Tuesday, June 9, 2020

ปัญหาช่องปากและฟัน...ไม่ใช่เรื่อง Fun Fun!


ปัญหาช่องปากและฟัน...ไม่ใช่เรื่อง Fun Fun! (Dogazine)
Dog Care เรื่องโดย : หมอเพนกวิน

           โรคของช่องปากและฟันในสุนัข เป็นโรคซึ่งพบได้บ่อยเวลาที่เจ้าของพาน้องหมามาตรวจที่คลินิกหรือโรงพยาบาลสัตว์ และปัญหาต่าง ๆ ในช่องปาก ไม่ว่าจะเป็นปัญหากลิ่นปาก มีหินปูน หรือฟันผุ ฯลฯ ล้วนมีส่วนทำให้น้องหมารู้สึกไม่สบายทั้งกายและใจ เพราะอาจมีอาการเจ็บปวดที่เหงือกและฟันคอยรบกวน ซ้ำร้ายกลิ่นปากของน้องหมายังอาจทำให้เจ้าของบางคนถึงกับดีตัวออกห่างเลยทีเดียว (รักแท้แพ้กลิ่นปาก)

           เพราะเหตุนี้ เจ้าของจึงควรให้ความสำคัญในการดูแลสุขอนามัยในช่องปากของน้องหมา ไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าการดูแลสุขภาพในส่วนอื่นๆ ด้วยการช่วยทำความสะอาดช่องปากและฟันให้เค้าอย่างสม่ำเสมอ จะสามารถช่วยให้น้องหมามีสุขภาพช่องปากและฟันที่ดี และไม่มีกลิ่นปากอีกด้วยค่ะ

 เหตุใดจึงต้องดูแลสุขภาพช่องปากและฟันให้น้องหมา

           เนื่องจากโรคช่องปากและฟัน หรือ โรคปริทันต์ นั้น เป็นโรคติดเชื้อซึ่งพบได้มากในสัตว์เลี้ยงทั่วโลก มีรายงานในประเทศสหรัฐอเมริกาว่า สุนัขที่มีอายุมากกว่า 3 ปีมากถึงร้อยละ 85 เป็นโรคเหงือกอักเสบ และยิ่งพบมากขึ้นเมื่ออายุของสุนัขทุกช่วงอายุของสุนัขเพิ่มขึ้น

           นอกจากนี้ ยังพบอีกด้วยว่าโรคเหงือกอักเสบนั้นเป็นโรคที่พบได้มากที่สุดในสุนัขทุกช่วงอายุ ในประเทศออสเตรเลีย พบว่ามีสุนัขที่ป่วยเป็นโรคเหงือกอักเสบ มากถึงร้อยละ 95

 ทำความรู้จักโรคในช่องปาก

           โรคในช่องปาก ดังนี้

            โรคเหงือกอักเสบ เป็นการอักเสบบริเวณขอบเหงือก

            โรคปริทันต์ เป็นการอักเสบของเหงือก เอ็นยืดปริทันต์ เคลือบรากฟัน และกระดูกเบ้าพัน

            การเกิดคราบจุลินทรีย์ (Plaque) มองไม่เห็นด้วยตาเปล่า แต่สามารถกำจัดออกไปได้ด้วยการแปรงฟัน

            ส่วน คราบหินปูน (Tartar, Calculus) ไม่สามารถทำความสะอาดได้ด้วยการแปรงฟัน ต้องทำการรักษาโยการขูดหินปูนที่คลินิกหรือโรงพยาบาลสัตว์เท่านั้น

           โรคในช่องปากซึ่งพบได้บ่อยที่สุดและเป็นปัญหา ก็คือ การเกิดหินปูนตามขอบฟัน ซึ่งสามารถทำให้เกิดการระคายเคืองของเหงือกรอบฐานของฟัน หากปล่อยทิ้งไว้นาน ๆ จะเกิดการติดเชื้อ ส่งผลให้เหงือกอักเสบ ต่อมทอนซิลอักเสบ และเจ็บคอ

 อาการที่พบเมื่อน้องหมามีโรคในช่องปาก

           อาการในระยะเริ่มแรกที่สามารถพบได้ เช่น เหลือกบวมและอักเสบ มีคราบจุลินทรีย์ และความหินปูนมาเกาะ

            ปากเหม็น เหงือกมีเลือดออกง่าย หากไม่รักษาจะพบอาการที่เป็นมากยิ่งขึ้น เช่น ร่องเหงือกและฟันลึกขึ้น เห็นรากฟัน

            ฟันโยกฟันหลุด ถ้าพบเห็น อาการเหล่านี้ก็ให้สงสัยได้เลยค่ะว่า น้องหมาของเรามีปัญหาสุขภาพช่องปากและฟัน

            ควรรีบพาไปพบสัตวแพทย์โดยด่วนเลยค่ะ ก่อนที่ปัญหาจะลุกลามมากกว่าเดิม

การทำความสะอาดฟัน

           จุดประสงค์ของการทำความสะอาดฟัน ได้แก่...

            ช่วยลดปริมาณคราบจุลินทรีย์

            ทำให้สภาพเหงือกและฟันดีขึ้น กระตุ้นให้เนื้อเยื่อต่างๆ มีการสร้างขึ้นมาใหม่

            เพื่อความสวยงามของช่องปากและฟัน ช่วยให้ฟันสะอาด ลดกลิ่นปาก

 วิธีการทำความสะอาดฟัน

            1. ดูแลให้สุนัขได้กินอาหารที่ช่วยในการขัดฟัน หรือให้ของเล่นชนิดขบเคี้ยวแก่สุนัขบ้าง ซึ่งจะมีส่วนช่วยในการขัดคราบสกปรกออกไปจากฟันของสุนัขได้

            2. ทำความสะอาดฟันและช่องปากให้สุนัขด้วยการแปรงฟัน หลังจากที่เขากินอาหารทุกครั้ง ซึ่งการแปรงฟันให้สุนัขนั้นให้ใช้แปรงสีฟันสำหรับสุนัข (ซึ่งอาจจะเป็นแบบมีด้ามหรือแบบเป็นปลอกสวมนิ้วก็ได้) และใช้ยาสีฟันที่ผลิตขึ้นมาสำหรับสุนัขเท่านั้น ห้ามใช้ยาสีฟันของคนโดยเด็ดขาด

           ทั้งนี้ ควรฝึกให้สุนัขคุ้นเคยกับการแปรงฟันตั้งแต่อายุยังน้อย

 ลักษณะของช่องปากที่มีสุขภาพที่ดี

           ต้องประกอบไปด้วย มีเหงือกเป็นสีชมพู ฟันสะอาดไม่มีคราบจุลินทรีย์ และไม่มีหินปูน เหงือกไม่ร่นเหงือกอยู่แนบกับตัวฟัน มีขอบเขตของเหงือกที่ชัดเจน

