Sunday, July 9, 2017

วิธีรักษาสุนัขขนร่วง




สุนัขขนร่วงเพราะเป็นโรคผิวหนัง อาจจะมีหลายสาเหตุ

  - ขนร่วง เนื่องจากเป็นเชื้อรา
 - ขนร่วง เนื่องจากแพ้อาหาร แพ้โปรตีน เกิดจากการแพ้จากหลายสาเหตุ จะอธิบายแยกออกเป็นเรื่องๆ พร้อมทั้งการสังเกตุ และการรักษาเบื้องต้น


ลักษณะขนร่วงที่เกิดจากการเป็น "เชื้อรา" 

          ส่วนมากที่บางแก้วเราจะเป็นมาก ก็จะเป็นที่หาง และลำตัว สุนัขจะชอบกัดแทะในบริเวณนั้น ทำให้ลักษณะของผิวหนังจะอักเสบ ถ้าเราสังเกตุดีๆ จะเห็นลักษณะของผิวหนังเป็นสะเก็ดดำๆ และมีร่องรอยของการอักเสบที่เกิดจากกัดแทะ


วิธีการรักษาเบื้องต้น

เราจะใช้แชมพูยาฆ่าเชื้อรา ที่เป็นของคนเราใช้ เช่น แชมพูไนโซรอล นอร์ร่า หรือแชมพูยี่ห้ออะไรก็ได้ ที่มีส่วนผสมของสารที่ชื่อ คีโตโคนาโซน มาใช้ฟอกในบริเวณนั้นๆ - ให้ยาทานที่ชื่อ คีโตโนโซน สามารถหาซื้อได้จาก ร้ายขายยาของคน 

-ยาทาก็ใช้ ยาทาที่ใช้ทารักษาโรคเชื้อราของคนเรานี่แหละ ที่เป็นกลุ่มที่มีสาร คีโตโคนาโซน มาทา เช่น ไนโซรัล นอร์ร่า โทนาฟ (ชนิดที่รักษาเชื้อรา)


 ลักษณะขนร่วงที่เกิดจากการเป็น "การแพ้" 

          ขนร่วงเนื่องจากการแพ้ อาการของการแพ้นั้น เราจะสังเกตุได้จาก ลักษณะของผิวหนังมีผื่นแดง และเป็นผื่นคัน มีการอักเสบ มีลักษณะขนร่วง ทั้งสองข้างของลำตัวเท่าๆกัน ถ้าเราแบ่งตัวสุนัขจากกลางกระดูกสันหลัง เราจะเห็นว่า ขนจะหลุดร่วงและมีผื่นคันทั้งสองข้างของลำตัวเท่าๆกัน 

          เราต้องทราบถึงสาเหตุของการแพ้ โดยต้องสังเกตุดูว่าสุนัขของเราแพ้อะไร การแพ้นั้นมีสาเหตุมาจากหลายๆอย่าง แต่ที่เราพบเห็นกันบ่อย ก็จะเป็นอาการที่แพ้ อาหาร แพ้แชมพู แพ้น้ำลายของเห็บหมัด และการแพ้ยา ฯลฯ

          เราต้องสังเกตุว่า ช่วงก่อนที่จะเริ่มมีอาการ เราได้เปลี่ยนอาหารหรือไม่เปลี่ยนแชมพูหรือไม่หรือทำสิ่งใดที่เปลี่ยนแปลงไปจากปรกติที่เคยทำ แล้วเกิดอาการที่ผิดปรกติของสุนัขไป เช่น เปลี่ยนอาหาร การให้กินเนื้อไก่ การให้อาหารมันๆ การให้ยา การเปลี่ยนแชมพู ฯลฯ ถ้ามีการเปลี่ยนสิ่งใดสื่งหนึ่งแล้วเกิดอาการผิดปรกติ เราต้องหยุดอาหาร หยุดการใช้แชมพู แล้วกลับมาใช้แบบเดิมตามปรกติ


วิธีการรักษา 


           เราต้องให้ทานยาแก้แพ้ (คลอเฟร) และทานยาแก้อักเสบในกรณีที่เกิดการอักเสบ หากอาการต่างๆไม่ดีขึ้น เราต้องรีบปรึกษาแพทย์โดยเร็ว...


