Thursday, January 14, 2021

รู้จักโรค และป้องกัน วีธีดูแลสุนัขตัวโปรด



"รู้จักโรค และป้องกัน" วีธีดูแลสุนัขตัวโปรด (เทคโนโลยีชาวบ้าน)


คอลัมน์ เทคโนฯ สัตว์เลี้ยง
โดย อุราณี ทับทอง

          ยังคงเป็นข่าวอย่างต่อเนื่อง สำหรับปัญหาเกี่ยวกับ "สุนัข" บ้างกัดคนตาย บ้างถูกจับขายเพื่อเป็นอาหาร และส่วนใหญ่ก็คือ การนำไปปล่อยในที่สาธารณะ สัตว์เลี้ยงยอดฮิตจึงถูกนำเสนอในแง่ของปัญหาสุนัขจรจัด ที่สร้างภาระหนักให้กับมูลนิธิสงเคราะห์สัตว์ต่าง ๆ มากมาย

          แต่ละข่าว พานทำให้หัวใจคนนำเสนอข้อมูลให้ผู้อ่านรักสัตว์ เลี้ยงสัตว์ ห่อเหี่ยวตามไปด้วย และยิ่งน่าห่วงไปอีก เมื่อสอบถามไปยังผู้รับเลี้ยงแล้วทราบว่า สาเหตุแห่งการพรากจากเจ้าของไม่ใช่แค่รูปร่างที่ผิดเพี้ยนไป ไม่น่ารักสดใสเหมือนตอนยังเป็นสุนัขวัยเด็ก หรือกลายเป็นสุนัขพิการจากอุบัติเหตุเท่านั้น แต่ปัญหาการดูแลสุขภาพของสุนัขที่เกิดจากการละเลยของผู้เลี้ยง กลายเป็นจุดเล็ก ๆ ที่สร้างปัญหาสังคมที่ยิ่งใหญ่ ซึ่งเกิดจากการขาดความรู้เรื่องการดูแลสุนัขที่เหมาะสม

          สำหรับผู้เลี้ยงมือใหม่ เมื่อตัดสินใจเลือกหาสัตว์มาเลี้ยงแล้ว สิ่งที่วนเวียนอยู่ในความคิดอาจมีเพียง ต้องให้อาหารอย่างไรดี หรือถ้าเป็นยุคนี้หลายคนคิดเลยไปถึงการหาเสื้อผ้ากิ๊บเก๋ให้สุนัขน่ารัก น่าอุ้มที่สุด แต่สุขภาพที่ดีภายนอกไม่ว่าจะคนหรือสัตว์ก็ย่อมเกิดจากภายใน ดังนั้น นอกจากการให้อาหารที่ดี มีคุณค่าทางโภชนาการเหมาะสมกับวัยของสัตว์แล้ว การป้องกันโรคเบื้องต้น ยังนับเป็นเรื่องสำคัญที่ผู้เลี้ยงควรคำนึงถึงอย่างยิ่ง โดยโรคที่เกิดขึ้นมากและจำเป็นต้องให้สุนัขได้รับการฉีดวัคซีน เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันให้กับตัวสัตว์ ได้แก่

 โรคพิษสุนัขบ้า

          โรคนี้คงไม่ต้องให้สาธยายถึงความร้ายกาจ เพราะเป็นที่ทราบกันดีว่า มีอันตรายถึงชีวิตทั้งคนและสัตว์ ติดต่อผ่านการสัมผัสน้ำลายของสัตว์ป่วย เกิดจากเชื้อไวรัสที่ชื่อว่า "เรบีส์ ไวรัส" ก่อให้เกิดอาการต่างๆ ที่เป็นผลจากการอักเสบของเนื้อเยื่อประสาทและสมอง แม้ปัจจุบันยังไม่สามารถรักษาสัตว์ที่ติดเชื้อแล้วให้หายได้ แต่การป้องกันมิให้สุนัขเป็นบ้า สามารถทำได้โดยง่ายด้วยการฉีดวัคซีนเป็นประจำทุกปี เข็มแรกให้ฉีดเมื่อสุนัขมีอายุ 12 สัปดาห์ แมวก็เช่นเดียวกัน จากนั้นควรฉีดวัคซีนกระตุ้นภูมิคุ้มกันเมื่ออายุ 16 สัปดาห์ และฉีดวัคซีนป้องกันเป็นประจำทุกปี

 โรคลำไส้อักเสบในสุนัข

          เป็นโรคติดเชื้อไวรัสในสุนัขจากเชื้อที่มีชื่อว่า "พาร์โวไวรัส" มักเกิดขึ้นมากในลูกสุนัข ทั้งในสุนัขพันธุ์เล็กจนถึงพันธุ์ใหญ่ เป็นโรคติดเชื้อไวรัสที่เกิดขึ้นง่ายในภาวะแวดล้อมที่มีการรวมกลุ่มของสุนัขจำนวนมาก เบื้องต้นสุนัขติดเชื้อจะมีอาการท้องเสียหลังติดเชื้อประมาณ 1-2 สัปดาห์ อาจกลายเป็นหมาซึม เบื่ออาหาร อาเจียน หากถึงขั้นรุนแรงก็อาจมีเลือดปนและเสียชีวิต เนื่องจากกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบภายในเวลาไม่เกิน 1 สัปดาห์

          ชื่อโรคอาจดูไม่รุนแรง แต่ผลของมันอันตรายถึงชีวิต ซึ่งทุกวันนี้ก็ยังไม่มียาฆ่าเชื้อไวรัสโดยตรง ดังนั้น การป้องกันที่ดีที่สุดก็คือ การฉีดวัคซีนป้องกันโรคลำไส้อักเสบ เข็มแรกฉีดตอนสุนัขอายุ 6 สัปดาห์ อีก 2 สัปดาห์ ฉีดกระตุ้นอีกครั้ง มีสัตวแพทย์แนะนำอีกว่าเมื่อถึงวัย 10 สัปดาห์ และ 16 สัปดาห์ ก็ควรฉีดซ้ำเพื่อกระตุ้นภูมิคุ้มกัน เพราะเป็นโรคติดเชื้อที่สำคัญ

 โรคไข้หัดสุนัข

          เป็นโรคที่เกิดจากสุนัขติดเชื้อไวรัส "ดิสเทมเปอร์ ไวรัส" แสดงอาการมีไข้ น้ำมูก น้ำตาซึม เบื่ออาหาร ท้องเสีย กล้ามเนื้อกระตุก เดินเซ อาจถึงขั้นเป็นอัมพาต และมักเกิดโรคแทรกซ้อนต่างๆ ถึงขั้นรุนแรง แต่เนื่องจากเชื้อไวรัสไข้หัดสุนัขมีหลายสายพันธุ์ มีทั้งไม่แสดงอาการ และทำให้เกิดโรคอย่างฉับพลัน และบางสายพันธุ์ทำให้สุนัขผอมแห้ง ทรุดโทรมลงเรื่อยๆ หากสุนัขมีอาการผิดปกติ จึงควรนำส่งสัตวแพทย์เพื่อตรวจรักษา รวมถึงจัดการสถานที่เลี้ยงให้สะอาด แยกสุนัขป่วยออกจากสุนัขปกติ เพราะติดเชื้อได้ทั้งทางเดินอาหารและทางเดินหายใจ

