เห็บ
รูปลักษณะของเห็บตัวเมียนั้นจะอ้วนกลมคล้ายเม็ดมะละกอ ส่วนตัวผู้จะสีออกน้ำตาลแดงมองเห็นขาชัดเจนกว่า ส่วนตัวที่เห็นเล็ก ๆ นั้นก็คือเห็บเช่นกันแต่เป็นช่วงที่ยังไม่โตเต็มวัย
เห็บมันจะเกาะอยู่ที่บนผิวหนังสุนัข มักไม่กระโดดและมักไม่เคลื่อนที่
วงจรชีวิตของเห็บ
เพื่อให้เราสามารถจัดการกับปัญหาเรื่องเห็บได้อย่างมีประสิทธิภาพ
อาจจำเป็นจะต้องรู้จักวงจรชีวิตของเห็บ เห็บสุนัขเป็นแบบ
3 Host tick คือใน 1 วงจรชีวิตของเห็บนั้นจะทิ้งตัวออกจากตัวสุนัข
3 ครั้ง โดยเริ่มจาก
1. เห็บเพศผู้เพศเมียขึ้นไปดูดกินเลือดและผสมพันธุ์บนตัวสุนัข
2. เห็บเพศเมียที่มีไข่เต็มท้อง
ดูดเลือดจนตัวอ้วนเป่ง แล้วทิ้งตัวลงจากตัวสุนัข
เพื่อไปวางไข่ตามพื้นแล้วตายไป
3. ไข่ฟักเป็นตัวอ่อน
(มี 6 ขา) สีซีด
(มองเห็นด้วยตาเปล่าลำบาก มีขนาดเท่าจุดเล็กๆ)
คอยหาสุนัขแล้วขึ้นเกาะเพื่อดูดเลือด
4. ตัวอ่อนเมื่อดูดเลือดสุนัขจนอิ่ม
จะลงจากสุนัข (ครั้งที่ 2)
และลอกคราบเติบโตเป็นตัวกลางวัย (มี 8
ขา)
5. ตัวกลางวัยคอยหาสุนัขขึ้นเกาะเพื่อดูดเลือดสุนัข
6. เมื่อดูดเลือดจนตัวโตเต็มที่จะทิ้งตัวลงจากสุนัข
(ครั้งที่ 3) และลอกคราบเป็นตัวเต็มวัย
(มี 8 ขา)
7. ตัวเต็มวัยเพศผู้และเพศเมียคอยหาสุนัขขึ้นเกาะเพื่อดูดเลือด
อันตรายที่ได้รับจากเห็บ
1. เห็บสามารถนำโรคพยาธิในเม็ดเลือด
(Ehrlichiosis, Babesiosis, Hepatozoonosis) มาสู่สุนัขได้
ซึ่งเป็นโรคที่พบได้บ่อยในประเทศไทย ซึ่งจะก่อปัญหาต่าง
ๆ ตามมาได้ เช่น
โรคเลือดจาง, โรคตับ, โรคไต เป็นต้น อาการที่มักเริ่มสังเกตุได้คือ
ซึมลง, เบื่ออาหาร, มีไข้ตัวร้อน, เหงือกหรือลิ้นซีดลง
เป็นต้น
2. เกิดบาดแผลบริเวณที่โดนเห็บกัด
และอาจทำให้เกิดปัญหาภูมิแพ้ผิวหนังตามมาได้ หรือสุนัขอาจมีอาการคันและเกาจนทำให้เกิดแผลอักเสบที่รุนแรงมากขึ้นตามมาได้
3. ถ้ามีเห็บมาก
ๆ จะดูดกินเลือดจนอาจทำให้สุนัขเลือดจางได้
การควบคุมและจัดการเห็บ
ควรกำจัดให้รวดเร็วเพื่อลดเวลาที่จะได้รับเชื้อโรคที่จะติดมาจากเห็บ
1. การควบคุมเห็บบนตัวสุนัข
ปัจจุบันมีผลิตภัณฑ์หลายชนิดที่ให้ผลได้ดี เช่น
แบบสเปรย์
วิธีนี้จะให้ผลในการกำจัดเห็บได้ดีและรวดเร็ว โดยต้องทำการพ่นไปให้ทั่วตัวสุนัข ตามขนาดน้ำหนักตัว
แต่ค่อนข้างยุ่งยากในการพ่นและมีกลิ่นฉุน แต่หากสุนัขมีเห็บเยอะ วิธีนี้เหมาะสมที่สุดและช่วยประหยัดเงินได้มากกว่า
ตัวอย่างเช่นสเปรย์ของยี่ห้อ Frontline
แบบหยดหลัง
วิธีนี้ใช้ง่ายและสะดวก เพียงหยดตัวยาในหลอดลงกลางหลังคอของสุนัข
โดยแหวกขนเพื่อให้ตัวยาสัมผัสกับผิวหนังให้มากที่สุด เหมาะสำหรับกรณีใช้ป้องกันหรือในกรณีที่มีเห็บน้อยๆ ตัวอย่างเช่นยาหยดหลังของยี่ห้อ Frontline,
Revolution, Advantix, Proticall เป็นต้น
แบบอื่น ๆ
