Sunday, May 17, 2020

ทำไมสุนัขถึงต้องเห่า




ทำไมสุนัขถึงต้องเห่า (ข่าวโลกสัตว์เลี้ยง)

          คิดว่าหลายท่านคงมีประสบการณ์เกี่ยวกับการได้ยินเสียงของเจ้าตูบที่ส่งเสียงดัง ๆ ด้วยการเห่ากันมาไม่มากก็น้อย การได้ยินเสียงเห่าของเจ้าตูบนั้นคงไม่มีใครพิศวาส อยากได้ยินสักเท่าไหร่ เพราะมันช่างน่ารำคาญ และน่าหงุดหงิดซะนี่กระไร แล้วทำไมเจ้าตูบถึงต้องเห่า

           การเห่าของสุนัขถือเป็นพฤติกรรมสื่อสารตามธรรมชาติ แต่ถ้าหากเห่ามากเกินไป ก็เป็นปัญหาได้เหมือนกัน เราจะควบคุมการเห่าของสุนัขได้อย่างไร ก่อนอื่นเราต้องรู้ก่อนว่าธรรมชาติขิงสุนัขเห่าเพื่อต้องการสื่อสารอะไร

           Lovely/anxious barking เห่าเมื่อรู้สึกเหงา โดดเดี่ยว วิตกกังวล เป็นต้นว่า ถูกขัง ถูกบังคับ เสียงจะแหลมขึ้น และบอกได้ถึงอารมณ์ที่ขุ่นมัว เสียงนี้แหละที่จะสร้างความรำคาญให้กับเพื่อนบ้านจนเป็นปัญหากันมานักต่อนักแล้ว

           Bored barkers เห่าเมื่อสุนัขรู้สึกเบื่อ

           Play/ excuenebt bards การเห่าเมื่อต้องการเล่นหรือตื่นเต้น ลักษณะสั้นและเสียงแหลม

           Self-identification barking เห่าเมื่อสุนัขต้องการเห่าตอบเสียงเห่าหอนของสุนัขตัวอื่น ๆ ที่อาจได้ยินจากข้างบ้าน

           Startle barking เกิดขึ้นเมื่อมีเสียงหรือการเคลื่อนไหวอย่างทันทีหรือเสียงจากคนแปบกหน้า คล้าย ๆ กับ alert bark

           Alert /warning barks เป็นการเห่าเพื่อกระตุ้นเจ้าของว่า จะมีภัยอันตรายหรือคนแปลกหน้าเข้ามา ลักษณะการเห่าจะเร็วประหนึ่งว่ามีผู้บุกรุก เสียงขู่คำรามเบา ๆ ในลำคอ อาจสับสนกับการเห่าจากการกลัว

           Attention-seeking barks มักเกิดกับลูกหมาเด็กที่ต้องการ การดูแล เรียกร้องความนใจ เราต้องใจแข็ง ทำเป็นไม่สนใจอย่างหนัก ถือเป็นการฝึกไม่ให้เกิดพฤติกรรมอันไม่พึงประสงค์ในอนาคต เพราะถ้าติดเป็นนิสัยถึงตอนโตแล้ว ก็จกยากกับการแก้ไข

หลักการสำคัญในการควบคุมการเห่าที่ไม่พึงประสงค์

          ถ้าจะสามารถควบคุมการเห่าได้ สุนัขต้องเชื่อฟังคำสั่งของเจ้าของก่อน ถ้าเราสั่งไม่ได้ก็จะทำให้การฝกเป็นไปด้วยความยากลำบาก ส่วนมากเลยที่เจ้าของจะพูดสั่งเจ้าตูบไม่ให้เห่าคือ ไม่ ไม่ ไม่ จะยิ่งทำให้สุนัขคิดว่าเราอยากเห่าด้วย อยากเล่นกับเค้า หรือบอกว่าคุณชอบที่จะเล้นกับเค้า เค้าก็ยิ่งเห่า เราต้องเลือคำสั่งเพียงหนึ่งคำ เช่น หยุด หรือ พอ แล้วใช้คำนั้นตลอด ด้วยเสียงแบบเดิม และให้ทุกคนในบ้านทำเหมือนกัน แต่การสอนเจ้าตูบนั้น ต้องใช้ความอดทนเป็นที่ตั้ง และต้องค่อยเป็นค่อยไป ให้รางวัลเมื่อสุนัขทำตาม ซึ่งจะดีกว่าการลงโทษ ยิ่งทำให้สุนัขกลัว และรู้สึกฝืนและต่อต้าน

          นอกจากปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของุนัขแล้ว ปัจจุบันนี้ ยังมีอุปกรณ์เสริมเป็น ปลอกคอกันเห่าของสุนัขมีมาให้เลือกซื้อเลือกหากันอีกด้วย แต่การใช้ปลอกคอกันเห่าเป็นประจำอาจทำให้สุนัขเห่ามากขึ้น จึงควรใช้เท่าที่จำเป็นเท่านั้น

          ส่วนอีกวิธีหนึ่งคือ การตัดกล่องเสียง สัตวแพทย์หลาย ๆ ท่านไมนิยมใช้วิธีการนี้ เนื่องจากบางรายไม่ได้ผล รายที่ได้ผล สุนัขจะเห่าเสียงแหบ ๆ วิธีกานนี้เป็นวิธีการที่นักพฤติกรรมสัตว์ยังสงสัยถึงผลที่ได้รับอยู่ เนื่องจากสาเหตุการเห่ามีมากมาย การรักษาจึงต้องขึ้นอยู่กับสาเหตุ ถ้ายังไม่ได้รับการแก้ไข ทางที่ดีเจ้าของสุนัขควรหลีกเลี่ยงสิ่งที่จะกระตุ้นให้สุนัขเห่า

          สำหรับท่านที่กำลังประสบปัญหาเจ้าตูบของคุณเห่ามากกว่าปกติก็ลองนำวิธีการต่าง ๆ ที่กล่าวมาข้างต้นไปลองทำดูนะครับ เชื่อแน่ว่าปัญหาที่คุณกำลังเผชิญอยู่ต้องทเลาเบาบางลงไปแน่นอน