          โรคนี้พบมากในลูกสุนัขช่วงอายุระหว่าง 3-6 เดือน ซึ่งเป็นช่วงที่ภูมิคุ้มกันที่ได้รับจากแม่ลดลง ควรให้วัคซีนป้องกันโรคเพื่อสร้างภูมิคุ้มกันให้กับสุนัขอายุ 6 สัปดาห์ ฉีดอีกครั้งเมื่อถึงวัย 8 สัปดาห์ หรือตามสัตวแพทย์กำหนด และควรฉีดซ้ำเป็นประจำทุกปี

 โรคหวัดและหลอดลมอักเสบติดต่อ

          ถ้าเปรียบเทียบกับคน โรคนี้ก็อาจไม่น้อยหน้าโรคหวัด 2009 เพราะเป็นโรคที่ติดต่อได้ง่ายมาก แพร่ระบาดได้อย่างรวดเร็ว เพียงสัมผัส หรือหายใจเอาละอองเชื้อโรคที่สัตว์ป่วยไอออกมา อาการแรกเริ่มเหมือนสุนัขเป็นหวัด มีน้ำมูกใส ขี้ตาแฉะ แต่ต่อมาน้ำมูกจะเริ่มข้นขึ้นมีสีเหลืองปนเขียว และมีอาการไอเสียงแหบเป็นพักๆ และจะไอถี่ขึ้น สุนัขบางตัวอาจจะมีไข้สูง เบื่ออาหาร โดยมากสุนัขที่ติดเชื้อแล้วไม่ตาย เพราะติดเชื้อนี้จะตายเพราะเกิดโรคแทรกซ้อนร้ายแรง เนื่องจากภูมิคุ้มกันโรคลดต่ำลง เช่น โรคปอดบวม เป็นต้น

          โรคนี้เกิดจากการติดเชื้อทั้งจากไวรัสและเชื้อแบคทีเรียหลายชนิด หากติดเชื้อต้องรีบรักษา แต่วิธีที่ดีก็คือการป้องกันโดยการฉีดวัคซีนให้สุนัข ตั้งแต่อายุ 4 สัปดาห์ ฉีดซ้ำอีกครั้งใน 2 สัปดาห์ ถัดมา

 โรคตับอักเสบติดต่อในสุนัข

          เกิดจากไวรัสชนิดที่เกิดเฉพาะในสุนัข จึงไม่ติดต่อถึงคนและสัตว์อื่น (นอกจากหมี) หากสุนัขติดเชื้อจะมีอาการไข้สูง กระหายน้ำมาก ตาเหลือง เหงือกซีด แสดงอาการเจ็บเมื่อสัมผัสท้อง อาเจียน ท้องเสีย บางครั้งอาจจะมีเลือดปน เพราะถูกไวรัสไปโจมตีโดยตรงที่ตับและผิวด้านในของหลอดเลือด ทำให้ตับอักเสบจนกระทั่งถึงตับวายได้ในที่สุด โรคนี้เกิดกับสุนัขได้ทุกอายุ ตั้งแต่แรกเกิด ในสุนัขโตส่วนมากจะมีอาการไม่รุนแรง มีไข้ต่ำ เบื่ออาหาร อาเจียน ตาไม่สู้แสงก็อาจเกิดผลรุนแรงได้เช่นกัน

          โรคตับอักเสบนี้สุนัขสามารถติดได้โดยตรงจากสุนัขที่ติดเชื้อ หรือจากสารคัดหลั่งของสุนัขตัวที่ติดเชื้อ มีผู้เลี้ยงมือใหม่หลายรายต้องเสียลูกสุนัขที่เพิ่งซื้อจากแหล่งแออัด เพราะติดโรคไวรัสตับอักเสบ ดังนั้น ลูกสุนัขจึงควรมีชีวิตอยู่ในสถานที่ที่สะอาดปลอดโปร่ง เพื่อลดความเสี่ยงต่อการติดเชื้อ และควรมีภูมิคุ้มกันโดยได้รับวัคซีนตั้งแต่อายุ 8 สัปดาห์ และกระตุ้นอีกครั้ง เมื่ออายุ 10 สัปดาห์

 โรคเลปโตสไปโรซีส

          โรคนี้คุ้นหูกันมากในชื่อของ "โรคฉี่หนู" แต่อย่างที่ทราบกันดีว่าโรคนี้สามารถแพร่เชื้อสู่คนและสัตว์ชนิดอื่น ๆ ได้

          โดยติดเชื้อจากการปนเปื้อนกับปัสสาวะของสัตว์ป่วยผ่านพาหะนำโรคอย่างหนู หากสุนัขติดเชื้อจะแสดงอาการมีไข้สูง อาเจียน ถ่ายเป็นเลือด กระหายน้ำมาก ดีซ่าน เจ็บปวดในช่องท้อง บางรายอาการหนักอาจถึงชีวิต ซึ่งดูไม่แตกต่างกับอาการของคนที่ติดโรคฉี่หนู แต่สุนัขไม่สามารถบอกผู้เลี้ยงได้เอง ต้องอาศัยความใส่ใจและการสังเกตจากผู้เลี้ยงเป็นหลัก

          ปัจจุบัน มีรายงานพบว่า โรคนี้ติดต่อมาสู่คนได้โดยมีสุนัขเป็นพาหะนำโรคเสียเอง ดังนั้น ผู้เลี้ยงจึงไม่ควรละเลยโรคนี้ สุนัขทุกตัวภายในความดูแลควรได้รับวัคซีนเพื่อป้องกันก่อนเกิดโรค โดยฉีดเข็มแรกให้กับสุนัขอายุ 8 สัปดาห์ และกระตุ้นอีกครั้งเมื่ออายุ 10 สัปดาห์ หรือตามสัตวแพทย์กำหนด

 โรคพยาธิ

          พยาธิสารพัดชนิดอาจอยู่ในตัวสุนัขแสนรักชนิดที่ไม่สามารถคาดเดาที่มาและปริมาณที่มันกระดึ๊บๆ อยู่ในตัวสุนัขได้ อันตรายจากพยาธิโดยมากคือ "พยาธิภายใน" ส่งผลตรงต่อระบบทางเดินอาหาร ไม่ว่าจะเป็นพยาธิปากขอ พยาธิไส้เดือน พยาธิเส้นด้าย รวมถึงพยาธิตัวตืด มักจะทำให้สุนัขท้องเสีย ส่งผลต่อถึงสุขภาพที่อ่อนแอ ไม่แข็งแรง ลูกสุนัขที่ติดพยาธิมักพบว่าท้องป่อง กรณีที่ติดพยาธิมากๆ ก็มักพบพยาธิดังกล่าวออกมากับอุจจาระ และเสี่ยงมากที่จะแพร่กระจายพยาธิไปสู่สิ่งแวดล้อมและติดต่อมายังคนได้ หรือสัตว์ตัวอื่น ดังนั้น สุนัขจึงควรได้รับการถ่ายพยาธิอย่างสม่ำเสมอตามคำแนะนำของสัตวแพทย์ หรืออย่างน้อยทุกๆ 6 เดือน

