นได้ยากกว่าสุนัขว่ามันป่วยหรือไม่ เพราะมันเป็นสัตว์ที่รักอิสระ และมีสัญชาตญาณการเอาตัวรอด มันจึงไม่ค่อยแสดงออกถึงความเจ็บปวดซักเท่าไหร่ ทั้งนี้ เจ้าของทั้งหลายควรสังเกตน้ำหนัก พฤติกรรมการกิน การนอนของสัตว์เลี้ยงว่ามีอะไรผิดปกติไปหรือไม่ นอกจากนี้ สัตว์ที่มีอายุมากยังมีปัญหาเรื่องการมองเห็น การได้ยิน ที่มักร่วงโรยไปตามวัยอยู่แล้ว และก็มีโอกาสเป็นโรคร้ายทั้งหลายไม่ว่าจะเป็นเนื้องอก โรคหัวใจ ได้ง่ายกว่าสัตว์เลี้ยงในวัยปรกติด้วย

 3. ดูแลอาหารการกินเป็นพิเศษ

             นอกจากการออกกำลังกายและการเล่นแล้ว สิ่งหนึ่งที่จะช่วยให้เจ้าตูบที่แก่แล้วควบคุมเรื่องน้ำหนักได้ คือ เรื่องอาหารการกิน เปลี่ยนจากเนื้อสัตว์ทั้งหลายมาเป็นอาหารจำพวกผัก เช่น แครอท แอบเปิ้ล บร็อคโคลี่ หรือสตรอเบอรี่ เจ้าตูบก็กินได้ ที่ถึงแม้มันจะไม่ใช่อาหารสำหรับสัตว์ แต่มันก็จะลองกินสิ่งที่แตกต่างได้ 

             แต่สำหรับแมวจะแตกต่างจากสุนัข เพราะเมื่อมันอายุมากขึ้น มันก็จะเริ่้มกินยากมากขึ้น เพราะประสาทรับรสมันจะน้อยลง มันจะเริ่มจุกจิกกับการกินอาหารมากขึ้น อย่างไรก็ตาม ปัจจุบัน ได้มีการผลิตอาหารสำหรับสัตว์เลี้ยงสูงวัยมากขึ้น ซึ่งเป็นอาการที่ย่อยง่ายและทำให้อ้วนน้อย และผลิตขึ้นมาโดยมีโปรตีนพิเศษที่มีผลต่อไตน้อยที่สุด

             อย่างไรก็ดี อาหารเหล่านี้ออกแบบมาเพื่อสัตว์เลี้ยงสูงวัยก็จริง แต่ก็ใช่ที่จะเหมาะกับสัตว์เลี้ยงทุกตัว เพราะแต่ละตัวก็มีการใช้พลังงานไม่เท่ากัน ถ้าคุณคิดว่า แมวหรือหมาของคุณเป็นจำพวกชอบไม่อยู่นิ่งละก็ คุณก็ต้องให้อาหารที่มีโปรตีนค่อนข้างสูงเพื่อไปชดเชยพลังงานที่เสียไป 


เจ้าของควรทำอย่างไรบ้าง?

             สำหรับสุนัข การวัดอายุนั้นไม่เหมือนกัน โดยขึ้นอยู่กับขนาดของสุนัข สุนัขพันธุ์เล็กจะแก่เร็วกว่า แต่จะอยู่ได้นานกว่าสุนัขพันธุ์ใหญ่ ส่วนสุนัขพันธุ์ขนาดกลาง (หนักระหว่าง 9.5 - 23 กิโลกรัม) จะถูกพิจารณาว่าแก่เมื่อมันอายุได้ 7 ปี (เท่ากับคนอายุ 47 ปี) ส่วนแมว เราไม่ได้วัดอายุที่ขนาด แต่เจ้าของจะรู้ได้ว่า หากแมวของคุณอายุเข้า 8 ปี ถือว่ามันเข้าสู่วัยแก่แล้ว

เรามีวิธีดูแลตูบยามแก่มาฝากกัน ตามมาดูเลยค่ะ

             - ทำที่นอนของเจ้าตูบให้หนา ๆ และนุ่ม ๆ เข้าไว้ เพื่อจะช่วยบรรเทาความเจ็บปวดไขข้อของมันได้ 

             - ทำรั้วกั้นบันได้เอาไว้ ป้องกันไม่ให้สุนัขแก่พยายามจะขึ้นบันได ซึ่งอาจทำให้ตกบันไดได้

             - ติดไฟไว้ในที่ที่สุนัขอยู่ กรณีที่สุนัขแก่แล้วเริ่มมีปัญหาเรื่องการมองเห็น

             - ปูพรมที่ไม่ลื่นบนพื้นที่มีความแข็ง ในกรณีที่สุนัขเริ่มแสดงอาการออกมาว่ามันเริ่มเป็นโรคไขข้อ โดยสังเกตจากการเดินที่ไม่เสถียร ทำท่าจะล้มเอาให้ได้

             - เริ่มใช้นกหวีด หรือแสดงท่าทางในกรณีที่สุนัขของคุณเริ่มมีปัญหาเรื่องการได้ยิน ซึ่งเมื่อคุณเรียก มันไม่ยอมมาแล้ว

             - อธิบายให้เด็ก ๆ ฟังว่า อย่าไปเสียงดังรบกวนสุนัขแก่ เพราะมันอาจก้าวร้าวขึ้นมาได้หากมีการรบกวนมันมาก ๆ 
ต่อไปเป็นตาเจ้าเหมียวบ้าง เรามาดูวิธีดูแลเจ้าเหมียวตอนแก่กัน