แหล่งข้อมูลที่มา    คุณ Nu-Freever (Frever Lofty)
                              www.guru.google.co.th 
เครดิตภาพ  https://www.pinterest.com/pin/411235009727291264/

Friday, June 9, 2017

อยากสุขภาพดี แฮปปี้เว่อร์ มาเลี้ยงสัตว์กันสิ



         สุขภาพดีได้ง่าย ๆ ด้วยการเลี้ยงสัตว์ ใครไม่เชื่อว่าแค่เลี้ยงน้องหมา น้องแมว หรือสัตว์เลี้ยงชนิดอื่น ๆ แล้วจะเพิ่มความสุข ฟิตสุขภาพให้คุณได้ รีบมาดูคำยืนยันทางการแพทย์กันเลย
          
          
ว่ากันว่าความน่ารักของสัตว์เลี้ยงจะช่วยเยียวยาความทุกข์ใจ ไม่สบายกายให้เราได้ชะงัด ยิ่งถ้าได้ใช้เวลาคลุกคลีกับเจ้าสัตว์แสนรู้ก็จะยิ่งเพิ่มอณูความสุขให้เราได้มากขึ้น หรืออย่างน้อย ๆ ก็จะหลงลืมความทุกข์ใจไปได้ชั่วคราว และที่เกริ่นมาทั้งหมดนี้ก็ไม่ได้นั่งเทียนเขียนกันลอย ๆ ด้วยนะคะ เพราะเรามีข้อมูลจากเว็บไซต์ Health มายืนยันให้เห็นกันเลย

         ว่า 12 เหตุผลดี ๆ ต่อไปนี้นี่แหละ ที่ทำให้การเลี้ยงสัตว์ช่วยฟิตสุขภาพให้เริ่ด เพิ่มความสุขเว่อร์ๆ ให้คุณได้

1. เลี้ยงน้องหมา ลดคอเรสเตอรอลได้ชิล ๆ
          
          มีงานวิจัย และผลการศึกษาถึง 2 สถาบันที่การันตีเป็นเสียงเดียวกันว่า แค่เลี้ยงสุนัข พาเขาไปเดินเล่น และเล่นกับเขาบ่อย ๆ แค่นี้ก็ช่วยปรับระดับคอเรสเตอรอลในร่างกายให้คุณได้อย่างชิล ๆ แถมยังส่งผลให้ระดับไตกลีเซอไรด์ในร่างกายลดลงด้วย

2. แค่มองสัตว์เลี้ยง ก็คลายเครียดได้
          
          ช่วงเวลาที่เราได้อยู่ใกล้ชิดสัตว์เลี้ยง หรือได้มองเห็นเขาเดิน เล่น ใช้ชีวิตตามปกติของตัวเอง หลายคนจะรู้สึกผ่อนคลาย สบายใจขึ้นมาก ซึ่งแพทย์ก็ชี้แจงว่า การคลุกคลีกับสัตว์เลี้ยงจะช่วยให้ร่างกายหลั่งสารสื่อประสาท (Neurochemical) และออกซิโตซิน (Oxytocin) ออกมา ก่อให้เกิดความรู้สึกเป็นสุข เท่ากับช่วยลดระดับคอร์ติซอล (Cortisol) และฮอร์โมนความเครียดที่มีอยู่ลงไปด้วย นอกจากนี้ยังมีการวิจัยแสดงให้เห็นอีกว่า การเล่นกับสัตว์เลี้ยง สามารถบรรเทาอาการโรคเครียดจากเหตุร้าย (PTSD = post-traumatic stress disorder) ได้อีกทางหนึ่งด้วย
  
3. ลดความดันโลหิต
          
          มหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งในนิวยอร์กทำการวิจัยแล้วพบว่า ในกลุ่มผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงที่เลี้ยงน้องหมา หรือน้องแมวไว้ในความครอบครอง และลูบคลำเจ้าสี่ขาบ่อย ๆ มีแนวโน้มจะปรับระดับความดันโลหิตให้ต่ำลงจากเดิมได้เกือบครึ่งหนึ่ง เมื่อเทียบกับกลุ่มผู้ป่วยโรคเดียวกัน แต่ไม่ได้เลี้ยงสัตว์

