Monday, September 11, 2017

21จุดที่เจ้าตูบชอบให้เจ้านายจั๊กจี้ให้



เราลองมาสร้างความพอใจให้กับเจ้าตูบโดยการสัมผัสจุดต่าง ๆ ตามร่างกายของมันเพื่อให้มันเกิดความรู้สึกสบายและผ่อนคลายกันดีกว่า จุดต่าง ๆ เหล่านี้ ได้แก่ ...

1. บริเวณกรามของสุนัข สุนัขอาจจะมีจุดระคายเคืองและแผลระบบอยู่ในช่องปากของมัน ซึ่งคุณอาจจะเห็นมันเอาศีรษะด้านข้างถูไปถูมากับพื้นหรือขอบเฟอร์นิเจอร์ คุณสามารถช่วยบรรเทาความเจ็บปวดได้ ถ้าคุณใช้นิ้วของคุณถูเบา ๆ ไปตามบริเวณกรามด้านล่าง ไม่ใช่บริเวณใต้คางนะครับ (ให้ระวังด้วยเพราะว่าสุนัขบางตัวอาจจะกัดเอาก็ได้ ถ้าคุณเอามือเข้าไปใกล้บริเวณปากของมัน) แต่ถ้ากรามของมันดูเหมือนเจ็บมาก จนถึงขนาดว่ามีกลิ่นเหม็นและมีอาการบวม สุนัขของคุณต้องการมากกว่าการลูบเบา ๆ แล้วหละ คุณควรจะพาเค้าไปพบสัตวแพทย์จะดีที่สุด

2. บริเวณนอกหู สุนัขมักจะมีปัญหามากมายกับขี้หู และเห็บหมัดที่อยู่ในรูหูของมัน โดยที่มันไม่สามารถใช้นิ้วล้วงแค๊ะแกะเกาเอามันออกมาได้ มันจะรู้สึกดีมากถ้าได้คุณช่วยเกาเบา ๆ ให้บริเวณด้านนอก

3. บริเวณใต้หูใกล้กับขากรรไกร จั๊กจี้บริเวณต่ำลงมาจากหูไปทางขากรรไกรประมาณ 1- 2 นิ้ว ควรจะทำเบา ๆ บริเวณนี้ภายในเป็นต่อมน้ำลายและต่อมน้ำเหลืองซึ่งมันจะรับสัมผัสต่าง ๆ ได้เร็วมาก

4. บริเวณหน้าอก Barbara Woodhouse นักพฤติกรรมศาสตร์สัตว์เลี้ยง ได้กล่าวว่า สุนัขจะเหมือนโดนสะกดจิตให้หลับถ้าเราจั๊กจี้เบา ๆ ตรงบริเวณหน้าอกซึ่งอยู่ระหว่างขาหน้าทั้งสอง โดยใช้นิ้วลูบขึ้นและมองหน้ามัน

5. บริเวณขาหนีบ คนส่วนใหญ่มักจะหลีกเลี่ยงการสัมผัสบริเวณนี้ของสุนัข แต่ผู้ที่มีความรู้ลึกเรื่องสัตว์กลับทำตรงกันข้าม เค้าเชื่อกันว่าการสัมผัสบริเวณขาหนีบของสุนัขนั้นจะเป็นการสื่อถึงมิตรภาพ ที่ดีที่เรามีให้กับมัน " เหมือนกับการเช็คแฮนด์ของคนเรา " สังเกตุได้ว่าสุนัขมักจะหงายหลังและโชว์บริเวณขาหนีบ เมื่อมันมีความรู้สึกอยากจะเล่นกับเราเสมอ

6. บริเวณด้านหน้าของหาง จุดนี้จะเป็นจุดกระตุ้นอารมณ์ทางเพศให้กับมัน ลองสังเกตุว่าถ้าเราเกา หรือถูเบา ๆ บริเวณนี้ สุนัขจะเริ่มยกขาหลังขึ้นมา

7. บริเวณหลังหู

8. บริเวณใต้คางและคอ

9. บริเวณด้านหลังศีรษะที่เป็นฐานของลำคอ ตรงส่วนนี้จะมีกล้ามเนื้อซึ่งสุนัขส่วนมากจะชอบให้บีบนวดเบา ๆ

10. บริเวณท้อง มันจะชอบให้เราถูไปถูมาเบา ๆ

11. บริเวณระหว่างหูทั้ง 2 ข้าง ถ้าเราลูบเบา ๆ บริเวณนี้ลูกสุนัขจะชอบมาก มันจะเพลินจนหลับไปเลย

12. บริเวณขมับทั้งสองข้าง

13. บริเวณบนสุดของศีรษะ ให้แยกขนบริเวณนั้นออกแล้วใช้นิ้วมือลูบเป็นวงกลมเบา ๆ ล้อมรอบบริเวณส่วนนั้น

14. บริเวณแนวตรงเหนือจมูก ตรงส่วนนี้ต้องสัมผัสเบามาก ๆ เพราะว่าจะเป็นบริเวณส่วนที่ไม่มีขน ถ้าต้องการให้เบาจริง ๆ อาจจะใช้หลังมือแตะเบา ๆ มันจะทำให้สุนัขยบางตัวรู้สึกเคลิบเคลิ้ม

15. บริเวณด้านข้างลำคอ อาจจะใช้มือของเราวางไว้รอบคอสุนัข แล้วก็รีดขึ้นรีดลง อาจจะทำทั้งสองข้างพร้อมกันก็ได้

16. ตามแนวกล้ามเนื้อบริเวณกระดูกสันหลัง ควรจะใช้มือทั้งสองข้างถูไปพร้อม ๆ กัน แต่อย่าให้แรงมาก

17. ตามด้านข้างลำตัว ลูบลงมาตามซี่โครง สุนัขบางตัวจะชอบ แต่บางตัวก็จะรีบเดินหนีไป

18. บริเวณรักแร้ของขาหน้า อย่าสัมผัสตรงจุดนี้แรงเกินไป สุนัขส่วนมากชอบให้ถูเบา ๆ จากรักแร้ลากไปตามลำตัว

19. บริเวณด้านข้างของปาก ใช้นิ้วมือเดียวลูบบริเวณด้านข้างห่างจากปากไปประมาณ 1-2 นิ้ว

20. บริเวณช่วงต่อระหว่างช่วงหลังกับขา ให้ใช้หัวแม่มือกดและนิ้วชี้กดเบา ๆ จะสังเกตุเห็นได้ว่าเวลาสุนัขสองตัวเล่นกัน มักที่จะชอบงับกันเบา ๆ บริเวณนี้ เพราะจะทำให้มันรู้สึกดี แต่ห้ามทำกับสุนัขที่มีอายุมากเพราะสุนัขที่แก่แล้วมักจะเป็นไขข้ออักเสบ

