Saturday, May 9, 2020

10 สุนัขพันธุ์ดุ ตามสายพันธุ์


เรียบเรียงข้อมูลโดยกระปุกดอทคอม
ขอขอบคุณข้อมูลจาก themost10.com

ความฉลาด น่ารัก และสดใสของเจ้าตูบสี่ขา กลายเป็นเสน่ห์ที่ทำให้ใครต่อใครหลงรักไม่ยาก เพราะนอกจากจะเป็นสัตว์เลี้ยงอันแสนวิเศษของผู้คนมานานนับศตวรรษแล้ว ยังเป็นได้ทั้งเพื่อนที่ดีและยามผู้ซื่อสัตย์ด้วย แต่เวลาที่สุนัขอยู่ในอารมณ์หงุดหงิด ถูกทำร้าย หรือต้องการปกป้องเจ้านาย เจ้าสี่ขาเหล่านี้ก็พร้อมจะแลกด้วยชีวิต โดยเฉพาะสุนัข 10 สายพันธุ์ที่เว็บไซต์ themost10.com ได้จัดอันดับว่าดุที่สุดตามสายพันธุ์ จะมีพันธุ์ไหนบ้างนั้น ตามมาดูกันเลย...

1. อเมริกันพิทบูล เทอร์เรีย (American Pit Bull Terrier)

            แค่เพียงได้ยินชื่อก็ทำให้หลายคนออกอาการหวาดกลัวไปตาม ๆ กัน เพราะข่าวคราวของสุนัขพันธุ์นี้ไม่ค่อยจะมีดีสักเท่าไหร่ ไม่ว่าจะเป็นคนหรือสัตว์ พิทบูลก็พร้อมจะเข้าจู่โจมได้ตลอด แถมจัดการเหยื่อให้อยู่หมัดภายในเวลาไม่กี่นาที ซึ่งสัญชาตญาณความโหดร้ายพัฒนามาจากการผสมข้ามสายพันธุ์ ทำให้มีนิสัยดุร้าย ร่างกายของพิทบูลแข็งแรงและทรงพลังกว่าสุนัขทั่วไป ทั้งกล้ามเนื้อและฟันกราม แถมยังว่องไวปราดเปรียว มีความอดทนเป็นเลิศไม่หวั่นไหว แม้บาดแผลจะลึกฉกรรจ์ แต่ทั้งนี้หากพิทบูลกลายมาเป็นสัตว์เลี้ยงของใครแล้ว พิทบูลก็จะจงรักภักดีกับเจ้านายไปจนวันตายเลยล่ะ


2. ร็อตไวเลอร์ (Rottweilers)

           สุนัขสัญชาติเยอรมนีที่มีความโดดเด่นในเรื่องการต่อสู้ โจมตี และพละกำลังที่เหลือล้นด้วยร่างกายที่กำยำแข็งแรง ซึ่งเมื่อถึงวัยเจริญเติบโตเต็มที่อาจมีน้ำหนักมากถึง 50 กิโลกรัมเลยทีเดียว ฉะนั้นหากเหยื่ออยู่ใต้กรงเล็บแล้วแทบจะไม่มีโอกาสรอดเลยก็ว่าได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเวลาที่เหยื่อต่อสู้ดิ้นรน ร็อตไวเลอร์ก็จะยิ่งขบกรามสะบัดเขี้ยวจนกว่าจะแน่นิ่งและขาดอากาศหายใจในที่สุด แต่เนื่องจากเป็นสุนัขที่ฉลาดและมีความจำที่ดี ดังนั้นในหลายประเทศจึงนิยมนำมาเลี้ยงพร้อมกับฝึกฝนเพื่อใช้ในการคุ้มกัน


3. เยอรมันเชพเพิร์ด (German Shepherd)

           ลักษณะเด่นของสุนัขพันธุ์นี้ไม่ได้อยู่ที่ร่างกายอันสง่างามและทรงภูมิเพียงอย่างเดียวเท่านั้น ในขณะเดียวกันหน้าตาก็ยังน่ารักบวกกับความกระตือรือร้นตื่นตัวอยู่ตลอดเวลา นี่ยังไม่รวมถึงความคิดที่ชาญฉลาด และความมั่นใจที่เต็มเปี่ยมพร้อมลุยทุกสถานการณ์ ดังนั้นจึงเห็นได้ว่ามีคนนิยมนำเยอรมันเชพเพิร์ดไปฝึกฝนอยู่บ่อยครั้ง จนได้สมญานามว่า สุนัขอารักขา


4. บ็อกเซอร์ (Boxer)

           ถึงแม้ในเวลาปกติอาจจะดูร่าเริง น่ารัก ขี้เล่น ไม่เป็นอันตรายต่อผู้ใด แต่ก็ไม่ควรแหย่หรือทำให้บ็อกเซอร์โกรธเกรี้ยวเลยเชียว โดยเฉพาะคนที่ไม่สนิทสนมกับพวกมันมาก่อน กับในเวลาที่อยู่รวมกันเป็นฝูง นิสัยจะเปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือทันที โดยพร้อมจะโจมตีคู่ต่อสู้ตลอดเวลาไม่ว่าจะอยู่ในบริเวณอาณาเขตที่คุ้นเคย หรือต่างสถานที่ก็ตาม


5. ไซบีเรียน ฮัสกี้ (Siberian husky)

           พื้นเพเดิมของไซบีเรียน ฮัสกี้ เป็นสัตว์เลี้ยงของเผ่าชัคชิที่อาศัยอยู่บริเวณทางตะวันออกของประเทศรัสเซียซึ่งเป็นแถบที่มีอากาศหนาวจัด ดังนั้นชาวเมืองจึงจำเป็นต้องฝึกฝนไซบีเรียน ฮัสกี้ ให้มีร่างกายแข็งแรง เพื่อทนต่อความเหน็บหนาวได้ดี มีความอดทนเมื่อต้องเดินทางไกล และความดุร้ายสำหรับใช้ประโยชน์ในการล่าอาหารจนกลายเป็นสัญชาตญาณที่ถูกส่งต่อกันมารุ่นต่อรุ่น แต่ตอนนี้ไซบีเรียน ฮัสกี้ ได้กลายเป็นสุนัขคู่ใจของใครหลายคนไปแล้ว ด้วยหน้าตาที่น่ารัก นิสัยที่ขี้เล่นนั่นเอง 

6. อลาสกา มาลามิว ( Alaskan Malamutes)

           หน้าตาของอลาสกา มาลามิว หากดูเผิน ๆ จะเห็นว่ามีคลายคลึงกับไซบีเรียน ฮัสกี้ มาก ๆ แต่สิ่งที่ทำให้ทั้งสองสายพันธุ์แตกต่างกันก็คือ อลาสกา มาลามิว มีถิ่นกำเนิดอยู่ในทวีปอเมริกาเหนือ และไม่สามารถฝึกฝนให้โจมตีหรือล่าเหยื่อได้เหมือนกับไซบีเรียน ฮัสกี้ แต่เมื่อก็ตามที่รู้สึกหงุดหงิดหรือเบื่อก็จะแสดงความก้าวร้าวออกมาได้ เพราะฉะนั้นเจ้าของจำเป็นจะต้องฝึกให้สุนัขอารมณ์ดี ด้วยการพาไปออกกำลังกาย และดูแลเอาใจใส่ด้วยความรักอยู่เสมอ


7. โดเบอร์แมน พินเชอร์ (Doberman Pinschers)