4. ยิ่งเล่น ยิ่งฟิตเฟิร์ม
          
          แค่ขยับก็เท่ากับออกกำลังกาย สโลแกนนี้ยังเป็นจริงอยู่ทุกเมื่อค่ะ โดยเฉพาะคนที่เลี้ยงน้องหมา หรือน้องแมว และต้องพาจอมซนไปเดินเล่นบ่อย ๆ ผลวิจัยจากอเมริกาก็การันตีไว้เลยว่า Pet Lover เหล่านี้มีแนวโน้มได้ฟิตเฟิร์มร่างกายมากกว่าคนทั่วไปถึง 56% หรือเปรียบเทียบง่าย ๆ ก็ได้ว่า คนที่เลี้ยงสัตว์
จะเดินราว ๆ 300 นาทีต่อสัปดาห์ ในขณะที่คนไม่ได้เลี้ยงสัตว์ จะมีอัตราการเดินเพียงแค่ 168 นาทีต่อสัปดาห์เท่านั้น ต่างกันไม่เบาเลยเนอะ

5. ใช้เวลากับสัตว์เลี้ยง เท่ากับลดความเสี่ยงโรคหลอดเลือดหัวใจ
          
          การออกกำลังกายจะช่วยลดความเสี่ยงโรคความดันโลหิต ลดความเสี่ยงโรคหลอดเลือดหัวใจ ซึ่งก็สอดคล้องกับงานวิจัยที่บอกว่า การเลี้ยงสัตว์จะช่วยเปิดโอกาสให้คุณได้ขยับร่างกายบ่อยขึ้น ซึ่งก็ถือว่าเป็นการออกกำลังกายไปด้วยในตัว ดังนั้นเจ้าของสัตว์เลี้ยงทั้งหลายก็เฮได้เลยค่ะ เพราะเรามีความเสี่ยงเป็นโรคหลอดเลือดหัวใจต่ำลงแล้ว

6. เสริมภูมิคุ้มกันให้ลูกน้อย
          
          การปล่อยให้สัตว์เลี้ยงคลุกคลีอยู่กับเด็กเล็ก เป็นเรื่องที่ทำให้คุณพ่อคุณแม่กังวลอยู่ไม่น้อย ด้วยเกรงว่าน้องหมา น้องแมวจะเป็นต้นเหตุให้ลูกรักเป็นโรคภูมิแพ้ แต่จริง ๆ แล้วแพทย์ได้ชี้แจงว่า ช่วงอายุ 6 เดือนแรกของเด็กทารก จะเป็นช่วงที่เขาสร้างภูมิคุ้มกันให้ตัวเอง ดังนั้นการใกล้ชิดกับน้องหมา น้องแมวจึงเป็นเรื่องที่ไม่น่าเป็นห่วงนัก แต่กลับให้ผลลัพธ์ที่ดีในเรื่องสร้างภูมิคุ้มกันโรคภูมิแพ้ โรคผิวหนัง โรคไข้ละอองฟาง รวมทั้งโรคทางระบบหายใจอื่น ๆ แทนต่างหาก

7. กำจัดความรู้สึกกดดันได้ชะงัด
          
          ปกติแล้วสัตว์เลี้ยงจะคุ้นเคย และค่อนข้างจงรักภักดีกับเจ้าของ การแสดงออกด้วยความไร้เดียงสาของน้องหมาน้องแมวเลยดูเข้าข้าง และรักเจ้าของมากกว่าบุคคลอื่น ๆ ซึ่งทางจิตวิยาก็ชี้แจงว่า ลักษณะท่าทางจงรักภักดีของสุนัข สามารถเยียวยาความรู้สึกกดดัน ไม่มั่นใจในตัวเอง และความรู้สึกลดคุณค่าของตัวเองในมนุษย์ได้ชะงัด อีกทั้งการแสดงความรักซึ่งกันและกันยังช่วยเสริมสร้างความแข็งแกร่งทางจิตใจ ให้ทั้งคน และสัตว์เลี้ยงไปพร้อม ๆ กันด้วยนะคะ