          แต่พยาธิอีก 2 ชนิด ที่ผู้เลี้ยงต้องพึงระวังย่างยิ่งก็คือ "พยาธิหนอนหัวใจ" และ "พยาธิเม็ดเลือด" ที่มี "ยุง" และ "เห็บ" เป็นพาหะนำโรค ซึ่งสุนัขในเมืองไทยนับว่าเป็นสัตว์ที่สุ่มเสี่ยงต่อโรคนี้เป็นอย่างมาก เพราะมีพาหะนำโรคกระจายอยู่ทั่วทุกแห่ง ดังนั้น สุนัขจึงควรได้รับยาป้องกัน ซึ่งปัจจุบันมีเวชภัณฑ์ที่ผู้เลี้ยงสามารถเลือกใช้ได้ มีทั้งยาฉีด ยากิน หรือยาหยดผ่านผิวหนัง แต่ควรได้รับคำปรึกษาจากสัตวแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเป็นการดีที่สุด

          ทุกโรคที่กล่าวมา สามารถป้องกันได้ตามที่กล่าวทั้งสิ้น แต่ผู้เลี้ยงจำนวนมากมองโรคและการป้องกันโรคเหล่านี้ว่าเป็น "ภาระ" เนื่องจากวัคซีนแต่ละเข็มมีค่าใช้จ่าย แต่อาจลืมคิดไปว่าเมื่อถึงคราวสุนัขป่วย ค่ารักษาพยาบาลกลับทวีค่ามากกว่าราคาวัคซีนหลายเท่าตัว ทางออกที่หลายคนปฏิบัติก็คือ ปล่อยให้สุนัขอ่อนแอ พิการ และทนทรมานกับโรคต่อไป หากวันใดที่ตนเองทนดูไม่ไหวก็ปล่อยให้สุนัขเป็นภาระผู้อื่นไป หรือไม่ก็ปล่อยให้มัน "ตายคาตา"...

          โปรแกรมวัคซีนสุนัข มาตรฐานกลางจาก สมาคมสัตวแพทย์ผู้ประกอบการบำบัดโรคสัตว์แห่งประเทศไทย

 อายุสุนัข /4 สัปดาห์

          วัคซีนป้องกันโรคหลอดลมอักเสบติดต่อ (หากสัตวแพทย์พิจารณาว่าสัตว์มีความเสี่ยงต่อโรค)

 อายุสุนัข/6 สัปดาห์

          วัคซีนป้องกันโรคไข้หัดสุนัขและวัคซีนลำไส้อักเสบติดต่อ

 อายุสุนัข / 8 สัปดาห์

          วัคซีนรวมป้องกันโรคลำไส้อักเสบ ไข้หัดสุนัข ตับอักเสบ เลปโตสไปโรซีส ครั้งที่ 1

 อายุสุนัข / 10 สัปดาห์

          วัคซีนรวมป้องกันโรคลำไส้อักเสบ ไข้หัดสุนัข ตับอักเสบ เลปโตสไปโรซีส ครั้งที่ 2

 อายุสุนัข / 12 สัปดาห์

          วัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า ครั้งที่ 1 (หากสัตว์ที่มีความเสี่ยงสูง อาจทำก่อนเวลาและทำซ้ำเมื่ออายุครบ12 สัปดาห์)

 อายุสุนัข / 16 สัปดาห์

          วัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า ครั้งที่ 2

 อายุสุนัข / 24 สัปดาห์

          ฉีดวัคซีนกระตุ้นป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า

 อายุสุนัข / ทุก 1 ปี

          ควรฉีดวัคซีนกระตุ้นทุกโรค ปีละ 1 ครั้ง (วัคซีนรวม 1 เข็ม)

          ในการพาสุนัขไปฉีดวัคซีนแต่ละครั้ง ผู้เลี้ยงควรสังเกตอาการต่างๆ ทั้งก่อนและหลังฉีดวัคซีน เพื่อให้สามารถแก้ไขได้ทันท่วงทีหากสุนัขมีการอาการแพ้ โดยส่วนมากสุนัขที่เพิ่งได้รับวัคซีนอาจมีไข้อ่อนๆ ผู้เลี้ยงจึงควรงดการอาบน้ำ 7 วัน และดูแลไม่ให้สุนัขไปเล่นน้ำหรือตากฝน หลีกเลี่ยงการนำสุนัขไปยังพื้นที่เสี่ยง และควรนำลูกสุนัขไปรับวัคซีนกระตุ้นให้ครบและตรงตามโปรแกรมที่สัตวแพทย์แนะนำอย่างเคร่งครัด เพื่อสุขภาพที่ดีของสัตว์แสนรักของผู้เลี้ยงเอง

ขอขอบคุณข้อมูลจาก
https://pet.kapook.com/view5408.html
เครดิตภาพ  https://www.pinterest.com/pin/83879611802570440/

Saturday, January 9, 2021

20 ความจริงเกี่ยวกับเจ้าตูบที่คุณอาจไม่รู้






เรียบเรียงข้อมูลโดยกระปุกดอทคอม

สุนัขเป็นสัตว์เพื่อนซี้ของคนเรามานานแสนนาน และดูเหมือนว่า ในชีวิตหนึ่ง ของคนเรา จะต้องได้เป็นเจ้าของสุนัขสักตัวแน่นอนล่ะ บางคนไม่ต้องพูดถึง ชีวิตขาดสุนัขไม่ได้เลยทีเดียว แต่ถึงแม้ว่าสุนัขจะเป็นสัตว์ในอาณัติที่อยู่ใกล้ตัวเรามาก เชื่อว่าหลายคนยังไม่รู้ความจริงเกี่ยวกับสุนัขอย่างดีพอ วันนี้กระปุกดอทคอมก็เลยขอรวบรวมเกร็ดความรู้ที่เป็นประโยชน์ เกี่ยวกับเพื่อนซี้สี่ขามาฝากกันจ้า

1. สุนัขเป็นสัตว์เลี้ยงของคนมาตั้งแต่ 15,000 ปีที่แล้ว และมันก็ได้รับการขนานนามว่าเป็นเพื่อนซี้ของคนมานานแล้วเช่นกัน

2. สุนัขเป็นตัวตรวจจับมะเร็ง เบาหวาน และลมบ้าหมูได้เป็นอย่างดี เพราะจมูกที่สุดแสนจะอัจฉริยะของมัน ทำให้ปัจจุบัน สุนัขหลายตัวถูกนำมาฝึกเพื่อดมกลิ่นมะเร็งปอด หน้าอก ผิวหนัง และต่อมลูกหมากโดยเฉพาะ

