Saturday, September 21, 2019

17 วิธีดูแลสัตว์เลี้ยงช่วงน้ำท่วม ช่วยให้หมา-แมวปลอดภัย แม้ยามอุทกภัยมาเยือน



วิธีดูแลสัตว์เลี้ยงในช่วงน้ำท่วม

          1. พาสัตว์เลี้ยงเข้ามาอยู่ในบ้านด้วยกัน ห้ามปล่อยทิ้งไว้นอกบ้านและห้ามล่ามไว้กับที่เด็ดขาด

          2. หลีกเลี่ยงการปล่อยให้สัตว์เลี้ยงอยู่บริเวณใต้ถุนหรือชั้นล่าง ควรพาขึ้นมาอยู่ด้วยกันที่ชั้นบนของบ้านจะดีที่สุด

          3. ย้ายอุปกรณ์ ของใช้ และของเล่นของสัตว์เลี้ยงมาเก็บไว้ในบริเวณที่สูงและปลอดภัย เพื่อป้องกันความเสียหายจากการเปียกน้ำ

          4. เก็บเอกสารสำคัญของสัตว์เลี้ยง เช่น รูปถ่าย ประวัติ ใบฉีดวัคซีน ข้อมูลการรักษาโรค และเบอร์สัตวแพทย์ ไว้ในซองกันน้ำอย่างดี พร้อมทั้งเก็บไว้ใกล้ตัวอีกหนึ่งชุดด้วย

          5. ไม่พาสัตว์เลี้ยงไปสัมผัสกับสัตว์ตัวอื่นนอกบ้าน เพื่อป้องกันเชื้อโรคและอันตราย

          6. เก็บเศษอาหารและอุจจาระของสัตว์เลี้ยงให้ถูกสุขอนามัย เพื่อลดแหล่งอาหารของหนู แมลงวัน และสัตว์พาหะอื่น ๆ ที่สามารถนำโรคมาสู่สัตว์เลี้ยงได้

          7. แยกสัตว์เลี้ยงแต่ละชนิดออกจากกัน รวมถึงแยกออกจากที่อยู่อาศัยของคนด้วย ทว่าต้องคำนึงถึงความปลอดภัยและพื้นที่ที่มีเป็นหลัก

          8. หมั่นทำความสะอาดที่อยู่อาศัยของสัตว์เลี้ยงให้ถูกสุขลักษณะอยู่เสมอ

          9. หลีกเลี่ยงการให้สัตว์เลี้ยงเดินผ่านจุดที่มีน้ำขังหรือน้ำท่วม เพราะน้ำที่ไหลเชี่ยวเพียง 6 นิ้ว ก็สามารถทำให้น้องหมา น้องแมวล้มได้

          10. อย่าปล่อยให้สัตว์เลี้ยงตัวเปียกนานเกินไป เพราะความชื้นทำให้ผิวหนังอักเสบ จนเกิดเชื้อราและแบคทีเรียได้ง่าย

          11. ระวังไม่ให้สัตว์เลี้ยงกินน้ำที่ท่วมขัง เพราะอาจมีสิ่งสกปรกและสารเคมีปนเปื้อน

          12. สวมเสื้อชูชีพให้สัตว์เลี้ยงด้วย เพราะไม่ใช่สัตว์ทุกตัวจะว่ายน้ำเป็น แถมบางตัวเมื่อเจอน้ำท่วมก็จะเกิดอาการตื่นตระหนกได้ง่าย

          13. มองหาที่พักฉุกเฉินไว้ล่วงหน้าหลาย ๆ แห่ง เผื่อต้องทำการอพยพฉุกเฉิน เช่น บ้านเพื่อน ศูนย์พักพิง หรือโรงแรมนอกเมืองที่สามารถพาสัตว์เลี้ยงไปด้วยได้

          14. เตรียมกระเป๋าฉุกเฉินไว้ให้พร้อมสำหรับกรณีที่ต้องอพยพแบบเร่งด่วน โดยของที่ควรมีติดไปด้วย ได้แก่ รูปถ่ายและเอกสารของสัตว์เลี้ยง หลักฐานยืนยันว่าเป็นเจ้าของ ถ้วยอาหาร อาหาร น้ำดื่ม ยารักษาโรค และชุดปฐมพยาบาลเบื้องต้น พยายามตั้งไว้ในที่ที่มองเห็นชัดเจน หยิบง่าย และควรมีสำรองไว้ในรถหรือจุดอื่น ๆ ด้วย

          15. อพยพทันทีเมื่อมีคำสั่ง อย่าฝืนอยู่ เพราะยิ่งรอเท่าไร ก็ยิ่งเพิ่มความเสี่ยงต่อสัตว์เลี้ยงมากเท่านั้น

          16. หากพบสัตว์ตายเป็นจำนวนมากโดยไม่ทราบสาเหตุ ควรแจ้งเจ้าหน้าที่ปศุสัตว์มาช่วยดูแล ที่เบอร์ Call Center 085-660-9906

          17. หลีกเลี่ยงการนำสัตว์ที่ป่วยตายโดยไม่ทราบสาเหตุมาให้สัตว์เลี้ยงบริโภค เพราะเสี่ยงเจ็บป่วยและติดเชื้อโรค

วิธีดูแลสัตว์เลี้ยงในช่วงหลังน้ำท่วม

          1. หากฝากสัตว์เลี้ยงไว้ที่ศูนย์อพยพ เมื่อน้ำลดลงแล้ว ควรรีบไปรับกลับมาให้เร็วที่สุด

          2. คอยให้อาหารอย่างเหมาะสมและสม่ำเสมอ เพราะสัตว์เลี้ยงหลายตัวต้องอดอาหารหรือได้รับอาหารน้อยกว่าปกติในช่วงน้ำท่วม

          3. อย่าปล่อยสัตว์เลี้ยงออกไปนอกบ้านทันทีหลังน้ำลด เพราะอาจมีเศษแก้ว เศษตะปู หรือสิ่งของอันตรายที่ทำให้เกิดอาการบาดเจ็บได้ ทางที่ดีควรเช็กให้แน่ใจและพาออกไปพร้อมกับสายจูงก่อน เมื่อมั่นใจเต็มที่แล้ว ค่อยปล่อยเป็นอิสระทีหลัง

          4. หลีกเลี่ยงการพาสัตว์เลี้ยงไปสัมผัสหรือมีปฏิสัมพันธ์กับสัตว์อื่นนอกบ้าน เพราะไม่รู้ว่าตัวไหนมีอาการป่วยหรือติดเชื้ออะไรหรือเปล่า