ขอขอบคุณข้อมูลจาก

https://pet.kapook.com/view10452.html
เครดิตภาพ  https://www.pinterest.com/pin/710513278723835440/

Saturday, May 16, 2020

หมาปั๊ก Puggy ตูบหน้าบี้...จอมทะเล้น




หมาปั๊ก Puggy ตูบหน้าบี้...จอมทะเล้น (Dogazine)

          ในปัจจุบัน คงไม่มีใครที่ไม่รู้จักสุนัขสายพันธุ์ปั๊กเป็นแน่ เนื่องด้วยกระแสความนิยมในสุนัขสายพันธุ์นี้ที่เริ่มมีมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง จะด้วยอุปนิสัยน่ารักน่าเลี้ยงก็ดี หรือจะด้วยรูปร่างหน้าตาที่เป็นเอกลักษณ์ มองอย่างไรก็ไม่เบื่อ ชวนให้หัวเราะแล้วอารมณ์ดีทุกคราที่มองปั๊กน้อย สิ่งเหล่านี้ ล้วนแล้วแต่เป็นเหตุผลที่ทำให้คนไทยหันมาเลี้ยงสุนัขพันธุ์นี้มากขึ้นตามลำดับ

          ด้วยความร่าเริงที่ไม่เหมือนใคร หน้าตาแลดูฉงนปนทะเล้น และอารมณ์ดีอยู่ตลอดเวลา ทำให้ปั๊กไม่เพียงแต่เป็นที่นิยมเลี้ยงในประเทศไทยเท่านั้น หากแต่ยังแพร่หลายมากขึ้นทั่วโลกอีกด้วย

มาตรฐานสายพันธุ์

          ถิ่นกำเนิด   ประเทศจีน
          กลุ่ม   Toy
          หัว   หัวกะโหลกมีลักษณะกลม ขนาดใหญ่ หนังบริเวณหน้าผากมีรอยย่นมาก
          หู   ขนาดเล็ก ใบหูค่อนข้างบาง มีหู 2 ชนิด คือหูตูบแบบบูลด็อก และหูพับแบบลูกกระดุม แต่จะนิยมหูพับมากกว่า
          ตา   ดวงตากลมโต สีเข้ม
          ปากสั้น   รูปทรงสี่เหลี่ยมจตุรัส กรามล่างจะยื่นออก
          จมูก   สั้น สีด
          ฟัน   ขบกันแบบกรรไกร
          ลำตัว   สั้น หลังตรง ล่ำสัน และมีกล้ามเนื้อแข็งแรง
          คอ   สั้น โค้งเล็กน้อย
          อก   กว้าง
          ขา   ขาหน้าเหยียดตรง เต็มไปด้วยกล้ามเนื้อ ความยาวปานกลาง เท้าไม่กลมเหมือนเท้าแมว เล็บสีดำ
          หาง หางชี้ขึ้นด้านบน แต่ลักษณะม้วนเป็นวงจนติดบั้นเอว หากม้วนได้ 2 รอบ ถือว่าเป็นลักษณะที่สมบูรณ์
          ขน   สั้นละเอียดเป็นประกาย ไม่ปุกปุย
          สี   สีน้ำตาลแบบลูกวัว สีเงิน หรือสีดำ มีาร์คกิ้งสีดำที่หน้าและใบหู
          ขนาด   สูง 10-11 นิ้ว น้ำหนัก 6.5 - 8.2 กิโลกรัม
          การเดิน และการวิ่ง   คล่องแคล่ว ปราดเปรียว
          ลักษณะที่ถือว่าบกพร่อง   หัวกะโหลกเล็ก ช่วงปากยาว ตาเล็ก รอยย่นเห็นไม่ชัด
          ช่วยชีวิตเฉลี่ย   12 - 14 ปี


7 ก้าวเดินตามรอยเท้า... หมาปั๊ก

ก้าวที่ 1 : กว่าจะมีวันนี้

          สุนัขพันธุ์ปั๊กเป็นสุนัขที่เก่าแก่สายพันธุ์หนึ่ง มีกำเนิดมาจากประเทศจีนมาตั้งแต่ 400 ปี ก่อนคริสตกาล ในสมัยโบราณนิยมเลี้ยงไว้ในวัดจีน ต่อมาเริ่มมีการนำออกไปยังสถานที่ต่าง ๆ ก่อนจะเริ่มแพร่หลายไปยังหลาย ๆ ประเทศในแถบทวีปยุโรป

          ในประเทศฮอลแลนด์ สุนัขสายพันธุ์ปั๊กได้รับการยอมรับ และให้เกียรติเป็นอย่างมากเนื่องจากในอดีตมีสุนัขพันธุ์นี้ตัวหนึ่ง เคยช่วยชีวิตของเจ้าชายวิลเลียม โดยการเตือนให้พระองค์ทรงทราบว่าทหารของกองทัพของสเปนได้แอบลอบเข้ามาใกล้แล้วนั่นเอง

          ส่วนในประเทศฝรั่งในปี ค.ศ.1790 พระมเหสีของนโปเลียน ผู้นำประเทศฝรั่งเศสในยุคนั้นได้ซ่อนจดหมายไว้ที่ปลอกคอของปั๊ก  แล้วให้มันนำไปแจ้งข่าวสารต่อนโปเลียน เพื่อบอกกับนโปเลียนว่าพระนางถูกจับขังไวที่ Les Carmes