21. บริเวณระหว่างนิ้วเท้า สุนัขบางตัวชอบที่จะถูกกดบริเวณเนื้อบาง ๆ ระหว่างนิ้วเท้า แต่บางตัวก็อาจจะจั๊กจี้แล้วดึงเท้าหนี ให้คุณรอสักพักแล้วทำใหม่

มีเวลาว่างเมื่อไหร่ ก็ลองนำไปทำตามดูแล้วกัน สุนัขของคุณจะได้ สบ๊าย .. สบาย ผ่อนคลาย และชอบที่จะอยู่ใกล้ชิดคุณมากขึ้นกว่าเดิมอีกยังไงละครับ แต่ก็ขอเตือนว่า ต้องใช้วิธีเหล่านี้กับสุนัขที่เชื่องแล้วเท่านั้นนะครับ ไม่อย่างนั้นมันอาจจะกัดเอาได้ครับ

ข้อมูล จาก lemononline
แหล่งที่มา  http://bbznet.pukpik.com

Thursday, September 7, 2017

อยากรู้มั้ย....น้องหมากำลังพูดอะไรกับคุณอยู่?



  • ดีใจจังที่เจอเธอ
    เราคุ้นเคยกับอาการนี้เวลาที่เพิ่งเจอเค้าหลังกลับมาจากที่ทำงาน เริ่มต้นด้วยเสียงเห่าที่แหลมสูง อาจทำ
    เสียงอี๊ดๆ ด้วย หางจะแกว่งในแนวระดับอย่างรวดเร็ว พร้อมทั้งพยายามเข้ามาหาเรา หูลีบไปข้างหลังเหมือนยิ้มให้ด้วยความยินดีปรีดา ทำหัวพยักขึ้นลงและอาจกระโดดใส่หรืองับมือด้วยความยินดีหากเราไม่ยอมนั่งลงทักทาย
  • มาเล่นกันหน่อยไหม
    มีท่าเฉพาะของเค้าเลยคือเอาขาหน้าและหน้าอกแนบพื้น ทำก้นโด่งๆเข้าไว้ และแกว่งหางไปมาอย่างดีใจ และอาจเอียงคอเอาขาข้างนึงเขี่ยพื้น ไม่มีใครอดทนไม่หยอกล้อกับท่าท่างเช่นนี้ได้
  • อยู่ห่างๆไว้
    จะเห่าเตือนด้วยโทนเสียงต่ำด้วยเสียงที่เคร่งเครียด หูตั้ง ขนหลังตั้งชัน ชูหางและยืนอย่างมั่นคงอยู่ใน
    ท่าเตรียมพร้อม
  • มีบางสิ่งผิดปรกติ ให้ไปไกลๆ
    นอกจากเห่าเตือนแล้ว อาจทำหน้านิ่วคิ้วขมวดด้วย และยังทำเสียงขู่ครางในลำคอ
  • ฉันกลัว
    ก็จะก้มหน้าค่อมตัวลงต่ำหรือหมอบลงกับพื้นหรือหลบสายตา หัวตก หูและหางตก
  • ฉันเศร้าเสียใจมาก
    เราเห็นการทำหน้าเศร้าทั้งหมดจากจากลูกตาที่เศร้าโศกเสียใจ ไม่มีก็อะไรที่บาดหัวใจไปกว่าสายตา
    ที่ห่อเหี่ยวหดหู่ เจ้าปุกปุยที่แสนเศร้านี้ต้องการความสนใจและการกอดที่ยิ่งใหญ่จากคุณ!
  • ฉันรักเธอ
    นี่เป็นอาการที่ทุกๆคนใฝ่ฝันถึง คืออาการที่เคล้าเคลียไม่ยอมห่าง มองเราด้วยสายตาชื่นชม ทำหูตูบ
    หน้ายิ้มให้เรา บางครั้งอาจจูบหรือเลียหน้าคุณพร้อมทั้งแกว่งหางไปมาด้วยความสุข

แหล่งที่มา   http://pirun.ku.ac.th
เครดิตภาพ   https://www.pinterest.com/pin/88172105198030706/

Saturday, September 2, 2017

รู้ทันปัญหา เมื่อน้องหมาเกิดภาวะ "กระเพาะบิด"



         โดยปกติแล้ว ในหน้าร้อนจะมีโรคหลายโรคที่เป็นอันตรายและทำให้สุนัขเกิดอาการป่วยตามมา ไม่ว่าจะเกิดจากอาหารที่สุนัขกิน พฤติกรรมบางอย่างที่โน้มนำให้เกิดโรค หรือลักษณะเฉพาะของสายพันธุ์แต่ละสายพันธุ์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งแล้วเมื่อมีอากาศที่ร้อนจัดเจ้าของสัตว์หลายคนมักชอบให้ สุนัขกินน้ำและอาหารเยอะ ซึ่งอาจเป็นอันตรายแก่สัตว์เลี้ยงของตนได้อย่างไม่คาดคิด 

         บทความในตอนนี้จะกล่าวถึงโรคที่เป็นอันตรายและอาจส่งผลให้สุนัขเสียชีวิตได้เป็นอันดับต้น ๆ นั่นก็คือ "โรคกระเพาะบิด" (Gastric dilatation and volvulus)

โรคกระเพาะบิด (Gastric dilatation and volvulus)

         โรคกระเพาะบิด หรือเรียกสั้น ๆ ว่า GDV คือภาวะที่กระเพาะอาหารเกิดการขยายขนาดขึ้นอย่างรวดเร็วจากการสะสมของแก๊ส น้ำ หรืออาหารที่สุนัขกินเข้าไปในปริมาณที่มากกว่าปกติ หรือที่เรียกว่า ภาวะท้องอืด ในคนนั่นเอง และเมื่อกระเพาะอาหารมีขนาดใหญ่ขึ้นเป็นระยะเวลานานร่วมกับกิจกรรมของสุนัข หรือภาวะบางอย่างที่โน้มนำทำให้เกิดการเคลื่อนตัวของกระเพาะอาหารที่ผิดปกติ ไป โดยอาจเกิดการบิดหมุนของกระเพาะอาหารบางส่วนไปตามเข็มนาฬิกา ซึ่งสามารถเกิดการบิดตัวของกระเพาะได้ตั้งแต่ 180-270 องศา ส่งผลให้เกิดการอุดตันของหลอดอาหารและส่วนปลายของกระเพาะอาหาร จึงไม่สามารถที่จะระบายแก๊สหรือของเหลวดังกล่าวได้