          5. หมั่นทำความสะอาดที่อยู่อาศัยและของใช้ของสัตว์เลี้ยงให้สะอาดอยู่เสมอ โดยเริ่มแรกให้ทำความสะอาดด้วยผงซักฟอก แล้วค่อยลงน้ำยาฆ่าเชื้อต่อ อย่าลืมสวมถุงมือเพื่อความปลอดภัย พร้อมทั้งทำตามคำแนะนำอย่างเคร่งครัดด้วย

          6. รีบกำจัดซากสัตว์ที่ตายให้เร็วที่สุด เพื่อป้องกันการแพร่เชื้อโรค

          7. งดการนำสัตว์เลี้ยงตัวอื่นที่ตายโดยไม่ทราบสาเหตุมาให้สัตว์เลี้ยงบริโภค เพื่อป้องกันการเจ็บป่วย

          ถึงแม้ปัญหาน้ำท่วมหลายครั้งจะไม่มีการแจ้งเตือนล่วงหน้า แต่เจ้าของก็ต้องคอยสังเกตและหมั่นเตรียมตัวรับมือให้พร้อมเสมอ พยายามจัดอาหารและน้ำสะอาดสำหรับสัตว์เลี้ยงเผื่อไว้ในกรณีฉุกเฉิน รวมถึงควรตรวจสุขภาพ ถ่ายพยาธิ กำจัดเห็บหมัด และฉีดวัคซีนป้องกันโรคเป็นประจำ เพื่อช่วยสร้างสุขภาพที่ดี และอย่าลืมเตรียมกระเป๋าสำรองไว้ให้พร้อมตลอดเวลาด้วย


ขอขอบคุณข้อมูลจาก American Kennel Club, กรมปศุสัตว์ และกรมควบคุมโรค
https://pet.kapook.com/view214834.html



Thursday, September 19, 2019

ไม่ยาก! 8 คำแนะนำดี ๆ เกี่ยวกับการเก็บอึสุนัข



เรียบเรียงข้อมูลโดยกระปุกดอทคอม

         อึสุนัขเรื่องขี้ ๆ ที่ใครหลายคนมองข้าม ซึ่งในความเป็นจริงแล้วเรื่องอึสุนัขถือเป็นเรื่องใหญ่เดียว เพราะการที่เจ้าของปล่อยให้สุนัขอึแล้วไม่เก็บ นอกจากจะสร้างความสกปรกให้กับบริเวณนั้นแล้ว ยังเป็นแหล่งสะสมเชื้อแบคทีเรีย สาเหตของโรคร้ายต่าง ๆ นอกจากนี้อึสุนัขยังสร้างความเดือดร้อนมากมายให้กับผู้คนรอบข้างด้วย วันนี้เราก็ขอนำข้อมูลและคำแนะนำเกี่ยวกับอึสุนัขมาฝากกัน

          1.หากพบว่ามีอึของสุนัขภายในบริเวณบ้านของคุณ ควรรีบฉีดน้ำทำความสะอาดทันที เพราะออกซิเจนในน้ำและเข้าไปละลายสารไนโตรเจนในอึสุนัข หลังจากนั้นสารที่เหลือก็จะกลายเป็นอาหารของหญ้า ต้นไม้ และสัตว์ชนิดอื่น ๆ ต่อไป

          2. ในอึของสุนัขเต็มไปด้วยเชื้อโรคมากมาย อาทิ เชื้อไกอาเดีย ซัลโมเนลลา และเชื้ออีโคไลท์ หากเชื้อโรคเหล่านี้เข้าสู่ร่างกายของคนและสุนัขจะทำให้เกิดอาการท้องร่วง ท้องเสีย หรืออาหารเป็นพิษได้

          3. นอกจากเชื้อโรคต่าง ๆ แล้ว ยังพบว่าในอึของสุนัขอาจจะมีพยาธิตัวกลม และพยาธิปากตะขอปะปนอยู่ ซึ่งพยาธิเหล่านี้สามารถปรับตัว และอาศัยอยู่ในดินได้ดี จึงทำให้พยาธิมีชีวิตอยู่ได้นาน ดังนั้นหากไม่รีบจำกัดอึสุนัข พยาธิเหล่านั้นก็อาจจะชอนไชลงในดินและเข้าสู่ร่างกายของคุณได้

          4. ถึงแม้บ้านเรายังไม่มีกฎหมายที่ว่าด้วยเรื่องอึหมา แต่หลายเมืองในต่างแดนอย่างเช่น เมืองนิวยอร์ก ในประเทศสหรัฐอเมริกา และเมืองปารีส ของฝรั่งเศสได้เขียนกฎหมายเกี่ยวกับอึสุนัขไว้อย่างชัดเจนว่า เจ้าของทุกคนต้องเก็บอึสุนัขและทำความสะอาดบริเวณที่สุนัขอึด้วย จึงไม่น่าแปลกใจเลยว่าทำไมบ้านเมืองของพวกเขาสะอาดสะอ้านนัก ถ้าหากใครคิดจะพาสุนัขไปเที่ยวก็อย่าลืมศึกษากฎหมายของเมืองนั้นไว้ด้วยนะ

         5. ในกรณีที่คุณพาสุนัขเดินทางไปท่องเที่ยวตามสถานที่ต่าง ๆ หากจำเป็นต้องพักค้างคืนควรหาโรงแรมหรือที่พักที่อนุญาตให้นำสุนัขเข้าพักได้ และปฏิบัติตามข้อตกลงอย่างเคร่งครัด ถ้าหากเป็นไปได้ควรจ่ายค่าบริการเพิ่มเติมให้กับทางที่พักด้วย

          6. การปล่อยให้สุนัขอึเรี่ยราดถือเป็นการสร้างความเดือดร้อนให้ผู้อื่นเป็นอย่างมาก เพราะนอกจากจะทำให้บริเวณนั้นสกปรกแล้ว อึของสุนัขยังส่งกลิ่นไปทั่วอีกด้วย

         7. ทุกครั้งที่ต้องเก็บอึของสุนัขควรนำปูนขาวมาโรยก่อนทุกครั้ง เพราะปุนขาวมีคุณสมบัติช่วยดูดซับกลิ่นไม่พึงประสงค์ได้อย่างดี

          8. เมื่อคุณพาสุนัขของคุณออกไปเดินเล่นควรพกถุงพลาสติก และกระดาษชำระติดตัวไปด้วยทุกครั้ง เอาไว้ใช้สำหรับเก็บอึสุนัขก่อนจะนำไปทิ้งในถังขยะ

         การเก็บอึสุนัขไม่ใช่เรื่องขี้ ๆ จริง เพราะการที่คุณทำความสะอาดและเก็บอึสุนัขไปทิ้งนอกจากจะช่วยลดการแพร่กระจายของโรคต่าง ๆ แล้วยังไม่ทำให้ผู้อื่นเดือดร้อนอีกด้วย นอกจากนี้การเก็บอึสุนัขยังช่วยให้คุณผูกมิตรกับคนใกล้ชิดได้ง่ายขึ้น อย่างเช่น เพื่อนข้างบ้านของคุณด้วย รู้แบบนี้แล้วหากครั้งหน้าหากคุณพาสุนัขไปเดินเล่น หรือออกไปเที่ยว ก็อย่าลืมยืดอดพกถุงไปเก็บอึสุนัขกันด้วยนะคะ


https://pet.kapook.com/view51711.html

เครดิตภาพ  https://www.pinterest.com/pin/558868635009400475/

Tuesday, September 17, 2019

10 อาหารคนที่ห้ามให้หมา-แมวกินเด็ดขาด!