          จากวีรกรรมทั้งหลายทั้งมวลเหล่านี้เอง ทำให้สุนัขพันธุ์นี้เริ่มเป็นที่นิยมกันมากขึ้น ก่อนจะถูกพัฒนาสายพันธุ์จนกลายเป็นรูปแบบของปั๊กที่สมบูรณ์แบบในประเทศอังกฤษ ต่อมา ปั๊ก เริ่มเป็นที่นิยมในประเทศอังกฤษมากขึ้น แต่จากจำนวนของสุนัขในกลุ่มทอยอื่น ๆ ที่ทวีจำนวนขึ้น ทำให้ความนิยมในตัวปั๊ก เริ่มลดลงตามลำดับ จนเกือบจะสูญพันธุ์ไปจากประเทศอังกฤษ ซึ่งในขณะนั้นเองพระเจ้าจอร์จที่ 3 ได้ทรงนำเข้าปั๊กจากประเทศฮอลแลนด์และออสเตรีย ทำให้เขาสามารถช่วยดำรงสายพันธุ์ปั๊กไว้ในประเทศอังกฤษมาจนถึงปัจจุบัน

 ก้าวที่ 2 : ลักษณะทั่วไปของ หมาปั๊ก

          ปั๊ก เป็นสุนัขพันธุ์เล็ก มีขนาดร่างกายเล็กปานกลาง หน้าสั้นและย่นแลดูทะเล้นน่ารัก ใบหูพับตก และมีขนสั้นเกรียน หางมีลักษณะบิดเป็นเกลียวชี้ขึ้นม้วนจนเป็นวงติดกับบั้นเอง ถ้าหางหางม้วนได้ถึงสองตลบจัดว่าเป็นลักษณะที่สวยสมบูรณ์ที่สุด หายใจและกรนเสียงดัง

          สำหรับสัดส่วนของ หมาปั๊ก ถูกผสมพันธุ์ออกมาจนได้รูปร่างที่กะทัดรัดเป็นสี่เหลี่ยมจัดตุรัส ตัน และมีกล้ามเนื้อที่แข็งแรง หัวมีลักษณะเป็นสี่เหลี่ยมจัตุรัส ชิดขึ้นเล็กน้อย ตากลมยื่นออกมาแลดูอ่อนโยน มีสีดำเป็นประกาย หูสั้นตกลงข้างหัว มีความนุ่มคล้ายกำมะหยี่ คอสั้นโค้งเล็กน้อย ขาหน้าเหยียดตรง มีขนสั้นละเอียดเป็นประกาย มีสีเหลืองแอปริคอท มีมาร์คกิ้งสีดำที่หน้าและใบหู

          สุนัขพันธุ์นี้เป็นที่นิยมเลี้ยงกันมากในปัจจุบัน เนื่องจากมีนิสัยน่ารัก ถึงหน้าตาของเขาจะดูเหมือนคิดมากไปสักหน่อย แต่ถ้าได้ลองเลี้ยงแล้วจะหลงใหลไม่รู้ตัว เพราะความอ่อนโยนของมัน ข้อควรระวังในการเลี้ยงคือสภาพอากาศที่ร้อน ปั๊กจะทนไม่ค่อยได้ ถ้าทนไม่ไหวอาจเป็นลมแดดได้ และถ้าอากาศเย็นควรให้อยู่ในที่อุ่น ๆ หรือหาเสื้อมาสวมให้เพื่อป้องกันไม่ให้เป็นหวัด

ก้าวที่ 3 : เกาะติดนิสัย หมาปั๊ก

          ธรรมชาติของ หมาปั๊ก จะเป็นสุนัขที่มีลักษณะเป็นมิตร ปราดเปรียว ว่องไว อารมณ์ดี อยากรู้อยากเห็น ชอบเข้าสังคม มีความนุ่มนวล แต่บางครั้งอาจมีความตื่นตัวและมีพละกำลังในการเล่นมาก ไม่ชอบทะเลาะเบาะแว้งกับสุนัขตัวอื่น ๆ มีความซื่้อสัตย์ต่อเจ้าของ ชอบพบปะทักทายกับคน ไม่ว่าจะเป็นเจ้าของหรือคนแปลกหน้า มีความฉลาดในระดับปานกลาง

          แม้จะเป็นสุนัขสายพันธุ์ที่ชอบเข้าสังคม แต่ปั๊กก็เป็นสุนัขที่มีความเป็นตัวของตัวเองสูง ดื้อรั้น แต่เข้มแข็ง มันมีนิสัยชอบเอาชนะ และเด็ดเดี่ยวมากพอตัวทีเดียว

 ก้าวที่ 4 : ความต้องการการดูแลเอาใจใส่

          โดยส่วนมากสุนัขพันธุ์นี้จะขี้เกียจ หากปล่อยให้อยู่ตามลำพังหรือไม่มีอุปกรณ์ฝึกเขา จึงควรพาเขาไปเดินเล่นหรือเล่นเกมโยนของไปให้เขาเก็บทุกวัน แต่อย่าให้เขาออกกำลังกายหนัก ๆ ในช่วงที่มีอากาศร้อน หรือหลังกินอาหารเสร็จ

          แม้สุนัขพันธุ์นี้จะไม่ต้องการการดุแลเสริมสวยให้ยุ่งยากมากนัก แต่ก็จำเป็นต้องได้รับการรักษาความสะอาดทุกวัน อีกทั้งการดูแลเอาใจใส่ในเรื่องของการออกกำลังกาย ก็เป็นสิ่งสำคัญ ถึงแม้ปัก๊กจะไม่ใช่สุนัขที่รักกีฬา แต่การพาเขาไปออกกำลังกายให้พอเพียง ก็จะช่วยให้เขาไม่อ้วนและกลายเป็นสุนัขที่เฉื่อยชาจนเกินไป

 ก้าวที่ 5 : ผู้เลี้ยงที่เหมาะสม

          เจ้าของที่สมบูรณ์แบบของ หมาปั๊ก จะต้องมีอุปนิสัยอ่อนโยน คอยดูแลเอาใจใส่เขา เหมาะมากสำหรับเจ้าของที่ชอบความสงบเงียบ และคนที่ต้องการสุนัขที่เลี้ยงไม่ยาก สำหรับบ้านที่มีพื้นที่เพียงเล็กน้อย ผู้ที่อาศัยอยู่ในหอพักหรือคอนโดมิเนียมก็สามารถเลี้ยงปั๊กได้อย่างสบาย ๆ เนื่องจากรูปร่างที่เล็ก ไม่ใหญ่เทอะทะ ทำให้ปั๊ก ไม่ต้องการพื้นที่เลี้ยงดูมากนัก