           เรียกกันสั้น ๆ ว่า โดเบอร์แมนเป็นสาพันธุ์สุนัขที่นิยมเลี้ยงเอาไว้สำหรับป้องกันและระวังภัย ซึ่งขึ้นชื่อในเรื่องของความจงรักภักดีต่อเจ้านายเป็นอย่างมาก อีกทั้งยังมีความสามารถเป็นเลิศทั้งในเรื่องของความฉลาดและความกระตือรือร้น ซึ่งสุนัขพันธุ์นี้จะแสดงความดุร้ายออกมาต่อเมื่อโดนกระตุ้นอารมณ์หรือเห็นว่าคนที่รักถูกทำร้ายเท่านั้น


8. เชา เชา (Chow chow)

           ไม่น่าเชื่อว่าเจ้าขนฟูหน้าตาแนวอาตี๋อย่างเชา เชา จะมีนิสัยดุร้ายแฝงอยู่ในตัว โดยเฉพาะในเวลาที่มีคนแปลกหน้าเดินเข้าใกล้เจ้านายอันเป็นที่รักยิ่ง ถูกทำให้ตกใจ หรือโดนแกล้ง ก็พร้อมที่จะต่อสู้ในทันที หรืออาจแสดงท่าทีก้าวร้าวอย่างที่ไม่คาดคิดมาก่อน ฉะนั้น ควรเข้าหาอย่างถูกวิธี และเล่นด้วยความสุภาพจะดีกว่า


9. พรีซา คานาริโอ (Presa Canario)

           เพียงแค่เห็นหน้าก็รู้ถึงนิสัยและความน่าเกรงขามได้เป็นอย่างดี ความดุร้ายสืบเนื่องมาจากในช่วงศตวรรษ18 มีการนำพรีซา คานาริโอ ไปฝึก เพื่อนำมาใช้เป็นเครื่องมือช่วยต่อสู้ในช่วงสงคราม จากเหตุการณ์ครั้งนั้นยังทำให้ร่างกายมีการพัฒนาให้แข็งแกร่งและมีความอดทนพร้อมตั้งรับและจู่โจม เมื่อมีคนแปลกหน้าหรือศัตรูเข้ามาใกล้


10. ดัลเมเชี่ยน (Dalmatian)

           ความน่ารักน่าชังของดัลเมเชี่ยนในภาพยนตร์หรือการ์ตูน ทำให้ผู้คนทั่วโลกหลงรักเจ้าสุนัขพันธุ์นี้ แต่ในความเป็นจริงสุนัขสายพันธุ์นี้ก็มีความดุร้ายแอบแฝงอยู่ตามสายพันธุ์เช่นเดียวกัน ซึ่งจะแสดงออกมาในเวลาที่เจ้าของหรือมีสมาชิกโดนทำร้ายก็จะตอบโต้ไปตามสัญชาตญาณ แต่ในเวลาปกติดัลเมเชี่ยนจะเป็นเพียงแค่สุนัขที่ซื่อสัตย์ ฉลาด และพร้อมผูกมิตรกับทุกคน

           แทบไม่น่าเชื่อเลยว่าสุนัขหน้าตาน่ารักดูไม่มีพิษภัยกับใครจะติดอันดับเข้ามาด้วย ทั้งนี้ ก็ขึ้นอยู่กับการเลี้ยงดูของสุนัขแต่ละตัวด้วย หากถูกเลี้ยงอย่างถูกวิธี เจ้าตูบที่อยู่ในสายพันธุ์ดุ ก็อาจเป็นแค่น้องหมาน่ารัก ๆ ที่พร้อมจะเป็นเพื่อนสี่ขานิสัยดี ขี้เล่น ไม่ต่างจากสายพันธุ์อื่น ๆ เลยล่ะ


https://pet.kapook.com/view63317.html
เครดิตภาพ  https://www.pinterest.com/pin/578290408426006336/

Friday, May 8, 2020

เมื่อ สุนัข เป็นโรคภูมิแพ้



เมื่อเจ้าตูบของคุณเป็นโรคภูมิแพ้ (โรงพยาบาลสัตว์ทองหล่อ)

 รู้จักโรคภูมิแพ้ในสุนัข (Allergy)

          โรคภูมิแพ้ (Allergy) เป็นโรคที่เกิดจากการตอบสนองที่ผิดปกติของปฏิกิริยาภูมิคุ้มกันต่อสารทั่วๆไปรอบตัวเรา ซึ่งอาจเป็นละอองเกสรดอกไม้ เชื้อรา แมลง อาหาร ตัวไร และสิ่งของต่างๆ ทั่วไปที่อยู่ภายในบ้านเราเรียกสารต่างๆ เหล่านี้ว่า Allergens การที่สุนัขดม กิน หรือสัมผัสกับ Allergens เหล่านี้อาจเป็นสาเหตุของปฏิกิริยาภูมิแพ้ได้

          ทั้งนี้ โรคภูมิแพ้พบได้ 15 % ในบรรดาสุนัขปกติทั่วไป และบางสายพันธุ์จะพบโรคนี้มากกว่าพันธุ์อื่นๆ ปัจจุบันจากงานวิจัยพบว่า สุนัขที่มีโอกาสเป็นโรคภูมิแพ้มากที่สุด คือ พันธุ์ Westie หรือ West Highland White Terrier นอกจากนี้แล้วยังมีสุนัขที่ติดอันดับ Top list ของโรคภูมิแพ้ผิวหนัง คือ Bichon Frise, Lhasa Apso, Golden Retriever, Cairm Terrier, Scottish Terrier, English Setter, American Eskimo Dog, Airedale Terrier, Mixed Breed, Wheaton Terrier, Fox Terrier

          สุนัขเป็นโรคภูมิแพ้ได้เหมือนกับคน อาการของโรคภูมิแพ้ในคน คือ การจาม, หายใจเสียงแหลม, มีน้ำมูกและน้ำตา ส่วนในสุนัขอาการที่พบบ่อย คือ การคัน เกาหรือมีการติดเชื้อที่ผิวหนังและหูอยู่บ่อยๆ ถึงแม้โรคภูมิแพ้ในสุนัขจะไม่เป็นอันตรายถึงชีวิต แต่ก็สร้างความรำคาญแก่สุนัข

 ทราบได้อย่างไรว่า… สุนัขของเราเป็นโรคภูมิแพ้

          วิธีการสังเกตคือ ถ้าสัตว์เลี้ยงของท่านมีอาการของโรคภูมิแพ้ครั้งหนึ่งแล้ว หรือเป็นแล้วก็กลับมาเป็นอีก เป็นๆหายๆ น่าสงสัยว่าอาจเป็นโรคภูมิแพ้ได้เหมือนกัน อาการที่ว่านี้คือ คัน เลียแทะเท้า เกา ถูหน้า หรือเอาหน้าไปถูกับพื้น หูอักเสบเรื้อรังอักเสบกันนานๆ ผิวหนังแดง เป็นๆ หายๆ กัดแทะผิวหนังตัวเอง ขนร่วง ผื่นแดงรอบๆ ดวงตา ใบหู ผิวหนังอักเสบร้อนแดง (hot spot) ตัวมีกลิ่นเหม็น หากพบอาการเหล่านี้ ควรปรึกษากับสัตวแพทย์เพื่อให้การควบคุมรักษาได้อย่างปลอดภัย
                   