3. สุนัขสามารถรู้อะไรได้เทียบเท่ากับเด็ก 2 ขวบ โดยจากงานวิจัยพบว่า สุนัขเข้าใจคำพูดคนถึง 200 คำ 

4. สุนัขพันธุ์ที่ฉลาดที่สุด ได้แก่ พุดเดิ้ล เยอรมันเชพเพิร์ด โกลเด้นรีทรีฟเวอร์ และโดเบอร์แมน

5. รูปทรงของใบหน้าสุนัขสามารถบอกได้ว่ามันมีอายุยืนยาวแค่ไหน โดยสุนัขที่มีหน้าเรียวแหลม และยาว มีแนวโน้มจะมีอายุยืนกว่าสุนัขที่มีหน้าสั้น บู้บี้

6. ชายผู้เลี้ยงสุนัขมากที่สุดในโลก คือนายคิวบลา คาน ผู้มีสุนัขมาสทิฟส์ในอาณัติกว่า 5,000 ตัว

7. ชื่อสุนัขตัวผู้ที่เป็นที่นิยมมากที่สุดในต่างประเทศ คือ แม็กซ์ และเจค ส่วนชื่อสุนัขตัวเมียนั้น คือ แม็คกี้ และมอลลี่

8. ลูกสุนัขแรกเกิดจะตาบอด หูหนวก และไม่มีฟันสักซี่

9. สุนัขมักจะเข้าใจว่า เวลาคนยิ้มแย้มนั้น พวกเขากำลังแยกเขี้ยว ซึ่งเป็นพฤติกรรมของการบุกรุก

10. โลกใบนี้มีประชากรสุนัขราว 400 ล้านตัว

11. ลายจมูกของสุนัขแต่ละตัวนั้น จะไม่มีทางซ้ำกันเลย เปรียบเสมือนกับลายนิ้วมือของคนนั่นเอง

12. แม่สุนัขใช้เวลาตั้งท้องประมาณ 2 เดือน จึงให้กำเนิดลูกสุนัข

13. สุนัขที่โตเต็มที่ มีฟันทั้งหมด 42 ซี่

14. อเมริกาเป็นประเทศที่มีประชากรสุนัขมากที่สุดในโลก โดยชาวอเมริกันที่เลี้ยงสุนัข มีมากถึง 1 ใน 3 ของจำนวนประชากรในประเทศเลยทีเดียว

15. 94% ของเจ้าของสุนัข ยอมรับว่าสุนัขในอาณัติทำให้พวกเขายิ้มได้มากกว่าวันละ 1 ครั้ง

16. สุนัขเป็นสัตว์ชนิดแรกที่มนุษย์นำมาฝึกให้เชื่อง

17. สุนัขไม่ชอบเสียงฝนตก เพราะรบกวนโสตประสาทที่ไวต่อเสียงของมันมาก

18. สุนัขพันธุ์บาเซ็นจิ เป็นสุนัขพันธุ์เดียวในโลกที่ไม่เห่า ทำได้แค่ส่งเสียงคำรามสั้น ๆ ในลำคอเท่านั้น

19. สุนัขตัวเล็กมีแนวโน้มอายุยืนกว่าสุนัขตัวใหญ่ โดยสามารถมีอายุได้ถึง 16 ปีหรือมากกว่านั้น ขณะที่สุนัขตัวใหญ่ ๆ จะมีอายุขัยเฉลี่ยประมาณ 8-15 ปีเท่านั้น อย่างไรก็ดี มีสุนัขตัวใหญ่ที่อายุยืนกว่าอายุขัยเฉลี่ยถมเถไป

20. สุนัขที่อายุยืนที่สุดที่กินเนสส์บุ๊กบันทึกไว้ คือเจ้าบลูอี้ สุนัขพันธุ์ออสเตรเลียน แคตเทิล ซึ่งมีอายุยืนถึง 29 ปี

เป็นยังไงกันบ้างคะ สำหรับเกร็ดความรู้เกี่ยวกับน้องหมาที่เรานำมาฝากกันวันนี้ ก็หวังว่าหลาย ๆ คน คงจะได้รู้เรื่องราวของน้องหมามากขึ้นกันหลายข้อเลยเนอะ

https://pet.kapook.com/view58943.html



Tuesday, September 15, 2020

จริงหรือ ? น้องหมาช่วยให้ขับรถไม่ประมาท พาน้องไปด้วยอุ่นใจกว่า


การพาน้องหมาติดรถเดินทางไปด้วยนั้น สามารถช่วยลดความประมาทในการขับรถได้จริงหรือไม่ มาดูผลวิจัยที่บ่งบอกว่า น้องหมาช่วยให้ขับรถไม่ประมาท การมีสุนัขอยู่ในรถจะทำให้ขับรถอย่างระมัดระวังมากขึ้น แถมช่วยลดความเครียดด้วย

ผู้ขับขี่ รถยนต์ ที่เลี้ยงน้องหมาไว้ที่บ้านหลายคนอาจจะชอบที่จะพาน้องหมาขึ้นรถไปท่องเที่ยวสถานที่ต่าง ๆ ด้วยกัน ซึ่งคนส่วนใหญ่อาจจะเพียงแค่อยากพาน้อง ๆ แสนรักไปเที่ยวก็เท่านั้น โดยนึกไม่ถึงว่าความจริงแล้วการมีน้องหมาติดรถไปด้วยนั้นมีข้อดีมากกว่าที่คิด เพราะมันจะช่วยให้คุณขับรถได้ปลอดภัยมากขึ้น ไม่ประมาท แถมยังช่วยลดความเครียดอีกด้วย

ล่าสุดเคยมีผลวิจัยจากประเทศสเปนที่รายงานว่า ผู้ขับขี่รถยนต์ที่เลี้ยงน้องหมาในกลุ่มสำรวจมากกว่าครึ่ง (54%) บอกว่าพวกเขาขับรถอย่างระมัดระวังมากขึ้นเมื่อมีสัตว์เลี้ยงหรือน้องหมาอยู่ในรถด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มคนอายุน้อย (18-24 ปี) ที่มีถึง 69% ที่บอกว่าขับรถระวังมากขึ้นเมื่อไปกับน้องหมา แต่ในขณะเดียวกันกลุ่มคนอายุเยอะ (มากกว่า 55 ปี) มีเพียง 42% เท่านั้นที่บอกว่าน้องหมาทำให้พวกเขาขับรถระวังมากขึ้น