              - เริ่มเปลี่ยนการให้อาหาร เปลี่ยนเป็นให้อาหารที่เหมาะกับแมวแก่ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ต้องมีการปรึกษาสัตว์แพทย์ด้วย

             - แปรงขนแมวสัปดาห์ละหนึ่งครั้ง เพราะแมวแก่เริ่มที่จะไม่สามารถเลียขนตัวเองได้แล้ว

             - ถ้าแมวของคุณมีปัญหาในการกระโดด พยายามอย่าให้มันกระโดดมาก โดยคุณอาจหาที่นอนเตี้ย ๆ ให้มันนอนตรงนั้น

             - ถ้าแมวแก่ของคุณเริ่มเดินโซเซ หรือเดินไม่ค่อยได้แล้ว คุณต้องจำกัดพื้นที่ให้มันอยู่ ซึ่งไม่ใช่ที่ที่มันจะกระโดดได้มาก เพราะมันอาจกระโดดไปแล้วได้รับบาดเจ็บได้

             - อธิบายให้เด็ก ๆ ฟังว่า แมวแก่ต้องการความสงบในพื้นที่ส่วนตัวของมัน ถ้ามันถูกเล่นมาก ๆ หรืออยู่ในกลุ่มคนมาก ๆ มันอาจข่วนหรือกระทั่งกัดได้

Thursday, February 20, 2020

7 วิธีคลายร้อนให้สุนัข ปรับอารมณ์หงุดหงิด



เรียบเรียงข้อมูลโดยกระปุกดอทคอม

       อากาศร้อน แดดจัด แบบนี้ ใครว่ามีแต่คนเท่านั้นที่ร้อน สัตว์เลี้ยงอย่างน้องหมาถ้าเจออากาศร้อนมาก ๆ ก็ส่งผลให้ป่วย หรือหงุดหงิดได้เหมือนกัน ถ้าอย่างนั้นจะแก้ปัญหาอย่างไรดี วันนี้เรามีวิธีมาฝากกันจ้า

 1. หมั่นเติมน้ำดื่ม หรือก้อนน้ำแข็ง

           วิธีที่ง่ายที่สุดที่จะช่วยบรรเทาความร้อน คือหมั่นเติมน้ำดื่มให้สุนัขของคุณอยู่เรื่อย ๆ เพราะอากาศร้อนแบบนี้แน่นอนว่าน้องหมาจะต้องหิวน้ำเป็นพิเศษ ลองใช้น้ำเย็น หรือใส่ก้อนน้ำแข็งลงไปด้วย น้องหมาบางตัวก็ชอบเลียน้ำแข็งให้คลายร้อนด้วยนะ

 2. เปิดพัดลม

           เพิ่มความเย็นสบายให้สุนัขของคุณ ด้วยการเปิดพัดลม ยิ่งโดยเฉพาะสุนัขที่มีขนเยอะ มักจะร้อนมากเป็นพิเศษ ถ้าได้พัดลมเป่าให้ขนปลิวดูบ้าง น้องหมาคงจะอารมณ์ดีมากขึ้น

 3. ผ้าเย็นแขวนพัดลม

           ถ้ากลัวว่าสุนัขของคุณจะเย็นไม่พอ ลองใช้ผ้าเย็นที่แช่ตู้เย็นจนเย็นเฉียบ นำไปแขวนไว้กับพัดลมแล้วปล่อยพัดลมช่วยเป่าไอเย็นให้ไปสัมผัสสุนัขของคุณ เพิ่มความสดชื่นได้อีกนิด

 4. เจลเย็น หรือผ้าห่อน้ำแข็ง

           ลองใช้คูลเจลสำหรับลดไข้ แช่ตู้เย็นให้เย็นจัด แล้วห่อด้วยผ้าขนหนูนุ่ม ๆ เอามาวางให้น้องหมาของคุณกอดรัดฟัดเหวี่ยง หรือจะวางรอง ให้นอนเกลือกกลิ้งอยู่บนความเย็นเลยก็ได้ ถ้าไม่มีเจลเย็นให้ลองใช้น้ำแข็งห่อผ้าขนหนูแทน

 5. เบาะนอนเก็บความเย็น

           ลองหาซื้อเบาะเจลสำหรับรองนอน แล้วนำไปแช่ตู้เย็น จากนั้นเอามารองนอนให้กับน้องหมาของคุณ ถ้าหมดเย็นแล้วให้นำเอาไปแช่ตู้เย็นได้เรื่อย ๆ

 6. กะละมังอาบน้ำ

           วิธีการนี้อาจจะเปียกเลอะเทอะหน่อย แต่ก็ได้ผลดีอยู่เหมือนกันนะ แค่รองน้ำใส่กะละมังอาบน้ำ หรืออ่างอาบน้ำของน้องหมา พอถึงเวลาที่น้องหมาของคุณร้อนจนทนไม่ไหวล่ะก็ เค้าจะลงไปแช่น้ำเองตามธรรมชาติ แต่พอเค้าขึ้นจากน้ำแล้ว คงต้องตามเช็ดบ้านกันสักนิด

 7. เช็ดตัวด้วยผ้าเย็น

           ถ้ามีเวลาว่าง หมั่นเช็ดตัวให้สุนัขของคุณด้วยผ้าเย็น หรือ ผ้าชุบน้ำแข็งก็ได้ ค่อย ๆ เช็ดตามซอกหลืบที่ทำให้น้องหมาของคุณกระวนกระวายใจ โดยเฉพาะที่ท้อง จะทำให้อุณหภูมิในร่างกายของน้องหมาเย็นลง และสบายตัวขึ้น