เรียบเรียงข้อมูลโดยกระปุกดอทคอม

          อาหารคนต้องห้าม ที่อย่าให้หมา-แมวลองกินจะดีกว่า เพราะอาจทำอันตรายได้ถึงชีวิต คนรักสัตว์อย่าเผลอให้กินอาหารต้องห้ามเหล่านี้เด็ดขาด


          อาหารที่เรากินกันอยู่ทุกวัน และคิดว่ามีประโยชน์ หรืออร่อย จนอยากแบ่งปันกับสัตว์เลี้ยงตัวโปรดของคุณ รู้หรือไม่ว่าอาจจะทำให้น้องหมา น้องแมว มีอันตรายถึงชีวิต ด้วยความรู้เท่าไม่ถึงการ วันนี้กระปุกดอทคอมนำรายชื่ออาหารต้องห้ามสำหรับน้องหมา น้องแมวมาฝาก เมื่อรู้แล้วก็ควรหลีกเลี่ยงที่จะให้อาหารเหล่านี้ หรือเก็บไว้ให้ไกลจากสัตว์เลี้ยงของคุณ ไม่ว่าอาหารเหล่านี้จะมีประโยชน์ หรืออร่อยมากแค่ไหนก็ตาม

1. กระเทียมและหัวหอม

          ควรนำกระเทียมและหัวหอมไว้ให้ไกลจากน้องหมา และน้องแมว เพราะว่ากระเทียมและหัวหอมอาจจะทำให้เกิดอันตรายได้ เมื่อหมา-แมวเผลอกินกระเทียมและหัวหอมเล่น อาจจะทำให้ระบบย่อยทำงานผิดปกติ เป็นโรคทางเดินหายใจ เซลล์เม็ดเลือดแดงเกิดความเสียหาย หรืออาจทำให้เป็นอันตรายถึงชีวิตได้ เช่น อาจจทำให้เกิดอาการคลื่นไส้ อาเจียน และในที่สุดขับถ่ายไม่เป็นปกติ ซึ่งจะทำให้สัตว์เลี้ยงมีร่างกายที่อ่อนแอลง และจนอาจถึงแก่ชีวิต ดังนั้นควรวางหัวหอมและกระเทียมให้ไกลดีกว่า

2. นมสด

          ใครที่คิดว่านมสดยังมีประโยชน์ต่อน้องหมา น้องแมวที่โตแล้วนั้น ลองคิดใหม่ดีกว่าค่ะ เพราะนมอาจจะทำให้เกิดปัญหาในเรื่องระบบการย่อยและการขับถ่าย ซึ่งอาจเป็นเหตุทำให้ท้องเสียได้ โดยร่างกายจะอ่อนแอ เป็นอันตรายถึงชีวิต ดังนั้นถ้าสัตว์เลี้ยงตัวไหนที่แอบมากินนมสดของคุณที่วางไว้ ก็ควรเก็บนมให้เป็นที่เป็นทางให้ห่างไกลจากสัตว์เลี้ยง เพื่อสุขภาพของพวกมันเองนะคะ

3. แอลกอฮอล์

          สำหรับเจ้าของคนไหนที่คิดว่า การที่เห็นสัตว์เลี้ยงดื่มแอลกอฮอล์แล้วเป็นเรื่องสนุก อาจจะทำให้ผลที่ตามมากับสัตว์เลี้ยงไม่ตลกอย่างที่คิด เพราะแอลกอฮอล์จะทำให้น้องหมา น้องแมวได้รับสารพิษมากเกินไป เพราะอย่าลืมว่าสัตว์เลี้ยงมีร่างกายที่เล็กกว่าคนเรา และระบบภายในร่างกายของสัตว์พวกนี้ก็ไม่ได้มีไว้เพื่อที่จะดื่มแอลกอฮอล์ในจำนวนมาก ซึ่งถ้าน้องหมา น้องแมวได้รับแอลกอฮอล์มากเกินไป อาจทำให้ช็อกและเสียชีวิตได้

4. ช็อกโกแลต


          ช็อกโกแลตอาจเป็นของโปรดของใครต่อหลายคนรวมทั้งน้องหมา น้องแมว แต่รู้ไหมว่าช็อกโกแลตอาจทำให้เจ้าตูบ และเจ้าเหมียวมีอัตราการเต้นหัวใจที่ผิดปกติ หรืออาจจะทำให้ร่างกายทำงานปกติ ซึ่งอาจส่งผลให้เกิดอันตรายต่อชีวิตสัตว์เลี้ยงตัวโปรดของคุณ และอาการเบื้องต้นก็คือ อาเจียน หอบหืด และร่างกายเริ่มอ่อนแอ ดังนั้นควรไว้ช็อกโกแลตให้ห่างจากเจ้าตูบ และเจ้าเหมียว

5. องุ่นและลูกเกด

          ผลไม้บางชนิดก็อาจทำให้เกิดอันตรายต่อน้องเหมียวและเจ้าตูบได้เหมือนกัน เช่น องุ่น และลูกเกด ถ้าได้เผลอวางผลไม้ชนิดนี้ไว้ใกล้ ๆ สัตว์เลี้ยง ให้รีบนำออกไปไว้ให้ไกลทันที เพราะองุ่น และลูกเกด จะทำให้อาเจียนเมื่อกินเข้าไป หรืออาจจะเป็นสาเหตุให้เกิดอาการซึมเศร้า รวมทั้งทำให้ระบบไตทำงานล้มเหลว ถ้าสัตว์เลี้ยงของคุณชอบผลไม้จริง ๆ ให้ลองเปลี่ยนมาเป็น กล้วย แอปเปิล หรือส้ม ก็ได้ค่ะ

6. ผลอะโวคาโด

          ผลอะโวคาโดที่คุณคิดว่าอาจให้ประโยชน์ต่อสัตว์เลี้ยง แต่จริง ๆ แล้วคือสารพิษดี ๆ นี่เอง ที่เป็นอันตรายต่อร่างกายของน้องหมา และน้องแมว เมื่อได้กินผลอะโวคาโดเข้าไปจะทำให้ร่างกายทำงานไม่สะดวก หายใจติดขัด หัวใจทำงานผิดปกติ และอาจจะส่งผลอันตรายต่อชีวิต