           นอกเหนือจากการพาน้องหมาไปพบสัตวแพทย์ เพื่อตรวจสอบช่องปากเป็นระยะแล้ว (ควรทำทุก ๆ 6-12 เดือน) การดูแลรักษาสุขภาพช่องปากและฟันของสุนัขด้วยตนเองที่บ้าน (Home Care) นั้น นับเป็นเรื่องที่สำคัญที่สุด เจ้าของมีบทบาทสำคัญในการช่วยดูแลเอาใจใส่ หากเราหมั่นรักษาสุขภาพช่องปาก และฟันของสัตว์เลี้ยง ไม่เพียงแต่จะลดกลิ่นปากอันไม่พึงประสงค์เท่านั้น แต่ยังสามารถช่วยลดปัญหาโรคช่องปากและฟันดังที่กล่าวมาข้างต้นได้ด้วย เพียงเท่านี้ น้องหมาของเราก็จะมีสุขภาพที่ดี

ขอขอบคุณข้อมูลจาก

https://pet.kapook.com/view31114.html
เครดิตภาพ  https://www.pinterest.com/pin/671951206891044417/

Monday, June 8, 2020

โรคในช่องปากที่พบได้บ่อยในสัตว์เลี้ยง



โรคในช่องปากที่พบได้บ่อยในสัตว์เลี้ยง (Dogazine)
Dog Care เรื่องและภาพโดย : โรงพยาบาลสัตว์ สัตวแพทย์ 4


          คุณรู้ไหมว่า มากกว่าครึ่งหนึ่งของจำนวนประชากรสุนัขและแมวที่มีอายุมากกว่า 3 ปี จะแสดงอาการทางช่องปากให้เห็น เพราะปัญหาในช่องปากและฟันของสัตว์ควรมีการเอาใจใส่ดูแลไม่ต่างจากมนุษย์ ซึ่งปัญหาในช่องปากที่พบได้บ่อยในสัตว์เลี้ยง ได้แก่ การเกิดหินปูนที่ตัวฟัน โรคเหงือกอักเสบ และเนื้องอกในช่องปาก เป็นต้น

          สิ่งที่สุนัขและแมวแตกต่างจากคนคือ พวกเขาไม่สามารถที่จะหยิบแปรงสีฟันขึ้นแปรง หรือทายาสีฟันในปากด้วยตัวเอง ดังนั้นเราที่เป็นเจ้าของสัตว์เลี้ยงเหล่านั้น ควรจะดำเนินการเพื่อช่วยเหลือเพื่อสุขภาพช่องปากที่ดีของสัตวเลี้ยงที่เรารัก เพราะวิธีที่ดีที่สุดที่จะป้องกันโรคเหงือกและโรคฟันดังกล่าวคือ การดูแลทำความสะอาดในช่องปากอย่างสม่ำเสมอ

          บางครั้งเราอาจมองไม่เห็นว่า ลำพังแค่การอักเสบของฟันจะเป็นสาเหตุโน้มนำให้เกิดโรคที่ร้ายแรงตามมาได้อย่างไร แต่ในความเป็นจริงแล้ว แบคทีเรีย ที่อยู่ในช่องปากจะไปตามกระแสเลือดเข้าสู่อวัยวะที่สำคัญต่าง ๆ ในร่างกายได้อย่างไม่ยากเย็น ทำให้เกิดอาการอักเสบเรื้อรังของอวัยวะที่สำคัญในร่างกาย เช่น โรคลิ้นหัวใจอักเสบ หรือโรคตับ ซึ่งอาจทำให้สัตว์เสียชีวิตในเวลาต่อมา

          อย่างไรก็ตาม เป็นที่น่ายินดีว่าภัยจากโรคดังกล่าวสามารถป้องกันได้ หากเราตรวจพบอาการดังกล่าวได้ก่อนในระยะแรกและทำการรักษาอย่างถูกวิธี โดยเริ่มต้นจากการสังเกตของเจ้าของ จากนั้นหากมีความผิดปกติควรรีบนำสัตว์มาพบสัตวแพทย์เพื่อรักษาก่อนจะสายเกินไป

คุณจะรู้ได้อย่างไรว่า สัตว์เลี้ยงของคุณมีปัญหาสุขภาพช่องปาก

          1. การดูภายนอก เช่น มีกลิ่นปาก กลิ่นเหม็น เบื่ออาหาร อยากกินแต่ไม่ยอมกินอาหารเม็ดหรือขนมที่แข็ง น้ำหนักลดลง น้ำลายไหลยืด น้ำลายมีเลือดหรือหนองปน น้ำมูกไหลใสจนถึงข้นเขียว เป็น ๆ หาย ๆ รักษาไม่หายขาดเสียที หรือมีฝีที่ใต้ตา

          2. การดูภายในปาก เช่น สีฟันเปลี่ยน เหงือกบวม เหงือกแดง มีหนองที่เหงือก ฟันหลุด มีก้อนเนื้อ มีแผลที่กระพุ้งแก้มหรือลิ้น มีหินปูนเกาะตัวฟัน โดยหินปูนจะมีสีน้ำตาลและแข็ง ซึ่งเราสามารถแบ่งระดับการเกิดหินปูนอย่างง่าย ๆ ได้ดังนี้

           ระดับที่ 1 หินปูนน้อย มีหินปูนเกาะน้อยกว่า 25 เปอร์เซ็นต์ของตัวฟัน อาจเห็นติดเป็นเส้นสีน้ำตาลที่ขอบเหงือก สีของเหงือก อาจยังดูปกติหรือแดงเล็กน้อย สามารถรักษาด้วยการขูดหินปูน

           ระดับที่ 2 หินปูนปานกลาง มีหินปูนเกาะน้อยกว่า 50 เปอร์เซ็นต์ของตัวฟัน อาจเห็นติดเป็นก้อนสีน้ำตาล สีของเหงือกแดง และบวมอักเสบ สามารถรักษาด้วยการขูดหินปูน

           ระดับที่ 3 หินปูนมาก มีหินปูนเกาะน้อยกว่า 75 เปอร์เซ็นต์ของตัวฟัน สีของเหงือกแดงมาก บวมและอาจมีเลือดออกเมื่อกินอาหารแข็งหรือแปรงฟัน เริ่มมีเหงือกร่น ฟันบางซี่หินปูนเยอะหรือคมจนทำให้เกิดแผลที่กระพุ้งแก้ม ซึ่งในระดับนี้ การรักษาด้วยการขูดหินปูนอาจไม่เพียงพอ อาจต้องถอนฟัน รักษารากฟันและทานยาปฏิชีวนะ

           ระดับที่ 4 หินปูนรุนแรง มีหินปูนเกาะมากกว่า 75 เปอร์เซ็นต์ของตัวฟัน มีเหงือกร่น เหงือกแดงมาก บวมและอาจมีหนอง พบครีมสีขาวๆ บนรอยต่อระหว่างเหงือกและฟันส่งกลิ่นเหม็นมาก ลมหายใจมีกลิ่นแรง ซึ่งในระดับนี้ไม่สามารถรักษาด้วยการขูดหินปูนได้ ต้องถอนฟัน และทนยาปฏิชีวนะ