            อย่าลืมว่านอกจากการผ่อนคลายความร้อนให้สุนัขของคุณด้วยวิธีต่าง ๆ แล้ว การพาสุนัขออกไปวิ่งเล่นรับลมตามสวนสาธารณะ ก็เป็นการช่วยปลดปล่อยอารมณ์หงุดหงิดของสุนัขให้ร่าเริงขึ้นด้วย โดยเฉพาะการได้เล่นสนุกกับเจ้าของ ยิ่งช่วยให้น้องหมาอารมณ์ดีได้ไม่หวั่นอากาศร้อนเลยทีเดียว

https://pet.kapook.com/view40125.html
เครดิตภาพ https://www.pinterest.com/pin/747597606904717856/

Wednesday, February 19, 2020

10 สาเหตุยอดฮิต ที่ลูกหมาต้องมาหาหมอ


เรียบเรียงข้อมูลโดยกระปุกดอทคอม

         เป็นที่รู้กันดีว่า โรงพยาบาลสัตว์ ไม่ใช่สถานที่โปรดสำหรับน้องหมาสักเท่าไหร่ ส่วนเจ้าของก็ไม่ค่อยจะปลื้ม เพราะค่ารักษาเจ้าสี่ขาตัวโปรดมักจะแพงกว่าค่ารักษาคนเสียอีกแน่ะ.... แต่การดูแลเจ้าลูกหมาให้ห่างไกลจากโรงพยาบาลสัตว์ก็ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะด้วยวัยที่กำลังอยู่ในช่วงอยากรู้อยากเห็น ความซนเลยอาจทำให้เกิดอุบัติเหตุได้บ่อยครั้ง

          ทั้งนี้ บริษัทประกันสุขภาพสุนัขในสหรัฐอเมริกา ได้ทำการเปิดเผยรายงาน 10 สาเหตุและอาการที่ลูกสุนัขต้องถูกนำตัวส่งโรงหมอไว้ ดังนี้

           1. แผลกัด หากบ้านไหนที่มีลูกสุนัขมากกว่า 1 ตัว จะต้องคุ้นเคยกับสภาพการณ์แบบนี้แน่ ๆ หากพวกเขาสนุกสนานกับการเล่นกันแบบสุดเหวี่ยงไปหน่อย ก็อาจจะได้แผลเป็นของฝาก

           2. ตาเจ็บ มักเกิดกับสุนัขสายพันธุ์ที่ตาโต หรือตาโปน เช่น ชิสุ ปั๊ก ปักกิ่ง ฯลฯ การเล่นกัน เดินชนข้าวของเครื่องใช้ หรืออุบัติเหตุอื่น ๆ อาจส่งผลทำให้ตาบาดเจ็บได้ง่าย ๆ

           3. บวม ช้ำ อาจเกิดจากการตกจากที่สูง เช่น ตกโต๊ะ ตกบันได ฯลฯ บางครั้งก็อาจเกิดได้จากการกระโจน กระโดดเล่นไปมา ในกรณีที่เจ้าของ หรือตัวสุนัขเองชอบเล่นแรง ๆ

           4. แมลงกัด ต่อย ความอยากรู้อยากเห็น ทำให้น้องหมาอาจไปต่อกรกับศัตรูที่มีพิษได้ หรือบางครั้งเจ้าตูบอาจไปคาบเอาซากสัตว์มีพิษ จนทำให้เกิดอาการบวมฉึ่งได้เหมือนกัน

           5. กินสารเคมีมีพิษ ข้อนี้ร้ายแรงถึงแก่ชีวิตได้ ดังนั้น เจ้าของต้องไม่ประมาท สารเคมีทุกชนิดต้องเก็บให้ห่างปาก ห่างมือน้องหมาเป็นดีที่สุด

           6. หางขาด มักเกิดจากอุบัติเหตุประตูหนีบ กัดกัน หรือลูกสุนัขอาจไปลอดตามรั้ว หรือช่องรูขนาดเล็ก โดยที่รั้วหรือช่องต่าง ๆ นั้น อาจมีคม เช่น ถูกสังกะสีบาด ฯลฯ

           7. ผิวหนังถลอก การพยายามลอดรั้ว หรือกำแพง เพราะต้องการออกไปเล่นซุกซนนอกบ้าน ทำให้ลูกสุนัขมักได้แผลถลอกเป็นของฝากอยู่เสมอ

           8. กล้ามเนื้อฉีกขาด จะเกิดกับลูกสุนัขที่ไฮเปอร์เกินพิกัด ชอบวิ่งเล่นมากเกินไปจนอาจเสียจังหวะ ทำให้กล้ามเนื้อฉีกขาด

           9. เอ็นอักเสบ เช่นเดียวกัน เกิดจากการเล่นแรงจนเกินไป แล้วเกิดผิดท่าผิดจังหวะ ทำให้ขาของน้องหมาเกิดอาการอักเสบ เดินโซซัดโซเซ หรืออาจเดินไม่ได้ เพราะรู้สึกเจ็บ

           10. ช่องปากอักเสบ เกิดจากการไปขบเคี้ยวสิ่งแปลกปลอมที่ไม่ควรจะนำมากัดทั้งหลายนั่นเอง

          จากทั้งหมดที่กล่าวมานี้ จะเห็นได้ว่าล้วนเกิดจากความซน และความไร้เดียงสาของเจ้าตูบน้อย ดังนั้น เจ้าของก็ต้องคอยดูแลเอาใจใส่ และระมัดระวังกันสักหน่อย เพราะบางครั้งความซนของเขาอาจเป็นภัยถึงชีวิต

https://pet.kapook.com/view16141.html
เครดิตภาพ   https://www.pinterest.com/pin/169940585936519149/