7. เนื้อสดและกระดูก

          แน่นอนว่าเนื้อสดและกระดูก เป็นอาหารโปรดของสุนัขและแมว ทำให้หลายคนเชื่อว่าต้องให้ประโยชน์และมีผลดีต่อร่างกายของสัตว์เลี้ยงไม่มากก็น้อย แต่จริง ๆ แล้วกระดูกและเนื้อสดอาจทำให้เป็นอันตรายต่อสัตว์เลี้ยงได้ค่ะ เมื่อน้องหมาหรือน้องแมวได้กินเนื้อกระดูกเข้าไปและอาจจะไม่ระวังอาจทำให้กระดูกติดคอ จนอาจเสียชีวิต ส่วนเนื้อสดแม้แต่คนเรายังหลีกเลี่ยงที่จะกินเพราะไม่สะอาด และเต็มไปด้วยเชื้อโรค แบคทีเรียต่าง ๆ ดังนั้นจึงควรหลีกเลี่ยงกับสัตว์เลี้ยงเช่นเดียวกัน

8. ขนมปังและยีส

          ขนมปังที่เราชอบรับประทานกันในทุกเช้า และเจ้าของคนไหนที่ชอบแบ่งกินกับสัตว์เลี้ยงตัวโปรดให้รู้ไว้เลยว่า ขนมปังและยีสอาจทำให้สุนัขหรือแมวท้องอืดได้ ซึ่งจะส่งผลต่อการทำงานของลำไส้ทำให้มีปัญหาในเรื่องของระบบย่อยอาหาร ถึงแม้ปัญหานี้ส่วนมากจะเกิดจากยีส แต่ขนมปังก็อาจส่งผลให้เกิดอันตรายได้เช่นกัน

9. น้ำตาลหรือของหวาน

          น้ำตาลหรือของหวานเป็นสิ่งที่ควรไว้ให้ห่างจากน้องหมา น้องแมว ถึงแม้ว่าพวกมันจะชอบกินแค่ไหนก็ตาม เพราะน้ำตาลหรือของหวานจะทำให้ระบบร่างกายเกิดการล้มเหลว มีอาการอาเจียนถ้าได้รับเข้าไปในปริมาณที่มาก อ่อนเพลีย รู้สึกง่วงนอนตลอดเวลา ซึ่งในภายหลังอาจเป็นอันตรายต่อชีวิตได้ ดังนั้นควรไว้ของหวานและน้ำตาลให้ห่างไกลจากสัตว์เลี้ยงตัวโปรดของคุณ เพื่อความปลอดภัย และสุขภาพที่ดีต่อตัวสัตว์เลี้ยงเอง

10. ถั่วแมคาเดเมีย

          หลายคนที่เคยได้ลิ้มลองถั่วแมคาเดเมียก็คงจะตัดใจจากความอร่อยนี้ไม่ได้ จึงทำให้อยากแบ่งปันกับสัตว์เลี้ยงที่รัก โดยหารู้ไม่ว่าจะทำให้เกิดอันตรายต่อสัตว์เลี้ยงของคุณเอง เพราะถ้าเจ้าตูบหรือเจ้าเหมียวได้กินเข้าไปแล้ว ถึงแม้จะในปริมาณที่เล็กน้อยก็อาจจะทำให้เกิดอันตรายได้ เพราะถั่วแมคาเดเมียจะทำให้ร่างกายของน้องหมาน้องแมวอ่อนแอ เป็นอัมพาต และสุดท้ายอาจทำให้เสียชีวิต จึงควรระวังไม่ให้เจ้าตูบและเจ้าเหมียวเข้าใกล้ถั่วชนิดนี้เป็นอันขาด


          เมื่อรู้อย่างนี้แล้วก็ควรวางอาหารและของกินเหล่านี้ให้ห่างจากตัวเจ้าตูบ และเจ้าเหมียว เพื่อที่คุณจะได้ใช้เวลากับสัตว์เลี้ยงได้นานมากขึ้น และใช้เวลาที่มีความสุขร่วมกัน นอกจากนี้ก็ควรศึกษาว่าอาหารชนิดไหนที่มีประโยชน์ต่อสัตว์เลี้ยงของคุณจริง ๆ จะดีกว่านะคะ


https://pet.kapook.com/view104198.html

เครดิตภาพ https://www.pinterest.com/pin/734649757981184947/

Wednesday, August 14, 2019

9 สุนัขพันธุ์เล็กสำหรับผู้สูงอายุ เพื่อนซี้แก้เหงาคู่ใจวัยชรา





9 สุนัขพันธุ์เล็กสำหรับผู้สูงอายุ เลี้ยงง่าย ฝึกง่าย นี่แหละตัวช่วยแก้เหงา บำบัดความเศร้า และผ่อนคลายความเครียดให้กับคนวัยชรา

ไม่ว่าจะเด็กหรือแก่ อายุมากหรืออายุน้อย สุนัขก็ถือเป็นเพื่อนซี้สี่ขาที่ทุกคนควรมี เพราะการเลี้ยงสุนัขมีประโยชน์ต่อสุขภาพและจิตใจเพียบ ไม่ว่าจะช่วยเป็นเพื่อนแก้เหงา ช่วยลดความเครียด ช่วยลดความดันเลือด ช่วยป้องกันโรคซึมเศร้าและความวิตกกังวล แถมการทำกิจกรรมร่วมกันกับสุนัขก็ยังเป็นการออกกกำลังกายชั้นดีอีกต่างหาก งานนี้ก็เลยมีการสนับสนุนให้ผู้สูงอายุหันมาเลี้ยงสุนัขกันยกใหญ่ อ๊ะ ๆ ๆ แต่การเลี้ยงสุนัขไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะเราต้องคำนึงถึงความชื่นชอบ เข้ากัน และความสามารถในการเลี้ยงของแต่ละคน รวมถึงความต้องการและพฤติกรรมของสุนัขด้วย ฉะนั้นวันนี้ดอทคอมเลยถือโอกาสรวบรวมข้อมูล สุนัขพันธุ์เล็ก สำหรับผู้สูงอายุมาฝาก เอาเป็นว่าจะมีสายพันธุ์ไหนที่เหมาะจะเลี้ยงเป็นเพื่อนแก้เหงาให้กับคนวัยชราบ้าง ตามมาดูกันเลยค่ะ