 ก้าวที่ 6 : ข้อควรระวัง

          เนื่องจากรูปทรงของตาและใบหน้าทำให้สุนัขสายพันธุ์นี้มีแนวโน้มที่จะเกิดการบาดเจ็บที่ตาได้ง่าย ถ้าปั๊กของคุณกำลังถูตาอยู่ กระพริบตาถี่ ๆ มีน้ำตาไหลมากเกิน หรือตามีการเปลี่ยนสีไป ควรปรึกษาสัตวแพทย์ของคุณโดยทันที และการที่เป็นสุนัขจมูกสั้น เขาจึงมักมีปัญหาเกี่ยวกับเพดานปากอ่อน จึงจำเป็นต้องตรวจสอบอยู่เสมอ

          นอกจากนี้ ปั๊กยังมีความเสี่ยงที่จะอ้วนได้ง่าย ดังนั้น การควบคุมปริมาณอาหารและการออกกำลังกายจึงเป็นสิ่งจำเป็น โครงสร้างกะโหลกศีรษะที่สั้น ส่งผลให้ปั๊ก มักมีปัญหาระบบทางเดินหายใจส่วนต้น โดยเฉพาะเมื่ออยู่ในพื้นที่ที่มีอุณหภูมิสูงหรือภายหลังการออกกำลังกายอย่างหนัก จึงควรหลีกเลี่ยงการออกกำลังกายที่มากเกินไป และการเลี้ยงดูในสถานที่ที่มีอุณหภูมิสูง

 ก้าวที่ 7 : โรคและความผิดปกติที่พบได้

           ความผิดปกติต่าง ๆ ของนัยน์ตา เช่น หนังตาม้วน โรคตาแห้ง กระจกตาอักเสบ แผลหลุมบริเวณกระจกตา

           ความผิดปกติของระบบทางเดินหายใจ ได้แก่ กลุ่มอาการผิดปกติของท่อทางเดินหายใจส่วนต้น ในสุนัขสายพันธุ์ที่มีใบหน้าสั้น

           ระบบทางเดินสืบพันธุ์ ได้แก่ ภาวะคลอดยาก เนื่องจากขนาดหัว และช่วงไหล่ของลูกสุนัขมีขนาดใหญ่นั่นเอง


ขอขอบคุณข้อมูลจาก 
เครดิตภาพ  

Thursday, May 14, 2020

ตาโต หน้าย่น หูกาง ความน่ารักในแบบ เฟรนช์ บูลด็อก


สรุปบทความโดยกระปุกดอทคอม
เรื่องโดย สายฝัน (Dogazine)

หากท่าไม้ตายที่สาวยุคนี้นำมาใช้สอยหัวใจหนุ่ม ๆ คือ การเบิ่งตาให้โต ทำหน้าแบ๊ว ทำปากจิก แล้วเอามือคลี่ผมม้ามาปิดเหม่ง หรือเสยผมปัดป้ายไปด้านข้าง ท่าไม้ตายของเจ้าหมา ที่ชื่อ เฟรนช์ บูลด็อก ก็คงจะเป็นหน้านิ่ง ๆ ที่ดูแล้วไม่รู้ว่าอารมณ์ไหน เพื่อที่จะหลอกล่อให้เราเข้าใกล้ เพราะหากเผลอสัมผัส ลูบไล้เจ้า เฟรนช์ บูลด็อก เมื่อใด รับรองได้ว่าคุณจะรู้สึกเหมือนโดนน็อกด้วยตาโต ๆ หน้าย่น ๆ หูกางคล้ายค้างคาวที่มองไปมองมากลับดูมีเสน่ห์ และสุดท้ายก็ตกเป็นทาสรักของ เฟรนช์ บูลด็อก อย่างถอนตัวไม่ขึ้น

 ประวัติ สุนัข เฟรนช์ บูลด็อก

          เฟรนช์ บูลด็อก (french bulldog) หรือที่เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า "เฟรนชี่" นี้ ถึงแม้ว่าหน้าตาจะดูน่ารักแบบแปลก ๆ แต่ถิ่นฐานบ้านเกิดของเขาไฮโซมาก นั่นก็คือ ประเทศฝรั่งเศส ซึ่งจากการค้นข้อมูล ก็พบแหล่งกำเนิดของ เฟรนช์ บูลด็อก ดังนี้

           ปี ค.ศ.1850 – 1860 ผู้พัฒนาสายพันธุ์สุนัขชาวอังกฤษได้ทำการพัฒนาสายพันธุ์ สุนัข บูลด็อก ซึ่งถือได้ว่าเป็นสัญลักษณ์ของประเทศอังกฤษให้มีขนาดเล็กลง

           ปี ค.ศ.1860 มีผู้นำ สุนัข อิงลิช บูลด็อก ที่ถูกพัฒนาสายพันธุ์ให้มีขนาดเล็กลงเข้าไปยังประเทศฝรั่งเศส

           ผู้พัฒนาสายพันธุ์สุนัขชาวฝรั่งเศส ได้นำสุนัข อิงลิช บูลด็อก ขนาดเล็กไปผสมกับสุนัขสายพันธุ์ เฟรนช์ เทอร์เรียร์ และต้องชื่อสุนัขพันธุ์ใหม่นี้ว่า "เฟรนช์ บูลด็อก" (French Bulldog)

           นักท่องเที่ยวชาวอเมริกันได้มาพบสุนัข เฟรนช์ บูลด็อก เข้าและเกิดอาการปิ๊งทันทีที่ได้เห็น จึงนำกลับไปยังประเทศอเมริกา