          อย่างไรก็ตาม อาการในสัตว์แต่ละตัวอาจมีระดับความรุนแรงที่แตกต่างกัน และขึ้นอยู่กับแต่ละซี่ฟันด้วย ซึ่งสัตวแพทย์จะให้การรักษาที่เหมาะสมตามแต่ระดับที่พบ ทว่าหากเจ้าของพบตั้งแต่ระดับ 1-2 อย่ารอช้าควรรีบพามาขูดหินปูนเพื่อป้องกันโรคเหงือกและการติดเชื้อจากในช่องปากไปสู่ร่างกาย

          ทั้งนี้ เจ้าของควรหมั่นเปิดปากสัตวเลี้ยงตั้งแต่ยังเล็กเพื่อให้เกิดความคุ้นเคย และง่ายต่อการสังเกตอาการตั้งแต่ระยะแรก โดยจำไว้ว่า โรคฟันสามารถทำให้เกิดโรคร้ายแรงต่าง ๆ ตามมา และขอให้เจ้าของสัตว์อย่าละเลย ขอให้นำสัตว์มาหาเราที่เป็นสัตวแพทย์ที่พร้อมจะช่วยเหลือคุณและสัตว์เลี้ยงอย่างเต็มความสามารถ

ขอขอบคุณข้อมูลจาก

https://pet.kapook.com/view27162.html
เครดิตภาพ  https://www.pinterest.com/pin/623748617118841569/

Thursday, June 4, 2020

คู่มือต้อนรับ เจ้าตูบน้องใหม่



คู่มือต้อนรับเจ้าตูบน้องใหม่!! (Dogazine)
เรื่องโดย : Sir-Oh

           หลายท่านอาจชื่นชอบเจ้าตูบสี่ขาเป็นชีวิตจิตใจ แต่อาจไม่เคยมีโอกาสเลี้ยงดูพวกเขามาก่อน หรือกำลังมีความคิดที่อยากจะรับเจ้าตูบตัวน้อยมาดูแล ซึ่งการเลี้ยงดูลูกสุนัขน้องใหม่นั้น เป็นสิ่งที่ผู้เลี้ยงจะต้องให้ความสำคัญอย่างที่สุด โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หากเป็นลูกสุนัขที่จากแม่มาใหม่ ๆ วันนี้เราจึงนำข้อมูลเบื้องต้นสำหรับต้อนรับเจ้าตูบน้องใหม่มานำเสนอ เพื่อให้เพื่อนๆ ทุกคนได้ใช้เป็นแนวทางในการเลี้ยงดูตูบน้อยแสนรัก


ขั้นที่ 1 : เตรียมอุปกรณ์ให้พร้อม

            1. คอกหรือกรงสำหรับเจ้าตูบน้อย สิ่งนี้เปรียบได้กับสวรรค์น้อยๆ ของลูกสุนัข เพื่อใช้เป็นที่พักผ่อน หลังจากเหนื่อยล้ามาทั้งวัน อีกทั้งยังสามารถเป็นสถานที่ให้คุณปล่อยเขาไว้ในช่วงเวลาสั้นๆ เพื่อป้องกันความเสียหายที่อาจเกิดขึ้น ทั้งกับข้าวของภายในบ้าน และตัวลูกสุนัขเอง

            2. เตียงหรือเบาะแสนนุ่ม เบาะนอนแสนนุ่มสำหรับเจ้าตูบตัวน้อย เป็นอุปกรณ์อีกชิ้นที่มีความสำคัญเช่นกัน โดยคุณจำเป็นต้องวางมันไว้ในกรงของลูกสุนัข เพื่อเสริมสร้างความสบาย และให้เขาได้ผ่อนคลายยามหลับใหล

            3. ชามอาหารและน้ำ การเลือกซื้อชามอาหารและน้ำสำหรับสุนัข คุณควรคัดเลือกแบบที่สามารถทำความสะอาดได้ง่าย และมีขนาดเหมาะสมกับลูกสุนัขไม่ใหญ่จนเกินไป

            4. แปรงขนนุ่ม การคัดเลือกแปรงสำหรับลูกสุนัข คุณจำเป็นต้องพิถีพิถันเสียหน่อย เพราะหากใช้แปรงที่มีขนแข็งจนเกินไป อาจสร้างอันตรายแก่ผิวหนังลูกสุนัขได้ แปรงที่เหมาะสมกับลูกสุนัขได้ แปรงที่เหมาะสมกับลูกสุนัขที่สุดคือ “แปรงขนอ่อน” เพื่อไว้ใช้ในยามที่เราทำความสะอาด อาบน้ำ หรือต้องการเสริมสวยให้กับเขา

            5. ปลอกคอและสายจูง อุปกรณ์คู่นี้ จะช่วยให้คุณสามารถพาลูกสุนัขตัวโปรดไปเดินเล่นรอบบริเวณบ้าน ในสวน หรือแม้กระทั่งออกไปเดินชมวิวนอกบ้านได้อย่างสะดวกสบายไร้กังวล

            6. กระเป๋าเดินทางสุนัข หลายคนอาจมองไม่เห็นคุณค่าของอุปกรณ์ชิ้นนี้ แต่คุณรู้หรือไม่ว่ามันสุดแสนจะมีประโยชน์กับเจ้าตัวน้อยเสียเหลือเกิน คุณสามารถพาลูกสุนัขกลับมาบ้านได้อย่างสะดวกสบายด้วยกระเป๋าใบนี้ และยังพาเขาไปพบสัตวแพทย์ได้อย่างง่ายดายอีกด้วย

            7. อาหารและชุดปฐมพยาบาลของลูกสุนัข สำหรับอาหารแล้ว คุณควรถามเจ้านายเก่าหรือคอกฟาร์มที่เลี้ยงดูเขามาว่าลูกสุนัขที่คุณรับมานั้น เขาทานอาหารอะไรอยู่ และให้อาหารบ่อยครั้งแค่ไหน จากนั้นพยายามรักษารูปแบบอาหารเดิมไว้สักระยะหนึ่ง จึงค่อยๆ เปลี่ยนอย่างเป็นขั้นตอน ทั้งนี้ คุณต้องไม่ลืมเตรียมชุดปฐมพยาบาลเบื้องต้นสำหรับลูกสุนัขไว้ด้วย เผื่อกรณีฉุกเฉินจะได้สามารถปฐมพยาบาลเบื้องต้นด้วยตนเอง ก่อนนำตัวส่งให้สัตวแพทย์ดำเนินการรักษาต่อไป

            8. ของเล่นเสริมสร้างพัฒนาการ ของเล่นใครคิดว่าไม่สำคัญ เพราะของเล่นแต่ละชนิด สามารถเสริมสร้างพัฒนาการที่ดีของลูกสุนัข ทั้งยังช่วยทำให้ฟันแข็งแรง และลดพฤติกรรมอันไม่พึงประสงค์ เช่น การทำลายข้าวของภายในบ้านของลูกสุนัขลงได้เป็นอย่างดี ทว่าคุณจำเป็นต้องเลือกของเล่นที่เหมาะสม และไม่ก่อให้เกิดอันตรายแก่ลูกสุนัขด้วย