8. บรรเทาอาการเจ็บปวดเรื้อรังอย่างเห็นผล

          ยืนยันด้วยผลการวิจัยจากสถาบันสุขภาพแห่งหนึ่งในอเมริกาที่พิสูจน์แล้วว่า ผู้ป่วยโรคข้อที่อยู่ในสภาวะพักฟื้นหลังการผ่าตัด จะมีอาการดีขึ้นเมื่อได้อยู่กับสัตว์เลี้ยง เนื่องจากความน่ารักของเหล่าสัตว์สี่ขา จะช่วยให้ร่างกายหลั่งสารแห่งความสุข หรือที่รู้จักกันดีในชื่อสารเอ็นดอร์ฟินออกมา ซึ่งเจ้าสารตัวนี้ก็มีฤทธิ์ไม่ต่างอะไรกับยาแก้ปวด ที่จะเข้าไปช่วยบรรเทาอาการเจ็บปวดในร่างกายได้อย่างเห็นผลโดยชัดเจน หรือแม้แต่กับคนที่เริ่มมีอาหารปวดตามบริเวณต่าง ๆ ของร่างกาย แค่ใช้เวลาอยู่กับสัตว์เลี้ยงก็จะช่วยบรรเทาอาการเจ็บปวดได้เหมือนกันนะคะ
  
9. เสริมบุคลิก และทักษะความสัมพันธ์
          
          ถึงจะประกาศตัวว่าเป็นทาสแมว หรือทาสน้องหมา แต่ยังไงเจ้าของสัตว์เลี้ยงก็มีอำนาจ และเป็นฝ่ายควบคุมจอมซนสี่ขาอยู่ดี และความได้เปรียบในข้อนี้ก็จะช่วยเสริมทักษะในการเป็นผู้นำ รวมทั้งเติมเต็มความกล้าพูดคุย กล้าแสดงออกให้คุณโดยทางอ้อมด้วย

10. เป็นสัญญาณเตือนเรื่องสุขภาพ
          
          สุนัขจัดว่าเป็นสัตว์ที่ไวต่อกลิ่น และเสียงอยู่แล้ว ดังนั้นเมื่อมีความเปลี่ยนแปลงทางร่างกายเกิดขึ้นกับเจ้าของ สุนัขก็จะส่งสัญญาณด้วยท่าทางบางลักษณะ เป็นต้นว่า หากเจ้าของมีโรคเบาหวานเป็นโรคประจำตัว และในขณะนั้นเกินภาวะน้ำตาลต่ำ หรืออยู่ในสภาวะกรดเกินเนื่องจากสารคีโตน น้องหมาก็จับกลิ่นลมหายใจที่ผิดปกติไปได้ และอาจจะมาวอแว หรือเลียเนื้อตัวเจ้าของอยู่ตลอดเวลา ซึ่งอาจจะทำให้คุณฉุกคิดขึ้นมาได้ว่า น่าจะมีความผิดปกติเกิดขึ้นกับร่างกายเราแน่ ๆ จนในที่สุดก็ต้องไปตรวจสอบกับแพทย์ให้แน่ใจ

11. ความไร้เดียงสาก่อให้เกิดความสบายใจ
          
          อยู่กับสัตว์เลี้ยงบางทีก็รู้สึกสบายใจกว่าอยู่กับมนุษย์ด้วยกันเองว่าไหมคะ เพราะน้องหมาไม่มีการแบ่งแย่งชนชั้น ไม่แก่งแย่งแข่งกันเด่น ไม่พูดจาส่อเสียด ไม่ใส่หน้ากาก หรือว่าร้ายใคร แต่มีแค่ทีท่าไร้เดียงสา หน้าตาตลก ๆ กับตาใสแบ๊วที่คอยออดอ้อนคลอเคลียเราไม่ห่าง สร้างความสุขกาย สบายใจให้มนุษย์อย่างเรา ๆ ยอมเป็นทาสแมว ทาสหมาอย่างเต็มใจยิ่งเลยทีเดียว
         
12. เชื่อมความสัมพันธ์ระหว่างครอบครัว
          
          หลายคนตัดสินใจซื้อสัตว์มาเลี้ยงก็เพื่อแก้เหงา หรือไม่ก็อยากให้น้องหมา น้องแมวเป็นสะพานเชื่อมความสัมพันธ์ระหว่างคนในครอบครัว ซึ่งจริง ๆ แล้วประโยชน์ที่คุณได้รับจากสัตว์เลี้ยงยังมีเยอะกว่าที่ว่ามานี้ด้วยนะคะ โดยเฉพาะกับครอบครัวที่มีเด็กวัยกำลังซน หนู ๆ วัยกำลังเสริมทักษะต่าง ๆ ถ้าเขาได้เลี้ยงน้องหมา น้องแมวสักตัว เขาจะมีความเมตตามากขึ้น รู้จักการแบ่งปัน ช่วยให้เป็นเด็กร่าเริง และสอนให้เขารู้จักรับผิดชอบกับสิ่งมีชีวิตด้วยกันเองอีกด้วยค่ะ