 โรคภูมิแพ้ที่พบบ่อยในสุนัข

           โรคภูมิแพ้น้ำลายหมัด (Flea Allergic Dermatitis, FAD) เป็นโรคที่พบได้บ่อย เนื่องจากสุนัขแพ้น้ำลายหมัดที่มากัด หมัดกัด 1 ครั้ง สามารถเกิดการคันได้ถึง 3 สัปดาห์ เพียงใช้ผลิตภัณฑ์ควบคุมหมัด ก็จะช่วยไม่ให้สุนัขต้องทนทุกข์ทรมานกับโรคนี้

           โรคภูมิแพ้อาหาร (Food Allergy) อาหารสามารถก่อโรคภูมิแพ้ในสุนัขได้ อาการมักจะเกี่ยวข้องกับผิวหนัง บางรายอาจมีอาเจียนร่วมกับถ่ายเหลว โรคภูมิแพ้อาหารอาจเป็นเดี่ยวๆ หรืออาจเกิดร่วมกับโรคภูมิแพ้ชนิดอื่นได้

           แอโทปี (Atopy) คือโรคภูมิแพ้เกี่ยวกับการสูดดมละอองเกสรดอกไม้ เชื้อรา ฝุ่นบ้าน และสารที่ล่องลอยในอากาศ งานค้นคว้าวิจัยได้กล่าวถึงความเป็นไปได้ว่า Allergen ที่อยู่ในอากาศ อาจซึมผ่านผิวหนังเข้าไปและก่อให้เกิดภูมิแพ้ได้

           โรคภูมิแพ้ชนิดสัมผัส (Contact Allergy) แม้ว่าจะไม่พบบ่อยนัก แต่การสัมผัสกับสาร หรือสารเคมีสามารถก่อโรคภูมิแพ้ผิวหนังได้ เช่น อุปกรณ์สารเคมีทำความสะอาดทั่วไป พรม หรืออุปกรณ์น้ำยาห้องปรับอากาศ พบว่าสารเหล่านี้ร่วมกับสารอื่นๆ ทำให้เกิดโรคภูมิแพ้ได้

 การรักษาโรคภูมิแพ้

          การรักษาที่ดีและชัดเจนที่สุดก็คือ การหลีกเลี่ยง พยายามไม่สัมผัสกับสิ่งที่แพ้ เช่น หากเราแพ้เห็บหมัดก็ต้องหมั่นดูแลกำจัดและป้องกันมิให้มีเห็บหมัด ส่วนโรคภูมิแพ้อาหาร ควบคุมโดยต้องเข้มงวดไม่กินอาหารที่แพ้ อย่างไรก็ตามเรามักจะให้สุนัขหลีกเลี่ยง Allergen ที่มากับอากาศไม่ได้ แต่เราสามารถขจัดสารเหล่านี้ได้ โดยการรักษาที่เรียกว่า "Immunotherapy" หรือการสร้างภูมิคุ้มกันโรค
           
 การสร้างภูมิคุ้มกันโรคภูมิแพ้คืออะไร

          การสร้างภูมิคุ้มกันโรคภูมิแพ้ คือ กระบวนการฉีดสารที่กระตุ้นให้เกิดโรคภูมิแพ้ (Allergens) ครั้งละน้อยๆ เข้าสู่ตัวสุนัข เพื่อให้ระบบภูมิคุ้มกันผิวหนังในสุนัขคุ้นเคยและไม่ไวต่อการสัมผัส Allergens อีก สุนัขหลายตัวสามารถควบคุมอาการโรคภูมิแพ้นี้ได้อย่างปลอดภัยและได้ผล ซึ่งก่อนการรักษาโดยวิธีนี้ สุนัขควรต้องทำการทดสอบ เพื่อหาสาเหตุที่ทำให้เกิดโรคภูมิแพ้ก่อน เช่น ในกรณีภูมิแพ้อาหารต้องทำการทดสอบเรื่องอาหารก่อน ดังนั้นหากท่านสงสัยว่าสุนัขของท่านเป็นโรคภูมิแพ้หรือไม่ ควรปรึกษากับสัตวแพทย์ด้านโรคผิวหนัง เพื่อหาความเป็นไปได้ในการทดสอบและรักษาสุนัขของท่าน อย่าปล่อยให้สุนัขต้องทนทุกข์จากโรคภูมิแพ้นี้ ในเมื่อมีการรักษาที่ปลอดภัยและได้ผล

ขอขอบคุณข้อมูลจาก

https://pet.kapook.com/view4615.html
เครดิตภาพ  https://www.pinterest.com/pin/989032768141810580/

Thursday, May 7, 2020

การฉีดวัคซีนและถ่ายพยาธิ เมื่อได้ลูกสุนัขมาใหม่


การฉีดวัคซีนและถ่ายพยาธิ เมื่อได้ลูกสุนัขมาใหม่(คู่มือการเลี้ยงสุนัข)

         เมื่อซื้อสุนัขมาแล้วให้นำไปฉีดวัคซีนทันที วัคซีนที่ต้องฉีดคือ วัคซีนป้องกันไข้หัดสุนัข วัคซีนป้องกันโรคตับอักเสบติดต่อ ปัจจุบันมีวัคซีนรวม ซึ่งสามารถป้องกันโรคได้ทั้ง 4 โรค คือ โรคตับอักเสบติดต่อ โรคเลปโตสไปโรซีส โรคไข้หัดสุนัข และโรคลำไส้อักเสบ

         ทั้งนี้ หลังจากฉีดวัคซีนควรงดอาบน้ำเป็นเวลา 7 วัน เพราะการฉีดวัคซีนบางครั้งอาจจะทำให้สุนัขเกิดอาการไข้ และเมื่อฉีดวัคซีนครั้งแรกไปแล้ว 2 สัปดาห์ ให้นำสุนัขไปฉีดวัคซีนซ้ำอีกเป็นการกระตุ้นภูมิคุ้มกันโรคให้สูงขึ้น
   
         ร่างกายของสุนัขจะสร้างภูมิคุ้มกันสูงพอคุ้มโรคได้เมื่อได้รับการฉีดครั้งที่ 2 ส่วนวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า ให้ฉีดเมื่อสุนัขอายุ 3 เดือน และฉีดซ้ำทุกปี

การถ่ายพยาธิ

         การถ่ายพยาธิควรจะทำทันทีเมื่อซื้อสุนัขมาใหม่ เพราะสุนัขมักจะมีพยาธิ โดยเฉพาะพยาธิตัวกลมและพยาธิปากขอ ซึ่งพยาธิเหล่านี้จะอยู่ในลำไส้ของสุนัข และอาจเข้าสู่กระเพาะด้วย จะทำให้เกิดการแย่งอาหารจากสุนัข ทำให้สุนัขแคะแกร็น โตช้า อาจจะชัก และตายได้ในเวลาอันรวดเร็ว นอกจากนั้น พยาธิเหล่านี้สามารถถ่ายทอดผ่านรกจากแม่มาสู่ลูกในท้องได้

         ทั้งนี้ เมื่อคลอดออกมาลูกสุนัขบางตัวอาจมีพยาธิตัวกลมอยู่ในลำไส้และเจริญเติบโตอย่างรวดเร็วพร้อมกับลูกสุนัข ทำให้ผอมแต่พุงโต ภายในลำไส้มีพยาธิเต็มไปหมด จนบางครั้งลำไส้อุดตันถึงกับทำให้ลูกสุนัขตายได้ ดังนั้น การถ่ายพยาธิให้กับลูกสุนัขจึงเป็นสิ่งจำเป็นมาก วิธีการถ่ายพยาธิที่ดีที่สุด คือการถ่ายพยาธิ 3 วันติดต่อกัน แล้วเว้นช่วงไป 15 วัน แล้วถ่ายพยาธิซ้ำอีก 3 วัน