ขั้นที่ 2 : การปฏิบัติเมื่อเจ้าตูบน้อยมาถึงบ้าน

           ก้าวแรกที่มาถึงบ้านหลังใหม่ ลูกสุนัขของคุณจะรู้สึกตื่นเต้น ในขณะเดียวกันก็อาจรู้สึกมึนงงจากการเดินทาง และการต้องพลัดพรากจากพี่น้องที่คลานตามกันมา ดังนั้นจงจำไว้ว่า คุณต้องเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตความเป็นอยู่ทุกอย่างของเขาอย่างช้าๆ

            เริ่มต้นด้วยการพาเขาออกไปยังสวนในจุดที่คุณต้องการให้เขาขับถ่าย เพื่อให้เขาทำความคุ้นเคย จากนั้นก็คอยสังเกตเขาอยู่เสมอ หากเขามีอาการเหมือนจะขับถ่าย ก็ให้พาไปยังจุดนั้นทุกครั้ง เพื่อให้ลูกสุนัขได้เรียนรู้ว่า บริเวณนี้ คือที่ขับถ่ายของเขา

            หลังจากกลับเข้ามาในบ้านพยายามเก็บสิ่งของทุกอย่างให้เป็นระเบียบเรียบร้อย อย่างใจเย็น และเตือนเด็กในบ้านทุกคนว่า อย่าเพิ่งเข้าไปเล่นกับลูกสุนัขของคุณในช่วงที่เขาเพิ่งมาถึงใหม่ๆ

            จากนั้น พาลูกสุนัขของคุณไปทำความรู้จักกับห้องที่เขาต้องพักอาศัย หรือห้องที่เขาต้องใช้เวลาอยู่กับมันมากที่สุด และให้เขาทำความรู้จักกับเตียงนอนอันแสนนุ่มสบายของเขาด้วย โดยในขั้นตอนนี้ ควรปล่อยให้ลูกสุนัขได้มีเวลาเดินสำรวจบริเวณสักพักหนึ่ง

            สุดท้าย ปล่อยให้เขาได้นอนหลับพักผ่อนอย่างสบายตามลำพัง

ขั้นที่ 3 : การปฏิบัติกับลูกสุนัขในคืนแรกที่มาถึง

           ลูกสุนัขบางตัวที่คุณรับมาใหม่อาจสามารถที่จะนอนหลับใหลอย่างสงบบนเตียงของเขา แต่ก็มีอีกมากที่ไม่เป็นเช่นนั้น และร้องครวญครางหรือส่งเสียงดังตลอดทั้งคืน หากเป็นเช่นนี้ คุณอาจต้องเริ่มจากการอนุญาตให้เขามานอนใกล้ๆ คุณ เพื่อลดอาการระแวงและหวาดกลัวต่อสถานที่ใหม่ จากนั้นจึงพยายามสอนให้เขานอนตามลำพังอย่างค่อยเป็นค่อยไป

            คุณควรให้ลูกสุนัขนอนหลับอยู่ในคอกที่ตั้งไว้ใกล้กับเตียงของคุณ และหากเขาตื่นขึ้นมาร้องกลางดึก พยายามพูดกับเขาด้วยน้ำเสียงที่นุ่มนวล เพื่อช่วยให้เขาอุ่นใจ แต่อย่าไปแตะต้องตัวเขา

            หลังจากนั้น ในคืนถัดไป ให้คุณค่อย ๆ เคลื่อนย้ายกรงของลูกสุนัขให้ห่างออกจากเตียงนอนของคุณทีละน้อยๆ ไปยังห้องหรือสถานที่ที่คุณต้องการให้เขานอนหลับพักผ่อน อีกไม่นาน ลูกสุนัขก็จะเคยชิน และสามารถปรับตัวได้ แล้วการนอนหลับตามลำพัง ก็จะไม่เป็นปัญหาสำหรับเขาอีกต่อไป

ขั้นที่ 4 : การปฏิบัติกับขวัญใจตัวใหม่ในสัปดาห์แรก

           ในช่วงสัปดาห์แรก หลังจากคุณรับลูกสุนัขตัวใหม่เข้ามาดูแล ถือเป็นช่วงที่มีความสำคัญเป็นอย่างมาก ทั้งกับลูกสุนัข ครอบครัวของคุณ และความสัมพันธ์ระหว่างคุณกับเขา คุณต้องใช้ความพยายามอย่างที่สุดในการทำให้เขาเข้ากันได้อย่างมีความสุขกับสมาชิกทุกคนในครอบครัว

            เริ่มจากการจัดตารางการเลี้ยงดูลูกสุนัขขึ้น โดยให้สมาชิกทุกคนในครอบครัวผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันดูแลเจ้าตูบ ซึ่งจะทำให้ทุกคนในครอบครัวได้ใช้เวลาอยู่กับสมาชิกใหม่ และเป็นการแบ่งความรับผิดชอบให้แก่พวกเขาด้วย ไม่ว่าจะเป็นการให้อาหาร การอาบน้ำตัดขน หรือการพาลูกสุนัขออกไปขับถ่าย

            อย่าลืมพาลูกสุนัขของคุณไปพบสัตวแพทย์ เพื่อตรวจสุขภาพ พูดคุยถึงการทำวัคซีนตามโปรแกรม ถ่ายพยาธิ และป้องกันสัตว์ร้ายตัวจ้อยที่อาจเข้ามาร้ายลูกสุนัขของคุณ

            ไม่ควรเปลี่ยนอาหารที่เขาเคยทานมาโดยตลอดในทันที จนกว่าจะมั่นใจว่าเขาปรับตัวได้แล้ว จึงเริ่มเปลี่ยนเป็นอาหารที่คุณต้องการให้เขาทานทีละเล็กที่ละน้อย

            พยายามสอนให้ลูกสุนัขกัดแทะเฉพาะสิ่งที่คุณอนุญาต โดยมอบของเล่นส่วนตัวให้กับเขา แต่พึงระวังของเล่นที่มีความแหลมคม หรืออาจก่อให้เกิดอันตรายแก่ลูกสุนัขได้ และควรบอกกับเด็กๆ ในบ้านว่า อย่าทิ้งของเล่นเกลื่อนกลาดภายในบ้าน เพราะลูกสุนัขในช่วงแรกอาจไม่สามารถแยกแยะได้ว่า ของเล่นชิ้นใดเป็นของเขา และชิ้นใดไม่ใช่

            ถ้าในบ้านของคุณมีเด็กที่อยากรู้อยากเห็น และตื่นเต้นกับสิ่งใหม่ๆ รอบตัวอยู่เสมอ อย่าลืมสอนให้เขาเคารพสิทธิของลูกสุนัขด้วย เช่น ไม่ชวนเล่นในขณะที่ลูกสุนัขกำลังนอนหลับอยู่ ไม่ลากลูกสุนัขไปมาภายในบ้าน ไม่เล่นกับลูกสุนัขอย่างรุนแรง เป็นต้น

