Saturday, September 2, 2017

รู้ทันปัญหา เมื่อน้องหมาเกิดภาวะ "กระเพาะบิด"



         โดยปกติแล้ว ในหน้าร้อนจะมีโรคหลายโรคที่เป็นอันตรายและทำให้สุนัขเกิดอาการป่วยตามมา ไม่ว่าจะเกิดจากอาหารที่สุนัขกิน พฤติกรรมบางอย่างที่โน้มนำให้เกิดโรค หรือลักษณะเฉพาะของสายพันธุ์แต่ละสายพันธุ์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งแล้วเมื่อมีอากาศที่ร้อนจัดเจ้าของสัตว์หลายคนมักชอบให้ สุนัขกินน้ำและอาหารเยอะ ซึ่งอาจเป็นอันตรายแก่สัตว์เลี้ยงของตนได้อย่างไม่คาดคิด 

         บทความในตอนนี้จะกล่าวถึงโรคที่เป็นอันตรายและอาจส่งผลให้สุนัขเสียชีวิตได้เป็นอันดับต้น ๆ นั่นก็คือ "โรคกระเพาะบิด" (Gastric dilatation and volvulus)

โรคกระเพาะบิด (Gastric dilatation and volvulus)

         โรคกระเพาะบิด หรือเรียกสั้น ๆ ว่า GDV คือภาวะที่กระเพาะอาหารเกิดการขยายขนาดขึ้นอย่างรวดเร็วจากการสะสมของแก๊ส น้ำ หรืออาหารที่สุนัขกินเข้าไปในปริมาณที่มากกว่าปกติ หรือที่เรียกว่า ภาวะท้องอืด ในคนนั่นเอง และเมื่อกระเพาะอาหารมีขนาดใหญ่ขึ้นเป็นระยะเวลานานร่วมกับกิจกรรมของสุนัข หรือภาวะบางอย่างที่โน้มนำทำให้เกิดการเคลื่อนตัวของกระเพาะอาหารที่ผิดปกติ ไป โดยอาจเกิดการบิดหมุนของกระเพาะอาหารบางส่วนไปตามเข็มนาฬิกา ซึ่งสามารถเกิดการบิดตัวของกระเพาะได้ตั้งแต่ 180-270 องศา ส่งผลให้เกิดการอุดตันของหลอดอาหารและส่วนปลายของกระเพาะอาหาร จึงไม่สามารถที่จะระบายแก๊สหรือของเหลวดังกล่าวได้

         ทั้งนี้ สาเหตุที่แท้จริงที่ทำให้เกิดความผิดปกตินี้ยังไม่สามารถระบุได้อย่างแน่ชัด ว่า เกิดจากการที่กระเพาะขยายขนาดก่อนแล้วค่อยเกิดการบิดหมุน หรือเกิดการบิดหมุนหรือการขัดขวางการบีบตัวของกระเพาะอาหารก่อนแล้วค่อยทำ ให้กระเพาะขยายตามมา

อาการของโรคกระเพาะบิด

         GDV เป็นกลุ่มอาการที่เกิดขึ้นอย่างเฉียบพลัน โดยอาการเริ่มแรกที่เป็นสัญญาณเตือนภัยให้เจ้าของสัตว์สังเกตความผิดปกติของ สุนัขที่ตนเลี้ยงว่าเข้าข่ายโรคกระเพาะบิดก็คือ สุนัขที่ปกติสุขภาพแข็งแรงดี และใช้ชีวิตประจำวันได้อย่างปกติ แต่อยู่ ๆ ก็มีขนาดของช่องท้องขยายใหญ่ขึ้น โดยเฉพาะช่องท้องส่วนต้นจะโป่งพองมากขึ้นเรื่อย ๆ อย่างรวดเร็ว เมื่อใช้มือเคาะตรงบริเวณท้องที่โป่งพองขึ้นจะได้ยินเสียงที่จำเพาะ เหมือนคนตีกลอง (เป็นเสียงที่เกิดจากการสะท้อนของแก๊สที่สะสมในกระเพาะอาหาร) ร่วมกับสุนัขจะแสดงอาการ ดังนี้