         หลังจากนั้นควรถ่ายพยาธิอย่างน้อยทุก 3 เดือน จะทำให้สุนัขปลอดพยาธิไปจนโต ส่วนพยาธิภายนอก ได้แก่ เห็บ หมัด และไร พบได้บ่อยๆ เช่นกัน การำจัดอาจทำได้โดยวิธีเก็บออกจากตัวสุนัขโดยตรง แล้วนำตัวดูดเลือดพวกนี้ไปแช่น้ำมัน อย่าบี้ให้แตก เพราะอาจทำให้เกิดการแพร่กระจายของไข่ได้

         นอกจากนี้อาจใช้สารเคมี คือยาฆ่าเห็บชนิดต่างๆ โรยหรืออาบให้สุนัข และปฏิบัติตามคำแนะนำในฉลากอย่างเคร่งครัด โดยมากเมื่อสุนัขอายุเกิน 4 เดือนไปแล้ว มักจะเลี้ยงรอด ช่วงที่สุนัขตายง่ายที่สุดคือ ช่วงอายุ 2 เดือน ถึง 3 เดือน

โปรแกรมการฉีดวัคซีนและถ่ายพยาธิ

          3-4 สัปดาห์ : ตรวจสุขภาพ และถ่ายพยาธิ

          6-8 สัปดาห์ : ฉีดวัคซีนป้องกันโรคไข้หัดสุนัข ตับอักเสบติดต่อ เลปโตสไปโรซิส โรคลำไส้อักเสบติดต่อ ตรวจสุขภาพ ถ่ายพยาธิป้องกันพยาธิหัวใจ

          8-10 สัปดาห์ : ฉีดวัคซีนป้องกันโรคไข้หัดสุนัข ตับอักเสบติดต่อ เลปโตสไปโรซิส หวัด หลอดลมอักเสบติดต่อ และลำไส้อักเสบติดต่อ

          12 สัปดาห์ : ฉีดวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า

          ทุก 1 ปี : ฉีดวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า ฉีดวัคซีนรวม ป้องกันโรคไข้หัดสุนัข ตับอักเสบติดต่อ เลปโตสไปโรซิส หวัด หลอดลมอักเสบติดต่อ และลำไส้อักเสบติดต่อ

          การถ่ายพยาธิ : ควรถ่ายซ้ำอย่างน้อยทุก 3 เดือน

          การคุมกำเนิด :  ทำหมันเมื่อสุนัขอายุ 8 เดือน – 1 ปีขึ้นไป

          ตัดหาง : เมื่ออายุ 3-5 วัน

          ตัดนิ้วติ่ง : เมื่ออายุ 3 วัน – 1 สัปดาห์

ขอขอบคุณข้อมูลจาก
คู่มือการเลี้ยงสุนัข โดย อาจารย์บัณฑิตย์ สุริยพันธ์
https://pet.kapook.com/view4024.html
เครดิตภาพ  https://www.pinterest.com/pin/747597606883493003/

Wednesday, May 6, 2020

เปิดโลก สุนัขเกรตเดน หมายักษ์ใหญ่ใจดี เห็นหน้านิ่งแบบนี้แต่ไม่ดุนะ


ทำความรู้จัก สุนัขเกรตเดน (Great Dane) หมาตัวใหญ่ใจดี แม้จะดูหน้านิ่งแต่ไม่ดุ แถมสุภาพ ขี้เล่น พร้อมข้อมูลเกี่ยวกับนิสัยและการดูแล ก่อนตัดสินใจเอาน้องมาเลี้ยง

วันนี้กระปุกดอทคอมจะพาไปบุกโลกของ เกรตเดน สุนัขตัวใหญ่หน้านิ่งแต่ใจดีให้มากขึ้น สำหรับคนอยากเลี้ยงสุนัขเกรตเดนว่า หมาพันธุ์นี้มีลักษณะอย่างไร นิสัยเข้ากับเราได้หรือไม่ และมีวิธีการดูแลอะไรที่ต้องใส่ใจเป็นพิเศษบ้าง

ความเป็นมาสุนัขเกรตเดน

ประวัติของเกรตเดนยังไม่ทราบแน่ชัด แต่มีการสันนิษฐานกันว่า ต้นกำเนิดของสุนัขเกรตเดนน่าจะมาจากสุนัขสายพันธุ์มาสทิฟฟ์ ที่กองทัพโรมันนำเข้ามายังยุโรปในช่วงล่าอาณานิคม นอกจากนี้ตามประวัติศาสตร์ยังพบเกรตเดนในรัสเซีย โปแลนด์ รวมทั้งภาคกลางของเยอรมนี และกลายเป็นสุนัขที่ได้รับความนิยมอย่างมากในสมัยยุคกลางของยุโรป จนเกือบจะเป็นสัญลักษณ์ของยุคดังกล่าวก็ว่าได้ เนื่องจากผู้คนส่วนใหญ่มักจะเลี้ยงไว้ล่าสัตว์ ในขณะที่เชื้อพระวงศ์ในสมัยนั้นยังมีการจัดตั้ง บอร์ ฮาวนด์ ฝูงสุนัขสำหรับล่าหมูป่า และสุนัขพวกนี้มีก็รูปร่างและลักษณะคล้ายคลึงกับเกรตเดนเป็นอย่างมาก ต่อมาเมื่อเวลาผ่านไปเกรตเดนก็มีวิวัฒนาการอย่างต่อเนื่องและพัฒนาจนมีลักษณะอย่างที่เห็นปัจจุบัน

แม้ว่าที่มาของสุนัขเกรตเดนจะไม่ชัดเจน แต่ส่วนมากก็จะยกเครดิตให้กับประเทศเยอรมนี ซึ่งเป็นผู้รับผิดชอบและพัฒนาสายพันธุ์เกรตเดนในปัจจุบัน ทั้งนี้ด้วยความสุภาพและท่วงท่าอันสง่างามจึงทำให้เชื่อกันว่า เกรตเดนน่าจะมีเชื้อสายของสุนัขเกรย์ฮาวนด์ผสมอยู่ด้วย

ลักษณะเกรตเดน

เกรตเดน จัดอยู่ในกลุ่มสุนัขขนาดใหญ่ สุนัขเพศผู้มีความสูง 32 นิ้ว น้ำหนัก 54 กิโลกรัม โดยสุนัขเพศเมียมีความสูง 30 นิ้ว น้ำหนัก 45 กิโลกรัม อายุเฉลี่ยอยู่ที่ระหว่าง 7-10 ปี หรืออาจจะน้อยกว่า เกรตเดน เป็นสุนัขที่มีศีรษะแคบ ด้านบนแบน หูพับโดยธรรมชาติ คอยาว ขาหน้าตรง หางยาวปานกลาง ลำตัวมีขนสั้น เรียบลื่นเป็นมัน มีหลายสี เช่น เทาอมเหลือง ฟ้า ดำ ส่วนบางตัวก็มีลาย