           เฟรนช์ บูลด็อก ปรากฎตัวอย่างเป็นทางการในสหรัฐอเมริกาครั้งแรกเมื่อปี ค.ศ.1896 ในงานประกวดสุนัข Westminster Kennel Club’s Show ที่นิวยอร์ก และได้มีการตั้งสมาคม French Bulldog Club of America ขึ้นเป็นสมาคมสุนัขพันธุ์นี้แห่งแรกในโลก

          สรุปคือ เฟรนช์ บูลด็อก มีบรรพบุรุษมาจากอังกฤษ ถือกำเนิดในฝรั่งเศส แต่กลับไปได้รับความนิยมมาก ๆ ที่สหรัฐอเมริกา

นี่แหละใช่เลย...สไตล์ของ เฟรนช์ บูลด็อก

          
1. รูปร่างกลม ๆ ป้อม ๆ บวกกับขาสั้น ๆ ทำให้เวลาเดิน สะโพกของ เฟรนช บูลด็อก จะส่ายไปมา เมื่อรวมเข้ากับจมูกสั้น ย่น ปากกว้างที่ดูเหมือนยิ้มตลอดเวลา และใบหูอันใหญ่โตที่คล้ายกับหูค้างคาว ทำให้ใคร ๆ ที่ได้พบ เฟรนช์ บูลด็อก อดที่จะอมยิ้มไม่ได้

          2. เฟรนช์ บูลด็อก มีนิสัยร่างเริง และเป็นมิตร เขาอาจจะเห่าเพื่อเตือนให้เราทราบว่ามีคนแปลกหน้ามาป้วยเปี้ยนอยู่แถวนี้นะจ๊ะ แต่นอกจากนั้นเขาจะไม่เห่าพร่ำเพรื่อ

          3. เพราะจมูกของ เฟรนช์ บูลด็อก ทั้งย่นทั้งสั้น เวลาที่เขาหายใจจึงมีเสียงดังตลอดเวลา นอกจากนั้นปากที่กว้างมากยังทำให้เขาซดน้ำเสียงดังและมักทำน้ำหกเลอะเทอะไปทั่วบ้าน

          4. หากคุณกิ้นข้าวเวลาเดียวกันกับ เฟรนช์ บูลด็อก เห็นทีจะต้องทำใจในเรื่องมารยาทในการกินอาหารของเขาหน่อยนะ เพราะ เฟรนช์ บูลด็อก จะกินข้างด้วยเสียงจุ๊บจั๊บให้ได้ยินกันถ้วนหน้า เมื่ออิ่มแล้วเขาก็จะมานอนบนตักของคุณและเริ่มผายลมออกมาเป็นระยะ ๆ จนกระทั่งท้องไส้เริ่มหายปั่นป่วน เขาก็จะนอนหงายท้องอย่างสบายใจ แล้วเริ่มกระบวนการกรนเสียงดังเพื่อให้คุณคลายเหงา(อิอิ)

          5. เฟรนช์ บูลด็อก ไม่ทนต่อความร้อน ดังนั้นจึงต้องให้เขาอยู่ในห้องที่มีอุณหภูมิพอดี ๆ มีอากาศถ่ายเทสะดวก

          มาถึงตรงนี้ อาจเห็นเป็นเรื่องขบขัน แต่ทั้งหมดนี้เป็นลักษณะเฉพาะสายพันธุ์ที่คุณต้องเตรียมใจไว้ถ้าคิดจะเลี้ยงเจ้า เฟรนช์ บูลด็อก

          อย่างไรก็ตาม เฟรนช์ บูลด็อก เป็นสุนัขค่อนข้างเรียบร้อย ไม่ก้าวร้าว เข้ากับทุกคนในบ้านได้ และเข้ากับสัตว์ได้ทุกประเภท ปกติแล้วจะแทบไม่ได้ยินเสียงเห่าของเขาเลย ยกเว้นแต่เกิดสิ่งปกติอย่างมาก ดังนั้นเขาจึงไม่ใช่สุนัขสำหรับเฝ้าบ้าน เหมาะสำหรับการเลี้ยงเป็นเพื่อนมากกว่า นอกจากนี้ จากประสบการณ์ผู้เลี้ยง สุนัข เฟรนช์ บูลด็อก มักพูดตรงกันว่าเจ้าตูบพันธุ์นี้มีความตลก และชอบทำอะไรแปลก ๆ น่ารัก ๆ ไม่นิ่ง หรือไม่ไฮเปอร์เกินไป ที่สำคัญคือเงียบ ไม่เห่า


          สำหรับราคาของลูกสุนัข เฟรนช์ บูลด็อก ในตลาดล่างมีตั้งแต่หลักพันจนถังประมาณหมื่นสองหมี่น ส่วนในตลาดบนซึ่งเป็นเกรดประกวดสายพันธุ์ต่างประเทศ ลูกหลานอเมริกันแชมเปี้ยน ราคาก็จะเริ่มตั้งแต่สองหมื่นขึ้นไปจนถึงหลักแสนบาท ขึ้นอยู่กับเพดดิกรี พ่อแม่พันธุ์ และลักษณะของลูกสุนัขแต่ละตัว

 ลักษณะทั่วไปของ สุนัข เฟรนช์ บูลด็อก 


สุนัขสายพันธุ์นี้จะดูว่าสวยหรือไม่ ให้ดูที่กะโหลก ดังนั้น  เมื่อคิดจะซื้อ สุนัข เฟรนช์ บูลด็อก ควรเลือกตัวที่หัวใหญ่ที่สุด 

          หัว : มีขนาดใหญ่ รูปร่างคล้ายทรงสี่เหลี่ยมจัตุรัส กะโหลกระหว่างหูสองข้างค่อนข้างแบน หน้าผากมีลักษณะโค้งเล็กน้อย แก้มมีกล้ามเนื้อชัดเจน

          ตา : มีลักษณะกลม สีเข้ม ขนาดปานกลาง ตำแหน่งของดวงตาค่อนข้างอยู่ห่างจากใบหู ตาไม่ลึกหรือโปนจนเกินไป