1. บิชอง ฟริเซ่


บิชอง ฟริเซ่ (Bichon Frise) เป็นสุนัขขนฟูที่มีนิสัยเริงร่าและน่ารัก จึงเป็นสายพันธุ์ที่เหมาะจะเลี้ยงไว้เป็นเพื่อนยามเหงา ซึ่งด้วยน้ำหนักเฉลี่ยประมาณ 3-6 กิโลกรัม จึงทำให้มันอุ้มง่าย สามารถฝึกฝนได้ และดูแลน้อยไม่ยาก เพียงแค่เจ้าของพาไปตัดแต่งขนเป็นประจำทุกเดือนหรือสองเดือน พร้อมพาออกกำลังอย่างเหมาะสม เท่านี้ก็เพียงพอที่จะทำให้มันมีสุขภาพดีงามและมีความสุขตลอดเวลาที่อยู่กับเราแล้วล่ะค่ะ

2. คาวาเลียร์ คิง ชาลส์ สแปเนีย

คาวาเลียร์ คิง ชาลส์ สแปเนียล (Cavalier King Charles Spaniel) เป็นสุนัขที่เหมาะจะเลี้ยงไว้เป็นเพื่อนผู้สูงอายุ เพราะน่ารัก ปรับตัวง่าย แถมยังชอบมาคลอเลีย อยู่ใกล้กับเจ้าของอีกต่างหาก และโดยส่วนใหญ่สุนัขพันธุ์นี้จะมีน้ำหนักประมาณ 4-8 กิโลกรัมเท่านั้น จึงทำให้ผู้สูงอายุสามารถอุ้มได้ เชื่อง แถมยังขี้อ้อน อีกทั้งลักษณะนิสัยก็ยังฝึกเลี้ยงง่าย ส่วนการดูแลก็แค่ต้องพาไปตัดแต่งขนและทำความสะอาดอย่างดีเป็นประจำ 

3. เฟรนช์ บูลด็อก

เฟรนช์ บูลด็อก (French Bulldog) เป็นสุนัขที่เต็มไปด้วยความร่าเริง สดใส มีนิสัยกระตือรือร้น ช่วยคลายเหงา หลายเศร้าให้คนสูงวัยได้เป็นอย่างดี แถมยังมีขนาดกะทัดรัด น้ำหนักประมาณ 8-12 กิโลกรัม ทำให้อุ้มง่าย และแม้ว่าเจ้าตูบพันธุ์นี้จะมีพลังล้นเหลือ ขี้เล่น แต่ก็สามารถฝึกให้เชื่องได้ ฉะนั้นการพาไปออกกำลังกายแบบปานกลางทุกวันจึงเหมาสมที่สุด ส่วนการดูแลทำความสะอาดตัดแต่งขนก็เหมือนกับสุนัขทั่วไป แต่ควรระวังและใส่ใจปัญหาสุขภาพ เช่น เรื่องระบบทางเดินหายใจและเรื่องผิวอยู่เสมอ

4. มอลทีส

มอลทีส (Maltese) เป็นสุนัขตัวเล็ก ๆ ขนขาว ๆ คล้ายกันกับบิชอง ฟริเซ่ ซึ่งส่วนใหญ่จะมีนิสัยขี้เล่น ขี้อ้อน ชอบนอนบนตักเจ้าของ ออกกำลังกายด้วยการเดินเล่น ฝึกง่าย เลี้ยงง่าย ด้วยขนาดลำตัวที่ไม่ใหญ่มากนัก เจ้าของสามารถอุ้มใส่กระเป๋า พาไปไหนได้ต่อไหนก็ได้ ส่วนการดูแลก็เหมือนกับกันบิชอง ฟริเซ่ คือ ต้องการการตัดแต่งขนจากช่างผู้เชี่ยวชาญเป็นประจำทุก 1-2 เดือน

5. พ็อมโบรค เวลช์ คอร์กี้

พ็อมโบรค เวลช์ คอร์กี้ (Pembroke Welsh Corgi) เป็นสุนัขที่เหมาะสำหรับคนที่กำลังมองหาเพื่อนซี้สี่ขาที่มีขนาดเล็กถึงขนาดกลาง เพราะมีน้ำหนักประมาณ 10-13 กิโลกรัม เรียกได้เป็นว่าขนาดเล็กกำลังดี พอที่จะอุ้มได้ไม่ยาก แถมขาสั้น ๆ ของมันก็ยังทำให้ดูน่ารัก น่าหลงสุด ๆ อีกทั้งยังมีความฉลาด และฝึกฝนง่ายอีกต่างหาก อย่างไรก็ตามสุนัขพันธุ์นี้มีสัญชาติญาณนักล่าอยู่ในตัว ฉะนั้นจึงต้องพาไปออกกำลังกายเป็นประจำ แต่สำหรับผู้สูงอายุ เพียงแค่พาไปเดินเล่นก็เพียงพอแล้ว สำหรับเรื่องขน เรื่องโรค ไม่มีอะไรน่าเป็นห่วงเลย

6. ปอมเมอเรเนียน

ปอมเมอเรเนียน (Pomeranian) ถือเป็นสุนัขตัวโปรดอันดับต้นของคนที่ชอบสุนัขพันธุ์เล็กเลยทีเดียว เนื่องจากมีขนาดเล็กจิ๋วหลิวมาก มีน้ำหนักประมาณ 1-3 กิโลกรัมเท่านั้น บอกเลยว่าสามารถอุ้มใส่กระเป๋าพกพาไปได้ทุกที่ แต่ที่น่าสนใจยิ่งกว่านั้น คือ สุนัขพันธุ์นี้มีความน่าเอ็นดู มีนิสัยขี้อ้อนและขี้เล่นมาก ๆ เหมาะจะเป็นเพื่อนแก้เหงาสุด ๆ ถ้าหากผู้สูงอายุคนไหนเลี้ยงไว้ที่บ้าน รับรองจะได้เห็นเจ้าตูบเพลิดเพลินกับของเล่นทั้งวัน แถมยังได้มีความสุขกับการที่มันมางีบหลับบนตักด้วย