ขั้นที่ 5 : การฝึกขับถ่าย

           การฝึกให้ขับถ่าย เป็นสิ่งสำคัญสำหรับสุขอนามัย ทั้งของน้องหมาและสมาชิกในครอบครัวของคุณ อีกทั้งยังสามารถลดปัญหาความสกปรกเลอะเทอะภายในบ้านได้อีกด้วย ซึ่งลูกสุนัขส่วนใหญ่จะไม่อยากขับถ่ายใกล้กับบริเวณที่พวกเขานอนอยู่ และนั่นก็ช่วยให้คุณสามารถฝึกพวกเขาได้ง่ายขึ้น คุณควรเริ่มฝึกพวกเขาให้ขับถ่ายในที่ที่ต้องการตั้งแต่ต้น โดยใช้วิธีการดังนี้

            เลือกสถานที่ในสวนซึ่งคุณต้องการให้ลูกสุนัขขับถ่าย และพาเขาออกไปทำธุระในช่วงเวลาเดิมทุกๆ ครั้ง

            คุณต้องพาลูกสุนัขไปขับถ่ายอย่างสม่ำเสมอ ถือเป็นสิ่งแรกที่ต้องทำในช่วงเช้า และเป็นสิ่งสุดท้ายที่ต้องทำในช่วงก่อนนอน รวมทั้งหลังจากการทานอาหาร ดื่ม และเล่น

            เมื่อลูกสุนัขขับถ่ายในสถานที่ที่คุณต้องการ อย่าลืมกล่าวชมหรือให้รางวัลแก่เขาเสมอ เพราะนั่นจะทำให้เขาเกิดการเรียนรู้

            พึงระลึกไว้เสมอว่า ลูกสุนัขสามารถควบคุมการปัสสาวะได้เพียงไม่กี่ชั่วโมง หากเขาเผลอปัสสาวะภายในบ้าน คุณต้องรีบทำความสะอาด โดยใช้น้ำยาเช็ดพื้นที่ขจัดคราบและกลิ่นได้อย่างหมดจด หรืออาจเลือกใช้ผลิตภัณฑ์สำหรับทำความสะอาดของเสียสุนัขโดยเฉพาะ เพื่อป้องกันไม่ให้เขาได้กลิ่น และกลับมาขับถ่ายยังจุดเดิมอีก แต่จงอย่าลืมว่า อย่าดูด่า หรือทุบดีเขา เพราะจะทำให้เขาสับสน ทั้งยังไม่เข้าใจว่าตนเองทำอะไรผิดอีกด้วย

Tip

  ควรทำ!

           คุณควรนำผ้าเช็ดหน้าสักผืน หรือเบาะนอนที่คุณเตรียมไว้สำหรับลูกสุนัขไปให้กับเจ้าของคอกฟาร์ม ประมาณ 2 วัน ก่อนที่จะไปรับตัวเขามา เพื่อให้เขาและพี่น้องได้ใช้มันในการหลับนอน และตอนที่คุณไปรับตัวเขา ก็ให้นำผ้าเช็ดหน้าหรือเบาะนอนอันนี้กลับมาพร้อมกันกับเขาด้วย เพราะกลิ่นที่ติดอยู่กับผ้าเช็ดหน้าหรือเบาะนอน จะทำให้เขารู้สึกคุ้นเคย และช่วยให้เขาสามารถปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมใหม่ๆ ได้ดีขึ้น

  ห้ามทำ!

           การดุด่าอย่างรุนแรง หรือลงโทษลูกสุนัขด้วยการดี ถือเป็นสิ่งต้องห้ามอย่างเด็ดขาด เพราะนอกจากเขาจะไม่เข้าใจความต้องการ และเหตุผลที่คุณลงโทษเขาแล้ว ยังอาจทำให้เขากลัวคุณไปตลอดก็เป็นได้

ขอขอบคุณข้อมูลจาก

https://pet.kapook.com/view21143.html
เครดิตภาพ  https://www.pinterest.com/pin/237846424061269342/

Tuesday, June 2, 2020

เรื่องควรรู้ เมื่อ ตูบ-เหมียว เป็นหนุ่มสาว


เรื่องควรรู้เมื่อเขาเป็นหนุ่มสาว (โรงพยาบาลสัตว์ทองหล่อ)

           ปกติสุนัขจะเริ่มเป็นหนุ่ม-สาวได้ตั้งแต่อายุ 6 เดือนขึ้นไป แต่บางตัวก็อาจพบได้ตอนอายุ 4 เดือนก็มี ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความสมบูรณ์ของร่างกาย แต่ก็ไม่ใช่ว่าสุนัขที่เป็นหนุ่ม-สาวช้าจะมีร่างกายไม่สมบูรณ์

           สิ่งที่จะบอกได้ว่าพวกเขาเป็นหนุ่ม-สาวแล้ว ก็คือ ในสุนัขเพศเมีย จะเริ่มเห็นว่าอวัยวะเพศมีการขยายใหญ่ขึ้น ร่วมกับมีเลือดออกจากอวัยวะเพศ หรืออาการที่เรียกว่า "เป็นสัด" ซึ่งสุนัขที่เข้าสู่วัยสาวจะแสดงอาการเป็นสัดโดยเฉลี่ยปีละ 1-2 ครั้ง ในแมวจะร้องเสียงดังที่เรียกว่า "หง่าว" กลิ้งตัวไปมาซึ่งพบเป็นทุก 21 วัน ส่วนในสุนัขตัวผู้นั้น ถ้าจะดูจากลักษณะภายนอกอย่างเดียวคงบอกได้ยากเนื่องจากลูกอัณฑะจะลงมาอยู่ในถุงหุ้มได้ตั้งแต่อายุเพียง 2-3 เดือนเท่านั้น แต่ถ้าอยากรู้ว่าเขาเป็นหนุ่มหรือยังสามารถทำได้โดยการตรวจระดับฮอร์โมนเทสโทสเตอร์โรน ร่วมกับการรีดเก็บน้ำเชื้อเพื่อนำไปตรวจคุณภาพ สุนัขที่เข้าวัยหนุ่มจะต้องพบตัวอสุจิที่มีชีวิต และเคลื่อนไหวเป็นปกติในระดับที่มาตรฐานยอมรับ
                                          
การคุมกำเนิด

          เจ้าของหลายท่านที่ไม่ประสงค์จะให้สุนัขมีลูก สามารถใช้วิธีคุมกำเนิด โดยปัจจุบันการคุมกำเนิดแบ่งออกเป็น 2 วิธีหลักคือ แบบชั่วคราวและแบบถาวร ซึ่งทั้ง 2 วิธีมีข้อดีและข้อเสีย

          การคุมกำเนิดแบบชั่วคราว

          ข้อดีคือ สามารถทำได้ง่ายด้วยเพียงการฉีดฮอร์โมนเข้าสู่ร่างกาย ฮอร์โมนจะมีผลคุมกำเนิดนาน 4-6 เดือน แล้วจึงพากลับมาฉีดใหม่ ไม่เช่นนั้นสุนัขจะกลับมาเป็นสัดได้อีกเมื่อถึงกำหนดระยะเวลาที่ฮอร์โมนหมดฤทธิ์ ดังนั้นหากเจ้าของท่านใดที่อยากได้ลูกหลานของเจ้าตัวโปรดมาไว้เชยชม แต่มีบางช่วงเวลาที่ยังไม่พร้อม ก็จะแนะนำให้ใช้วิธีนี้ไปก่อน