ยิ่งไปกว่านั้นยังพบว่ากลุ่มผู้ขับขี่รถยนต์ในลอนดอน ประเทศอังกฤษ และประเทศแถบตะวันออกเหนือนั้น มีคนที่ขับรถประมาทน้อยลงจากการที่มีน้องหมาเป็นเพื่อนร่วมเดินทางด้วยมากยิ่งกว่า ด้วยจำนวน 70% ในลอนดอน และ 66% ในประเทศแถบตะวันออกเหนือ และนอกจากจะขับรถได้อย่างระมัดระวังมากขึ้นแล้ว ผลสำรวจยังเปิดเผยอีกว่า มีผู้ขับขี่รถยนต์จำนวน 35% ที่บอกว่าการมีน้องหมาอยู่ในรถยังช่วยลดความตึงเครียดขณะขับรถบนท้องถนนได้อีกด้วย

อย่างไรก็ตามถึงแม้ว่าน้องหมาจะช่วยให้ขับรถได้อย่างระมัดระวังมากขึ้น ประมาทน้อยลง แต่ก็ต้องไม่ลืมที่จะใช้อุปกรณ์นิรภัยสำหรับช่วยปกป้องน้องหมาจากอุบัติเหตุเช่นเดียวกับที่พวกเราต้องคาดเข็มขัดนิรภัยกัน และอย่าให้น้อง ๆ ซนจนรบกวนสมาธิในการขับรถด้วยล่ะ

ขอบคุณข้อมูลจาก motor1.com

https://car.kapook.com/view230667.html

เครดิตภาพ  

https://www.pinterest.com/pin/AdKvDm0v7C5sTHDxknjzywsazmvaTLrrl8wctnLZsKUYRyqlGLlEWaI/

Saturday, August 29, 2020

โรคข้อสะโพกห่างในสัตว์เลี้ยง




โรคข้อสะโพกห่างในสัตว์เลี้ยง (Dogazine Healthy)
เรื่องโดย : น.สพ.พัฒนา รัตนชินทร์

            โรคข้อสะโพกห่าง เป็นโรคที่เกิดจากกรรมพันธุ์ หรือเนื่องจากการเลี้ยงดูที่ให้สารอาหารไม่ถูกสัดส่วนกับการเจริญเติบโตของสุนัข โดยเฉพาะสุนัขพันธุ์ใหญ่ที่ผู้เลี้ยงยังมีความเข้าใจว่าต้องให้แคลเซียมมาก ๆ เพื่อเสริมสร้างกระดูก แต่แคลเซียมที่ให้มักจะเกินความพอดี ทำให้เกิดปัญหาโรคข้อสะโพกห่างตามมา

            โรคนี้เป็นอาการเสื่อหรือผิดรูปของข้อสะโพก หรือเนื่องจากการเคลื่อนของข้อสะโพก ซึ่งจะมีทั้งข้อสะโพกเคลื่อนมากหรือเคลื่อนน้อย ในรายที่เป็นมานาน เมื่อฉายภาพรังสีจะพบว่ามีแคลเซียมมาเกาะที่บริเวณข้อสะโพกมาก ทำให้ข้อสะโพกและบริเวณรอบๆ ข้อสะโพกเสื่อม โรคนี้จะพบในสุนัขพันธุ์ใหญ่มากกว่าพันธุ์เล็ก เช่น เยอรมัน เซพเพิร์ต, โกลเดน รีทรีฟเวอร์ เป็นต้น โดยอาการจะแสดงออกตั้งแต่ยังเป็นลูกสุนัขอยู่

            สัตว์ที่เป็นโรคนี้จะแสดงอาการเจ็บปวดเวลาเดิน ลุกขึ้นหรือนั่งลง มักไม่ค่อยยอมเดินหรือวิ่งเนื่องจากเจ็บ เมื่อถ่ายภาพรังสีในสุนัขที่เป็นระยะแรกจะพบว่ามีการเคลื่อนหรือผิดรูปของข้อสะโพก เช่น หัวกระดูกขาที่ต่อกับสะโพกไม่กลมเหมือนสุนัขปกติ อาจจะแบน ป้าน หรือหัวกระดูกเป็นเหลี่ยม บางรายกระดูกไม่อยู่ในเบ้า เบ้ากระดูกตื้น เป็นต้น อาการเจ็บเกิดจากกระดูกที่ผิดไปจากปกติ ทำให้เกิดการเสียดสีเวลาเดินมากกว่าปกติ จึงมีอาการอักเสบและเจ็บตามมา สุนัขบางรายจะลดอาการเจ็บโดยการกระโดดแทนการเดินหรือวิ่ง ถ้าเดินหรือวิ่งมากเกินไป สัตว์จะเจ็บปวดมากและจะไม่ยอมลุกหรือเดินในวันต่อมาในรายที่เป็นมานาน กระดูกอ่อนและข้อจะเกิดอาการเสื่อมอย่างรุนแรงและมีแคลเซียมมาเกาะที่บริเวณกระดูกและข้อ

            การรักษามักให้ยาควบคุมอาการเจ็บปวดเพื่อลดอาการเสื่อมของกระดูกและข้อ เมื่อยาแก้ปวดไม่ได้ผลต้องทำการผ่าตัด ซึ่งมีวิธีการทำได้หลายวิธี ที่นิยมในเมืองไทยคือการตัดหัวกระดูก และการผ่าตัดกล้ามเนื้อ เราจะกล่าวถึงการตัดกล้ามเนื้อในที่นี้กระดูกขาและกระดูกเชิงกรานจะมีกล้ามเนื้อเล็กๆ ที่ทำหน้าที่ยืดให้เบ้ากระดูกแนบกับหัวกระดูก เมื่อกระดูกเคลื่อนหรือผิดรูปไปจะทำให้กล้ามเนื้อตึงมากกว่าปกติ กระดูกจึงเสียดสีกันมากขึ้นการตัดกล้ามเนื้อชิ้นนี้เพื่อให้หัวกระดูกกับเบ้าห่างกันมากขึ้น จึงช่วยลดอาการเจ็บปวดลงได้ค่อนข้างมาก โดยเฉพาะร่วมกับการรักษาทางยาจะเห็นผลได้ชัดเจนว่าสุนัขมีอาการเจ็บปวดลดลงอย่างมาก สามารถลุกเดิน วิ่ง หรือเล่นได้มากกว่าที่เคย แผลผ่าตัดจะอยู่ด้านในของต้นขา มีขนาดยาวไม่เกิน 2-3 นิ้ว สุนัขมักจะไม่ค่อยแสดงอาการเจ็บปวดภายหลังการผ่าตัด มักเดินหรือวิ่งได้ภายหลังการผ่าตัดแล้ว 1-2 วัน อีกทั้งการดูแลแผลผ่าตัดก็ไม่ยุ่งยาก


ขอขอบคุณข้อมูลจาก

https://pet.kapook.com/view40654.html
เครดิตภาพ  https://www.pinterest.com/pin/281543717081881/

Thursday, August 27, 2020

ทายนิสัยจาก 9 สัตว์เลี้ยงที่ชอบ นี่แหละตัวตนบ่งบอกความเป็นเรา !