         ทั้งนี้ สาเหตุที่แท้จริงที่ทำให้เกิดความผิดปกตินี้ยังไม่สามารถระบุได้อย่างแน่ชัด ว่า เกิดจากการที่กระเพาะขยายขนาดก่อนแล้วค่อยเกิดการบิดหมุน หรือเกิดการบิดหมุนหรือการขัดขวางการบีบตัวของกระเพาะอาหารก่อนแล้วค่อยทำ ให้กระเพาะขยายตามมา

อาการของโรคกระเพาะบิด

         GDV เป็นกลุ่มอาการที่เกิดขึ้นอย่างเฉียบพลัน โดยอาการเริ่มแรกที่เป็นสัญญาณเตือนภัยให้เจ้าของสัตว์สังเกตความผิดปกติของ สุนัขที่ตนเลี้ยงว่าเข้าข่ายโรคกระเพาะบิดก็คือ สุนัขที่ปกติสุขภาพแข็งแรงดี และใช้ชีวิตประจำวันได้อย่างปกติ แต่อยู่ ๆ ก็มีขนาดของช่องท้องขยายใหญ่ขึ้น โดยเฉพาะช่องท้องส่วนต้นจะโป่งพองมากขึ้นเรื่อย ๆ อย่างรวดเร็ว เมื่อใช้มือเคาะตรงบริเวณท้องที่โป่งพองขึ้นจะได้ยินเสียงที่จำเพาะ เหมือนคนตีกลอง (เป็นเสียงที่เกิดจากการสะท้อนของแก๊สที่สะสมในกระเพาะอาหาร) ร่วมกับสุนัขจะแสดงอาการ ดังนี้

         **กระสับกระส่าย หายใจเร็ว และหายใจลำบาก หัวใจเต้นเร็วโก่งตัว 

         **ทำท่าทางคล้ายจะอาเจียน แต่ไม่มีอะไรออกมา 

         **น้ำลายไหลเยอะกว่าปกติ 

         **สีของเยื่อเมือกหรือเหงือกเริ่มแดง 

         **เมื่อเวลาผ่านไปสุนัขจะเริ่มมีอาการเซื่องซึมปวดท้อง 

         **ถ้าเกิดการบิดตัวของกระเพาะอาหารร่วมด้วย สุนัขจะเริ่มมีอาการโคม่าและมีโอกาสช็อกสูงมาก 

         **สำหรับเจ้าของสัตว์ ถ้าพบลักษณะดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้นนี้ให้สันนิษฐานว่าสุนัขของตนกำลังอยู่ ในภาวะฉุกเฉินและให้รีบนำสุนัขส่งโรงพยาบาลสัตว์ใกล้เคียงให้เร็วที่สุด

         ส่วนใหญ่โรคกระเพาะบิดมักมีอัตราการเสียชีวิตสูงถึง 25-33% สาเหตุการเสียชีวิตส่วนใหญ่มักเกิดจากการที่เจ้าของสัตว์นำสุนัขส่งถึงมือ สัตวแพทย์ไม่ทัน เพราะอาจสังเกตเห็นอาการผิดปกติเมื่อสุนัขเป็นมานานหลายชั่วโมง และสุนัขเริ่มมีอาการโคม่าแล้ว กลไกการเกิดภาวะนี้มักเกิดขึ้นอย่างเฉียบพลันและส่งผลเสียต่อระบบร่าง กายหลายระบบ คือ...

         เมื่อกระเพาะอาหารมีขนาดใหญ่ขึ้น จะไปกดการไหลเวียนของหลอดเลือดที่จะนำเลือดไปสู่หัวใจส่งผลให้ปริมาณเลือด เข้าสู่หัวใจลดลง และทำให้หัวใจสูบฉีดเลือดไปเลี้ยงอวัยวะส่วนต่าง ๆ ของร่างกายไม่เพียงพอ เกิดภาวะความดันต่ำ ร่างกายขาดเลือดและสารน้ำอย่างรุนแรงจนเกิดภาวะช็อกตามมา ร่างกายจึงส่งสัญญาณให้หัวใจทำงานหนักขึ้นเพื่อสูบฉีดเลือดไปเลี้ยงร่างกาย ในขณะที่ปริมาณเลือดที่เข้าสู่หัวใจลดลง ทำให้กล้ามเนื้อหัวใจเกิดการขาดเลือดและทำงานผิดปกติไป ส่งผลให้เกิดการปรับตัวของหัวใจห้องล่างให้ส่งสัญญาณกระตุ้นการเต้นของกล้าม เนื้อหัวใจขึ้น เกิดภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะและไม่สม่ำเสมอ

        
 ในขณะเดียวกันกระเพาะที่ขยายขนาดขึ้นจะไปกดกล้ามเนื้อกระบังลมทำให้เกิดภาวะ หายใจลำบาก และขาดออกซิเจนตามมา ถ้าเกิดภาวะกระเพาะบิดด้วยแล้วมีโอกาสทำให้กระเพาะขยายใหญ่มากจนเกิดการฉีก ขาดของกล้ามเนื้อกระเพาะอาหาร หรือทำให้ผนังกระเพาะยึดมากจนเปื่อย เวลาที่ทำการรักษาโดยสอดท่อระบายแก๊สมีโอกาสทำให้ผนังกระเพาะทะลุตามมาด้วย ผลกระทบที่ตามมาหลังจากเกิดความผิดปกติของระบบหัวใจและหลอดเลือดร่วมกับการ ขาดออกซิเจน อาจส่งผลทำให้ผนังของกระเพาะอาหารเกิดเป็นเนื้อตาย และอวัยวะข้างเคียงเกิดความเสียหาย เช่น ตับและม้ามโตและขาดเลือด เป็นต้น

ปัจจัยเสี่ยงในการเกิด โรคกระเพาะบิด 

         1. สายพันธุ์ GDV มักพบในสุนัขสายพันธ์ใหญ่ (large and giant breed) เช่น พันธุ์เกรทเดน (Great Dane) เซนต์ เบอร์นาร์ด (Saint Bernard) โกลเดน รีทรีฟเวอร์ (Golden Retriever) บ็อกเซอร์ (Boxer) โดเบอร์แมนน์ (Dobermann Pinscher) ร็อตต์ไวเลอร์ (Rottweiler) บัสเซ้ทฮาวนด์ (Basset Hound) เยอรมัน เชพเพิร์ด (German Shepherd) คอลลี่ (Collie) ลาบราดอร์ รีทรีฟเวอร์ (Labrador Retriever) และดัชชุนด์ (Dachshund) เป็นต้น 