          จมูก : สั้น รูจมูกกว้าง สีอาจดำหรือจางขึ้นอยู่กับสีขน ดั้งจมูกมีมุมหักชัดเจน

          ปาก :  มีลักษณะกว้างและลึก มุมปากมีเหนียงค่อนข้างหนา กรามแข็งแรง ขณะหุบปากต้องไม่เห็นฟันยื่นออกมา

          คอ : กลมหนา หนังคอบริเวณลูกกระเดือกค่อนข้างย่น

          อก :  กว้างและลึก

          ขา : ขาหน้าทั้งสองข้างห่างกันพอสมควร ขาตั้งตรง ค่อนข้างสั้น มีกล้ามเนื้อ เท้าหน้ามีขนาดพอเหมาะ นิ้วเท้าชิด ขาหลังตั้งตรง ห่างกันพอประมาณ มีกล้ามเนื้อ เท้าหลังใหญ่กว่าเท้าหน้าเล็กน้อย นิ้วเท้าชิด

          หู : มีลักษณะเหมือนหูค้างคาว โคนหูใหญ่ ใบหูค่อนข้างยาว บริเวณปลายโค้งมน

          ลำตัว : ลักษณะสั้น กลม เส้นหลังโค้ง บริเวณหัวไหล่ค่อนข้างกว้าง เอวเล็ก

          หาง : ตรงหรือบิดเป็นเกลียวก็ได้ หางค่อนข้างสั้น โคนหางอยู่ในระดับต่ำ

          ขน :  เรียบ สั้น นุ่ม และหนาแน่น

          ความสูงและน้ำหนัก : สูงตั้งแต่ 10-12 นิ้ว พันธุ์เล็กน้ำหนักน้อยกว่า 22 ปอนด์ พันธุ์ใหญ่น้ำหนักประมาณ 22-28 ปอนด์

          ลักษณะที่ถือว่าบกพร่อง : หูไม่เหมือนึ้างคาว น้ำหนักเกิน 22 ปอนด์ สำหรับพันธุ์เล็ก

 ลักษณะนิสัยของ สุนัข เฟรนช์ บูลด็อก

          ฉลาด กล้าหาญ ร่าเริง ชอบเล่น ชอบออกกำลังกาย และตื่นตัวอยู่เสมอ เป็นมิตร เข้ากับคนและสัตว์อื่น ๆ ได้ดี เฟรนช์ บูลด็อก เป็นสุนัขที่เห่าน้อย ไม่ทนต่ออากาศร้อน โดยเฉพาะตัวที่นำเข้าจากต่างประเทศ อาจจะยังปรับตัวไม่ได้ แต่สำหรับสุนัข เฟรนช์ บูลด็อก ที่เกิดในเมืองไทยจะไม่ค่อยมีปัญหาเรื่องสภาวะอากาศเท่าไรนัก 


          แต่ถ้าหากสังเกตว่า เฟรนช์ บูลด็อก หายใจทางปากถี่ขึ้นจนผิดปกติ ควรรีบนำเขาเข้าที่ร่มหรือห้องแอร์โดยเร็ว และหากมั่นใจว่าเขาอาจจะเป็นฮีทสโตรก (ชักเนื่องจากความร้อน) ควรลดอุณหภูมิร่างกายของเขาให้เร็วที่สุด เช่น เอาน้ำราด เอาน้ำแข็งไปโปะ แล้วพาไปหาหมอให้ฉีดยากันชักโดยเร็ว


ขอขอบคุณข้อมูลจาก

https://pet.kapook.com/view5258.html
เครดิตภาพ  https://www.pinterest.com/pin/133419207702259130/

Tuesday, May 12, 2020

มามะ...มาอาบน้ำให้น้องหมากัน


มามะ...มาอาบน้ำให้น้องหมากัน (โรงพยาบาลสัตว์ทองหล่อ)

           การอาบน้ำให้กับสุนัขถือว่าเป็นการดูแลสุขภาพอนามัยที่เจ้าของไม่ควรละเลย นอกเหนือจากการดูแลสุขภาพภาพในด้านอื่อนๆ ไมว่าจะเป็ฯ การพาสุนัขไปฉีดวัคซีน การถ่ายพยาธิ การทำหมัน เป็นต้น การอาบน้ำ และการแปรงนสุนัขไม่ใช่แค่เป็นการเสริมสวยให้กับสุนัขเท่านั้น เนื่องจากในระหว่างที่แปรงขนให้สุนัข จะทำให้สังกตพบสิ่งผิดปกติ รวมถึงเห็บหมัดบนตัวสุนัข ซึ่งช่วยให้สามารถกำจัดและป้องกันได้อย่างทันท่วงที

การอาบน้ำสุนัขขนสั้นและขนยาว แตกต่างกันอย่างไร

           หากสุนัขของคุณเป็นสุนัขขนสั้น การอาบน้ำก็เป็นเรื่องที่ง่ายมาก เนื่องจากมีขั้นตอนการอาบน้ำไม่ยุ่งยากและขนแห้งเร็ว แต่หากคุณเลี้ยงสุนัขที่มีขนยาวแล้วละก็ การอาบน้ำให้สะอาดพร้อมกับการดูแลเส้นขนให้สวยงามนั้น มีขั้นตอนที่ยุ่งยากกว่าสุนัขขนสั้นพอสมควร

เคล็ดลับขั้นตอนการอาบน้ำสำหรับสุนัขขนยาว

           ขั้นตอนแรกก่อนที่จะเริ่มอาบน้ำให้น้องหมา ควรจะหวีขนสุนัขเพื่อให้ขนที่พันกันออกเสียก่อนด้วยหวีซี่ สำหรับสุนัขที่ขนยาวและมีขนพันกันเป็นจำนวนมาก แนะนำให้ใช้โลชั่นบำรุง หรือ ซิลค์โคทโลชั่น ลูบบริเวณที่มีขนพันกันจะช่วยให้สามารถคลายปมขนได้ง่ายขึ้น ขั้นตอนนี้เป็นช่วยที่ต้องอาศัยความใจเย็นของเจ้าของด้วย เนื่องจากหากใจร้อนแล้วละก็ สุนัขจะเจ็บจากแรงดึงของแปรงได้ เส้นขนก็จะขาด 