          สำหรับผลิตภัณฑ์ที่เลือกใช้กับสุนัขและแมว มีความสำคัญเป็นอย่างมากและต้องเป็นผลิตภัณฑ์ฮอร์โมนที่ทำขึ้นเพื่อใช้สำหรับสุนัขและแมวโดยเฉพาะ โดยฉีดได้ตั้งแต่อายุ 6 เดือนขึ้นไป สุนัขและแมวที่เพิ่งฉีดเป็นครั้งแรกจะต้องฉีด 3 เข็ม โดยเข็มที่ 2 จะฉีดห่างจากเข็มแรก 3 เดือน และเข็มที่ 3 ฉีดห่างจากเข็มที่ 2 นาน 4 เดือนตามลำดับ จากนั้นจึงค่อยฉีดทุก ๆ 5 เดือน ทั้งนี้ ไม่แนะนำให้ใช้ผลิตภัณฑ์คุมกำเนิดของคน เพราะจะส่งผลข้างเคียงอย่างร้ายแรงและเกิดเป็นผลเสียตามมา

          ส่วนข้อเสีย คือ สุนัขสามารถเกิดภาวะการติดเชื้อที่มดลูกและอักเสบจนเป็นหนองได้ง่าย ซึ่่่งพบเป็นจำนวนมาก ภาวะมดลูกอักเสบเป็นหนอง มีอันตรายร้ายแรงถึงแก่ชีวิตได้หากไม่รีบทำการรักษาโดยการผ่าตัดเพื่อเอามดลูกและรังไข่ออก

            การคุมกำเนิดแบบถาวร 

           การคุมกำเนิดแบบถาวร หรือการทำหมัน มีข้อเสียคือ วิธีการทำยุ่งยากและใช้เวลานาน สุนัขและแมวที่จะทำหมันต้องได้รับการวางยาสลบขณะทำ ดังนั้น หากเขามีสภาพร่างกายที่ไม่พร้อมก็อาจส่งผลถึงแก่ชีวิต การทำหมันนี้ ไม่เพียงแต่จะเป็นวิธีการคุมกำเนิดที่ได้ผลดีและแน่นอนที่สุด ในปัจจุบันยังพบว่าการทำหมันมีข้อดีหลายอย่างด้วยกัน โดยเมื่อเจ้าตัวโปรดของเราที่มีอายุมากขึ้นก็มักจะมีโรคต่าง ๆ ตามมา รวมถึงภาวะต่าง ๆ ที่เกิดจากการทำงานของฮอร์โมน

          ไม่ว่าจะเป็น เนื้องอกเต้านม มะเร็งเต้านม มดลูกอักเสบเป็นหนองในตัวเมีย ส่วนในตัวผู้มักพบภาวะของต่อมลูกหมากโต มะเร็งต่อมลูกหมากและอัณฑะ โดยเฉพาะในรายที่เป็นทองแดง (ซึ่งลูกอัณฑะอยู่ผิดตำแหน่ง จะมีโอกาสเป็นมะเร็งสูงขึ้น) และปัญหาต่อมลูกหมากโตมักเชื่อมโยงไปถึงปัญหาในระบบทางเดินปัสสาวะอื่น ๆ ตามมา ยิ่งเจ้าตัวโปรดได้รับการทำหมันที่อายุน้อยเท่าใดก็จะยิ่งลดโอกาสการเกิดปัญหาเหล่านี้รวมทั้งลดความเสี่ยงต่อการวางยาลงได้มากขึ้นเท่านั้นนอกจากนี้ การทำหมันยังช่วยลดพฤติกรรมที่ไม่ดีบางอย่างได้ เช่น การก้าวร้าวที่เกิดจากฮอร์โมนได้อีกด้วย

           ทั้งนี้ สุนัขและแมวที่จะทำหมัน ต้องผ่านการตรวจสุขภาพทั่วไปและเจาะเลือดดูการทำงานโดยรวมของอวัยวะสำคัญ จากนั้นทำการนัดหมายวัน เพื่อเตรียมงดน้ำและอาหารอย่างน้อย 6-8 ชั่วโมงก่อนวันผ่า ในแมวเพศเมียสามารถผ่าตัดทำหมันได้ตั้งแต่อายุ 4 เดือนขึ้นไป สุนัขเพศผู้และเมียทำได้ตั้งแต่อายุ 5 เดือนขึ้นไป หลังผ่าตัดควรอยู่พักฟื้นที่โรงพยาบาลก่อนอย่างน้อย 1-2 วันแล้วจึงนัดดูแลแผล รวมถึงตัดไหมตามเวลาที่สัตวแพทย์กำหนด
                                              
การผสมพันธุ์-ตั้งท้อง และฝากครรภ์

           เมื่อพวกเขาเข้าสู่วงรอบการเป็นสัด จะสังเกตุได้จากการที่มีเลือดออกจากอวัยวะเพศของตัวเมีย หลังจากนั้น 7-9 วัน จะเป็นช่วงผสมพันธุ์ ซึ่งแบ่งได้เป็นการผสมแบบธรรมชาติและการผสมเทียม หากผสมติดก็จะเกิดการตั้งท้องซึ่งจะใช้เวลาประมาณ 62-75 วัน ขึ้นกับการนับวันหลังผสม ในช่วงระหว่างนี้ต้องได้รับการดูแลเป็นพิเศษ เพราะสามารถเกิดการแท้งลูกได้ง่ายหากไม่ได้รับการดูแลที่ถูกวิธี

          เมื่อทราบว่าท้อง ควรพาเขามาพบสัตวแพทย์เพื่อวางแผนการดูแลและตรวจท้องเป็นระยะ ๆ โดยทั่วไปจะทำการอัลตร้าซาวด์ตรวจท้องได้ตั้งแต่อายุท้อง 3 สัปดาห์ขึ้นไป ทำให้เราทราบได้ว่าตัวอ่อนมีสุขภาพเป็นเช่นไร และยังพอกำหนวันดคลอดได้คร่าว ๆ ด้วย และนอกจากนี้การเอกซ์เรย์สามารถบอกจำนวนและขนาดของลูกได้ซึ่งทำได้ตั้งแต่ อายุท้อง 45 วันขึ้นไป เพื่อเตรียมความพร้อมในการคลอด

ขอขอบคุณข้อมูลจาก

https://pet.kapook.com/view7333.html
เครดิตภาพ  https://www.pinterest.com/pin/14073817575199743/

Sunday, May 31, 2020

สัญญาณเตือนภัย ไตวาย ในน้องหมา - แมว



เรียบเรียงข้อมูลโดยกระปุกดอทคอม

        ไตวาย เป็นฝันร้ายที่พรากชีวิตสัตว์เลี้ยงแสนรักของใครหลายคนไปจำนวนไม่น้อย เนื่องจาก ไตวาย ไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ และทรมานกับสัตว์เลี้ยงอย่างมาก จำเป็นอย่างยิ่งที่เจ้าของต้องดูแลเอาใจใส่เป็นอย่างดี ซึ่งเป็นภาระต่อเนื่องจนกว่าจะถึงวันสุดท้ายของเพื่อนตัวโปรด