Tuesday, February 18, 2020

10 ไอเดีย ลดความซุกซนของเจ้าตูบ ขณะอยู่ในบ้าน



เรียบเรียงข้อมูลโดยกระปุกดอทคอม

        เชื่อว่าหลายคนคงมีปัญหากับสุนัขของตัวเองไม่น้อย เวลาที่อยู่ร่วมกันในบ้าน เพราะนอกจากจะซุกซนคุ้ยของเป็นว่าเล่นแล้ว พวกมันยังชอบเดินไปเดินมา แถมบางครั้งก็มาปลุกคุณบนเตียงขณะที่กำลังนอนหลับ หรือกัดของรักของหวง อย่างเช่น ของแต่งบ้าน รองเท้า และหมอนเป็นว่าเล่นด้วย เจอแบบนี้ต้องจับมาอบรมสั่งสอนนิสัยกันเสียหน่อยแล้ว

1. สุนัขกัด


         สถานการณ์ - ขณะที่คุณกับสุนัขกำลังเล่นของเล่นด้วยกัน แล้วทันใดนั้นสุนัขก็งับมือคุณแทนที่จะเป็นของเล่น

         น้ำเสียง - ควรสั่งด้วยน้ำเสียงที่หนักแน่น ถึงแม้ว่าสุนัขจะไม่ได้ตั้งใจกัดจริง ๆ ก็ตาม เพื่อป้องกันไม่ให้สุนัขทำแบบนี้กับคนอื่น

         ท่าทาง - หลังจากที่อุทานออกมาด้วยเสียงสูง ให้ใช้มือจับบริเวณที่โดนสุนัขกัดแล้วทำท่าทางคล้าย ๆ กับการร้องไห้ จากนั้นก็จะเข้าใจเองว่า การทำแบบนี้เป็นสิ่งที่ไม่ดี


2. สุนัขอยู่ในอันตราย

         สถานการณ์ - ขณะที่สุนัขกำลังวิ่งเล่น บังเอิญก็วิ่งไปชนกับเฟอร์นิเจอร์ชิ้นใดชิ้นหนึ่งเข้าพอดี

         น้ำเสียง - พูดว่า ระวัง ! ขณะที่สุนัขอยู่ในอันตราย ไม่ใช่แค่การเตือนล่วงหน้า

         ท่าทาง - ถ้าคุณอยู่ใกล้ ๆ กับสุนัขให้ใช้มือหรือเท้าช่วยเคลื่อนย้ายสุนัขออกจากบริเวณนั้น

3. สุนัขส่งเสียงดัง


          สถานการณ์ - สุนัขเห่าเสียงดัง เมื่อมีคนมาที่บ้าน หรือหลังจากเสียงกริ่งดังขึ้น

          น้ำเสียง - พูดคำว่า "เงียบ" ด้วยเสียงดัง และหนักแน่น

          ท่าทาง - ใช้นิ้วชี้วางไว้ที่ริมฝีปากพร้อมกับมองไปที่ตาของสุนัข ลักษณะเดียวกับเวลาที่คุณสั่งให้เด็ก ๆ เงียบ


4. ลดความกลัว

          สถานการณ์ - สุนัขมีท่าทางหวาดกลัวสิ่งของ หรือเกิดสถานการณ์ที่ทำให้สุนัขตื่นตระหนก ตกใจ

          น้ำเสียง - ปลอบประโลมสุนัขด้วยน้ำเสียงที่นุ่มนวล

          ท่าทาง - หลังจากที่สุนัขสงบลงแล้ว ให้คุณเข้าไปใกล้ ๆ แล้วจับมากอด

5. สุนัขอยากกินอาหารของคุณ

          สถานการณ์ - ขณะที่คุณกำลังกินอาหาร แล้วสุนัขเดินมานั่งใกล้ ๆ พร้อมกับเงยหน้าขึ้นมามองที่คุณ เพื่อขออาหาร

          น้ำเสียง - บอกกับสุนัขว่า อาหารหมดแล้ว ด้วยน้ำเสียงหนักแน่น

          ท่าทาง - ในขณะที่คุณกำลังพูด ให้ผายมือออกไปให้สุนัขเห็นด้วย หลังจากที่สุนัขเห็นฝ่ามือว่างเปล่าของคุณ ก็จะเดินออกจากตรงนั้นไปเอง

6. สุนัขยืนขวางทาง

          สถานการณ์ - ขณะที่คุณกำลังสาละวนอยู่กับการทำอาหารในห้องครัว ไม่นานสุนัขก็เดินเข้ามาป้วนเปี้ยนอยู่รอบตัวคุณ

          น้ำเสียง - สั่งให้สุนัขเดินออกไปด้วยเสียงสูง และพูดซ้ำ ๆ ติด ๆ กัน

          ท่าทาง - ขณะที่กำลังพูดใช้มือดันหลังสุนัขให้เดินออกไป


7. สั่งให้หยุด

          สถานการณ์ - หากพบว่า สุนัขของคุณกำลังกัดสิ่งของอยู่อย่างสนุกสนาน

          น้ำเสียง - พูดด้วยน้ำเสียงโทนเดียวกับเสียงของคุณครูที่ใช้สั่งกับเด็ก ๆ

          ท่าทาง - แค่น้ำเสียงเข้ม ๆ ของคุณก็เพียงพอแล้ว

8. ห้าม (เตือน)