รู้หรือไม่ สัตว์เลี้ยงก็สะท้อนตัวตนของผู้เลี้ยงได้ มาทำนายทายใจจากสัตว์ที่ชอบเลี้ยงกันว่า แท้จริงแล้วเรามีนิสัยอย่างไร

สัตว์เลี้ยง ไม่ได้เป็นแค่เพื่อนเล่นของเราเท่านั้น เพราะจริง ๆ แล้วชนิดของสัตว์ที่เรานำมาเลี้ยง ก็สะท้อนตัวตนจริง ๆ ก็ของคนเลี้ยงได้เหมือนกัน ตัวอย่างเช่นสัตว์เลี้ยงทั้ง 8 ชนิดนี้ที่เรานำมาฝากกัน ไม่ว่าจะเป็นแมว สุนัข นก ปลา กระต่าย หนู ม้า และไก่ สัตว์ทุกตัวล้วนบอกนิสัยได้ ถ้าอยากรู้ว่าจริง ๆ แล้วเราเป็นคนอย่างไร ก็ตามไปดูกันเลย 

1.  แมว :  ขี้อ้อน รักอิสระ

คนที่ชอบแมวมาก ๆ ชนิดที่ว่าเจอที่ไหน ก็ต้องขอเข้าไปกอด จูบ ลูบ คลำ หมายความว่า นิสัยของคุณแทบจะไม่ต่างจากแมวเลย คือ ขี้อ้อน รักอิสระ ไม่ชอบอยู่ใต้อำนาจใคร เป็นคนมีฝีมือ ทำงานประณีต ทำอะไรพิถีพิถัน ละเอียดลออ รสนิยมดี ชอบใช้ของแบรนด์เนม ราคาแพง แต่ในทางตรงกันข้าม คุณอาจจะดูหยิ่งในสายตาคนอื่น เพราะมีความไม่ยอมใคร จู้จี้จุกจิกเล็ก ๆ ขี้ระแวง

2. สุนัข  :  ซื่อสัตย์ ตรงไปตรงมา

สุนัข เป็นสัตว์เลี้ยงที่สามารถเป็นได้ทั้งเพื่อนเล่น และเลี้ยงไว้เพื่อเฝ้าบ้าน นิสัยของสุนัขมักจะรักและซื่อสัตย์กับเจ้าของมาก ๆ ดังนั้นลักษณะนิสัยของคนที่เลี้ยงสุนัขคือ เป็นคนเฟรนด์ลี่ ซื่อสัตย์สุจริต พูดจาตรงไปตรงมา คิดแบบไหนพูดแบบนั้น มักจะมีน้ำใจกับผู้อื่นเสมอ มีนิสัยรักเพื่อนพ้อง จริงใจ กล้าตัดสินใจ กล้าหาญ เด็ดเดี่ยว ไม่ชอบหนีปัญหา และชอบเรื่องท้าทายตื่นเต้น แต่ด้วยความที่เป็นคนพูดจาตรงไปตรงมา อาจทำให้คุณดูเหมือนพูดจาแรงจนเกินไป ไม่อ่อนข้อให้กับใคร นอกจากนี้คุณยังขี้หงุดหงิดง่ายด้วย

3. นก  :  คล่องแคล่ว รักสวยรักงาม

คนที่ชอบเลี้ยงนก ไม่ว่าจะเป็นนกเขา นกกาเหว่า นกแก้ว นกขุนทอง หรือนกอะไรก็ตาม บ่งบอกได้ว่า คุณเป็นคนที่รักอิสระ ไม่ชอบผูกมัดกับใคร คล่องแคล่ว ปราดเปรื่อง ไม่ชอบอยู่กับที่เป็นเวลานาน ๆ คล่องแคล่วแอคทีฟ จนบางครั้งดูเหมือนเป็นคนประเภทไฮเปอร์ รักสวยรักงาม ชอบการเข้าสังคม แต่ก็แอบเอาแต่ใจตัวเองอยู่เล็ก ๆ เหมือนกัน

4. ปลา  :  ช่างฝัน มองโลกในแง่ดี

การเลี้ยงปลาดูเหมือนจะง่าย แต่ถ้าไม่รักจริงคงเลี้ยงไม่ได้ เพราะการเลี้ยงปลามีความจุกจิกเอาเรื่องอยู่เหมือนกัน บุคลิกของคนเลี้ยงปลา ดูเหมือนจะเป็นคนช่างฝัน อ่อนไหว นิสัยแบบไปเรื่อยๆ ไม่มีความทะเยอทะยาน เป็นคนที่สุภาพเรียบร้อย รักความสงบ มองโลกในแง่ดี แต่บางครั้งก็อาจจะดูเพ้อฝันนิดๆ ชอบอยู่กับตัวเอง ไม่ชอบการแข่งขัน หรือเอาชนะใคร อาจเป็นเพราะว่าคุณเป็นคนขี้อาย อารมณ์อ่อนไหวง่าย โกรธง่ายแต่หายเร็ว

5. กระต่าย  :  ไหวพริบดี เชื่อมั่นในตัวเอง

กระต่ายเป็นสัตว์ที่ไม่ชอบโดนจับหรือโดนอุ้มบ่อย ๆ เพราะจะเฉามือ ส่วนใหญ่จะเลี้ยงไว้ในกรงเพื่อดูเล่น กระต่ายเป็นสัตว์เลี้ยงที่กินเก่งและนอนเก่งมาก ลักษณะนิสัยของคนที่เลี้ยงกระต่าย คือเป็นคนมีไหวพริบดี เอาตัวรอดเก่ง เชื่อมั่นในตัวเอง เชื่อในความคิดตัวเอง เป็นคนที่ดูภายนอกแล้วเหมือนจะอ่อนแอ แต่จริง ๆ แล้วภายในเป็นคนเข้มแข็ง แหลมคม แฝงไปด้วยไหวพริบ คุณเป็นคนละเอียดลออ ทำอะไรประณีต พลิกแพลงไปได้เรื่อย ๆ แต่ก็ทำอย่างระมัดระวัง ซึ่งด้วยลักษณะนิสัยที่กล่าวมาทำให้คุณสามารถเข้าถึงคนอื่นได้ง่าย รู้ใจใคร ๆ ไปเสียหมด

6. หนู  :  กระตือรือร้น รักความก้าวหน้า

สำหรับหลายคนอาจคิดว่า หนูเป็นสัตว์ที่สกปรก ไม่น่าจะนำมาเป็นสัตว์เลี้ยง แต่ถ้าถามเจ้าของสัตว์เลี้ยงประเภทนี้ เขากลับคิดว่า หนูเป็นสัตว์ตัวเล็ก ๆ ที่น่ารัก แถมดูแลก็ง่าย ซึ่งบุคลิกของมันเป็นยังไง คนที่ชอบเลี้ยงก็เป็นแบบนั้น คือเป็นคนฉลาด ปราดเปรียว มีไหวพริบดี ขยันขันแข็ง ร่าเริง มองโลกในแง่ดี มีความกระตือรือร้น รักความก้าวหน้า มีความระมัดระวังตัวอยู่ตลอดเวลา ปรับตัวเก่ง มีมนุษย์สัมพันธ์ดี ชอบเข้าสังคม และเป็นนักสะสม ถึงแม้บุคลิกจะดูเงียบขรึม แต่ก็ยังรักอิสระ ชอบจัดระเบียบให้กับชีวิต นอกจากนี้ยังเป็นคนเก็บเงินเก่ง มีความสุขกับการสะสมยอดเงินในบัญชีมาก จัดระเบียบกับชีวิตได้ดี วางแผนก่อนใช้เงินเสมอ แถมยังดูแลบ้านได้ดีอีกด้วย