         ทั้งนี้ สาเหตุของไตวาย เกิดจากหลายสาเหตุ ไม่ว่าจะเป็น อาหารที่กินเข้าไป การปนเปื้อนสารพิษบางชนิด หรือด้วยวัยชรา ฯลฯ ดังนั้น เจ้าของควรหมั่นสังเกตอาการของหมาแมว หากพบว่าซึม ไม่ค่อยกินอาหาร หรือมีอาการดังต่อไปนี้ ให้พาไปพบสัตวแพทย์ เนื่องจากอาจเสี่ยงต่อโรคร้ายอย่าง ไตวาย ได้ค่ะ

          หมา แมว หงอย เชื่องช้าลงกว่าเดิม

          เบื่อ ไม่อยากอาหาร ไม่กินหรือปฏิเสธอาหาร หรือกินน้อยลงกว่าปกติ โดยเฉพาะของชอบ

          น้ำหนักตัวลดลง ผอมเห็นกระดูก

          หิวน้ำมากขึ้น กินน้ำบ่อยขึ้น หรือกินน้ำปริมาณมากขึ้น

          ฉี่บ่อย มีปริมาณฉี่มากกว่าเดิม ฉี่สีจางลงกว่าเดิม

          อาเจียน

          มีกลิ่นปาก

         หากพบอาการข้างต้น ให้รีบพาน้องหมา น้องแมวของคุณ ไปพบสัตวแพทย์เพื่อรับการตรวจอย่างละเอียด เพราะหากเขาโชคร้ายประสบกับภาวะ ไตวาย ขึ้นมาจริง ๆ ก็จะได้เยียวยาได้ทันท่วงที

อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมจาก

โดย รศ.น.สพ.ปานเทพ รัตนากร
https://pet.kapook.com/view21192.html
เครดิตภาพ  https://www.pinterest.com/pin/747597606892616769/

Saturday, May 30, 2020

เมื่อ หมาเมิน (อาหาร) ทำอย่างไรดี ?


เรียบเรียงข้อมูลโดยกระปุกดอทคอม

          บ่อยครั้งใช่หรือไม่ ที่เจ้าตูบนักกินของเรา ออกอาการ "หมาเมิน" ไม่สนใจอาหารที่เคยถูกปาก หรือน้องหมาของใคร อาจเป็นเจ้าตูบช่างเลือก นู่นไม่เอา นี่ไม่กิน อันนี้ไม่อร่อย จนพาลให้เจ้าของเกิดความเครียด เพราะกลัวลูก(หมา)รัก จะร่างกายผ่ายผอม ไม่น่ารักน่ากอดดังเดิม วันนี้เรามีคำแนะนำปัญหา หมาเมิน อาหาร มาบอกกันค่ะ

          รศ.น.สพ.ปานเทพ รัตนากร สัตวแพทย์ชื่อดัง บอกเอาไว้ว่า หากน้องหมาเบื่ออาหาร เจ้าของต้องเริ่มสำรวจสุขภาพของเขาก่อน โดยเริ่มที่สุขภาพช่องปาก เพราะหากมีปัญหาเกี่ยวกับฟัน หรือเหงือก ก็อาจเป็นไปได้ว่า น้องหมาเมินอาหารเพราะเจ็บปวดจากการเคี้ยว จนส่งผลให้กินอาการน้อยลง แต่หากไม่พบอาการเจ็บป่วยในช่องปาก ก็อาจเป็นไปได้ว่า น้องหมากำลังป่วยโรคทางเดินอาหาร เช่น อาเจียน ท้องร่วง ฯลฯ ซึ่งเจ้าของควรรีบพาไปพบสัตวแพทย์เพื่อวินิจฉัยและรับการรักษาที่ถูกวิธีต่อไป

          นอกจากนี้ ควรตรวจสอบสภาพอาหารว่า หมดอายุหรือไม่ โดยเฉพาะอาหารสำเร็จรูป ต้องคำนึงถึงผลิตภัณฑ์ที่เชื่อถือได้ ทำมาจากวัตถุดิบที่ปลอดภัย รวมถึงอาหารสดต้องไม่บูดเสีย และไม่ควรให้อาหารสำเร็จกับอาหารปรุงสดสลับกัน เนื่องจากการให้อาหารชนิดเดียวสม่ำเสมอจะช่วยป้องกันปัญหาหมาเลือกกินได้


เทคนิคแก้ปัญหา น้องหมา เมินอาหาร

           เปลี่ยนรสของอาหาร หากให้น้องหมากินอาหารสำเร็จชนิดเดียวมาเป็นเวลานาน ลองเปลี่ยนรสชาติของอาหารชนิดนั้น ๆ ด้วยการนำอาหารใหม่ผสมกับอาหารชนิดเดิม แล้วค่อย ๆ ปรับสัดส่วนให้มากขึ้นเรื่อย ๆ ทั้งนี้เพื่อป้องกันอาการท้องร่วง จากการกินอาหารใหม่

           ลองผสมอาหารเปียก โดยมากน้องหมาจะชอบอาหารเปียกแบบกระป๋อง ซึ่งมีราคาแพงกว่าอาหารเม็ดสำเร็จรูป แต่คุณอาจลองผสมในปริมาณที่ไม่มาก แค่ให้พอชวนกิน
 
           ทำอาหารให้อุ่นขึ้น ลองนำอาหารไปอุ่นแบบไม่ต้องร้อนมาก พอให้เกิดกลิ่นเย้ายวนชวนกิน แต่หากเป็นอาหารเม็ดก็เติมน้ำอุ่นลงไปเล็กน้อย ก็จะช่วยให้เย้ายวนใจเจ้าตูบมากกว่าเดิม

           ใช้ขนมล่อ นำขนมน้องหมามาหั่นหรือบดเป็นชิ้นเล็ก ๆ แล้วโรยหน้าบนอาหารหมาไม่ต้องมาก เพราะไม่อย่างนั้น น้องหมาก็จะหันไปกินขนมแทน

           พาหมาออกกำลังกาย นอกจากจะทำให้ร่างกายแข็งแรงแล้ว หากเจ้าตูบของคุณได้ใช้พลังงานเสียบ้าง ก็จะกระตุ้นความอยากอาหารของเขาให้มากขึ้นด้วยล่ะ

          รู้อย่างนี้แล้ว...หากน้องหมา เกิดอาการ หมาเมิน ก็ลองนำไปปรับใช้กันได้นะคะ

อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมจาก

https://pet.kapook.com/view21854.html
เครดิตภาพ  https://www.pinterest.com/pin/401594491785838384/

Thursday, May 28, 2020

7 พฤติกรรมน่าสงสัย สัตว์เลี้ยงอยากบอกอะไรกับเรานะ ?