เช่น ยาแบบผสมน้ำราดตัว (ซึ่งมีขอบเขตความปลอดภัยต่ำกว่า)
ส่วนแบบแป้งหรือแชมพู อาจมีประสิทธิภาพที่ต่ำกว่า
ถ้ามีเห็บมากจริง ๆ และถ้าการใช้เพียงวิธีเดียวไม่ได้ผล
อาจใช้หลายวิธีร่วมกันได้ เช่นแบบสเปรย์หรือหยดหลัง
ร่วมกับแบบผสมน้ำราด ร่วมกับอาบน้ำด้วยแชมพูกำจัดเห็บ
เป็นต้น
ในปัจจุบัน
มีผลิตภัณฑ์ออกมาหลายยี่ห้อหลายรูปแบบ ซึ่งก็มีความจำเป็นที่จะต้องเลือกใช้แบบที่มีประสิทธิภาพและมีความปลอดภัย
โดยอาจต้องศึกษาวิธีใช้ให้ถูกต้องและปลอดภัย หรืออาจต้องปรึกษาจากสัตวแพทย์
2. การควบคุมเห็บที่อยู่ตามสิ่งแวดล้อม
อย่างที่ได้อธิบายมาแล้วในหัวข้อวงจรชีวิตของเห็บ ที่จะเคลื่อนลงมาที่พื้น 3 ครั้งใน 1 วงจรชีวิต ดังนั้นตามสิ่งแวดล้อมรอบๆ ที่สุนัขอยู่อาจมีเห็บอยู่ได้
จึงจำเป็นที่จะต้องกำจัดที่สิ่งแวดล้อมด้วย มีผลิตภัณฑ์ในหลายๆ แบบ โดยอาจต้องศึกษาวิธีใช้ให้ถูกต้องและปลอดภัย หรืออาจต้องปรึกษาจากสัตวแพทย์เช่นกัน
3. จำเป็นต้องควบคุมและกำจัดเห็บกับสุนัขทุกตัวที่เลี้ยงไว้บริเวณเดียวกันหรือ
ใกล้เคียง เพื่อตัดวงจรเห็บให้หมดไป และป้องกันการติดซ้ำจากตัวที่ยังคงมีเห็บอยู่
4. ควรหลีกเลี่ยงสิ่งแวดล้อมที่มีเห็บ เช่น
ถ้าเป็นไปได้ งดการออกวิ่งนอกบ้านหรือตามพื้นดินพื้นหญ้านอกบ้านหรือแม้แต่ในสนามหญ้าใน
บ้านเอง เพราะบางครั้งอาจมีสุนัขบริเวณหน้าบ้านที่มีเห็บผ่านมาและปล่อยเห็บลงมาตาม
พื้น ซึ่งจะติดมาที่สุนัขของเราได้ (ถ้าเป็นได้ ให้จำกัดสุนัขอยู่แต่ในบ้านหรือในห้องน่าจะดีที่สุด)
5. ควรทำการควบคุมและกำจัดเห็บอย่างต่อเนื่อง
ข้อควรรู้อื่น ๆ
1. ถ้าใช้ยากำจัดเห็บแล้วยังพบเห็บอยู่อาจเป็นเพราะวิธีการใช้และปริมาณการใช้
ไม่ถูกต้อง หรือเห็บที่พบอาจพึ่งขึ้นมาบนตัวสุนัขจึงยังไม่ได้รับยา
หรือบริเวณที่เลี้ยงมีการระบาดของเห็บเป็นปริมาณมาก จึงอาจกำจัดได้ไม่หมดภายในครั้งแรกครั้งเดียว
2. ถ้าสุนัขมีความจำเป็นต้องวิ่งออกนอกบ้านประจำ
ควรใช้ยาเป็นประจำทุกๆ เดือน เพื่อป้องกันและกำจัดการติดขึ้นมาใหม่
3. ยาฆ่าเห็บแบบฉีดและกินที่มีใช้นั้นเป็นแบบ
extra – label use (การใช้ยาที่นอกเหนือจากที่กำหนด)
4. คนก็สามารถโดนเห็บเกาะได้เช่นกัน
บางคนอาจแพ้ได้ แต่ถึงอย่างไรก็ตามคนก็ไม่ใช่ที่อาศัยเฉพาะของเห็บ
และก็เคยมีรายงานเพียงเล็กน้อยว่าคนสามารถติดโรคพยาธิในเม็ดเลือดจากเห็บได้
หมัด
หมัดจะเป็นตัวที่วิ่งเร็วๆ
กระโดดได้ อยู่บนตัวสุนัข หรือแมว จะจับออกได้ลำบากเพราะจะวิ่งหนีได้รวดเร็ว
ต่างจากเห็บซึ่งมักไม่ขยับไปไหน
อันตรายที่ได้รับจากหมัด
1. หมัดสามารถทำให้เป็นโรคพยาธิตัวตืดเม็ดแตงกวาได้
2. หมัดทำให้เกิดโรคพยาธิในเม็ดเลือดได้
โดยเฉพาะในแมว
3. หมัดทำให้เกิดปัญหาภูมิแพ้ผิวหนังได้
4. ถ้ามีหมัดมาก
ๆ อาจทำให้เลือดจางได้
ขอขอบคุณข้อมูลจาก