          ใครที่อยากเลี้ยงสัตว์ แต่ยังลังเลในเรื่องต่าง ๆ อยู่ ได้เห็นข้อดีของการเลี้ยงสัตว์เหล่านี้ไปแล้ว ก็น่าจะตัดสินใจรับน้องหมา น้องแมวมาเลี้ยงได้สักทีแล้วเนอะ



Monday, June 5, 2017

วิธีดูแลสุนัขที่ถูกต้อง





 เพื่อให้สุนัขของท่านมีสุขภาพดี และมีความสุข สุนัขจำเป็นที่จะได้รับโภชนาการที่ให้ความสมดุลต่อร่างกาย การดูแลรักษาจากสัตวแพทย์โดยสม่ำเสมอ การออกกำลังกาย และที่สำคัญคือการได้ความรักความเอ็นดูจากเจ้าของ
 

ที่อยู่อาศัย

           **สุนัขที่อยู่นอกบ้านควรจะมีที่กำบังจากแดด ฝน และลมหนาว

           **สุนัขต้องการที่หลับนอนที่อบอุ่น/เย็นสบาย

           **ถ้าจะผูกสุนัขไว้ ควรใช้เชือก/โซ่ยาว โปรดระวังโซ่หรือเชือกจะพันรอบตัวสุนัขทำให้ได้รับความเจ็บปวด

การให้อาหารและน้ำดื่ม

           **สุนัข ต้องการสารอาหารเพื่อสร้างสมดุลร่าง กาย ประกอบด้วย โปรตีน และไฟเบอร์ อาหารเหลือจากครัวเรือน ย่อมไม่เพียงพอที่จะสร้างความแข็งแรง และรักษาสุขภาพที่ดีของร่างกายสุนัขได้

           **อาหารที่เป็นเศษกระดูกแหลมคม อาจจะทิ่มลำคอหรือก่อให้เกิดปัญหาในลำไส้ ถ้าสุนัขกลืนเข้าไป

           **น้ำควรจะมีให้สุนัขได้ดื่มกินเสมอในภาชนะที่สะอาด
การออกกำลังกาย    

           **ไม่ควรผูกสุนัขไว้ตลอดเวลา เพราะสุนัขต้องการออกกำลังกายสม่ำเสมอ

           **ควร ให้สุนัขได้มีโอกาสออกเดินในแต่ละวัน หรือเล่นสนุกกับของเล่นหรือลูกบอล ซึ่งจะทำให้สุนัข กระฉับกระเฉง กระปรี้กระเปร่า ไม่ซึมเศร้า

           **สุนัขที่ถูกกักไว้มักจะเห่าหอนรบกวนเพื่อนบ้าน

อนามัย 

           **สุนัขที่ไม่ได้รับการเหลียวแล มักจะเกิด ไร ริ้น หมัด เหา และสัตว์กินเลือดต่างๆรบกวน โปรดปรึกษากับสัตวแพทย์

           **รักษาสุนัขและที่อยู่อาศัยของเขาให้สะอาดเสมอ

การฉีดวัคซีน    

           **สุนัขมักจะมีความเสี่ยงจากโรคร้ายต่างๆ ซึ่งเป็นอันตรายต่อสุนัข และทำให้เสียค่าใช้จ่ายในการรักษา

           **การทำวัคซีนสุนัขจะช่วยป้องกันสุนัขเจ็บป่วยหรือเกิดโรค ซึ่งอาจแพร่ระบาดไปยังสุนัขตัวอื่นๆได้
 
     
การขยายพันธุ์สุนัข    

           **ทุกๆ ปี สุนัขเป็นจำนวนนับพันนับหมื่นถูกทำลาย เพราะไม่มีที่อยู่อาศัยที่เพียงพอ

           **สุนัข เพศเมียสามารถให้กำเนิดลูกสุนัขได้ เป็นจำนวนหลายๆ ตัวในแต่ละปี ภายในระยะเวลา 6 ปี สุนัขแต่ละคู่สามารถผลิตลูกได้ถึง 67,000 ตัว โดยการให้กำเนิดและเลี้ยงลูก