         แต่อาจจะพบโรคนี้ได้ในสุนัขสายพันธุ์กลาง เช่น พันธุ์ชาร์ไป่ (Shar Pei) เชาเชา (Chao Chao) ค็อกเกอร์ (Cocker Spaniel) เป็นต้น มีบางรายงานพบโรคนี้ในสุนัขสายพันธุ์เล็กได้แต่น้อยมาก ดังนั้นถ้าเจ้าของสัตว์ท่านใดที่เลือกเลี้ยงสุนัขสายพันธุ์ที่มีความเสี่ยง ข้างต้นนี้ควรทำความเข้าใจในอาการและกลไกการเกิดโรคนี้อย่างถ่องแท้ ในต่างประเทศนิยมทำการผ่าตัดเพื่อเย็บผนังกระเพาะอาหารของสุนัขที่มีสาย พันธุ์ดังกล่าว ให้ติดกับผนังช่องท้อง เรียกว่าวิธี Gastropexy โดยเฉพาะในเพศเมียนิยมทำในขณะทำการผ่าตัดทำหมัน เพื่อป้องกันการเกิดภาวะกระเพาะบิดในภายหลัง

         2. ลักษณะโครงร่างของร่างกาย GDV มักพบในสุนัขพันธุ์ที่มีชี่องอกแคบและลึก เช่น พันธุ์เกรทเดน (Great Dane) เป็นต้น

         3. พันธุกรรม GDV เป็นโรคที่ถ่ายทอดทางพันธุกรรม สุนัขที่มีประวัติว่าสายพันธุ์ของตนเคยเป็นโรคนี้มาก่อนไม่ควรนำมาเป็นพ่อ พันธุ์หรือแม่พันธุ์

         4. อายุ สุนัขที่อายุมากกว่า 7 ปี มีโอกาสเป็นโรคนี้มากกว่าสุนัขอายุ 2-4 ปีถึงสองเท่า

         5. เพศ สุนัขเพศผู้มีโอกาสเป็นโรคนี้มากกว่าสุนัขเพศเมียถึงสองเท่า และมีรายงานว่าสุนัขที่ทำหมันแล้วมีโอกาสการเกิดโรคน้อยลง

         6. น้ำหนัก น้ำหนักของร่างกายที่ตำกว่าเกณฑ์มาตรฐานมีความเสี่ยงในการเป็นโรคมากกว่า

         7. ลักษณะนิสัยในการกินอาหาร GDV มักพบในสุนัขที่กินอาหารมื้อเดียวต่อวัน ทำให้สุนัขเกิดอาการหิวได้ง่าย จึงมีนิสัยชอบกินอาหารเร็ว และกินเอยะซึ่งจะมีความเสี่ยงในการเกิดโรคนี้มากกว่า รวมทั้งสุนัขที่ชอบวิ่ง กลิ้งตัวหรือให้ออกกำลังกายอย่างหนักในทันที หลังจากที่กินอาหารมามักเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิด GDV ได้บ่อยที่สุด 

         ดังนั้น วิธีป้องกันคือแบ่งให้อาหาร 2-3 มื้อต่อวัน และงดกิจกรรมการออกกำลังกายต่าง ๆ ทั้งก่อนและภายหลังการกินอาหาร และไม่ควรให้กินน้ำในทันทีหลังจากให้อาหารสุนัข โดยทั่วไปควรรอประมาณ 1-2 ชั่วโมง ควรฝึกให้สุนัขมีนิสัยการกินที่ช้าลงในบางที่มีการออกแบบชามอาหารให้สุนัข กินอาหารได้ลำบากขึ้นด้วย แต่มักไม่ค่อยได้ผลนัก และในช่วงหน้าร้อนเนื้ออย่าให้สุนัขกินน้ำหรืออาหารมากเกินไป เพราะจะทำให้กระเพาะมีน้ำหนักมาก และเกิดความเสี่ยงในการเป็นโรคนี้สูง

         8. ลักษณะและคุณภาพของอาหาร การให้อาหารที่มีแบบเดียวกันและขนาดเล็กกว่า 3 เซนติเมตร จะทำให้สุนัขมีนิสัยที่กินเร็ว ชนิดของอาหารรวมทั้งองค์ประกอบของไขมันความชื้น หรือปัจจัยอื่นๆ ที่ส่งผลถึงการย่อยอาหาร อาจทำให้เกิดภาวะท้องอืดได้ จึงควรให้อาหารที่มีคุณภาพดี สดใหม่ และมีองค์ประกอบของโปรตีนอย่างน้อย 30% มีไฟเบอร์ อย่างน้อย 3% และมีปริมาณไขมันต่ำ หลีกเลี่ยงพืชตระกูลถั่วและยีสต์

         9. การแสดงออกทางอารมณ์ ถ้าเลี้ยงสุนัขหลายตัวในบ้าน การให้อาหารในบริเวณเดียวกันพร้อมๆ กันอาจทำให้สุนัขรีบกินอาหาร หรือเกิดความเครียดได้ จึงควรแยกให้อาหารแต่ละตัวไม่ให้มองเห็นกันได้จะดีกว่า สุนัขที่มีความเครียด มีนิสัยขี้กลัว หรือชอบอาละวาด ยกตัวอย่างเช่น สุนัขอยู่ระหว่างการเดินทาง หรือสุนัขที่เพิ่งปล่อยจากการถูกขังในกรงนานๆ หรือเวลาที่จะนำสุนัขมาโรงพยาบาลและต้องมีการจับบังคับ จะเพิ่มความเครียดแก่สุนัข ส่งผลให้การบีบตัวของกระเพาะอาหารลดลงจึงเพิ่มความเสี่ยงในการเป็น GDV มากกว่า

         10. โรคหรือความผิดปกติที่เคยพบมาก่อน เช่น โรคที่เกิดความผิดปกติ ของม้ามจนต้องทำการตัดม้ามออกทั้งหมดหรือโรค IBD (Inflammatory Bowel Disease) มักทำให้ตำแหน่งของกระเพาะอาหารอยู่ผิดที่ และเกิดการบิดหมุนได้ง่ายหรือความผิดปกติที่เกิดจากการหย่อนหรือตึงเกินไป ของเอ็นที่ยืดกระเพาะก็ส่งผลให้เกิด GDV ได้เช่นเดียวกัน