นิสัยของเกรตเดน

แม้จะตัวใหญ่ แข็งแรง จนดูสง่างาม น่าเกรงขาม แต่จริง ๆ แล้วเกรตเดนเป็นสุนัขที่มีนิสัยร่าเริง ขี้เล่น และขี้ประจบประแจงมาก ๆ แถมยังแอบซุ่มซ่ามหน่อย ๆ ชอบวิ่งชนข้าวของบ่อย ๆ ด้วย แต่ถึงอย่างไรเกรตเดนก็ยังเป็นสุนัขที่ฉลาด สุภาพ และเป็นมิตรมากอยู่ดี โดยสุนัขพันธุ์นี้เข้ากับเด็กส่วนใหญ่ได้เป็นอย่างน่ารัก แถมยังเข้ากับสัตว์เลี้ยงอื่นที่โตมาด้วยกันได้อย่างน่าเอ็นดู แถมด้วยความซื่อสัตย์ ห้าวหาญ และทรงพลัง ยังทำให้เกรตเดนเป็นสุนัขเฝ้าบ้านที่ดีมากอีกด้วย โดยอาจจะเห่าเมื่อมีคนมาบ้านบ้าง แต่ไม่กัดหรือก้าวร้าวเกินเหตุแน่นอน

อย่างไรก็ตาม เจ้าของควรดูแล ใส่ใจ และฝึกสอนให้เกรตเดนเข้าสังคมตั้งแต่ยังเด็ก เพราะบางตัวอาจจะหัวดื้อและไม่เชื่อฟัง จนทำให้มีลักษณะนิสัยหรือพฤติกรรมไม่เหมาะสมได้ ซึ่งถือเป็นเรื่องอันตรายมากสำหรับสุนัขที่มีรูปร่างใหญ่ขนาดนี้

การเลี้ยงดูเกรตเดน

เกรตเดนเป็นสุนัขที่ปรับตัวได้ค่อนข้างดี อาศัยอยู่ในเมือง ชานเมือง หรือต่างจังหวัดก็ได้ แต่จำเป็นต้องมีพื้นที่กว้างขวางมากพอให้เหมาะสมกับรูปร่างของเขา นอกจากนี้เกรตเดนยังต้องการการดูแลเอาใจใส่ค่อนข้างสูง กินเยอะ ต้องการอาหารสำหรับสุนัขขนาดใหญ่ที่มีคุณภาพดี ที่สำคัญไม่ควรให้เป็นมื้อใหญ่มื้อเดียว ควรจะแบ่งเป็นมื้อเล็ก ๆ สักประมาณ 2-3 มื้อ ควรยกถ้วยอาหารให้สูงพอดีตัว และควรพาไปวิ่งเล่นออกกำลังกายวันละประมาณ 20-40 นาทีเป็นประจำ เนื่องจากเป็นสุนัขพันธุ์ที่มีพลังงานระดับปานกลาง ส่วนเรื่องการทำความสะอาด เกรตเดนเป็นสุนัขขนสั้นและเรียบ จึงไม่ต้องดูแลรักษาบ่อย แต่อย่างไรก็ต้องแปรงขนสม่ำเสมอทุกสัปดาห์ ระยะเวลาประมาณ 5-10 นาที/ครั้ง

เหนือสิ่งอื่นใด ผู้เลี้ยงเกรตเดนที่ดีควรมีเงินรองรับค่าใช้จ่ายมากพอสมควร อีกทั้งควรมีประสบการณ์ในการเลี้ยงสุนัขมาก่อน หรือไม่ก็ต้องมีสุขภาพร่างกายที่แข็งแรงมาก เพราะต้องสามารถฝึกสอนให้เกรตเดนมีระเบียบ เชื่อฟัง และเข้าสังคมได้ เพื่อให้เขาโตขึ้นเป็นสุนัขที่มีคุณภาพ และเจ้าของสามารถรับมือได้นั่นเอง

สิ่งที่คนเลี้ยงเกรตเดนต้องระวัง

แม้จะผ่านการฝึกสอนมาแล้วอย่างดี แต่สุนัขเกรตเดนบางตัวก็อาจจะก้าวร้าวและรุนแรงกับสัตว์เลี้ยงตัวอื่นได้ รวมถึงยังเป็นอันตรายต่อเด็กและผู้สูงอายุโดยไม่ตั้งใจด้วย เพราะขนาดของร่างกายที่ใหญ่โตมาก อาจจะวิ่งชนหรือกระแทกจนทำให้ผู้อื่นได้รับบาดเจ็บ ฉะนั้นเจ้าของต้องคอยดูแล เอาใจใส่ และระมัดระวังเป็นอย่างมาก รวมถึงต้องคอยระวังโรคที่เกิดขึ้นบ่อยในสุนัขเกรตเดนนี้ ไม่ว่าจะเป็นโรคท้องมาน โรคข้อสะโพกห่าง โรคข้อสะโพกอักเสบ โรคระบบทางเดินอาหาร โรคจอตาเสื่อม โรคมะเร็งกระดูก และโรคที่เกิดจากเซลล์ขยายมากเกินไปด้วย

ยิ่งไปกว่านั้นเกรตเดนและสุนัขพันธุ์ใหญ่ตัวอื่น ๆ ยังมีปัญหาเรื่องแก๊สในกระเพาะบ่อยเป็นพิเศษ โดยมักจะมีอาการกระเพาะอาหารบิด หรือมีแก๊สอยู่ในกระเพาะอาหารมากเกินไป ดังนั้นเจ้าของต้องให้อาหารที่มีคุณภาพอย่างเพียงพอและเหมาะสม เลือกใช้อาหารสำหรับสุนัขพันธุ์ใหญ่โดยเฉพาะ แบ่งเป็นมื้ออย่างพอดี และต้องปล่อยให้ย่อยและพักผ่อนหลังกินอย่างน้อย 1 ชั่วโมง

สุดท้ายนี้เจ้าของสุนัขเกรตเดนต้องมีพื้นที่บ้านกว้างขวางมากพอ เพื่อให้พวกเขาวิ่งเล่นและพักผ่อนได้แบบไม่อึดอัด เนื่องจากเกรตเดนเป็นสุนัขที่มีขนาดค่อนข้างใหญ่ อีกทั้งยังต้องมีเงินสำรองสำหรับค่าอาหารมากพอสมควรด้วย เพราะมีข้อมูลระบุว่า สุนัขพันธุ์เกรตเดน 1 ตัว กินอาหารปริมาณ 20 กิโลกรัม ภายในระยะเวลาเพียง 1-3 สัปดาห์ ต่างจากสุนัขตัวเล็กพันธุ์อื่น ที่กินอาหารปริมาณ 20 กิโลกรัม ได้นานถึง 2 เดือน นี่จึงทำให้เกรตเดนถือเป็นสุนัขที่มีภาระค่าใช้จ่ายค่อนข้างสูง ซึ่งเจ้าของทุกคนควรทราบและพิจารณาให้ดีก่อนจะคิดเลี้ยง

ขอขอบคุณข้อมูลจาก American Kennel Club, hills และ thaipbs
เครดิตภาพ  https://www.pinterest.com/pin/37717715602518939/