            ในระหว่างที่ทำการแปรง ให้สังเกตความผิดปกติที่เกิดกับตัวน้องหมาด้วย เช่น มีเห็บหมัด มีความผิดปกติที่ผิวหนัง มีรอยแผลที่ลำตัวหรือไม่ 

            ก่อนที่จะเริ่มอาบน้ำ เราก็ควรจะใช้สำลีก้อน อุดหูทั้ง 2 ข้างของน้องหมา เพื่อป้องกันไม่ให้น้ำเข้าหู หลังจากนั้น เราก็เริ่มอาบน้ำโดยใช้ฝักบัวชโลมไปทั่วตัวน้องหมา 

            ผสมแชมพูกับน้ำเปล่าในภาชนะ แล้วค่อยๆ ใช้ขันตักราดบนตัวน้องหมา ซึ่งอัตราส่วนการผสมจะขึ้นอยู่กับชนิดและยี่ห้อ ทั้งนี้ ไม่ควรบีบน้ำยาลงบนตัวน้องหมาโดยตรง เนื่องจากผิวหนังที่โดนแชมพูอาจระคายเคืองได้ 

            ใช้มือนวดเบาๆ ตามลำตัวเพื่อให้เกิดฟอง หรืออาจใช้แปรงปุ่มนวดก็ได้ (ลักษณะเป็นปุ่มยางนิ่ม) เป็นการช่วยกระตุ้นเลือดมาเลี้ยงผิวหนังมากขึ้น ทำให้รากเส้นขนมีความแข็งแรง ไม่หลุดร่วงง่าย ซึ่งระหว่างที่ทำการอาบ ให้เจ้าของพูดคุยชมเชยน้องหมาไปด้วย จะทำให้น้องหมารู้สึกดี และไม่ต่อต้านในการอาบน้ำครั้งต่อไป

            หลังจากเราอาบน้ำไปทั่วตัวน้องหมาแล้วเราก็ล้างแชมพูด้วยน้ำเปล่าโดยไล่ล้างจากที่ใบหน้า ลำตัวด้านบน ลำตัวด้านล่าง และขา โดยเน้นล้างแชมพูดที่อยู่บริเวณขาหนีบและซอกต่างๆ เนื่องจากหากมีแชมพูตกค้างที่ผิวหนังก็จะก่อให้เกิดผดผื่นคันในภายหลังได้

หลังอาบน้ำเสร็จ.. เช็ดตัวให้แห้ง

           หลังจากล้างแชมพูออกจนหมดก็เช็ดตัวน้องหมาและเอาสำลีที่อุดหูออก แล้วค่อยเป่าไล่น้ำด้วยไดร์เป่าลมเย็น โดยไล่เป่าจากโคนไปถึงปลายขน แล้วเปลี่ยนมาเป่าด้วยไดร์ลมอุ่น-ร้อน แต่ให้ส่ายหัวไดร์เป่าไปมาเพื่อให้ลมมีการกระจายตัวสม่ำเสมอ

            ห้ามจ่อไดร์ไปที่ผิวหนังโดยตรง เนื่องจากจะทำให้ผิวหนังของน้องหมาแห้งได้ สุดท้ายเราก็มาหวีขนน้องหมาอีกครั้ง โดยเฉพาะที่ซอกคอ หลังใบหู  และเท้าทั้ง 4 เนื่องจากบริเวณดังกล่าวขนขึ้นหนาแน่น จำเป็นจะต้องใช้หวีแปรง เพื่อให้ขนมีการกระจายตัว

            ชโลมโลชั่นบำรุง เพื่อปรับสภาพเส้นขน โดยลูบไล่ย้อนขน เพื่อให้ตัวยาเคลือบเส้นขน จะช่วยให้ขนสุนัขมีความนุ่ม เงางาม มีน้ำหนัก และไม่พันกัน

            ขั้นตอนสุดท้ายเราก็มารวบผมน้องหมาด้วยหนังยางที่ใช้สำหรับสุนัขโดยเฉพาะ ติดโบว์ประดับให้สวยงาม แค่นี้น้องหมาตัวโปรดของคุณก็สวยปิ๊งแล้ว

            ทั้งนี้ ไม่ควรที่จะอาบน้ำให้สุนัขบ่อยเกินไป เพราะอาจทำให้ผิวสุนัขแห้งและเกิดโรคผิวหนังตามมาได้ ส่วนในหน้าหน้าวที่อุณหภูมิค่อนข้างเย็นอาจเลือกที่ใช้วิธีการเช็ดตัว โดยใช้ผ้าชุบน้ำเช็ดถูบริเวณลำตัว ซอกขา และบริเวณหูด้านใน แล้วตามด้วยสเปรย์บำรุงขน

ขอขอบคุณข้อมูลจาก

https://pet.kapook.com/view3785.html
เครดิตภาพ  https://www.pinterest.com/pin/740982944929392862/

ลำดับไอคิว สุนัข แต่ละสายพันธุ์



ลำดับไอคิวสุนัข (มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์)

          รู้หรือเปล่าว่าบรรดาสัตว์ทั้งหลาย เค้าก็มีสติปัญญาเหมือนกับเราๆ นี่แหละนะ เพียงแต่ว่าสัตว์แต่ละชนิดอาจจะมีไม่เท่ากันและมีความถนัดหรือความสามารถเฉพาะตัวแตกต่างกันไปเท่านั้นเอง นี่จึงเป็นสาเหตุที่ว่าทำไมสัตว์ชนิดหนึ่งจึงทำอะไรๆ ได้มากกว่าสัตว์อีกชนิดหนึ่งนั่นแหละ