         **กระสับกระส่าย หายใจเร็ว และหายใจลำบาก หัวใจเต้นเร็วโก่งตัว 

         **ทำท่าทางคล้ายจะอาเจียน แต่ไม่มีอะไรออกมา 

         **น้ำลายไหลเยอะกว่าปกติ 

         **สีของเยื่อเมือกหรือเหงือกเริ่มแดง 

         **เมื่อเวลาผ่านไปสุนัขจะเริ่มมีอาการเซื่องซึมปวดท้อง 

         **ถ้าเกิดการบิดตัวของกระเพาะอาหารร่วมด้วย สุนัขจะเริ่มมีอาการโคม่าและมีโอกาสช็อกสูงมาก 

         **สำหรับเจ้าของสัตว์ ถ้าพบลักษณะดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้นนี้ให้สันนิษฐานว่าสุนัขของตนกำลังอยู่ ในภาวะฉุกเฉินและให้รีบนำสุนัขส่งโรงพยาบาลสัตว์ใกล้เคียงให้เร็วที่สุด

         ส่วนใหญ่โรคกระเพาะบิดมักมีอัตราการเสียชีวิตสูงถึง 25-33% สาเหตุการเสียชีวิตส่วนใหญ่มักเกิดจากการที่เจ้าของสัตว์นำสุนัขส่งถึงมือ สัตวแพทย์ไม่ทัน เพราะอาจสังเกตเห็นอาการผิดปกติเมื่อสุนัขเป็นมานานหลายชั่วโมง และสุนัขเริ่มมีอาการโคม่าแล้ว กลไกการเกิดภาวะนี้มักเกิดขึ้นอย่างเฉียบพลันและส่งผลเสียต่อระบบร่าง กายหลายระบบ คือ...

         เมื่อกระเพาะอาหารมีขนาดใหญ่ขึ้น จะไปกดการไหลเวียนของหลอดเลือดที่จะนำเลือดไปสู่หัวใจส่งผลให้ปริมาณเลือด เข้าสู่หัวใจลดลง และทำให้หัวใจสูบฉีดเลือดไปเลี้ยงอวัยวะส่วนต่าง ๆ ของร่างกายไม่เพียงพอ เกิดภาวะความดันต่ำ ร่างกายขาดเลือดและสารน้ำอย่างรุนแรงจนเกิดภาวะช็อกตามมา ร่างกายจึงส่งสัญญาณให้หัวใจทำงานหนักขึ้นเพื่อสูบฉีดเลือดไปเลี้ยงร่างกาย ในขณะที่ปริมาณเลือดที่เข้าสู่หัวใจลดลง ทำให้กล้ามเนื้อหัวใจเกิดการขาดเลือดและทำงานผิดปกติไป ส่งผลให้เกิดการปรับตัวของหัวใจห้องล่างให้ส่งสัญญาณกระตุ้นการเต้นของกล้าม เนื้อหัวใจขึ้น เกิดภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะและไม่สม่ำเสมอ

        
 ในขณะเดียวกันกระเพาะที่ขยายขนาดขึ้นจะไปกดกล้ามเนื้อกระบังลมทำให้เกิดภาวะ หายใจลำบาก และขาดออกซิเจนตามมา ถ้าเกิดภาวะกระเพาะบิดด้วยแล้วมีโอกาสทำให้กระเพาะขยายใหญ่มากจนเกิดการฉีก ขาดของกล้ามเนื้อกระเพาะอาหาร หรือทำให้ผนังกระเพาะยึดมากจนเปื่อย เวลาที่ทำการรักษาโดยสอดท่อระบายแก๊สมีโอกาสทำให้ผนังกระเพาะทะลุตามมาด้วย ผลกระทบที่ตามมาหลังจากเกิดความผิดปกติของระบบหัวใจและหลอดเลือดร่วมกับการ ขาดออกซิเจน อาจส่งผลทำให้ผนังของกระเพาะอาหารเกิดเป็นเนื้อตาย และอวัยวะข้างเคียงเกิดความเสียหาย เช่น ตับและม้ามโตและขาดเลือด เป็นต้น

ปัจจัยเสี่ยงในการเกิด โรคกระเพาะบิด 

         1. สายพันธุ์ GDV มักพบในสุนัขสายพันธ์ใหญ่ (large and giant breed) เช่น พันธุ์เกรทเดน (Great Dane) เซนต์ เบอร์นาร์ด (Saint Bernard) โกลเดน รีทรีฟเวอร์ (Golden Retriever) บ็อกเซอร์ (Boxer) โดเบอร์แมนน์ (Dobermann Pinscher) ร็อตต์ไวเลอร์ (Rottweiler) บัสเซ้ทฮาวนด์ (Basset Hound) เยอรมัน เชพเพิร์ด (German Shepherd) คอลลี่ (Collie) ลาบราดอร์ รีทรีฟเวอร์ (Labrador Retriever) และดัชชุนด์ (Dachshund) เป็นต้น 