เรียบเรียงข้อมูลโดยกระปุกดอทคอม

         คุณเคยสงสัยกับพฤติกรรมบางอย่างของสัตว์เลี้ยงบ้างหรือเปล่า ว่าการกระทำเหล่านั้นเจ้าสัตว์เลี้ยงทั้งหลายอยากจะสื่อสารอะไรกับคุณกันแน่ ? ซึ่งถ้าหากอยากจะทำความเข้าใจกับสัตว์เลี้ยงให้มากขึ้น วันนี้กระปุกดอทคอมมีวิธีทำความเข้าใจพฤติกรรมสัตว์เลี้ยง จากเว็บไซต์ womanitely.com มาช่วยให้คุณได้หายสงสัยและเข้าใจในพฤติกรรมของสัตว์เลี้ยงมากขึ้น ดังนี้ค่ะ

 1. หนูแฮมสเตอร์กัดกรง

         ถ้าเจ้าหนูแฮมสเตอร์ที่เลี้ยงไว้เริ่มที่จะกัดกรงของมันเองแล้วนั้น ให้รู้ไว้เลยว่านี่คือสัญญาณว่ามันกำลังเริ่มเบื่อ และต้องการให้คุณดูแลเอาใจใส่ ดังนั้นมันจึงเริ่มแทะกรงเพื่อเรียกร้องความสนใจจากคุณนั่นเอง เมื่อรู้อย่างนี้แล้วก็ควรดูแลเอาใจใส่มันด้วยการตรวจดูภายในกรงให้แน่ใจว่าสะอาดหรือเปล่า หรือเจ้าหนูมีของเล่นให้เล่นแก้เหงาไหม และวิธีสุดท้ายก็คือ หากรงที่มีขนาดใหญ่ขึ้นเพื่อที่เจ้าแฮมสเตอร์น้อยจะได้มีพื้นที่วิ่งเล่นมากขึ้น

 2. เมื่อน้องหมาวางอุ้งมือลงบนเท้าของคุณ

         ให้รู้ไว้เลยว่าเมื่อน้องหมาวางอุ้งมือลงบนเท้าของคุณบ่อย ๆ นั้น หมายความว่ามันต้องการให้เจ้าของมีเวลาให้กับมันมากขึ้น ซึ่งปกติแล้วน้องหมาจะทำแบบนี้ก็ต่อเมื่อมันรู้สึกเหงา หรือรู้สึกกลัวเมื่อถูกปล่อยทิ้งไว้ให้อยู่ตัวเดียวเป็นเวลานาน ดังนั้นหากเจอพฤติกรรมแบบนี้ของน้องหมา ก็อย่าลืมรีบหาเวลาเล่นกับมันให้ผ่อนคลายบ้างนะคะ

 3. น้องหมาที่เอาแต่จ้อง

         เมื่อน้องหมาของคุณเอาแต่จ้องมองคุณอย่างไม่ละสายตานั้น ให้รู้ไว้เลยว่ามันกำลังต้องการอะไรบางอย่าง และก็คงเป็นการยากที่จะปฏิเสธกับสายตาอันเว้าวอน ดังนั้นเมื่อมันจ้องมองคุณบ่อยขึ้น คุณจึงควรให้อาหารหรือเล่นกับมัน แต่ถ้าคุณยังนิ่งเฉยน้องหมาก็จะเริ่มส่งเสียงครางเพื่อเรียกร้องความสนใจ หากเป็นเช่นนั้นให้ลูบที่หัวของมัน แล้วพาน้องหมาออกไปเดินเล่นข้างนอกให้อารมณ์ดีขึ้นค่ะ

4. กระต่ายใช้จมูกดุน

         ถึงแม้กระต่ายจะเป็นสัตว์ที่หลายคนนิยมเลี้ยง แต่ก็น้อยคนนักที่จะรู้พฤติกรรมของเจ้ากระต่าย ซึ่งถ้าเจ้ากระต่ายน้อยใช้จมูกของมันดุนเพื่อสะกิดคุณนั้น หมายความว่ามันกำลังมีความสุขที่ได้อยู่กับคุณ และอีกนัยหนึ่งก็เป็นการทักทายคุณด้วยนั่นเอง

 5. น้องเหมียวส่งเสียงร้อง

         เมื่อคุณได้ยินน้องเหมียวส่งเสียงร้อง อาจมีหลายสาเหตุขึ้นอยู่กับสถานการณ์ในตอนนั้น เช่น เกิดอาการงอนเมื่อถูกคุณหยอกล้อ หรืออาจจะส่งเสียงร้องเพื่อง้อขอคืนดีกับคุณก็ได้ แต่ถ้าเจ้าเหมียวส่งเสียงร้องอย่างนี้บ่อย ๆ อาจหมายถึงว่ามันรู้สึกถึงความไม่ปลอดภัย หรืออาจจะเป็นนิสัยชอบส่งเสียงเป็นปกติของมันเอง ดังนั้นเจ้าของจึงควรศึกษาพฤติกรรมการส่งเสียงร้องตามสถานการณ์นั้น ๆ นะคะ

 6. น้องเหมียวกระพริบตา

         เมื่อคุณเห็นน้องเหมียวกระพริบตาไม่ต้องแปลกใจค่ะ มันเป็นสัญญาณที่น้องเหมียว อยากบอกว่ามันรู้สึกเชื่อใจและไว้วางใจเจ้าของ เหมือนกับเวลาที่คนเราคุยกันแล้วคนนั้นกระพริบตาอย่างช้า ๆ นั้นหมายความว่าเค้ากำลังตั้งใจฟังในสิ่งที่คุณพูด และเชื่อทุกอย่างที่คุณนั้นเล่าให้ฟัง

 7. ม้ากลิ้งไปบนพื้น

         สำหรับคนเลี้ยงม้าคงดีรู้ว่าถ้าม้าลงไปนอนกลิ้งเล่นลงบนพื้นนั้น หมายความว่าพวกมันรู้สึกปลอดภัย เพราะตามธรรมชาติมันมักจะนอนกลิ้งไปบนพื้นหญ้า เมื่อรู้สึกสบายใจ และปลอดภัยจากผู้คน แต่ก็มีบางคนที่เข้าใจผิดที่คิดว่าพฤติกรรมนี้เป็นการเรียกร้องขออาหาร ดังนั้นคุณไม่ควรอาหารมันเมื่อเห็นพวกมันทำแบบนี้ ยกเว้นในกรณีที่เจ้าม้าทำแบบนี้บ่อย ๆ จนเป็นที่ผิดสังเกต นั่นอาจหมายความว่าผิวหนังของเจ้าม้ามีปัญหา ดังนั้นจึงควรตรวจดูให้แน่ใจค่ะ


         ไม่ยากเลยใช่ไหมคะกับการที่จะทำความเข้าใจพฤติกรรมที่สัตว์เลี้ยงพยายามจะสื่อสาร ต่อจากนี้อย่าลืมลองไปสังเกตพฤติกรรมของสัตว์เลี้ยงและทำความเข้าใจดูนะคะ


https://pet.kapook.com/view98737.html
เครดิตภาพ https://www.pinterest.com/pin/351703052164885581/