7. พุดเดิ้ล

พุดเดิ้ล (poodle) เป็นสุนัขที่ฉลาด เรียนรู้เร็ว ปรับตัวง่าย เข้าได้กับทุกคน ทุกบ้าน จึงทำให้กลายเป็นหนึ่งในสายพันธุ์สุนัขที่นิยมกันไปทั่วโลก ยิ่งไปกว่านั้นทาสหมายังสามารถเลือกขนาดของพุดเดิ้ลได้ตามต้องการอีกต่างหาก ซึ่งถ้าหากใครอยากเลี้ยงสุนัขขนาดเล็ก สูงไม่เกิน 12 นิ้ว หนักประมาณ 6 กิโลกรัม ก็ขอแนะนำเป็นพุดเดิ้ลทอย (Toy Poodle) ถ้าหากใครอยากเลี้ยงสุนัขขนาดกลาง สูงประมาณ 11-15 นิ้ว หนักประมาณ 11 กิโลกรัม ก็ขอแนะนำเป็นพุดเดิ้ล มินิเจอร์ (Miniture Poodle) ส่วนถ้าหากใครอยากเลี้ยงสุนัขขนาดใหญ่ สูงประมาณ 18-22 นิ้ว หนักประมาณ 20 กิโลกรัม ก็ขอแนะนำเป็นพุดเดิ้ล สแตนดาร์ด (Standard Poodle) ที่สำคัญสุนัขพันธุ์นี้ยังมีความซื่อสัตย์และน่าหลงใหลมาก ๆ การดูแลก็ไม่ยุ่งยาก เพียงแค่พาไปเดินเล่นเป็นประจำ และพาไปตัดแต่งขนให้สวยงามทุก ๆ 1-2 ดือนเท่านั้นเองค่ะ

8. ชิสุ

ชิสุ (Shih Tzu) เป็นอีกหนึ่งสุนัขพันธุ์เล็กยอดนิยม เพราะอุ้มได้ เลี้ยงง่าย แถมหน้าตาน่ารัก มีน้ำหนักประมาณ 4-7 กิโลกรัม ซึ่งแม้พื้นเพนิสัยจะมีความดื้อซนอยู่บ้าง แต่ส่วนใหญ่ก็สามารถฝึกฝนได้ ส่วนการดูแล เลี้ยงดูก็ไม่ยาก เพียงแค่พาไปเดินเล่นทุกวันและตัดแต่งขนให้สวยงามเสมอ อย่างไรก็ตามสุนัขพันธุ์นี้มีมักจะมีปัญหาเกี่ยวกับโรคผิวหนัง รวมถึงพวกโรคเกี่ยวกับระบบทางเดินหายใจ ทว่าไม่ต้องกังวลมากไป เพราะอยู่ในระดับที่มีความเสี่ยงน้อยกว่าสุนัขพันธุ์เฟรนช์ บูลด็อก

9. เวสต์ ไฮแลนด์ ไวท์ เทอร์เรีย

เวสต์ ไฮแลนด์ ไวท์ เทอร์เรีย หรือเวสตี้ (West Highland White Terrier) ถือเป็นเพื่อนซี้สี่ขาที่ยอดเยี่ยม เพราะถึงแม้จะตัวเล็ก ตัวน้อย มีน้ำหนักประมาณ 5-9 กิโลกรัม แต่ก็ไม่ได้อ่อนแอหรือบอบบางเหมือนกับปอมเมอเรเนียนและมอลทีส อีกทั้งยังอุ้มได้สบาย และไม่จำเป็นต้องพาเข้าร้านตัดแต่งขนบ่อย ๆ เหมือนกับสุนัขพันธุ์เล็กตัวอื่น เรียกได้ว่าเป็นน้องหมาที่มีครบทั้งความเป็นมิตร เลี้ยงง่าย แถมดูแลไม่ยาก เหมาะกับผู้สูงอายุมาก ๆ เลยล่ะ

อ้โห มีสุนัขพันธุ์เล็กสำหรับเลี้ยงเป็นเพื่อนผู้สูงอายุเพียบเลยนะคะ แต่อย่างไรก็อย่าลืมล่ะว่า สายพันธุ์อย่างเดียวไม่สามารถบอกได้ว่าสุนัขตัวนั้น ๆ จะเหมาะกับเราหรือเปล่า เนื่องจากเจ้าตูบแต่ละตัวก็มีลักษณะนิสัยที่แตกต่างกันออกไป ฉะนั้นถ้ามีโอกาสก็ควรทำความรู้จักก่อนจะนำมาเลี้ยง หรือไม่เช่นนั้นก็ต้องทำความเข้าใจ ปรับตัว และหาทางฝึกสุนัขที่เลี้ยงให้ได้ จะได้ช่วยให้การเลี้ยงสุนัขแฮปปี้ มีความสุขทั้งสองฝ่ายเลยไง

ขอขอบคุณข้อมูลจาก thesprucepets และ nylabone
เครดิตภาพ https://www.pinterest.com/pin/56365432833374219/ 




Wednesday, July 10, 2019

9 ข้อดีของการมีสัตว์เลี้ยง





         ปัจจุบันผู้คนส่วนใหญ่มักนิยมเลี้ยงสัตว์เลี้ยงเป็นเพื่อนประจำบ้าน และจะเลี้ยงไว้อย่างน้อย 1 ชนิด และสัตว์เลี้ยงที่ ติดอันดับ 3 อันดับ ได้แก่ น้อง หมา น้องแมว และปลา นอกจากนั้น ก็ได้แก่ นก ม้า หนู กระรอก และ สัตว์เลื้อยคลาน และสัตว์แปลกอย่างอื่น 

          คนที่เลี้ยงสัตว์ ก็มีหลายเหตุผลบ้าง ก็เลี้ยงไว้เฝ้าบ้าน บ้างก็เลี้ยงไว้เป็นเพื่อน บ้างก็เลี้ยงไว้ประดับบารมี บ้างก็เลี้ยงไว้เอาบุญ ส่วนใหญ่ก็ไม่ได้คำนึงถึงประโยชน์ หรือข้อดีของสัตว์เลี้ยงเท่าใดนัก แต่ความจริงสัตว์เลี้ยงมีประโยชน์มากมายที่เราไม่เคยคิดมาก่อน
 ดังนั้น วันนี้จะมาพูดถึงข้อดีเกี่ยวกับประโยชน์ของสัตว์เลี้ยง โดยเฉพาะน้องหมา ตามมาดูกันเลยค่ะ 

ข้อที่ 1 ผลต่อความดันโลหิตและความเครียด 

          การเลี้ยงน้องหมาจะช่วยลดความดันโลหิต และบรรเทาความเครียดให้เจ้าของ หรือคนเลี้ยงที่เป็นโรคความดันโลหิตสูงได้

ข้อที่ 2 ผลต่อความรู้สึกโดดเดี่ยว 

          ปัจจุบัน ผู้สูงอายุมักจะถูกปล่อยทิ้งให้อยู่บ้านตามลำพัง หรือลูกหลานอาจแยกครอบครัว ออกเรือนไป ทำให้ผู้สูงอายุถูกปล่อยให้โดดเดี่ยว ซึ่งส่งผลให้เกิดภาวะซึมเศร้าได้ สัตว์เลี้ยงก็จะช่วยแก้ปัญหาจากการอยู่เพียงลำพังได้เป็นอย่างดี ช่วยลดปัญหาด้านจิตใจห่อเหี่ยวได้ 