          ขอยกตัวอย่างเช่น เจ้าลิงชิมแปนซี ชิมแปนซีเป็นสัตว์ที่ฉลาดมาก จะว่าฉลาดที่สุดในบรรดาสัตว์ทั้งหมดบนโลกนี้ (ยกเว้นมนุษย์) ก็ว่าได้ เคยมีคนทำการทดสอบโดยให้ลิงชิมแปนซีไปทำข้อสอบ Tofle ด้วยซ้ำ เพื่อนๆ เชื่อมั้ย ว่าเจ้าลิงที่ไม่เคยเรียนหนังสือนี่น่ะ สามารถทำข้อสอบ TOEFL ได้ถึง 400 กว่าคะแนนทีเดียว ซึ่งเป็นคะแนนที่มากกว่าเราๆ บางคนทำได้ด้วยซ้ำ

          แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นที่ว่ามาตั้งนานเนี่ย ไม่ได้ตั้งใจจะมาพูดถึงไอคิวของลิงชิมแปนซีกันหรอก แต่กำลังจะพูดถึงการจัดลำดับไอคิวสุนัขกันต่างหากล่ะ ดร.สแตนเลย์ โคเรนท์ แห่งมหาวิทยาลัยบริติช โคลัมเบีย ในแวนคูเวอร์ ประเทศแคนาดา ได้จัดอันดับไอคิวสุนัขตามความสามารถในการเรียนรู้จากการฝึก สุนัขของคุณจะอยู่อันดับไหน ลองไปดูกันดีกว่า... 

         1. คอลลี่ 

         2. พุดเดิล 
          

         3. เยอรมัน เชฟเฟอร์ด 

         4. โกลเด้น รีทรีฟเวอร์ 

          5. โดเบอร์แมน 

          6. เชทแลนด์ ชีพด็อก 

          7. ลาบราดอร์ รีทรีฟเวอร์ 

          8. ปาปิยอง 

          9. ร็อตไวเลอร์ 

          10. ออสเตรเลี่ยน แคทเทิลด็อก 

          11. เวลช์คอร์กี้ 

          12. มินิเอเจอร์ ชเนาเซอร์ 

          13. อิงลิช สปริงเกอร์ สแปเนียล 

          14. เบลเจียนเทอร์เชน 

          15. เบลเจียนชีพด็อก 

          16. คอลลี่ คีชอนด์ 

          17. เยอรมัน ชอร์ทแฮร์ พอยเตอร์ 

          18. อิงลิชค็อกเกอร์ สแปเนียล

          19. สแตนดาร์ด ชเนาเซอร์ 

          20. บริตตานี สแปเนียล

          21. คอกเกอร์ สแปเนียล 

          22.ไวมาราเนอร์ 

          23. เบลเจียน มาลิโนส์ 

          24. เปอร์นีส เมาน์เทนด็อก 

          25. ปอมเมอเรเนียน 

          26. ไอรีสวอเตอร์ สแปเนียล 

          27. วิสซิลล่า 

          28. คอร์ดิแกน เวลช์ คอร์กี้ 

          29. พูลิ

          30. ยอร์คเชียร์ เทอร์เรีย 

          31. ไจแอนท์ ชเนาเซอร์ 

          32. แอร์เดล 

          33. บอเดอร์ เทอร์เรีย 

          34. เวลช์ สปริงเกอร์ สแปเนียล 

          35. แมนเชสเตอร์ เทอร์เรีย 

          36. เวลช์ สปริงเกอร์ สแปเนียล 

          37. ฟิลด์ สแปเนียล

          38. นิวฟาวแลนด์

          39. ออสเตรเลียน เทอร์เรีย 

          40. เบียร์เด็ด คอลลี่

          41. ไอริส เซทเตอร์ 

          42. นอร์วีเจียน เอลค์ฮาวด์ 

          43. ซิลกี้ เทอร์เรีย

          44. มินิเอเจอร์ พินช์เชอร์ 

          45. นอร์วิด เทอร์เรียล 

          46. ดัลเมเชียน 

          48. ฟ็อก เทอร์เรีย 

          49. ไอริช วูล์ฟฮาวด์ 

          50. ออสเตรเลียน 

          51. ซาลูกิ

          52. ฟินนิช สปิทซ์

          53. พอยเตอร์ 

          54. อเมริกัน วอเตอร์ สแปเนียล 

          55. ไซบีเรียน ฮัสกี้ 

          56. อิงลิช ฟ็อกซ์ฮาวด์ 

          57. อเมริกัน ฟ็อกซ์ฮาวด์

          58. เกรย์ฮาวด์ 

          59. สก็อตติช เดียฮาวด์ 

          60. บ็อกเซอร์

          61. เกรทเดน 

          62. ดัชชุนต์ 

          63. อาลาสก้า มาลามุท 

          64. วิพเพท 

          65. โรดีเชียน ริดจ์แบ็ค 

          66. ไอริช เทอร์เรีย 

          67. บอสตัน เทอร์เรีย

          68. อากิตะ 

          69. สกาย เทอร์เรีย 

          70. นอร์โฟล์ค เทอร์เรีย 

          71. ปั๊ก 

          72. เฟรนช์บูลด็อก 

          73. มอลทีส เทอร์เรีย 

          74. อิตาเลียน เกรย์ฮาวด์ 

          75. ไชนีส เครสเต็ด 

          76. เจแปนนีส ชิน 

          77. โอลด์ อิงลิช ชีพด็อก 

          78. เกรท พิเรนี 

          79. สก็อตติช เทอร์เรีย

          80. เซนต์เบอร์นาร์ด

          81. บูล เทอร์เรีย 

          82. ชิวาว่า 

          83. ลาซา แอปโซ 

          84. มาสทิฟฟ์ 

          85. ชิสุ 

          86. บาสเซท ฮาวด์ 

          87. บีเกิล 

          89. ปักกิ่ง 

          90. บลัดฮาวด์ 

          91. บอร์ซอย 

          92. เชาเชา 

          93. บูลด็อก 

          94. บาเซนจิ 

          95. อาฟกัน ฮาวด์

ขอขอบคุณข้อมูลจาก

https://pet.kapook.com/view3295.html
เครดิตภาพ  https://www.pinterest.com/pin/1196337398254641/