           สถานการณ์ - สุนัขกำลังทำท่าจะกัดหรือนำสิ่งของมาเล่น

           น้ำเสียง - สั่งให้ "หยุด" เพื่อเป็นการเตือนล่วงหน้า

           ท่าทาง - ยื่นของเล่นชิ้นอื่นให้แทน

9. เลียมือ

          สถานการณ์ - สุนัขตัวน้อยของคุณมักจะเลียมือคนเป็นประจำ

          น้ำเสียง - สั่งห้ามด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล

          ท่าทาง - ดึงมือออกมา และลูบหัวแทน

10. แบ่งสิ่งของระหว่าง คุณ กับ สุนัข

          สถานการณ์ - คุณซื้อของมา 2 ชิ้น สำหรับตัวเองกับสุนัข

          น้ำเสียง - พูดคำแรกด้วยเสียงต่ำ และพูดคำต่อไปด้วยเสียงสูง

          ท่าทาง - ถือสิ่งของของคุณไว้ในมือ แล้วนำสิ่งของมาแนบกับอก พร้อมกับพูดคำว่า "ของฉัน" และวางสิ่งของอีกชิ้นเอาไว้ตรงขาหน้าสุนัขพร้อมกับพูดว่า "ของเธอ" หรือเปลี่ยนคำพูดให้นุ่มนวลขึ้น อย่างเช่น "ฉันให้ของชิ้นนี้กับเธอ" ก็ได้

        
          หวังว่าทั้ง 10 ไอเดียที่นำมาฝากกันในวันนี้จะช่วยให้สุนัขเชื่อฟังคำสั่งของคุณมากขึ้น และอยู่ร่วมกันในบ้านอย่างมีความสุข สนุกสนาน ในทุก ๆ วันนะคะ

ขอขอบคุณข้อมูลจาก
Dogster.com 

https://pet.kapook.com/view75716.html
เครดิตภาพ  https://www.pinterest.com/pin/211174969766918/

Sunday, February 16, 2020

อุบัติภัยรอบตัวน้องหมา




อุบัติภัยรอบตัวน้องหมา (Dogazine Healthy)
เรื่องโดย : กองบรรณาธิการ

          อย่างที่ทราบกันดีว่าน้องหมาตัวยุ่งมักจะหาเรื่องปวดหัวมาให้เราได้เสมอ ด้วยลักษณะนิสัยของสุนัขที่มีความอยากรู้อยากเห็นกับสิ่งรอบตัวในบ้าน ในบางครั้งความช่างสงสัยเหล่านี้ก็เป็นเหตุให้นักสำรวจได้รับอันตรายจากการสำรวจบ้านได้ เช่น กองไม้ ไม้พุ่มในสวนสวย หรือแม้กระทั่งในห้องเก็บของ สิ่งแวดล้อมต่างๆ เหล่านี้อาจก่ออันตรายให้กับสุนัขได้จากเหล่าแมลงทั้งหลาย ซากหนูตาย พืชมีพิษ และแมลงสัตว์กัดต่อย รวมไปถึงอันตรายที่มาจากสารพิษต่าง ๆ ที่เราไม่รู้อีกด้วย เมื่อเจ้าตัวเล็กของคุณเกิดอุบัติเหตุ ใจเย็น ๆ ไว้ อย่าเพิ่งตระหนก ค่อยๆ คิดอย่างมีสติ หากคุณเตรียมตัวเตรียมใจไว้อย่างดีแล้วล่ะก็ การปฐมพยาบาลเบื้องต้นก็ไม่ใช่เรื่องยุ่งยากอีกต่อไป พาสุนัขไปที่โรงพยาบาลสัตว์ให้เร็วที่สุด โดยต้องขนย้ายสัตว์ป่วยอย่างถูกต้องและมีประสิทธิภาพที่สุด


 ว่าด้วยเรื่องสารพิษ

          การได้รับสารพิษอันตรายเป็นสาเหตุการเสียชีวิตของสุนัขสูงสุด เมื่อพบว่าสุนัขตายโดยไม่ทราบสาเหตุ แต่ก็มีหลายกรณีที่พบว่าเสียชีวิตจากอุบัติเหตุ และภัยธรรมชาติต่าง ๆ

          ในกรณีที่สุนัขได้รับสารพิษโดยการกิน สิ่งที่สำคัญก็คือต้องทราบว่าสารพิษนั้นมาจากอะไร หากสุนัขเผลอไปกินอะไรแปลก ๆ เข้า เจ้าของอาจนำฉลากของสารพิษเหล่านั้นมาดูว่าประกอบด้วยสารชนิดใด เพื่อแจ้งให้สัตวแพทย์ทราบได้อย่างถูกต้อง เมื่ออาการของความเป็นพิษเริ่มแสดงออกมาให้เห็น ควรรีบพาสุนัขไปหาสัตวแพทย์ทันที เพื่อให้ได้รับการรักษาที่เร็วที่สุด

          หากสุนัขได้รับสารพิษจากการกินเศษซากของสิ่งมีพิษต่าง ๆ ก็จะปรากฏให้เห็นในกระเพาะอาหาร ดังนั้นจึงต้องนำสารก่อพิษออกจากกระเพาะอาหาร โดยสัตวแพทย์จะทำการล้างท้องเพื่อรักษา ในหลายๆ กรณีอาจต้องทำให้สุนัขอาเจียนออกมา เช่น หากเราเห็นสุนัขกำลังกินสารมีพิษเข้าไป ควรทำให้สุนัขอาเจียนเอาสารมีพิษนั้นออกมาทันที แต่ในบางกรณีก็ไม่ควรทำให้สุนัขอาเจียนออกมา เช่น สุนัขเพิ่งอาเจียนออกมา สุนัขมีอาการหายใจลำบาก มีอาการชัก หรืออาการเกี่ยวกับระบบประสาท และสุนัขกลืนสารที่มีความเป็น กรด ด่าง ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาด ของใช้ในบ้านที่มีสารเคมี ผลิตภัณฑ์เกี่ยวกับปิโตรเลียม รวมทั้งของแหลมต่างๆ เพราะอาจทำให้เกิดการฉีกขาดที่ทางเดินอาหารได้