Sunday, May 3, 2020

การดูแลสุนัขวัยชรา




การดูแลสุนัขวัยชรา (Dogazine)
เรื่องโดย หมอเพนกวิน

          เมื่อเวลาผ่านไป ชีวิตก็เปลี่ยนไป เราไม่สามารถหยุดยั้งกาลเวลาและการเปลี่ยนแปลงได้ และที่แน่นอนที่สุด คือ เราไม่อาจมีชีวิตอยู่ได้ตลอดกาล สุนัขของเราก็เช่นกัน เมื่อมีอายุมากขึ้น ร่างกายก็ย่อมเกิดการเปลี่ยนแปลงไปในทางที่เสื่อมลง นิสัยและพฤติกรรมไม่เหมือนเดิม ซึ่งบางครั้งเราก็ไม่อาจแก้ไขพฤติกรรมเหล่านั้นได้ ดังนั้น เจ้าของจำเป็นต้องทำความเข้าใจและที่สำคัญคือ ต้องเพิ่มการดูแลเอาใจสุนัขที่กำลังย่างเข้าสู่วัยชราหรือสุนัขวัยชราให้มากขึ้น เพื่อให้เจ้าตูบสามารถมีชีวิตบั้นปลายที่ดีอยู่กับเจ้านายอันเป็นที่รัก

โรคสมองเสื่อมในสุนัข

          การสูญเสียความทรงจำและอาการสับสนในสุนัขสูงอายุ อาจเป็นลักษณะของโลกสมองเสื่อม คือ จะมีอาการสับสน ลดการปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่น เห่าโดยไม่มีสาเหตุ นอนไม่หลับ หรือนอนมากขึ้นในช่วงกลางวัน ตื่นตอนดึก หลงทางในบ้านตัวเอง และขับถ่ายเลอะเทอะ ซึ่งการขับถ่ายเลอะเทอะในสุนัขสูงวัย อาจมาจาการหลงลืม หรืออาจมีปัญหาด้านสุขภาพ

          ดังนั้น เมื่อสุนัขของคุณย่างเข้าสู่วัยชรา ขอแนะนำว่าให้นำสุนัขไปพบสัตวแพทย์เพื่อตรวจร่างกายโดยละเอียด เพราะเมื่อสุนัขเข้าสู่วัยชราแล้ว สุนัขจำเป็นต้องได้รับการตรวจสุขภาพบ่อยครั้งขึ้น ปัจจุบันเทคโนโลยีทางสัตวแพทย์ก้าวหน้าไปมาก จึงสามารถทำการทดสอบทางร่างกายเฉพาะด้าน เช่น การทำอัลตร้าซาวนด์ ถ่ายภาพคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า หรือซีทีสแกน เพื่อช่วยตรวจดูอวัยวะภายในร่างกายที่สำคัญ ๆ ได้

          นอกจากนี้ ยังมีหลายสิ่งที่เราพอจะช่วยให้สุนัขที่น่ารักของเรามีสุขภาพและใจที่ดีในช่วงบั้นปลายชีวิตได้ เช่น

           การเสริมสร้างการใช้คำสั่งพื้นฐาน และเพิ่มเติมคำสั่งใหม่ ๆ การทำเช่นนี้ จะช่วยให้จิตใจของสุนัขตื่นตัว เช่น บอกให้ยกมือสวัสดีก่อนให้ขนมหรืออาหาร บอกให้สุนัขนั่งก่อนพาออกไปเดินเล่นนอกบ้าน

           ใช้เวลาเดินเล่นสั้นลงแต่บ่อยขึ้น การออกกำลังกายเป็นประจำจะช่วยเพิ่มออกซิเจนที่ไปเลี้ยงสมอง ซึ่งจะไปช่วยส่งเสริมความสามารถทางจิตใจของสุนัข และทำให้กล้ามเนื้อทำงานได้ดีขึ้น แต่ควรพาสุนัขเดินบนพื้นราบเพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาเกี่ยวกับข้อและกระดูก และเพิ่มความหลากหลายในเส้นทางเดินเพื่อกระตุ้นประสาทรับความรู้สึกจากการพาสุนัขไปพบสิ่งแวดล้อมใหม่ ๆ

           การกระตุ้นให้สุนัขยืดเส้นยืดสายก่อนการเล่น หรือการเดิน ควรให้สุนัขได้ยืดและย่อตัว (โก้งโค้ง) เพื่อเหยียดแข้งเหยียดขา นั่นคือ ก้มหัวต่ำ และเหยียดไปข้างหน้า แต่ก้นนั้นยกสูง ซึ่งเป็นท่าชวนเล่นของสุนัขนั่นเอง วิธีทำคือ ให้ยื่นขนมล่อตรงบริเวณต่ำกว่าจมูกของสุนัข การเหยียดแข้งเหยียดขาเช่นนี้ จะช่วยให้เลือดลมไหลเวียนดี เป็นการอบอุ่นกล้ามเนื้อ หลังจากการเดินหรืออกกำลังกายหรือทำกิจกรรมใด ควรจับสุนัขยืดขา และนวดตามร่างกาย

           การกระตุ้นด้านจิตใจของสุนัข ให้ทำเป็นประจำเป็นกิจวัตร เช่น เล่นเกมซ่อนหา ซ่อนขนมไว้ตามที่ต่าง ๆ ในบ้าน หรือซ่อนขนมไว้ในของเล่น

           บันทึกอาการทั้งหมดของสุนัข เราต้องสังเกตพฤติกรรมและอาการต่าง ๆ ของสุนัขก่อน พาไปพบสัตวแพทย์ เช่น สุนัขลืมชื่อ ลืมทักทายเรา เดินหนีเราไป ความอยากอาหารลดลง ขับถ่ายผิดปกติ เป็นต้น

           ให้เตรียมน้ำไว้มาก ๆ เมื่อสุนัขอายุมากขึ้น ก็มักจะกินน้ำน้อยลง มีความเสี่ยงต่อภาวะแห้งน้ำ ให้เพิ่มชามใส่น้ำอีกสองถึงสามจุดไว้รอบบ้าน และสังเกตระดับน้ำในชามทั้งตอนเช้าและตอนกลางคืน เพื่อให้มั่นใจว่าสุนัขกินน้ำมากพอ อย่าลืมเช็ดน้ำที่หกออกมาให้หมดเพื่อป้องกันสุนัขลื่นล้ม

          เห็นไหมล่ะคะว่า นอกเหนือจากการพาสุนัขของเราไปพบสัตวแพทย์เป็นประจำแล้ว เราเองก็สามารถช่วยให้สุนัขแสนรักของเรามีความสุข และมีสุขภาพที่ดีในบั้นปลายชีวิตได้ ด้วยความเอาใจใส่ของเราในแบบง่าย ๆ ค่ะ

ขอขอบคุณข้อมูลจาก

https://pet.kapook.com/view17578.html
เครดิตภาพ  https://www.pinterest.com/pin/842243567837490038/

Saturday, May 2, 2020

โรคลำไส้อักเสบในสุนัข อันตรายถึงชีวิต หากไม่คิดป้องกัน !