7. ม้า  :  รักอิสระ มีสปิริตสูง

ม้าเป็นสัตว์อีกชนิดหนึ่งที่หลายคนให้ความสนใจและอยากเลี้ยง บางคนวาดฝันไปถึงการได้ขี่ม้าเล่นรับลมเย็น ๆ ท่ามกลางธรรมชาติในทุ่งหญ้าเขียว ๆ แต่การจะเลี้ยงม้าสักตัวให้เติบโต สมบูรณ์ แข็งแรงก็ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย สำหรับนิสัยของคนที่ชอบเลี้ยงม้า คุณเป็นคนรักอิสระอย่างที่สุด และไม่ชอบให้ใครมาบังคับหรือผูกมัด มีความซื่อสัตย์ มีความแข็งแรงแต่ไม่แข็งกร้าว ตรงกันข้ามกลับมีความอ่อนน้อมถ่อมตน เป็นคนมีสปิริตสูง มักจะมีพลังงานอย่างเหลือล้นหากได้หยิบจับหรือทำในสิ่งที่ตัวเองอยากทำ ก็จะตั้งใจทำในสิ่งนั้นด้วยความรับผิดชอบจนสำเร็จลุล่วงไปด้วยดี

8. ไก่ :  อัธยาศัยดี ขี้เล่น

ว่ากันว่าคนเลี้ยงไก่ชีวิตมักจะมีสีสันอยู่ตลอดเวลา เพราะชอบทำอะไรพิศดาร มีความเป็นศิลปิน กล้าได้กล้าเสีย คุณมักเป็นคนอัธยาศัยดี ขี้เล่น ชอบเข้าสังคม จนทำให้ใครหลายคนมักชอบเข้ามาคุยเล่นด้วยเสมอ

9. เต่า :  รักอิสระ ช่างสังเกต

สำหรับคนที่ชอบเลี้ยงเต่า ทายนิสัยได้ว่า ตัวตนจริง ๆ เป็นคนรักอิสระอย่างมาก รักสันโดษ ชอบอยู่กับพื้นส่วนตัว เลี่ยงที่จะเป็นจุดสนใจของคนทั่วไป ในขณะเดียวกันก็เป็นคนที่ช่างสังเกต คิดวิเคราะห์สิ่งที่อยู่รอบ ๆ ตัว อีกทั้งยังเป็นคนมุ่งมั่นตั้งใจ เมื่อลงมือแล้วจะทำให้สำเร็จ และเป็นคนที่เชื่อถือได้อีกด้วย

เป็นอย่างไรกันบ้างคะ ลักษณะนิสัยของสัตว์เลี้ยงถูกต้องตรงกับตัวคุณหลายข้อเลยใช่ไหมล่ะ แต่สำหรับคนที่ยังไม่มีสัตว์เลี้ยง อยากหาสัตว์เลี้ยงน่ารัก ๆ มาไว้เป็นเพื่อนเล่น ก็ควรศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับสัตว์ชนิดนั้นก่อน เช่น นิสัย อาหาร การดูแล ว่าเราเหมาะจะเลี้ยงสัตว์ตัวนั้นหรือไม่ แล้วเราเตรียมตัวพร้อมหรือยังสำหรับต้อนรับสมาชิกใหม่ 
ขอบคุณข้อมูลจาก Pet Expo, yourdost และ easel
เครดิตภาพ  https://www.pinterest.com/pin/914862411832236/


Tuesday, August 25, 2020

สอนแบบไหนน้องหมาชอบ



1. สื่อสารภาษาหมา. หมาไม่ได้สื่อสารกันแบบมนุษย์ พูดไปก็ไม่เข้าใจ แต่ถ้าคำสั่งสั้นๆ ง่ายๆ นี่โอเคเลย รวมถึงภาษากายด้วย คุณเองก็ต้องรู้จักอ่านสีหน้าท่าทางของหมาเช่นกัน แต่สำคัญกว่าคือต้องคอยระวังสีหน้าท่าทางของตัวเอง โดยเฉพาะตอนกำลังฝึกหมา จำไว้อย่างว่าสำหรับหมา การกระทำสำคัญกว่าคำพูด[7]

2. ฝึกวินัยให้น้องหมา. วิธีผูกสัมพันธ์ระหว่างกัน ก็คือสอนพฤติกรรมดีๆ ให้น้องหมา รวมถึงการ "นั่ง" และ "คอย" ด้วย
  • รวมถึงฝึกไม่ให้หมาทำพฤติกรรมอันไม่พึงประสงค์ เช่น การกัดคนหรือหมาตัวอื่น วิ่งเตลิดไป หรือก้าวร้าว[8]

3. ใช้น้ำเสียงสงบใจเย็น. พูดกับน้องหมาเหมือนเป็นคนคนนึง โดยเวลาพูดให้ใช้น้ำเสียงสงบ อ่อนโยน ห้ามตะคอกหรือใช้อารมณ์เด็ดขาด ให้หมาฟังแล้วรู้สึกถึงความรักและความหวังดีในน้ำเสียงของคุณ[9]
  • อย่าลืมว่าหมาจะคอยสังเกตท่าทีของคุณพอๆ กับคำพูด เพราะงั้นคุณต้องระวังสีหน้าท่าทางให้ดีเวลาฝึกหรือพูดคุยกับน้องหมา[10]

4. ฝึกแบบให้กำลังใจ. เวลาฝึกหมาให้ใช้การให้กำลังใจ ไม่ใช่การลงโทษ แบบนี้หมาจะเรียนรู้ได้เร็วกว่าเยอะเลย น้องหมาทำตัวดีหรือทำถูกต้องตามที่คุณสั่งเมื่อไหร่ต้องให้รางวัล ไม่ว่าจะเป็นคำชม การลูบ หรือขนม น้องหมาจะรู้ว่านี่แหละสิ่งที่ควรทำ พอมีเป้าหมายแล้วหมาจะรู้สึกปลอดภัยและมีความสุข ให้รางวัลทันทีที่หมาทำดี อย่าประวิงเวลา[11]
  • การให้รางวัลเป็นขนม ทำให้หมายิ่งทำตัวดี เพราะเชื่อมโยงขนมกับพฤติกรรมนั้นๆ ให้คุณเลือกรางวัลให้หลากหลายหน่อย ไม่ใช่แค่ขนม แต่เปลี่ยนเป็นของเล่น ความสนใจของคุณ หรือเกมส์และกิจกรรมต่างๆ เวลาชมให้ใช้เสียงร่าเริงมีความสุข แล้วอย่าลืมเกาหลังให้น้องหมาด้วย