 ตั้งสติเมื่อเกิดอุบัติเหตุ

          ในบางครั้งการเผลอเปิดประตูรั้วไว้เพียงชั่วระยะเวลาสั้นๆ เจ้าตัวยุ่งก็วิ่งพุ่งออกไปที่ถนนอย่างรวดเร็ว และสุนัขที่โชคร้ายอาจวิ่งหลบไม่พ้นรถที่วิ่งมาด้วยความเร็วสูง อุบัติเหตุก็เกิดขึ้นตามมาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เมื่อเกิดเหตุขึ้นแล้ว การขนย้ายสุนัขที่ได้รับความกระทบกระเทียมรุนแรงควรกระทำด้วยความระมัดระวัง หากสงสัยว่าอาจมีกระดูกหัก ได้รับความกระทบกระเทียนที่สันหลัง หรือมีเลือดออกที่อวัยวะภายใน ควรทำการขนย้ายสุนัขบนอุปกรณ์ที่มีความแน่นหนามั่นคง วางสุนัขบนเปล หรือผ้าขนหนูที่ขึงตึง โดยไม่เอาผ้ามาคลุมหน้าสุนัขไว้ เพราะอาจทำให้เค้าตื่นกลัว

ปฐมพยาบาลเบื้องต้น

          เมื่อลูกสุนัขเคี้ยวอาหารอย่างรวดเร็ว หรือเคี้ยวเอาของเล่นชิ้นเล็ก ๆ ด้วยความหมั่นเขี้ยว อาจเกิดการสำลักติดคอขึ้นมาได้ หากเจ้าของไม่ได้อยู่ดูแลในบริเวณนั้น และสุนัขไม่ได้รับการดูแลที่รวดเร็วก็อาจทำให้ถึงแก่ชีวิตได้ วิธีป้องกันอาการสำลักมีเทคนิคง่ายๆ เพียงแค่เจ้าของอย่าให้ลูกสุนัขของคุณเล่นของเล่นที่มีขนาดเล็กกว่าใบหน้าเจ้าตัวยุ่งเท่านั้น และเมื่อเกิดการสำลักขึ้นมาแล้วให้จับสุนัขให้อยู่ในท่ายืน พยายามล้วงเอาของที่ติดอยู่ที่คอออก แต่หากไม่สามารถทำได้ ควรรีบพาสุนัขไปพบสัตวแพทย์

          เหตุการณ์รุนแรง เช่น อุบัติเหตุ อาการสำลักอย่างรุนแรง การได้รับสารพิษ หรือโดนไฟฟ้าช็อต อาจเกิดขึ้นได้ การช่วยชีวิตสุนัขด้วยวิธี CPR เบื้องต้น อาจช่วยชีวิตสุนัขของเราให้ปลอดภัยได้ โดยหากลูกสุนัขมีขนาดใหญ่ ให้จัดท่าลูกสุนัขนอนในท่าตะแคงขวา แต่หากลูกสุนัขมีขนาดตัวเล็ก ให้วางมือของเราไว้ที่อีกด้านของช่องอก กดช่องอกที่บริเวณหัวใจ ด้วยจังหวะ 1 ครั้งต่อวินาที สลับกับการเป่าลมเข้าทางเดินหายใจทุกๆ 6 วินาที

          การห้ามเลือดในกรณีที่เกิดบาดแผลจากการขีดข่วนไม่ใช่เรื่องใหญ่ เพียงแค่ทำความสะอาดแผลวันละ 2 ครั้ง เพื่อป้องกันการติดเชื้อ ไม่นานแผลก็จะหายดี แต่หากแผลมีเลือดออกมากและไหลไม่หยุด ให้ทำความสะอาดแผลด้วยน้ำเกลือล้างแผล ใส่ยาสำหรับใส่แผล และทำการพันแผลเอาไว้ แต่หากเลือดยังไหลอยู่เรื่อยๆ ควรทำการกดแผลเอาไว้ แล้วพาสุนัขไปพบสัตวแพทย์ เพราะสุนัขอาจเสียเลือดจนเสียชีวิตได้

          เมื่อสุนัขถูกแมลงสัตว์กัดต่อย หรือโดนสัตว์มีพิษทำร้าย ซึ่งบริเวณนั้นอาจบวม และสุนัขมีการเกาหรือเลียตรงที่เป็นแผล อันตรายร้ายแรงจะเกิดขึ้นเมื่อสุนัขมีอาการแพ้จากการถูกแมลงสัตว์กัดต่อย หรือถูกพิษ หากพบว่าสัตว์มีพิษกัด ให้ทำการล้างบริเวณนั้นด้วยน้ำสะอาด แล้วนำสุนัขมาพบสัตวแพทย์ทันที

          นอกจากนี้ลูกสุนัขจอมจุ้นอาจได้รับอันตรายจากสารเคมีที่ใช้ในครัวเรือนต่าง ๆ เช่น น้ำยาล้างห้องน้ำ ซึ่งทำให้เกิดผิวหนังเป็นรอยไหม้ได้ ให้เจ้าของสุนัขทำการราดน้ำล้างบริเวณที่ถูกสารเคมีนาน 5-10 นาทีด้วยน้ำสะอาด และใช้ครีมที่มีส่วนผสมของยาปฏิชีวนะทาวันละ 2 ครั้ง แต่หากมีแผลเป็นบริเวณกว้าง ควรพาลูกสุนัขไปพบสัตวแพทย์ทันที