ข้อที่ 3 ผลต่อการมีสังคม 

          สัตว์เลี้ยงจะช่วยให้เรามีสังคมมากขึ้นเพราะช่วยให้มีคนเข้ามาพบปะพูดคุยกับเรามากขึ้น ในหัวข้อสนทนาเกี่ยวกับสตว์เลี้ยง ซึ่งจะทำให้เรามีเพื่อนมากขึ้น โดยเฉพาะบรรดาคอคนรักสัตว์ด้วยกัน 

ข้อที่ 4 ผลต่อการออกกำลังกาย 

          การเลี้ยงสัตว์จำเป็นต้องมีกิจกรรมเพิ่มขึ้น เช่น การจัดเตรียมอาหารให้สัตว์เลี้ยง การพาสัตว์เลี้ยงไปขับถ่าย ออกกำลัง การเล่นกับสัตว์เลี้ยง กิจกรรมเหล่านี้เองช่วยให้คนเลี้ยงได้ออกกำลังกายในทางอ้อม ทำให้ผู้สูงอายุได้ขยับเขยื้อนร่างกายบ้าง ไม่ต้องนั่งจับเจ่าอยู่เพียงอย่างเดียว 

ข้อที่ 5 ผลต่อการพบแพทย์ 

          พบว่าผู้สูงอายุที่เลี้ยงน้องหมา น้องแมว จะมีสุขภาพดีขึ้น ซึ่งดูได้จากการไปพบแพทย์ลดลง และกินยาลดลงอีกด้วย 

ข้อที่ 6 ผลต่อจิตใจโอบอ้อมอารี 

          สัตว์เลี้ยงนั้นก่อให้เกิดความรักแท้ที่ไม่มีเงื่อนไขแก่คนเลี้ยง ทำให้คนเลี้ยงได้รับรักแท้ จากสัตว์เลี้ยงเป็นประจำทุกวันไม่เว้นวันหยุดราชการ

ข้อที่ 7 ผลต่อความปลอดภัย

          เลี้ยงสัตว์เช่น น้องหมา นอกจากจะได้รับความเพลิดเพลินแล้ว น้องหมาก็ยังทำหน้าที่อารักขาเจ้าของอีกด้วย ทำให้คนเลี้ยงรู้สึกปลอดภัยในระดับหนึ่ง

ข้อที่ 8 ผลต่อการสูญเสียคนรู้จัก 

          ผู้สูงอายุนั้น มักจะต้องพบเจอกับเรื่องการจากไปของคนรู้จัก ตั้งแต่คู่สมรส ญาติผู้ใหญ่ ตลอดจนเพื่อนร่วมรุ่น ซึ่งสัตว์เลี้ยงคู่กายก็ยังอยู่เป็นเพื่อนช่วยบรรเทาความรู้สึกเศร้าใจจากการสูญเสียสิ่งอันเป็นที่รักได้บ้างไม่มากก็น้อย 

ข้อที่ 9 ผลต่อปัญหาส่วนตัว


          การได้เป็นเจ้าของสัตว์เลี้ยงสักตัว จะช่วยให้ผู้เลี้ยงรู้สึกมีค่า มีความหมาย โดยเฉพาะ กับสัตว์เลี้ยง ซึ่งเมื่อมีปัญหาส่วนตัวจากภายนอกมากระทบ ก็จะช่วยผ่อนปรนให้เรื่องร้อน ๆ จากภายนอกค่อย ๆ บางเบาลงไป เมื่อเปรียบกับการมีจิตใจเมตตากรุณาต่อสัตว์เลี้ยงของตน 

       
   นี่เป็นข้อดีของสัตว์เลี้ยงบางส่วนที่มีคนเลี้ยง โดยเฉพาะผู้สูงอายุ ซึ่งนอกนั้นเราสามารถพบข้อดีของสัตว์เลี้ยงที่มีต่อคนเลี้ยงได้ทุกเพศทุกวัย ตั้งแต่เด็กวัยรุ่น ผู้ใหญ่ จนถึงผู้สูงอายุ ซึ่งที่เห็นแน่ ๆ ก็คือ สัตว์เลี้ยงทำให้จิตใจของมนุษย์อ่อนโยนและชุ่มชื่นขึ้นค่ะ


ขอขอบคุณข้อมูลจาก 
petnews2005

Wednesday, July 3, 2019

วิธีดูแลน้องหมาแสนรัก เมื่อเข้าสู่หน้าฝน



          มาดูสิ่งที่คนรักสุนัขต้องใส่ใจกันเป็นพิเศษเมื่อหน้าฝนย่างเข้ามา เพื่อสร้างเกราะป้องกันให้กับน้องหมาที่คุณรัก

          แม้น้องหมาจะเป็นสัตว์แต่เขาก็ไม่ได้ทนอากาศได้ทุกสภาวะหรอก ยิ่งฤดูกาลที่มีฝนโปรยมาด้วยแล้วยิ่งสำคัญใหญ่ เพราะมันส่งผลกับสุขภาพร่างกายและจิตใจของพวกเขาโดยตรง งั้นมาดูวิธีดูแลและปรับพฤติกรรมของน้องหมาให้เข้ากับสภาพอากาศ จากเว็บไซต์ visihow กันหน่อยดีกว่าเพื่อให้น้องหมาของคุณมีร่างกายที่แข็งแรงและจิตใจเบิกบานตลอดหน้าฝน เป็นสุนัขที่น่ารักของคุณตลอดไปกันเถอะค่ะ

1. อย่าปล่อยให้น้องหมาขนเปียกชุ่มตลอดเวลา

          ไม่ต้องบรรยายเลยว่าน้องหมาซน ๆ เนี่ย ขนเปียกน้ำวันละกี่หนกันเชียว คุณเจ้าของทั้งหลายต้องหาผ้าขนหนูมาเช็ดให้เขาบ่อยกว่าฤดูกาลอื่นหน่อยนะคะ หรือจะใช้ไดร์เป่าผมเบอร์เบาสุดเพื่อเป่าขนให้แห้งหลังเดินเล่น จะได้ไม่เป็นแหล่งสะสมของเชื้อแบคทีเรียตัวการก่อหวัดร้าย ๆ และถ้าหากการจับน้องหมาอาบน้ำในหน้าฝนมันยุ่งยาก แนะนำให้ลองใช้ไดร์แชมพูฉีดแทนจะง่ายกว่า