วิธีการรักษา โรคกระเพาะบิด

         จากที่ได้กล่าวมาแล้วข้างต้นนี้ถ้าสงสัยว่า สุนัขมีปัจจัยเสี่ยง และมีอาการคล้ายกับโรคกระเพาะบิด ให้รีบนำสุนัขส่งโรงพยาบาลให้เร็วที่สุด เมื่อสัตวแพทย์ตรวจและประเมินสภาพร่างกายแล้ว
 ในขั้นตอนแรกสัตวแพทย์จะทำการให้สารน้ำและให้สุนัขดมออกซิเจนเพื่อแก้ไขภาวะ ช็อกก่อน จากนั้นควรตรวจดูว่าหัวใจมีการเต้นที่ผิดปกติหรือไม่ ถ้ามีควรรีบให้ยาในทันที จากนั้นควรรีบทำการระบายแก๊ส ของเหลว และอาหารที่สะสมออกจากกระเพาะโดยการสอดท่อเข้าทางปาก และทำการล้างท้องเพื่อระบายส่วนของอาหารที่มีการหมักอยู่ในกระเพาะออก 

         และควรรอให้สัตว์อยู่ในสภาวะที่คงที่ก่อนที่จะนำสุนัขเข้าห้องผ่าตัด โดยส่วนใหญ่จะประสบความสำเร็จในการผ่าตัดถ้าทำการแก้ไขภาวะช็อกได้ภายใน 1-2 ชั่วโมงหลังจากตรวจพบอาการ ในกรณีที่สอดท่อเข้าทางปากไม่ได้ เพราะมีการบิดหมุนอย่างถาวร ต้องใช้เข็มเจาะระบายแก๊สในกระเพาะออกก่อนและอาจต้องทำหลายครั้งในระหว่าง ที่รอแก้ไขภาวะช็อก เมื่อสุนัขอยู่ในสภาวะที่คงที่แล้วจึงรีบนำสุนัขเข้าห้องผ่าตัด

         จุดประสงค์ในการผ่าตัดนั้น เพื่อแก้ไขตำแหน่งของกระเพาะอาหารให้กลับเข้าที่ และทำการตรวจสอบดูว่ากระเพาะอาหาร และม้ามมีความเสียหายมากน้อยแค่ไหน ถ้า เกิดเป็นเนื้อตายต้องทำการตัดส่วนนั้นทิ้งไป เพื่อป้องไม่ให้เกิดผลกระทบตามมาต่อระบบอื่น ๆ ของร่างกายเมื่อเกิดความเสียหายของอวัยวะนั้นๆ จากนั้นควรทำการเย็บตรึงผนังกระเพาะอาหารกับผนังช่องท้องอย่างถาวร เพื่อป้องกันการบิดตัวของกระเพาะที่มักจะเกิดขึ้นใหม่เสมอ

       
  ภายหลังการผ่าตัดจำเป็นที่จะต้องให้สัตว์พักฟื้นที่โรงพยาบาลและต้องได้รับ การดูแลอย่างใกล้ชิดจากสัตวแพทย์เป็นเวลาอย่างน้อย 48 ชั่วโมง เพื่อให้สารน้ำ ให้ออกซิเจน และปรับสภาพเลือดในร่างกายให้อยู่ในภาวะสมดุล ควรตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจเพื่อดูว่ามีการเต้นของหัวใจผิดจังหวะหรือไม่ ตรวจเช็คอุณหภูมิของร่างกายและความดันเลือดให้อยู่ในเกณฑ์ปกติคอยระมัดระวัง ผลแทรกซ้อนที่จะเกิดขึ้น เช่น การเกิดแผลในกระเพาะอาหาร การเกิดเนื้อตายของอวัยวะใกล้เคียง ตรวจเช็คการสร้างแก๊สขึ้นใหม่ในกระเพาะ ซึ่งเป็นผลมาจากการที่ผนังของกระเพาะอาหารยังหดตัวได้ไม่ดีพอภายหลังจากที่ มีการขยายขนาดมาก 

         นอกจากนี้ ต้องให้ยาแก้ปวดและยาปฏิชีวนะเพื่อป้องกันการติดเชื้อแทรกซ้อนตามมา ภายหลังการผ่าตัด 12 ชั่วโมงแรกควรเริ่มให้กินน้ำในปริมาณน้อยแต่วันละหลายครั้ง และเริ่มให้กินอาหารอ่อน ไขมันต่ำ ภายหลังการผ่าตัด ประมาณ 18-24 ชั่วโมง เพื่อฟื้นฟูและเริ่มให้ระบบย่อยอาหารทำงานได้ดีขึ้น เมื่อสุนัขเริ่มกลับเข้าสู่สภาวะปกติ เริ่มเดินได้กินน้ำและอาหารได้ปกติ จึงค่อยส่งสุนัขกลับบ้าน

         หากเจ้าของสุนัขได้อ่านบทความนี้แล้ว หวังว่าเมื่อสุนัขป่วยด้วยโรคกระเพาะบิดจะมีอัตรารอดชีวิตที่ดีขึ้น เพราะส่วนใหญ่ความล้มเหลวในการรักษาโรคนี้เกิดตั้งแต่ที่เจ้าของนำสุนัขส่ง โรงพยาบาลช้าไป หากเกิดกระเพาะบิดมานานกว่า 6-12 ชั่วโมง โดยที่ไม่ได้รับการแก้ไขภาวะช็อกอัตราการตายอาจสูงถึง 50-80% ดังนั้น การทำความเข้าใจในอาการ กลไกการเกิดโรค ผลกระทบที่ตามมา รู้ถึงปัจจัยเสี่ยงและวิธีการป้องกันไม่ให้เกิดภาวะกระเพาะบิด คงช่วยให้เจ้าของสามารถตระหนักและเข้าใจถึงภัยอันตรายเมื่อสุนัขของตนเป็น โรคนี้ได้

แหล่งที่มา  http://pet.kapook.com / Dogazine
Dog Care เรื่องโดย : โรงพยาบาลสัตว์บางแค 1
เครดิตภาพ  https://www.pinterest.com/pin/747597606904832337/



Monday, August 28, 2017

วิธีรับมือกับสุนัขไม่ชอบอาบน้ำ




เวลาสุนัขกลัวการอาบน้ำ เขาจะกลัวตั้งแต่สถานที่ที่อาบน้ำ หรือแม้แต่สายยางที่เคลื่อนไหว กลัวเมื่อน้ำไหลสัมผัสที่ตัว กลัวแม้แต่เสียงเปิดก็อกน้ำ 

เมื่อไหร่มีสิ่งพวกนี้มาเกี่ยวข้อง จะกระตุ้นให้สุนัขกลัวและพยายามหนี หรือ สู้กลับได้ถ้าเขาจนมุม