          สุดท้าย สิ่งที่สำคัญเหนืออื่นใด คือเจ้าของสุนัขควรตั้งสติให้ดี หากความรุนแรงที่เกิดขึ้นนั้นยากเกินกว่าที่เราจะรับมือในเบื้องต้นได้ ให้รีบพาสุนัขไปสถานพยาบาลสัตว์ที่ใกล้ที่สุด เพื่อความปลอดภัยของสุนัขของท่านเอง


ขอขอบคุณข้อมูลจาก
เครดิตภาพ  https://www.pinterest.com/pin/15551561204515053/

Saturday, February 15, 2020

สิ่งจำเป็นสำหรับลูกสุนัข ที่คุณควรรู้



สิ่งจำเป็นสำหรับลูกสุนัขที่คุณควรรู้ (dogloverzone)

          เพื่อเป็นการต้อนรับสมาชิกตัวน้อยเข้าสู่บ้านหลังใหม่ เราควรซื้อของต่อไปนี้เตรียมไว้ล่วงหน้า เพื่อให้คุณและลูกสุนัขได้ใช้เวลาในการทำความรู้จักซึ่งกันและกันได้ดียิ่งขึ้น 

 ชามใส่อาหารและน้ำ

          เพราะลูกสุนัขมักมีนิสัยขี้เล่นและซน คุณจึงควรมองหาชามที่ไม่คว่ำง่ายและทำความสะอาดได้สะดวก ควรแยกชามอาหารและชามน้ำเป็นอย่างละใบ เพื่อให้บริเวณรับประทานอาหารของลูกสุนัขสะอาดอยู่เสมอ เริ่มต้นจากชามขนาดเล็กก่อนก็ได้ค่ะ แล้วจึงค่อยเปลี่ยนเป็นชามขนาดใหญ่เมื่อลูกสุนัขของคุณโตขึ้น 

 ปลอกคอ

          ปลอกคอน้ำหนักเบานั้นมีให้เลือกหลากหลาย ทั้งแบบเข็มขัดหรือแบบติดแป๊ก แต่ไม่ว่าจะเลือกแบบไหน อย่าลืมติดป้ายไว้ที่ปลอกคอ โดยระบุชื่อของลูกสุนัข รวมทั้งที่อยู่และเบอร์ติดต่อของคุณ

          ปลอกคอของลูกสุนัขควรทำจากไนลอนหรือหนังที่มีน้ำหนักเบา และมีขนาดที่เหมาะสม ซึ่งจะวัดได้โดยการวัดรอบคอลูกสุนัขและบวกเพิ่มอีก 2 นิ้ว และเพื่อให้มั่นใจว่าปลอกคอนั้นพอดีกับขนาดคอ ให้ลองสอดนิ้ว 2 นิ้วเข้าไประหว่างปลอกคอของลูกสุนัข หากสามารถขยับได้สบาย แปลว่าปลอกคอนั้นขนาดกำลังดี แต่ถ้าหากเหลือพื้นที่ระหว่างนิ้วกับปลอกคอมากเกินไป แปลว่าปลอกคอนั้นหลวม แต่ถ้าหากไม่สามารถสอดนิ้วเข้าไปได้ แปลว่าคุณอาจต้องเลือกปลอกคอใหม่

          คุณอาจต้องให้เวลากว่าลูกสุนัขทำความคุ้นเคยกับการใส่ปลอกคอ หากเห็นว่าลูกสุนัขอึดอัดหรือพยายามตะกุยเพื่อเอาปลอกคอออก อย่างไรก็ตามคุณควรคอยปรับขนาดปลอกคอให้พอดีกับร่างกายของลูกสุนัขเมื่อโตขึ้นด้วย 

 สายจูง

          สายจูงสุนัขมีให้เลือกหลากหลายเช่นกันค่ะ ทั้งที่ทำจากหนังหรือไนลอน และที่สามารถม้วนเก็บได้ รวมถึงยังมีความยาวให้เลือกหลายแบบอีกด้วย โดยความยาวของสายจูงที่เหมาะสมที่สุดสำหรับการฝึกฝนและพาสุนัขไปเดินเล่นควรอยู่ที่ 6 ฟุต

          คุณควรผูกสุนัขไว้กับสายจูงตลอดเวลา  ยกเว้นเวลาที่นำสุนัขไปในบริเวณที่จำกัดขอบเขต   

 อุปกรณ์เครื่องแต่งตัว

          เตรียมพร้อมเพื่อความสวยหล่อให้ลูกสุนัขด้วยการเลือกอุปกรณ์เครื่องแต่งตัวให้เหมาะกับขนของสุนัข เช่น สุนัขพันธุ์ขนสั้น เลือกใช้แปรงที่ทำจากวัสดุธรรมชาติ หวียาง หรือถุงมือ สุนัขพันธุ์ขนยาว เลือกใช้หวีโลหะซี่ใหญ่และหวีตัดผมที่พันกัน และที่ขาดไม่ได้คือหวีสางหมัด โดยมาเริ่มกำหนดตารางการอาบน้ำแต่งตัวในแต่ละสัปดาห์ให้เร็วที่สุด เพื่อสร้างความเคยชินให้ลูกสุนัข 

 ของเล่น

          ลูกสุนัขก็เหมือนเด็กๆที่ต้องการของเล่น นอกจากจะช่วยให้ลูกสุนัขได้ออกกำลังกายแล้ว ยังเป็นวิธีที่ปลอดภัยในการตอบสนองความต้องการตามธรรมชาติของสุนัขในเรื่องการกัดแทะ คุณควรเลือกของเล่นที่ผลิตขึ้นสำหรับลูกสุนัขโดยเฉพาะ โดยจะต้องไม่แตกเป็นเศษเล็กเศษน้อย ฉีกออกจากกัน หรือกลืนลงไปได้ง่าย