มาทำความรู้จัก โรคลำไส้อักเสบในสุนัข สาเหตุเกิดจากอะไร มีอาการที่สังเกตได้อย่างไร ต้องรักษาด้วยวิธีใด แล้วป้องกันได้หรือไม่ ตามไปดูกันค่ะ จะได้ช่วยชีวิตสุนัขได้ทันท่วงที

โรคลำไส้อักเสบถือเป็นโรคอันตรายของสุนัขอันดับต้น ๆ เลยทีเดียว เนื่องจากโรคนี้ยังไม่มียาที่สามารถรักษาได้โดยตรง และที่สำคัญอาจส่งผลร้ายแรงถึงขั้นทำให้ลูกสุนัขเสียชีวิตได้ ฉะนั้นมาดูกันค่ะว่าโรคลำไส้อักเสบในสุนัขมีสาเหตุเกิดจากอะไร แล้วจะรู้ได้อย่างไรว่าสุนัขติดเชื้อ มีวิธีรักษาหรือเปล่า หากยังไม่เป็นจะป้องกันสุนัขจากโรคนี้ได้อย่างไร วันนี้เรามีคำตอบมาฝากค่ะ

สาเหตุของโรคลำไส้อักเสบในสุนัข

โรคลำไส้อักเสบในสุนัขเกิดได้จากหลากหลายสาเหตุ เช่น พยาธิ เชื้อแบคทีเรีย และไวรัส แต่ที่ส่งผลกระทบรุนแรงคือการติดเชื้อไวรัสที่ชื่อว่า พาร์โวไวรัส หรือ Canine Parvovirus (CPV) กลุ่มที่มีความเสี่ยงสูงคือ ลูกสุนัขและลูกแมวอายุระหว่าง 6 สัปดาห์ถึง 6 เดือน ที่ไม่เคยฉีดวัคซีนป้องกันโรคนี้มาก่อน ทว่าสามารถเกิดขึ้นได้กับสุนัขโตด้วยเหมือนกัน โดยเฉพาะสุนัขพันธุ์ร็อตไวเลอร์ (Rottweilers), โดเบอร์แมน พินเชอร์ (Doberman Pinschers), พิทบูล (Pit Bulls), ลาบราดอร์ รีทรีฟเวอร์ (Labrador Retrievers), เยอรมันเชพเพิท (German Shepherds), อิงลิช สปริงเจอร์ สเปเนียล (English Springer Spaniels) และสุนัขลากเลื่อน (Alaskan sled dogs)

การติดต่อโรคลำไส้อักเสบในสุนัข

เชื้อดังกล่าวติดต่อได้จากการสูดดมหรือสัมผัสกับอาเจียนและอุจจาระของสุนัขที่เป็นโรค และมีการพบอีกว่า เชื้อพาร์โวไวรัสมักจะปนเปื้อนอยู่ในดินและมีชีวิตอยู่ได้นานถึง 1 ปี 

อาการของโรคลำไส้อักเสบในสุนัข

เนื่องจากเชื้อไวรัสเข้าไปทำลายระบบย่อยอาหาร ทำให้ไม่สามารถดูดซึมสารอาหารจำพวกโปรตีนและน้ำได้ ส่งผลให้ร่างกายสุนัขอ่อนแรง เกิดภาวะขาดน้ำ และหัวใจยังเต้นเร็วผิดปกติ ซึ่งเจ้าของสามารถสังเกตความผิดปกติจากภายนอกได้จากอาการเซื่องซึม เบื่ออาหาร มีไข้สูงประมาณ 40-41 องศาเซลเซียส อาเจียน ท้องเสียอย่างรุนแรงหรือถ่ายเป็นเลือด และน้ำหนักลดอย่างรวดเร็ว หากพบความผิดปกติในลักษณะนี้ควรพาไปพบสัตวแพทย์ เพราะหากไม่รีบรักษาอาจจะทำให้สุนัขเสียชีวิตได้ภายใน 48-72 ชั่วโมง

การรักษาโรคลำไส้อักเสบในสุนัข

โรคลำไส้อักเสบในสุนัขไม่มียารักษาโดยตรง ทั้งนี้สัตวแพทย์จะทำการวินิจฉัยโรคและรักษาไปตามอาการ ได้แก่ การให้น้ำเกลือหรือวิตามินเพื่อทดแทนร่างกายของสุนัขที่สูญเสียน้ำจากการอาเจียนและท้องเสีย การรักษาด้วยยาต่าง ๆ เช่น ยาลดอาเจียน ยาถ่ายพยาธิ เพื่อป้องกันโรคหรืออาการอื่น ๆ แทรกซ้อน

ทั้งนี้หลังการรักษาร่างกายของสุนัขยังคงอ่อนแออยู่ในช่วงแรก ๆ ดังนั้นควรให้สุนัขกินอาหารที่อ่อนและย่อยง่าย ขณะกำลังฟื้นตัวด้วย หากมีสัตว์เลี้ยงหลายตัวก็ควรแยกสุนัขที่ติดเชื้อออกมาเลี้ยงประมาณ 2 เดือน รวมทั้งหมั่นล้างทำความสะอาดภาชนะและบริเวณที่สุนัขป่วยเคยอยู่ให้สะอาดด้วย

การป้องกันโรคลำไส้อักเสบในสุนัข

การป้องกันที่ดีที่สุดก็คือ การฉีดวัคซีนป้องกันเชื้อพาร์โวไวรัสตั้งแต่ในช่วงอายุประมาณ 14-16 สัปดาห์ และไม่ควรพาออกนอกบ้านหลังฉีดวัคซีนไปแล้ว 2 สัปดาห์ แต่สายพันธุ์ที่มีความเสี่ยงสูงควรเว้นระยะห่างอย่างน้อย 22 สัปดาห์
   
สำหรับสุนัขโตควรหมั่นพาสุนัขตรวจสุขภาพและไปฉีดวัคซีนให้ครบตามกำหนดอยู่เสมอ นอกเหนือจากนี้เจ้าของสุนัขยังต้องระมัดระวังในการพาสุนัขไปในแหล่งที่มีสุนัขจำนวนมาก โดยระวังไม่ให้สุนัขไปสัมผัสกับอาเจียนหรืออุจจาระของสุนัขตัวอื่นเด็ดขาด  หรือถ้าสุนัขถ่ายก็ควรรีบกำจัดและทำความสะอาดให้เรียบร้อย เพื่อลดการแพร่กระจายของเชื้อพาร์โวไวรัส

เป็นโรคอันตรายที่ทำให้สุนัขเสียชีวิตได้ง่าย ๆ แถมยังไม่มียารักษาได้อีกด้วย อย่างไรก็อย่าลืมใส่ใจ ดูแล และพาสุนัขที่เลี้ยงทุกตัวไปฉีดวัคซีนเพื่อป้องกันโรคอย่างสม่ำเสมอกันนะคะ

ขอขอบคุณข้อมูลจาก petmd, pets.webmd, merican Veterinary Medical Association, คณะสัตวแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่นมหาวิทยาลัยมหิดล นครสวรรค์
https://pet.kapook.com/view192046.html
เครดิตภาพ  https://www.pinterest.com/pin/745838388312284931/

Friday, May 1, 2020

จัดระเบียบ ตูบเจ้าปัญหา


จัดระเบียบ...ตูบเจ้าปัญหา (momypedia)

โดย: โทน

          ธรรมชาติของคนก็มีปัญหาอยู่แล้ว นับประสาอะไรกับหมา มันก็ต้องมีปัญหาเป็นธรรมดาอยู่แล้ว ต่อให้เจ้าตูบของคุณจะน่ารัก น่าหลงใหลแค่ไหนก็เถอะ ยังง้าย..ยังไงก็เชื่อว่าต้องมีสักครั้งที่มันเคยสร้างความรำคาญใจให้กับคุณ เช่นว่า กระโจนใส่ขณะที่คุณกำลังจะไปทำงาน หรือทำท่ากระดี๊กระด๊า ส่ายหางดุ๊กดิ๊กพร้อมส่งเสียง(เห่า) เชิญชวนให้มาเล่นกับมันเหมือนเคย ในขณะที่คุณกำลังตาลีตาเหลือกอยู่กับงานกองโต 