เพราะฉะนั้นจะให้สุนัขยอมรับการถูกอาบน้ำ ต้องทำให้เขายอมรับกระบวนการทุกสิ่งอย่างที่เกี่ยวกับการอาบน้ำ ซึ่งนับตั้งแต่วินาทีแรกที่คุณเริ่มนึกในหัวแล้วว่า วันนี้ต้องอาบน้ำสุนัข คุณต้องสงบและทำใจนิ่งๆ ให้ได้ก่อนที่คุณจะลุกจากโซฟาเพื่อเดินไปหาสุนัขด้วย ซ้ำ


ขั้นตอนการปรับพฤติกรรม

-ตั้งแต่การพาเขาไปจุดที่อาบน้ำ

โดยการใส่สายจูงไว้ เขาจะได้หนีไม่ได้ และเราก็ควบคุมง่าย ถ้าเขาไม่ยอมเดินมาใส่สายจูงง่ายๆ ลองใช้ขนมล่อเพื่อล่อให้เขาเดินเข้ามาหาเราเพื่อให้เราใส่สายจูงได้ 

ห้ามวิ่งไล่จับสุนัขเด็ดขาด เพราะยิ่งวิ่งไล่ เขายิ่งวิ่งหนี แล้วทุกครั้งที่เราหยิบสายจูงเขาจะติดนิสัยวิ่งหนี เพราะฉะนั้นพยายามจัดสิ่งแวดล้อมและสถานการณ์ให้เราได้เปรียบและเขาหมดโอกาส วิ่งหนี

เขาต้องยอมที่จะเดินไปจุดอาบน้ำ และยืนนิ่งๆได้

โดยการใส่สายจูงแล้วพาเขาเดินไปจุดอาบน้ำ ตอนแรกเขาก็จะต่อต้าน เราสามารถเอาขนมล่อเพื่อให้เขาเดินไปจุดอาบน้ำขณะเราถือสายจูงไว้ พอเขายอมเดินไปจุดอาบน้ำ ให้ขนมกิน แล้วพาเดินออกจากจุดอาบน้ำไปเดินวนรอบบ้านสักรอบ แล้วเริ่มกระบวนการฝึกใหม่ ใช้ขนมล่อไปจุดอาบน้ำ พอเขาถึงจุดอาบน้ำก็ให้ขนมกินแล้วพาเดินออก

ฝึกจนกว่าเขาจะยอมเดินมาที่จุดอาบน้ำแบบไม่ต่อต้าน เดินมายืนที่จุดอาบน้ำแบบไหลลื่น เมื่อถึงจุดอาบน้ำ ให้เขายืนรอนิ่งๆ สัก 2 นาที แล้วถึงให้ขนม แล้วพาเขาเดินออกจากจุดอาบน้ำ ทำอย่างนี้จนเขารอได้นานขึ้น พอเขารอได้นานขึ้น คราวนี้ไม่ต้องใช้ขนมอีกต่อไป เลิกใช้ขนมล่อ (เพราะถ้ายังใช้ขนมล่ออยู่ จะกลายเป็นติดสินบนสุนัข แล้วถ้าไม่มีขนม สุนัขก็จะไม่ยอม)

-เขาต้องยอมยืนนิ่งๆเมื่อสายยางเคลื่อนไหวไปมา

เมื่อเขายืนที่จุดอาบน้ำได้ เราถือสายจูงไว้ให้มั่นแต่สายจูงห้ามตึง  
แล้วค่อยๆ ขยับสายยางไปมา แต่ยังไม่ต้องเปิดน้ำ ให้ทำเป็นเหมือนอาบน้ำ แต่ไม่ต้องเปิดน้ำ  
พยายามควบคุมผ่านสายจูงไม่ให้เขาหนีได้ ทำจนกว่าเขาจะยืนนิ่งๆ แม้เราจะขยับสายยางไปมา เขาก็ยังคงยืนนิ่งอยู่

-เขาต้องยอมยืนนิ่งๆ เมื่อมีน้ำสัมผัสผิวหนัง

เมื่อเขายืนนิ่งๆได้แม้สายยางจะขยับ ต่อไปเอาสายยางวางที่พื้นแล้วเปิดน้ำ ให้น้ำไหลผ่านเท้าเขาเท่านั้น ถ้าเขาจะหนีเราก็ต้องควบคุมผ่านทางสายจูงเพื่อให้เขายืนนิ่งๆ พอเขายืนนิ่งได้แม้น้ำจะไหลโดนเท้าเขา เราก็ปิดก็อกน้ำ แล้วพาเขาเดินออกมาจากจุดอาบน้ำ

วันรุ่งขึ้นฝึกขั้นต่อไปคือ เอาสายยางล้างขาเขาทั้งสี่ถึงแค่โคนขา แต่ยังไม่ต้องให้ตัวเปียก เมื่อเขายอมยืนนิ่งๆ เราปิดน้ำ แล้วพาเดินออกมาจากจุดอาบน้ำ

-วันรุ่งขึ้นฝึกต่อ โดยการเปิดน้ำไหลผ่านก้น แล้วค่อยๆไล่มาถึงลำตัว ไล่มาถึงหน้าอก
ขั้นตอนนี้อาจมีคนช่วยถือสายจูงไว้ แล้วเราเป็นคนถือสายยาง เพื่อง่ายต่อการควบคุม 


Tip:
 
-ที่สำคัญขณะฝึก เราต้องนิ่ง สงบ ไม่ต้องพูดโวยวาย เพราะเสียงที่เจื้อยแจ้วยิ่งทำให้สุนัขตื่นเต้น และยิ่งต่อต้านการอาบน้ำ ให้เงียบไว้ดีที่สุด และที่สำคัญเมื่อถึงเวลาอาบน้ำสุนัข เราห้ามเครียดหรือกังวล เพราะเมื่อเรากังวลเมื่อถึงเวลาอาบน้ำ สุนัขจะรับรู้ได้ว่าช่วงเวลาที่ไม่พึงประสงค์กำลังจะมาถึงในไม่ช้า นั้นเองพอถึงเวลาอาบน้ำเขาก็วิ่งหนีไปแอบ เหมือนกับเขารู้เหตุการณ์ล่วงหน้า ที่จริงแล้วเขารู้ตัวว่าเขาจะถูกอาบน้ำตั้งแต่เราเริ่มมีความคิดในหัวแล้ว ว่า "วันนี้จะอาบน้ำสุนัข" แม้คุณจะยังไม่ได้แม้แต่ลุกขึ้นจากโซฟา แต่ความกังวลของคุณส่งถึงสุนัขได้

เพราะฉะนั้นทำวันอาบน้ำให้เป็นวันปกติเหมือนวันอื่นๆ และคิดแต่เรื่องดีๆในหัว เป็นวันที่สนุก ไม่ใช่วันโลกแตกถล่มถลาย