           **แม่สุนัขจะมีสุขภาพทรุดโทรมลง

           **แม่สุนัขที่ตั้งท้อง ย่อมต้องการอาหารเป็นพิเศษ


           **ลูกสุนัขตามปกติจะกินน้ำนมจากแม่ประมาณ 3 สัปดาห์ แล้วจะเริ่มกินอาหารได้ด้วยตัวเอง

           **แม่สุนัขตามปกติจะดุและหวงลูกๆในช่วงเวลาดังกล่าว จึงควรจัดสถานที่ที่เงียบสงบปราศจากการรบกวนให้แม่สุนัขกับลูกๆได้อยู่

           **เพื่อป้องกันในกรณีที่ไม่ต้องการลูกสุนัข โปรดนำสุนัขของท่านไปตอน/ทำหมัน จากสัตวแพทย์

การแปรงและทำความสะอาดขน     

           **การแปรงขนเป็นประจำจะทำให้สุนัขสะอาดปราศจากกลิ่นหมักหมมแลดูเรียบร้อยและในขณะเดียวกันจะช่วยตรวจสอบพวกปรสิตได้

           **การแปรงขนจะช่วยให้สุนัขเกิดความเคยชินเป็นนิสัยอีกด้วย
 
      
การทำหมัน     

           **เครื่องมือและเวชภัณฑ์แพทย์สมัยใหม่ทำให้การผ่าตัดปลอดภัย ไม่เจ็บปวด แต่ฟื้นตัวเร็ว

           **ปรดสอบถามกับสัตวแพทย์ว่าเมื่อใดที่เหมาะสมที่จะทำหมันและฉีดยาให้สุนัข

           **สุนัขของท่านไม่จำเป็นที่จะรอให้ถึงระยะมีระดูก่อนทำหมัน

           **การทำหมันตั้งแต่ต้นอายุ 8 สัปดาห์ ขณะนี้กำลังเป็นที่นิยมโดยทั่วไป

           **เมื่อสุนัขตัวเมียได้ทำหมัน ก็จะไม่กลับมาเป็นสัดอีก และจะไม่เป็นที่สนใจของสุนัขตัวผู้

           **การทำหมันสุนัขตัวเมียสามารถช่วยลดความเสี่ยงเนื้องอกในเต้านมสุนัขได้

           **นอกจากนี้ การทำหมันยังช่วยลดอาการดุร้ายและการเตร็ดเตร่ออกนอกบ้าน


ปรึกษาสัตวแพทย์ในกรณีต่อไปนี้     

           **โภชนาการสุนัข การฝึกสุนัข

           **การรักษาป้องกันพวกเชื้อโรคปรสิต

           **การทำวัคซีน

           **การตอน/ทำหมัน

           **เรื่องอันเกี่ยวกับสุขภาพสุนัขโดยทั่วไป


แหล่งที่มา  http://pet.kapook.com, (TSCPA)
เครดิตภาพ  https://uk.pinterest.com/explore/golden-retriever-puppies/

Sunday, May 28, 2017

อันตราย!!...จากการให้กระดูกกับน้องหมา


        เป็นที่รู้กันดีว่า "กระดูก" กับน้องหมา เป็นของคู่กันจนแทบแยกไม่ออก แต่การให้กระดูกที่ไม่ใช่กระดูกสำหรับน้องหมาเป็นประจำ อาจส่งผลให้เกิดอันตรายกับร่างกายของเขาได้ ซึ่งรู้หรือไม่ว่าการให้กระดูกกับน้องหมาเป็นเรื่องต้องห้ามในหลายประเทศของซีกโลกฝั่งตะวันตก โดยเฉพาะสหรัฐอเมริกาที่เข้มงวดมากจนอาจเป็นไปได้ว่าจะกลายเป็นกฎหมายในอนาคต