          แต่จริงๆ แล้วจะโทษเจ้าตูบฝ่ายเดียวก็ไม่ได้ ส่วนหนึ่งก็เป็นเพราะเราไม่ได้ฝึกให้มันรู้ภาษา(คน)ตั้งแต่แรก ก็เลยสื่อสารกันไม่รู้เรื่อง ทั้งนี้ ตามตำราว่าไว้ เราสามารถจัดระเบียบเจ้าตูบให้เชื่อฟังคำสั่งต่างๆ ได้ตั้งแต่มันอายุ 4 เดือน แต่การจะสอนให้มันรู้จักฟังคำสั่ง ก็ต้องใช้เวลาและอาศัยน้ำอดน้ำทนพอสมควร

          อุปกรณ์ประกอบด้วย คือ ปลอกคอ และสายจูง(ยาวประมาณ 1 เมตรครึ่ง)
ฝึกจูงเดิน 

          ถ้ามันไม่ยอมเดิน ก็อย่าไปฝืนลาก เพราะเดี๋ยวมันจะพาลเกลียดสายจูงและวิ่งหนี เวลาเห็นเราเดินมาพร้อมสายจูง เราต้องใช้น้ำเย็นเข้าลูบ หว่านคำหวานๆ เพราะๆ เดี๋ยวเดียวมันก็จะยอมเอง จูงเดินระยะสั้นๆ สัก 3-4 วัน มันก็จะเริ่มชิน ข้อสำคัญคือ เวลาเดินต้องให้มันอยู่ด้านซ้ายและชิดเข่าเราเข้าไว้นะครับ แล้วออกคำสั่งว่า "ชิด" และถ้ามันทำตามก็ลูบหัวเป็นรางวัล พร้อมโปรยสายตาชื่นชม และบอกมันว่า "ดีมากแต้แว๊ดลูกพ่อ" (การเรียกชื่อมันจะช่วยให้มันสนใจในสิ่งที่เราพูดมากขึ้น)

ฝึกการเดิน 

          เพียงกระตุกสายจูงเล็กน้อย แล้วออกคำสั่งว่า "เดิน" โดยเราเดินนำ แต่ถ้ามันยังไม่ยอมเดิน ก็ให้กระตุกสายจูงอีกที แบบไม่ต้องแรงนักนะครับ ทำจนมันยอมเดิน แต่ถ้าเดินซะเร็วจนแทบจะลากเราไปกับมันละก็ เราก็ต้องรั้งๆ มันไว้บ้าง ด้วยการกระตุกสายจูงเบาๆ สิ่งสำคัญ อย่าลืมชมทุกครั้งที่มันทำตามคำสั่งด้วย จากนั้นก็ลองฝึกให้มันเลี้ยวซ้าย ขวา หรือเดินเป็นสี่เหลี่ยมได้ แต่ควรใช้เวลาฝึกสั้นๆ สัก 10 นาที แล้วพักสัก 5-10 นาทีค่อยฝึกต่อ และออกคำสั่งด้วยคำพูดเดิมๆ เพราะเจ้าตูบมันอาจจะสับสนได้

ฝึกให้หยุด 

          ให้เราชิดเท้าทั้งสองแล้วดึงสายจูง พร้อมพูดว่า "หยุด" ทำแบบนี้สัก 5-6 ครั้ง มันก็จะหยุดตามคำสั่งเรา โดยที่เราไม่ต้องดึงสายจูง

ฝึกให้นั่ง 

          การฝึกนั่งนี้ ควรทำหลังจากที่ฝึกให้มันหยุดได้แล้ว สัก 2-3 วัน ถึงค่อยฝึกครับ (เพราะถ้ามันไม่หยุด มันก็นั่งไม่ได้ ถูกมั้ยครับ) เราต้องออกคำสั่งให้มันหยุดเสียก่อน รอสักพักค่อยออกคำสั่งให้นั่ง ด้วกการดึงสายจูงขึ้นพร้อมกับกดบั้นท้ายให้มันนั่งลงด้วยมือซ้ายของเรา สิ่งสำคัญคือ ควรฝึกซ้ำคำสั่งเดิมก่อนที่จะเริ่มคำสั่งใหม่ เพื่อให้มันจำได้ครับ

ฝึกให้หมอบ 

          อันนี้ต้องฝึกให้ต่อเนื่องจากการฝึกนั่ง โดยออกคำสั่งว่า "หมอบ" แล้วเราก็ก้มตัวดึงสายจูงลงพร้อมกับกดไหล่เจ้าตูบด้วยมือซ้าย แรกๆ อาจจะมีขัดขืนบ้าง ต้องอดทน ทำเบาๆ ซ้ำๆ กันหลายครั้งหน่อยเดี๋ยวก็ได้ สำคัญที่เราต้องใจเย็นๆ

ฝึกให้คอย 

          พอฝึกให้มันนั่ง หมอบ.. เป็นแล้ว ต่อไปเราก็จะฝึกให้มันรู้จัก "คอย" (อันนี้อาจต้องใช้เวลานานหน่อยสำหรับพวกหมาสมาธิสั้น) โดยเราจะก้าวเท้าห่างออกมาประมาณ 1 ก้าว พร้อมกับยกมือขวา หันหน้ามือไปทางหน้าเจ้าตูบ พร้อมออกคำสั่ง "คอย" ถ้ามันจะลุกตามเรามาก็ให้บอกว่า "ไม่" ด้วยเสียงดังและแววตาจริงจัง จากนั้นย้ำคำสั่งเดิมว่าให้ "คอย" ทำซ้ำหลายๆ ครั้ง การคอยแต่ละครั้งควรให้มันอยู่นิ่งๆ ประมาณ 5 นาที แล้วถึงค่อยเพิ่มระยะห่างจนสุดปลายสายจูง ...ถ้ามันทำได้แล้ว ก็อย่าลืมให้รางวัลมันด้วยนะครับ

ฝึกให้มาหาเรา 

          ข้อนี้ฝึกง่ายมาก เพียงแค่เรียกชื่อเจ้าตูบแล้วบอกว่า "มานี่" มันก็จะเดินมาหาเราทันที ถ้ามันอารมณ์ดีหรือขี้ประจบอยู่แล้วก็ไม่เป็นปัญหา แต่บางครั้งมันก็อาจจะงอนจนหยิ่งไม่ยอมมา เราก็อาจจะกระตุกสายจูงเบาๆ โปรยยิ้มเล็กน้อย บอกเป็นนัยๆ ว่า ถ้าเธอเดินมาหาฉัน ฉันก็พร้อมที่จะให้รางวัลแก่เธอเสมอ

          ...ค่อยๆ ฝึกไปทีละนิด ประมาณเดือนกว่าๆ ก็ครบทุกขั้นตอน ทีนี้มันก็จะเชื่อฟังคำสั่งโดยที่เราไม่ต้องใช้สายจูงคอยกระตุ้นมันอีกแล้ว และไม่ว่าเราจะสั่งให้มันทำอะไร มันก็จะเชื่อฟังเรา เปลี่ยนจากตูบจอมดื้อกลายเป็นตูบแสนรู้ได้ไม่ยากเลย

ขอขอบคุณข้อมูลและภาพประกอบจาก

https://pet.kapook.com/view2195.html
เครดิตภาพ  https://www.pinterest.com/pin/159244536808190864/