         แต่อาจจะพบโรคนี้ได้ในสุนัขสายพันธุ์กลาง เช่น พันธุ์ชาร์ไป่ (Shar Pei) เชาเชา (Chao Chao) ค็อกเกอร์ (Cocker Spaniel) เป็นต้น มีบางรายงานพบโรคนี้ในสุนัขสายพันธุ์เล็กได้แต่น้อยมาก ดังนั้นถ้าเจ้าของสัตว์ท่านใดที่เลือกเลี้ยงสุนัขสายพันธุ์ที่มีความเสี่ยง ข้างต้นนี้ควรทำความเข้าใจในอาการและกลไกการเกิดโรคนี้อย่างถ่องแท้ ในต่างประเทศนิยมทำการผ่าตัดเพื่อเย็บผนังกระเพาะอาหารของสุนัขที่มีสาย พันธุ์ดังกล่าว ให้ติดกับผนังช่องท้อง เรียกว่าวิธี Gastropexy โดยเฉพาะในเพศเมียนิยมทำในขณะทำการผ่าตัดทำหมัน เพื่อป้องกันการเกิดภาวะกระเพาะบิดในภายหลัง

         2. ลักษณะโครงร่างของร่างกาย GDV มักพบในสุนัขพันธุ์ที่มีชี่องอกแคบและลึก เช่น พันธุ์เกรทเดน (Great Dane) เป็นต้น

         3. พันธุกรรม GDV เป็นโรคที่ถ่ายทอดทางพันธุกรรม สุนัขที่มีประวัติว่าสายพันธุ์ของตนเคยเป็นโรคนี้มาก่อนไม่ควรนำมาเป็นพ่อ พันธุ์หรือแม่พันธุ์

         4. อายุ สุนัขที่อายุมากกว่า 7 ปี มีโอกาสเป็นโรคนี้มากกว่าสุนัขอายุ 2-4 ปีถึงสองเท่า

         5. เพศ สุนัขเพศผู้มีโอกาสเป็นโรคนี้มากกว่าสุนัขเพศเมียถึงสองเท่า และมีรายงานว่าสุนัขที่ทำหมันแล้วมีโอกาสการเกิดโรคน้อยลง

         6. น้ำหนัก น้ำหนักของร่างกายที่ตำกว่าเกณฑ์มาตรฐานมีความเสี่ยงในการเป็นโรคมากกว่า

         7. ลักษณะนิสัยในการกินอาหาร GDV มักพบในสุนัขที่กินอาหารมื้อเดียวต่อวัน ทำให้สุนัขเกิดอาการหิวได้ง่าย จึงมีนิสัยชอบกินอาหารเร็ว และกินเอยะซึ่งจะมีความเสี่ยงในการเกิดโรคนี้มากกว่า รวมทั้งสุนัขที่ชอบวิ่ง กลิ้งตัวหรือให้ออกกำลังกายอย่างหนักในทันที หลังจากที่กินอาหารมามักเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิด GDV ได้บ่อยที่สุด 

         ดังนั้น วิธีป้องกันคือแบ่งให้อาหาร 2-3 มื้อต่อวัน และงดกิจกรรมการออกกำลังกายต่าง ๆ ทั้งก่อนและภายหลังการกินอาหาร และไม่ควรให้กินน้ำในทันทีหลังจากให้อาหารสุนัข โดยทั่วไปควรรอประมาณ 1-2 ชั่วโมง ควรฝึกให้สุนัขมีนิสัยการกินที่ช้าลงในบางที่มีการออกแบบชามอาหารให้สุนัข กินอาหารได้ลำบากขึ้นด้วย แต่มักไม่ค่อยได้ผลนัก และในช่วงหน้าร้อนเนื้ออย่าให้สุนัขกินน้ำหรืออาหารมากเกินไป เพราะจะทำให้กระเพาะมีน้ำหนักมาก และเกิดความเสี่ยงในการเป็นโรคนี้สูง