          เอ...เพราะอะไรจึงต้องเข้มงวดกันถึงขนาดห้ามให้ "กระดูก" ซึ่งเป็นของขบเคี้ยวสุดโปรดของน้องหมา เรามาดูกันเลยค่ะ

         **  กระดูก อาจทำให้สุนัขฟันหักได้ นอกจากจะส่งผลเสียกับสุนัขแล้ว เจ้าของยังต้องเสียเงินซะด้วยสิ

          ** กระดูก อาจทำให้เกิดบาดแผลที่ปากและลิ้นของน้องหมาได้ แล้วทีนี้จะกินอะไรก็ไม่อร่อย (จริงไหม)

          ** กระดูก อาจติดคอน้องหมาได้ และหากเขาพยายามอาเจียนออก แต่ถ้าไม่สำเร็จล่ะ...แย่สิทีนี้

          ** กระดูก อาจไปอุดตันที่หลอดอาหาร แก้ไขได้ทางเดียวคือ ผ่าตัด

          ** กระดูก อาจไปติดที่หลอดลม ทำให้น้องหมาหายใจไม่ออก และอาจถึงแก่ชีวิต !!

          ** กระดูก อาจไปติดที่กระเพาะ หรือลำไส้ ทำให้ลำไส้อุดตัน ก็ต้องพาไปผ่าตัดอีก

          ** กระดูก หากกินเยอะเกินไป น้องหมาก็จะประสบภาวะท้องอืด เจ้าของอาจต้องลำบากช่วยสวนทวาร

          ** กระดูก อาจไปทิ่มทางเดินอาหาร ทำให้เลือดออกได้ แล้วอย่างนี้ใครจะรู้...จนกว่าน้องหมาจะแสดงอาการสินะ

          ** กระดูก อาจแทงทะลุลำไส้ ทำให้เกิดการติดเชื้อที่ช่องท้อง ซึ่งเสี่ยงเสียชีวิต


         
 และทั้งหมดนี้คือเหตุผลว่า ทำไมจึงต้องห้ามให้กระดูกแก่น้องหมา ดังนั้น อย่าใจอ่อน เมื่อเห็นตาละห้อยของเจ้าตัวโปรดมายืนขอ "กระดูก" กันนะคะ เปลี่ยนมาให้ "กระดูกเทียม" กันดีกว่า (เนอะ)

Sunday, May 14, 2017

สื่อภาษากาย - น้องหมา


นอกเหนือจากกลิ่นแล้ว สุนัขยังได้พัฒนาภาษากายขึ้น เพื่อสื่อสารกับพวกเดียวกันเอง สัตว์อื่นๆ รวมถึงมนุษย์ด้วย ภาษาที่ว่านี้ คือ การแสดงออกทางสีหน้า เช่น การแยกเขี้ยวยิงฟัน การแกว่งหาง เป็นต้น ซึ่งภาษาเหล่านี้แสดง ให้เห็นถึงความรู้สึกของสุนัขอย่างตรงไปตรงมา ที่เข้าใจได้ง่ายๆ เช่น การเห่าคำรามอย่างดุดัน ก็หมายถึง อย่ามายุ่งกับฉันนะ ถ้าเข้ามา ฉันกัดเธอแน่ เป็นต้น 

ต่อไปนี้เป็นตัวอย่างของภาษากาย และความหมายที่สุนัขพยายามสื่อ

1 . สุนัขหาว     หมายถึง ฉันกำลังเบื่อ...

2. สุนัขหอน  หมายถึง ฉันกำลังเหงา พวกเธออยู่ไหน

3. สุนัขลิ้นห้อย    หมายถึง เหนื่อย ร้อน อยากกินน้ำจัง.
  
4. สุนัขนอนหงายท้อง    หมายถึง ฉันยอมแพ้แล้ว.
  
5. สุนัขวนกัดหางตัวเอง     หมายถึง ฉันกำลังเครียด และเบื่อที่ต้องอยู่แบบนี้..
  
6. สุนัขกระดิกหาง ทำหูลู่     หมายถึง ฉันกำลังดีใจ และเป็นมิตรกับคุณ  
  
7. สุนัขขนพอง ส่งเสียงขู่    หมายถึง นี่คือคำเตือนอย่าเข้ามานะ..
  
8. สุนัขแยกเขี้ยวส่งเสียงคำราม  หมายถึง ถ้าเข้ามาถูกกัดแน่ๆ.