2. ป้องกันอุ้งเท้าน้อย ๆ ด้วยรองเท้ากันฝน

          ขนาดคนยังรณรงค์ให้ล้างมือกันเลย แล้วนับภาษาอะไรกับน้องหมาที่ต้องใช้อุ้งเท้าที่บอบบางทั้ง 4 เหยียบย่ำไปในทุก ๆ ที่ ดูแล้วอาจจะเป็นเรื่องธรรมดาที่น้องหมาต้องใช้อุ้งเท้าเดิน แต่ในหน้าฝนมันไม่ธรรมดาอย่างที่คิดนะสิ เพราะบรรดาเชื้อแบคทีเรียจากน้ำฝนที่เข้าไปแทรกซึมอยู่ในซอกอุ้งเท้า เป็นพาหะนำโรคตัวยงที่ทำให้เกิดการติดเชื้อได้โดยตรง ฉะนั้นควรจะหารองเท้ากันฝนสำหรับสุนัขมาสวมให้เขาเพื่อป้องกันน้ำฝน โคลน และเศษขยะอื่น ๆ หรือหมั่นเช็ดทำความสะอาด ตัดแต่งขนที่รกรุงรังโดยเฉพาะพันธุ์โกลเด้น รีทรีฟเวอร์, อัฟกัน ฮาวนด์, ชิสุ และไอริช เซ็ตเตอร์ ให้ปราศจากเชื้อโรคจากอุ้งเท้าน้องหมาด่วน ๆ ค่ะ

3. ดูแลเรื่องความชื้นในที่นอนน้องหมา

          ในหน้าฝนน้องหมาก็มีความจำเป็นที่จะต้องออกไปรีแล็กซ์ร่างกายนอกตัวบ้านบ้าง ซึ่งกลับเข้ามาพร้อมกับขนเปียกซกเต็มไปด้วยคราบน้ำสกปรก แถมยังพุ่งตรงไปยังที่นอนเลยทำให้ที่นอนและสิ่งของอื่น ๆ เปียกชื้นตามไปด้วย เท่ากับว่าเปิดประตูเชิญเชื้อโรคให้เข้ามาหาโดยตรงเลยนะเนี่ย ดังนั้นเราต้องพาเขาไปอาบน้ำและเช็ดขนให้แห้งหลังจากการเล่นซนข้างนอก เปลี่ยนที่นอนให้บ่อยกว่าฤดูอื่น และทำความสะอาดอุปกรณ์น้องหมาเพื่อไม่ให้เป็นแหล่งสะสมของเชื้อแบคทีเรีย

4. ป้องกันรูหูไม่ให้เป็นรูเชื้อโรค

          เมื่อพูดถึงฤดูฝนความชื้นเป็นหนึ่งสิ่งที่เราจะเมินเฉยไม่ได้ เพราะมันก่อให้เกิดเชื้อโรคต่าง ๆ รวมถึงเชื้อราที่ยากจะแก้ไข น้องหมาที่ต้องระวังเรื่องความชื้นเป็นพิเศษก็คือ ดัชชุน, ลาบราดอร์, และบาสเซ็ตฮาวด์ เมื่อขี้หูและความชื้นมาเจอกันจะยิ่งทำให้การติดเชื้อมันง่ายเข้าไปใหญ่ แนะนำให้เช็ดทำความสะอาด หลังจากออกไปเดินเล่นนอกบ้าน ส่วนน้องหมาที่ขนยาวหน่อย อยากให้คุณเจ้าของหาหนังยางมารัดขนเพื่อเปิดหูให้อากาศพัดพาความชื้นออกมาบ้าง

5. พาน้องหมามาเดินเล่นในบ้านแทนไปก่อน

          ฝนมาใคร ๆ ก็ต้องหลบเข้าร่มไม่เว้นแม้แต่น้องหมา กิจกรรมที่เคยเดินเล่นยืดเส้นยืดสายนอกบ้านจำเป็นที่จะต้องลดลงบ้าง ไม่ควรพาน้องหมาไปตากอากาศชื้นแฉะบ่อย ไม่เช่นนั้นทั้งเราและน้องหมาอาจจะต้องไปนั่งสบตาซึ้ง ๆ กับคุณหมอก็เป็นได้ ให้พาเขาเดินเล่นอยู่ภายในบ้านหรือสวนหย่อมแทนไปก่อน แต่ถ้าใครที่อยู่คอนโดหรืออพาร์ทเม้นท์ก็พาเขาเดินขึ้นลงบันไดแทนเพื่อสุขภาพที่แข็งแรงก็ได้ค่ะ

6. เพิ่มเส้นใยในอาหารรักษาระบบขับถ่าย

          ดูเหมือนอาหารการกินไม่น่าจะเกี่ยวอะไรกับฝนฟ้า แต่น้องหมามักจะเกิดอาการแพ้อาหารบ่อยในช่วงฤดูฝนนี่แหละ ปรับเปลี่ยนส่วนผสมอาหารบางอย่างให้มีกากใยเส้นของผักและผลไม้มากขึ้น ควบคุมปริมาณการกินให้บาลานซ์กับการขยับเขยื้อนร่างกายในแต่ละวัน วิธีนี้จะช่วยให้ระบบขับถ่ายน้องหมาเป็นปกติแม้จะไม่ได้ออกเดินบ่อยเท่าฤดูกาลอื่น

7. ระวังโรคผิวหนังอย่างดี ก็ไม่มีอารมณ์ร้าย

          ไม่ว่าคนหรือสัตว์เมื่อมีอาการเจ็บป่วยจะทำให้อารมณ์ไม่คงที่ ถ้าน้องหมาของคุณมีอารมณ์เกรี้ยวกราดผิดปกติขอให้เดาได้เลยว่าเขาเจ็บป่วยอย่างแน่นอน โดยเฉพาะอาการติดเชื้อทางผิวหนัง ที่จะสังเกตเห็นได้จากการเลียที่ผิดปกติ รอยขีดข่วน อาการคัน และมีกลิ่นหูรุนแรง สาเหตุมาจากเชื้อราและแบคทีเรียเข้าไปสะสมอยู่ในร่องชั้นผิวหนัง ซึ่งน้องหมาพันธุ์บ็อกเซอร์ และปั๊กมีความเสี่ยงสูงที่จะติดเชื้อมากกว่าเพื่อนต่างสายพันธ์ุของเขา เพราะด้วยร่องผิวหนังที่ลึกมากกว่าพันธุ์อื่น หากเกิดเคสนี้ขึ้นอยากให้ปรึกษากับสัตวแพทย์โดยตรงจะดีกว่า

         
 คุณเจ้าของน้องหมาทั้งหลายอย่าเผลอนอนสบาย จนลืมมาดูแลเจ้าตูบตาแป๋วในช่วงหน้าฝน ขอให้ทำตามคำแนะนำง่าย ๆ ที่เราเอามาฝากกันดีกว่าการไปพบสัตวแพทย์เยอะเลย

ขอขอบคุณข้อมูลจาก visihow