5. ดุได้แต่อย่าทำร้าย. ถ้าหมาทำอะไรผิดหรือไม่สามารถทำตามคำสั่งของคุณได้ถูกต้อง ห้ามลงโทษหมาเด็ดขาด เพราะหมาไม่เข้าใจหรอกว่าทำไมคุณถึงทำแบบนั้น เปลี่ยนมาสอนสิ่งที่ถูกดีกว่า โดยดุหรือใช้วิธีแก้พฤติกรรม แต่ห้ามตะคอกหรือทำร้ายร่างกายเด็ดขาด[12] ตีก็ไม่ได้ มือของคุณไม่ได้มีไว้ตีหมา เปลี่ยนเป็นการจับปลอกคอแล้วเขย่า ปรับพฤติกรรมด้วยการใส่สายจูง หรือช่วยจัดท่าทางของหมาให้ถูกต้องแทน เวลาดุให้เสียงดังฟังชัด แล้วพอหมาทำถูกต้องก็ให้ชมแล้วให้รางวัล[13]
  • รักหมาได้แต่ต้องเข้มแข็งหน่อย เรียกได้ว่าเป็นการรักแบบมีวินัย ห้ามโกรธหรือตะคอกก็จริง แต่ต้องเลี้ยงหมาให้อยู่ในระเบียบวินัย เชื่อฟังคำสั่งคุณ
  • เช่น ถ้าหมาเห่าแล้วคุณสั่งว่า "หยุด" พอหมาทำตามห้ามคุณลงโทษที่หมาเห่าไปเมื่อครู่ แต่ต้องให้รางวัลที่หมาหยุดเห่าแทน

เครดิตภาพ   https://www.pinterest.com/pin/658862620511013363/

Saturday, July 11, 2020

การทำความสะอาดหูให้หมาแมว




การทำความสะอาดหู (ม.เกษตรฯ)

          หูของสัตว์เลี้ยงมักจะเป็นรูปตัว" L" มากกว่าหูของคนและเศษเนื้อเยื่อ หรือขี้หูจึงมักจะถูกเก็บสะสมอยู่บริเวณมุมของตัว "L" การกำจัดขี้หูที่สะสมในช่องหู สามารถทำได้ด้วยการใส่น้ำยาสำหรับทำความสะอาดหูลงไปในช่องหู ทั้งนี้ น้ำยาล้างหูที่ดีควรมีฤทธิ์เป็นกรดอ่อน ๆ แต่ไม่ควรใช้วิธีการแทง กระแทก ควรบีบนวดบริเวณโคนหูประมาณ 20-30 วินาที เพื่อทำให้เศษเนื้อเยื่ออ่อนนุ่มและหลุดออกมา

          จากนั้น ทำการเช็ดเอาเศษเนื้อเยื่อที่หลุดออกและใช้ก้านไม้ที่พันด้วยสำลีที่ชุบให้ชุ่มไปด้วยน้ำยาทำความสะอาดช่องหู ให้ทำซ้ำๆ กันจนไม่พบว่ามีเศษเนื้อเยื่อ หรือขี้หูหลงเหลืออยู่ในช่องหูอีก ถ้าสภาพภายในช่องหูมีเนื่อเยื่อ หรือขี้หูมาก อาจจะทำความสะอาดตามวิธีดังกล่าววันละ 2 ครั้ง

          อาจจะใช้ก้านไม้พันด้วยสำลี หรือ cotton bud ในการทำความสะอาดช่องหู และด้านในของใบหู แต่ไม่ควรแหย่ให้ลึกเข้าไปในช่องหูมากนัก เพราะจะทำให้ขี้หู หรือเศษเนื้อเยื่ออัดกันแน่นภายในช่องหูมากกว่าเป็นการเขี่ยเอามันออกมา

          สัตว์บางตัวพบมีว่าปัญหาของช่องหูที่เกิดขึ้น ทำให้เกิดความเจ็บปวด การทำความสะอาด หรือขณะให้การรักษาอาจจะมีความจำเป็นต้องทำให้สลบเสียก่อน แต่ในบางครั้งสัตว์จะไม่ยอมให้ทำความสะอาดหูของมัน เพราะมันไม่ชอบ มันรำคาญ เจ้าของจะต้องพูดคุยกับมัน ให้มันผ่อนคลายในระหว่างที่ทำความสะอาด ถ้ามันเชื่อฟังควรต้องชมเชย ให้รางวัล

          หลังจากทำความสะอาดหูแล้ว ปล่อยให้มันสั่น หรือสะบัดหัวได้และปล่อยให้แห้ง หลังจากนั้นจึงค่อยใส่ยาให้

 การป้องกันโรคหู

          หัวใจสำคัญในการทำให้ช่องหูสัตว์เลี้ยงมีสุขภาพดีคือ ความสะอาด ดังนั้น ควรตรวจสอบช่องหูของสัตว์เลี้ยงของท่านทุกสัปดาห์ การพบว่ามีขี้หูเพียงเล็กน้อยถือว่าเป็นสิ่งปกติ ถ้าสัตว์เลี้ยงชอบเล่นน้ำมาก หรือมีใบหูยาวห้อย หรือมีประวัติโรคของช่องหู แนะนำให้ทำความสะอาดช่องหูเป็นประจำ(2-3 ครั้งต่อสัปดาห์) ด้วยวิธีการดังที่กล่าวไปแล้วข้างต้น

          และถ้ารอบ ๆ ช่องหูมีขนยาวมาก ให้ตัดให้สั้น เพื่อให้มีอากาศถ่ายเทได้สะดวก การรักษาโรคของช่องหูควรรักษา หรือกำจัดสาเหตุของโรค ซึ่งเป็นเหตุโน้มนำทำให้เกิดปัญหาของช่องหูจึงจะทำให้การรักษามีประสิทธิภาพสูงสุด

          พึงระลึกไว้เสมอว่า ถ้าสัตว์เลี้ยงของท่านรู้สึกไม่สะดวกสะบาย กระวนกระวายอย่างมากแสดงให้เห็น ช่องหูมีกลิ่นเหม็นมาก หรือช่องหูมีความผิดปกติ ไม่ควรรีรอที่จะนำมันมาพบสัตวแพทย์ ถ้าเยื่อแก้วหูของสัตว์เลี้ยงของท่านเกิดความเสียหาย การใช้ยาบางชนิด หรือน้ำยาทำความสะอาดช่องหูบางชนิดอาจจะเป็นอันตรายมากกว่าเป็นการรักษา ดังนั้นจึงควรปรึกษาสัตวแพทย์

ขอขอบคุณข้อมูลจาก

https://pet.kapook.com/view7959.html
เครดิตภาพ  https://www.pinterest.com/pin/6544361951827513/