9. สุนัขเลียเจ้าของ   หมายถึงฉันอยู่ในฐานะผู้น้อยและอยากแสดงความรักต่อคุณ..
  
10. สุนัขยกกันสูง กระดิกหางระรัว    หมายถึง มาเล่นกันเถอะ..
  
11. สุนัขดมตามพื้น เดินวนรอบนอก หมายถึง ฉันกำลังหาที่ขับถ่าย เหมาะๆ อยู่..
  
12. สุนัขส่งเสียงขู่คำรามเวลาเล่น     หมายถึง ฉันกำลังสนุกสุดๆ ไปเลย...  
  
13.สุนัขยกขาฉี่ ทีละนิด ทีละหน่อย หมายถึง ประกาศนี่คืออาณาเขต ของฉันนะ
  
14  .  หมาสบอารมณ์   เป็นหมาที่มีลักษณะเป็นมิตร จิตใจขณะนั้นกำลังเบิกบาน อารมณ์ปกติดี รับแขก  หมาจะแสดงท่าทางตามสบายหรือไม่เกร็งตัว  หางทอดลงตามสบาย...ยกหัวตั้งสูง เผยอปากเล็กน้อย อาจมีลิ้นแผลมห้อยออกมาข้างใดข้างหนึ่ง...

15 . หมาชวนเล่น การเล่นของหมานั้นจะเกิดขึ้นอยู่เสมอในชีวิตประจำวัน...เมื่อเค้ามีอารมณ์เบิกบาน ลักษณะการชวนเล่น  คือ หมอบส่วนหน้าและเหยียดขาคู่หน้าออกไป  โดยขาคู่หลังยังยืนอยู่ คล้ายๆ คนเราหมอบแต่ก้นโด่งนั่นแหละ พร้อมกันนี้ก็จะแกว่งหางไปมา จากนั้นจึงกลิ้งตัวทางด้านข้าง ซ้าย ขวาสุดแท้แต่ใจ หรือเอียงคอเอาหน้าแนบพื้น สายตาจะจับจ้องมองมายังผู้ที่เขาเชิญชวน ปากอ้าเล็กน้อย บางครั้งก็จะทำท่าแบบเขยิบเข้า และถอยออกจากผู้ที่เขาสนใจ ถ้าท่านเห็นแบบนี้แสดงว่าหมาเห็นท่านเป็นเพื่อนเล่น ยอมไว้ใจแล้ว...  
  
16 . หมาหงอ จากท่าหมาชวนเล่นที่กล่าวไปแล้วหากหมาย่อขาคู่หลังเตี้ยลงเรี่ยพื้น ใบหูหลุบไปข้างหลัง หุบปากสนิท หางตกหยุดแกว่ง อาจส่งเสียงครางหงิงๆ หยุดนิ่งกับที่และอาจนอนตะแคงลงต่อไป เห็นท่านี้หมายความว่าเขา "หงอ" ยอมจำนน...
  
17 . หมาขี้แพ้ ขี้กลัว ท่านคงเคยสังเกตเห็นหมาที่นอนหงาย  หางจุกระหว่างขา (จุกตูด).. ยกคอขึ้นแต่หน้าคุ้มลง หูยกขึ้นเล็กน้อย ขาคู่หน้างอเข้าเล็กน้อย นี่เป็นท่าแสดงการยอมแพ้อย่างไม่มีเงื่อนไข ไม่ว่าจะกับหมาด้วยกัน หรือคนก็ตาม ซึ่งบางตัวก็กลัวจัดชนิดขี้ขึ้นสมอง อาจฉี่เรี่ย ฉี่ราด ขี้แตก ออกมาด้วย..
  
18 . หมากร้าวเพราะกลัว หมาแยกเขี้ยว มิใช่ว่าจะดุหรือเข้ามาทำร้ายเสมอไป..มีอยู่ประเภทหนึ่งที่แสดงอาการกลัวออกมาโดยใช้ท่าทีก้าวร้าวคือ ย่อตัวเล็กน้อย ลำตัวเกร็ง ขนหลังตั้งชัน


แหล่งที่มา    www.pirun.ku.ac.th
เครดิตภาพ 
https://www.pinterest.com/pin/5699937020239759/