-เพื่อความสะดวกในการควบคุมสุนัขให้ยืนนิ่งๆ ให้สุนัขยืนอาบน้ำบนกะละมัง เพราะกะละมังจะเป็นจุดกำหนดถึงจุดที่ให้สุนัขยืน เขาจะได้ไม่เดินไปมาวุ่นวายขณะอาบน้ำ เหมือนเป็นตัวบังคับให้เขายืนนิ่งๆ ห้ามขาก้าวออกจากกะละมัง ทำให้ง่ายต่อการควบคุมสุนัข และ ยังมีประโยชน์ตอนล้างฟองแชมพูออกจากตัวสุนัข เพราะน้ำที่ไหลออกมาที่กะละมังยังบอกเราได้ว่า เราล้างฟองออกหมดหรือยัง เพราะเมื่อไหร่ที่น้ำในกะละมังใสไร้ฟอง ก็เตรียมปิดน้ำเช็ดตัวแห้งได้


มาจาก
 http://yojajiji.bloggang.comhttp://tonyjanhom.blogspot.com/2012/02/blog-post_739.html
เครดิตภาพ  https://www.pinterest.com/pin/555983516482521115/


Thursday, August 24, 2017

15 สายพันธุ์สุนัขที่ชื่นชอบ บ่งบอกความเป็นตัวคุณได้นะรู้เปล่า !


     รู้ไหมว่าสุนัขแต่ละสายพันธุ์ที่คุณชอบหรือเลี้ยงเอาไว้ สามารถบ่งบอกลักษณะและสะท้อนความเป็นตัวตนของคนคนนั้นได้ด้วยนะจะบอกให้ ถ้าอยากรู้ว่าสุนัขที่คุณหลงรักจะสะท้อนตัวตนของคุณได้อย่างไรก็ตามไปหาคำ ตอบกันเลย

         
 บางครั้งคนเราก็ไม่สามารถมองเห็นตัวเองได้ชัดเจนเท่าไร จึงต้องอาศัยกระจกช่วยสะท้อน ซึ่งนั่นก็หมายถึงสิ่งรอบ ๆ ตัวคุณนั่นเอง ซึ่งรู้หรือเปล่าว่าแม้แต่สายพันธุ์สุนัขที่ คุณชื่นชอบก็สามารถบ่งบอกความเป็นตัวคุณได้เหมือนกัน และในวันนี้กระปุกดอทคอมก็ได้รวบรวมสายพันธุ์สุนัขที่ชอบมาบอกเล่าตัวตนของ แต่ละคน ซึ่งจะตรงหรือไม่อย่างไรก็ตามไปดูกันเลยค่ะ

1. พิทบูล (Pitbull)

          ด้วยลักษณะสง่างามและกำยำของสุนัขแข็งแกร่งสายพันธุ์นี้ จึงสะท้อนไปยังคนที่รักสุนัขสายพันธุ์พิทบูลได้ว่า เป็นที่นับถือของคนทั่ว ๆ ไป โอบอ้อมอารีเห็นใจผู้อื่น ใจกว้าง ในขณะเดียวกันก็ไม่แคร์ว่าคนอื่นจะคิดอย่างไรกับตัวเองเหมือนกัน นอกจากนี้ยังมีความมั่นใจและความคิดสร้างสรรค์ เลยทำให้เหล่าแฟนคลับพิทบูลส่วนใหญ่อยู่ไม่ติดที่ ชอบออกไปไหนมาไหน และยังเป็นนักรักที่ร้อนแรงมากด้วยนะ

2. ปอมเมอเรเนียน (Pomeranian)

          คนที่หลงรักเจ้า 4 ขา ขนฟู ไซส์มินิอย่างปอมเมอเรเนียน ถือว่าเป็นคนที่ค่อนข้างอ่อนหวานและอ่อนโยนมากคนหนึ่งเลยทีเลยเดียว แถมยังเปิดใจให้กับทุก ๆ เรื่อง ชอบออกเดินทางเป็นชีวิตจิตใจ มีความกระตือรือร้น รักในสิ่งที่ตนเองทำ และจะลงมือทำมันด้วยความสนุกสนาน

3. เกรย์ฮาวด์ (Greyhound)

          ลักษณะนิสัยที่ชัดเจนของหมาสายพันธุ์เกรย์ฮาวด์สามารถระบุตัวตนของคนที่ชอบ ได้เลยว่า เป็นคนที่ค่อนข้างเงียบขรึมและรักอิสระ แต่ภายใต้บุคลิกที่แสนสงบเงียบกลับแฝงไปด้วยความน่าเกรงขาม ครอบครัวและคนรอบข้างคือสิ่งที่สำคัญที่สุดสำหรับพวกเขาเลย มีสัญชาตญาณในการใช้ชีวิตสูง และสามารถควบคุมอารมณ์ในสภาวะกดดันได้เป็นอย่างดี

4. คอร์กี้ (Corgi)

          คนที่คลั่งไคล้น้องหมาสายพันธุ์คอร์กี้นอกจากจะเป็นคนที่มีน้ำใจต่อคนรอบ ข้างแล้ว ยังเป็นนักเข้าสังคม ชอบการพบปะ และพูดคุยกับผู้คนมากเป็นพิเศษ จนบางครั้งอาจถึงขั้นพูดไม่หยุดเลยก็มี แต่นั่นก็ไม่ได้ทำให้ความโดดเด่นในตัวของคุณลดลงเลยแม้แต่น้อย อาชีพที่เหมาะสมก็น่าจะเป็นดารานักแสดงและนักร้อง เพราะพวกเขามีเสน่ห์ที่ทำให้ใคร ๆ ก็ต่างหลงใหลได้ ขณะเดียวกันก็แฝงความดื้อรั้นไว้ในตัวอยู่ไม่น้อย จะเชื่อและทำในสิ่งที่ตัวเองเชื่อเท่านั้น

5. เยอรมันเชพเพิร์ด (German Shepherd)

          เยอรมันเชพเพิร์ดเป็นน้องหมาที่มีความโดดเด่นเรื่องกีฬา ฉะนั้นคนที่หลงรักน้องหมาพันธุ์นี้ก็มักจะเป็นคนที่แอ็คทีฟอยู่ตลอดเวลา ชอบการแข่งขัน เข้าสังคมเก่ง ดูแลเอาใจใส่คนรอบข้างได้เป็นอย่างดี และเป็นคนที่ชอบการแข่งขันในทุก ๆ เรื่องจนอาจจะทำให้คู่แข่งถึงกับต้องยอมแพ้ตั้งแต่ยังไม่เริ่มแข่งเลยที เดียว

6. คอลลี่ (Collie)