          ให้เลือกแผ่นหนังขนาดใหญ่ที่ยังไม่ได้ฟอก ของเล่นสำหรับแก้คันฟันซึ่งทำจากไนลอน หรือลูกบอลยางแบบแข็ง ซึ่งของเล่นเหล่านี้สามารถเล่นได้สนุกและยังปลอดภัยอีกด้วย แต่หากของเล่นเข้านั้นเข้าปากลูกสุนัขได้ง่าย แปลว่าของเล่นนั้นมีขนาดเล็กเกินไป ซึ่งไมควรนำมาให้สุนัขเล่น

 ของเล่นของลูกสุนัขชนิดที่ไม่ควรนำมาให้สุนัขเล่น ได้แก่

           ของเล่นฟองน้ำหรือสิ่งของที่มีปลายแข็งและแหลม ซึ่งสามารถแตกออกเป็นชิ้นๆ และอันตรายหากกลืนลงไป

           เสื้อผ้าหรือรองเท้า เพราะจะเป็นการสอนให้ลูกสุนัขเข้าใจผิดว่าเสื้อผ้าและรองเท้าเป็นสิ่งที่สามารถกัดแทะได้

           ม้วนเชือก ด้าย กระดาษแก้ว ที่ปิดปากถุงพลาสติก หรือถุงพลาสติกที่มัดจนป่อง ตลอดจนชิ้นส่วนเครื่องใช้ภายในบ้าน ที่อาจเข้าไปติดในคอของลูกสุนัข และทำให้สำลักหรือขาดอากาศหายใจได้

           ของเล่นเด็กที่ทำจากยางนิ่มๆ ขนสัตว์ปุยๆ ฟองน้ำ หรือพลาสติก หากลูกสุนัขกลืนวัสดุเหล่านี้เข้าไป อาจทำให้มีปัญหาที่ระบบทางเดินอาหารได้

 อาหารสำหรับลูกสุนัข

          เพื่อให้ลูกสุนัขเติบโตและแข็งแรงเต็มศักยภาพตั้งแต่เด็ก เพื่อเป็นรากฐานของการเติบโตในอนาคต ควรเริ่มต้นให้อาหารที่มีสารอาหารครบถ้วนและสมดุลตั้งแต่สุนัขยังเป็นลูกสุนัข คุณสามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับอาหารและคุณค่าทางโภชนาการได้ที่ข้อมูลผลิตภัณฑ์ 

 กรงหรือเบาะนอน

          ในช่วงที่สุนัขนอนหลับพักผ่อน ลูกสุนัขก็ต้องการที่นอนที่อบอุ่นและสบายเช่นเดียวกับเราๆ เพราะกรงนั้นจะเป็นที่ที่ลูกสุนัขรู้สึกปลอดภัยในเวลาที่คุณไม่อยู่บ้าน โดยทั่วไปกรงจะมี 2 ประเภทด้วยกัน คือ กรงพลาสติกแบบล้อมปิดทุกด้านและสามารถยกย้ายได้พร้อมหูจับ กับกรงที่ทำจากลวดเหล็ก

          กรงของลูกสุนัขควรมีขนาดใหญ่พอที่ลูกสุนัขสามารถยืนขึ้น หมุนไปรอบๆ และนอนลงได้  รวมถึงการระบายอากาศที่ดี หากคุณซื้อกรงสำหรับสุนัขโตเต็มวัย ควรมีฉากกั้นหรือใส่กล่องกระดาษลงไปที่ด้านหลัง เพื่อให้มีพื้นที่ที่ลูกสุนัขรู้สึกอบอุ่นและสะดวกสบาย และคุณอาจต้องซื้อเบาะนอนแยกต่างหาก เพื่อให้ลูกสุนัขนอนเล่นเวลาที่คุณอยู่บ้าน ซึ่งควรเป็นขนาดสำหรับลูกสุนัขมากกว่าจะเป็นขนาดสำหรับสุนัขโตเต็มวัย เพื่อให้ลูกสุนัขรู้สึกปลอดภัยและอบอุ่น

 น้ำยาเช็ดพื้นและน้ำยาดับกลิ่น

          น้ำยาเช็ดพื้นและน้ำยาดับกลิ่นที่ใช้ทั่วไปภายในบ้านอาจจะปกปิดกลิ่นที่มีอยู่ได้สำหรับมนุษย์ แต่ไม่ใช่สำหรับจมูกที่ไวต่อกลิ่นของลูกสุนัข  ดังนั้น คุณควรใช้น้ำยาเช็ดพื้นและน้ำยาดับกลิ่นสูตรพิเศษ เพื่อขจัดกลิ่นให้หมดไปอย่างสิ้นเชิง หากคุณใช้น้ำยาทั่วไป ก็ไม่ต้องตกใจหากลูกสุนัขหมุนวนอยู่บริเวณนั้น เพราะลูกสุนัขเพียงแค่พยายามกำหนดเขตแดนของตัวเองเท่านั้น 

 คู่มือการดูแลลูกสุนัข

          ไม่ว่าจะเป็นความแสนซนของลูกสุนัข หรือมือใหม่หัดเลี้ยง คุณควรวางคู่มือขนาดพกพาไว้ตามชั้นหนังสือในห้องนอน ห้องรับแขก หรือห้องครัว เพราะคุณอาจต้องการคำแนะนำอย่างรวดเร็วในบางครั้ง

ขอขอบคุณข้อมูลและภาพประกอบจาก
dogloverzone.com
https://pet.kapook.com/view11571.html
เครดิตภาพ https://www.pinterest.com/pin/442689838381347848/