          คนที่รักน้องหมาคอลลี่มักจะให้ความสำคัญกับการทำงานจนกว่างานหรือสิ่งที่ทำ อยู่นั้นจะบรรลุผลสำเร็จไปได้ด้วยดี เพราะว่าพวกเขามีความมุ่งมั่นและตั้งใจไม่หวั่นแม้ต้องเจอกับงานหนัก แถมยังเป็นคนที่ชอบการออกไปผจญภัย ในทางกลับกันแม้ว่าพวกเขาจะดูเหมือนคนเฮฮาปาร์ตี้ แต่พวกเขากลับชอบที่จะอยู่กับครอบครัวมากกว่าการออกไปสังสรรค์กับคนหมู่มาก

7. บูลด็อก (Bulldog)

          คนรักน้องหมาจอมหน้ายุ่งอย่างบูลด็อก มักจะมีนิสัยรักอิสระที่มาพร้อมกับบุคลิกน่าเกรงขาม แต่ลักษณะภายในช่างหักมุมกับภายนอกก็ตรงที่เป็นคนรักครอบครัว โอบอ้อมอารี และมีเมตตาให้กับคนรอบข้าง ในเรื่องของความกระตือรือร้นและการตรงต่อเวลาสุด ๆ แต่ถ้าพูดเรื่องความดื้อละก็ไม่แพ้ใครเหมือนกันนะ

8. ชิวาวา (Chihuahua)

          เหล่าคนรักชิวาวาส่วนใหญ่อาจจะมีบุคลิกที่ดูโผงผาง พูดจาตรงไปตรงมาแต่เป็นคนที่ไม่คิดร้ายกับใคร จริงใจ และยอมเปิดใจที่จะรู้จักคนอื่นมากกว่าตัดสินคนที่ภายนอก ซึ่งนั่นก็เป็นหนึ่งในคุณสมบัติของคนที่มองโลกในแง่ดี ภูมิใจในสิ่งที่ตัวเองเป็นและทำ

9. ฮัสกี้ (Husky)

          คนรักน้องหมาสายพันธุ์นี้ถือว่ามีสายเลือดของความเป็นผู้นำอย่างแท้จริง มีจิตใจที่เข้มแข็ง เชื่อมั่นในตัวเองสูง และปกป้องคนในปกครองอย่างดีที่สุด คุณสามารถทำในสิ่งที่คนรอบข้างต้องการให้ได้ ไม่ชอบอยู่นิ่ง ๆ ต้องหาอะไรทำอยู่ตลอดและรักการเล่นกีฬาเป็นพิเศษ

10. ปั๊ก (Pug)

          แน่นอนว่าคนที่ชอบสุนัขพันธุ์ปั๊กจะต้องเป็นคนที่มีบุคลิกร่าเริง มีอารมณ์ขบขัน สามารถสร้างรอยยิ้มให้คนรอบข้างได้ตลอดเวลา ชอบเล่นกีฬา มีความอาร์ตอยู่ในตัว ชอบความสะดวกสบาย และดูแลเอาใจใส่คนรอบข้างเสมอ ที่สำคัญยังเป็นคนที่ชอบเปิดใจรับสิ่งใหม่ด้วยนะ  

11. ลาบลาดอร์ (Labrador)

          ขึ้นชื่อว่าเป็นสุนัขที่ซื่อสัตย์ต่อเจ้าของเป็นที่หนึ่ง ฉะนั้นจึงมั่นใจได้เลยว่าคนที่ชอบสุนัขสายพันธุ์นี้ก็ต้องเป็นคนที่ซื่อสัตย์มากคนหนึ่งเลยทีเดียว ดำเนินชีวิตอย่างชาญฉลาด มีความสนุกสนานร่าเริง แต่ก็แอบมีอาการซุกซนอยู่ไม่น้อย ถ้าในบ้านมีคนที่รักและอาหารจานโปรดอยู่ พวกเขาจะไม่ยอมออกจากบ้านไปไหนเลยล่ะ

12. ออสเตรเลียน เชพเพิร์ด (Australian Shepherd)

          คนที่รักสุนัขพันธุ์นี้รักในการใช้ชีวิตอย่างเต็มที่ เพราะพวกเขามีพลังงานและความมุ่งมั่นที่จะทำในสิ่งที่ตนเองรักให้ประสบความ สำเร็จ เป็นคนใจกว้าง เปิดรับการเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ อยู่เสมอ

13. ร็อตไวเลอร์ (Rottweiler)

          ลักษณะนิสัยของคนที่ชอบสุนัขพันธุ์ร็อตไวเลอร์มักจะเป็นคนที่มีความมั่นใจใน ตัวเองสูง กล้าหาญไม่กลัวอันตราย และชอบปกป้องคนที่รักให้ดีที่สุด มีความเฉลียวฉลาดสูง สามารถรับมือกับปัญหาหนัก ๆ ได้อย่างดีเยี่ยม

14. โกลเด้น รีทรีฟเวอร์ (Golden Retriever)

          คนรักน้องหมาโกลเด้น รีทรีฟเวอร์ มักจะเป็นคนมีเสน่ห์ที่ใคร ๆ ก็ต่างหลงรัก อยู่ใกล้ก็รู้สึกว่าปลอดภัย ในขณะเดียวกันตัวพวกเขาเองก็ชอบทำให้คนอื่นมีความสุข ชอบเข้าสังคม อดทนต่อเรื่องต่าง ๆ และมองโลกในแง่ดี แต่ก็แอบมีอารมณ์โมโหร้ายอยู่บ้าง

15. บีเกิล (Beagle)

          คนที่รักน้องหมาบีเกิลมักจะมีนิสัยที่ชอบเรียนรู้และค้นหาสิ่งใหม่ ๆ อยู่ตลอดเวลา ต้องรู้ต้องเห็นในสิ่งที่ตัวเองสงสัยให้ได้ รักการผจญภัยไปพร้อมกับการค้นหาตัวตนบนโลกที่กว้างใหญ่ เพราะความใจเย็นและไม่เป็นคนโมโหร้ายนี่แหละ จึงทำให้เขาเป็นเพื่อนที่ดีที่สุดสำหรับทุก ๆ คน

        เป็นอย่างไรบ้างอ่านแล้วตรงกับตัวของคุณหรือคนรอบข้างบ้างหรือเปล่า แต่ทั้งนี้สิ่งที่นำมาฝากกันเป็นแค่ลักษณะนิสัยรวม ๆ เท่านั้นนะคะ


ขอขอบคุณข้อมูลจาก thedodo,  designtaxi 
เครดิตภาพ  https://www.pinterest.com/pin/379709812329510900/