         8. ลักษณะและคุณภาพของอาหาร การให้อาหารที่มีแบบเดียวกันและขนาดเล็กกว่า 3 เซนติเมตร จะทำให้สุนัขมีนิสัยที่กินเร็ว ชนิดของอาหารรวมทั้งองค์ประกอบของไขมันความชื้น หรือปัจจัยอื่นๆ ที่ส่งผลถึงการย่อยอาหาร อาจทำให้เกิดภาวะท้องอืดได้ จึงควรให้อาหารที่มีคุณภาพดี สดใหม่ และมีองค์ประกอบของโปรตีนอย่างน้อย 30% มีไฟเบอร์ อย่างน้อย 3% และมีปริมาณไขมันต่ำ หลีกเลี่ยงพืชตระกูลถั่วและยีสต์

         9. การแสดงออกทางอารมณ์ ถ้าเลี้ยงสุนัขหลายตัวในบ้าน การให้อาหารในบริเวณเดียวกันพร้อมๆ กันอาจทำให้สุนัขรีบกินอาหาร หรือเกิดความเครียดได้ จึงควรแยกให้อาหารแต่ละตัวไม่ให้มองเห็นกันได้จะดีกว่า สุนัขที่มีความเครียด มีนิสัยขี้กลัว หรือชอบอาละวาด ยกตัวอย่างเช่น สุนัขอยู่ระหว่างการเดินทาง หรือสุนัขที่เพิ่งปล่อยจากการถูกขังในกรงนานๆ หรือเวลาที่จะนำสุนัขมาโรงพยาบาลและต้องมีการจับบังคับ จะเพิ่มความเครียดแก่สุนัข ส่งผลให้การบีบตัวของกระเพาะอาหารลดลงจึงเพิ่มความเสี่ยงในการเป็น GDV มากกว่า

         10. โรคหรือความผิดปกติที่เคยพบมาก่อน เช่น โรคที่เกิดความผิดปกติ ของม้ามจนต้องทำการตัดม้ามออกทั้งหมดหรือโรค IBD (Inflammatory Bowel Disease) มักทำให้ตำแหน่งของกระเพาะอาหารอยู่ผิดที่ และเกิดการบิดหมุนได้ง่ายหรือความผิดปกติที่เกิดจากการหย่อนหรือตึงเกินไป ของเอ็นที่ยืดกระเพาะก็ส่งผลให้เกิด GDV ได้เช่นเดียวกัน

วิธีการรักษา โรคกระเพาะบิด

         จากที่ได้กล่าวมาแล้วข้างต้นนี้ถ้าสงสัยว่า สุนัขมีปัจจัยเสี่ยง และมีอาการคล้ายกับโรคกระเพาะบิด ให้รีบนำสุนัขส่งโรงพยาบาลให้เร็วที่สุด เมื่อสัตวแพทย์ตรวจและประเมินสภาพร่างกายแล้ว
 ในขั้นตอนแรกสัตวแพทย์จะทำการให้สารน้ำและให้สุนัขดมออกซิเจนเพื่อแก้ไขภาวะ ช็อกก่อน จากนั้นควรตรวจดูว่าหัวใจมีการเต้นที่ผิดปกติหรือไม่ ถ้ามีควรรีบให้ยาในทันที จากนั้นควรรีบทำการระบายแก๊ส ของเหลว และอาหารที่สะสมออกจากกระเพาะโดยการสอดท่อเข้าทางปาก และทำการล้างท้องเพื่อระบายส่วนของอาหารที่มีการหมักอยู่ในกระเพาะออก 

         และควรรอให้สัตว์อยู่ในสภาวะที่คงที่ก่อนที่จะนำสุนัขเข้าห้องผ่าตัด โดยส่วนใหญ่จะประสบความสำเร็จในการผ่าตัดถ้าทำการแก้ไขภาวะช็อกได้ภายใน 1-2 ชั่วโมงหลังจากตรวจพบอาการ ในกรณีที่สอดท่อเข้าทางปากไม่ได้ เพราะมีการบิดหมุนอย่างถาวร ต้องใช้เข็มเจาะระบายแก๊สในกระเพาะออกก่อนและอาจต้องทำหลายครั้งในระหว่าง ที่รอแก้ไขภาวะช็อก เมื่อสุนัขอยู่ในสภาวะที่คงที่แล้วจึงรีบนำสุนัขเข้าห้องผ่าตัด

         จุดประสงค์ในการผ่าตัดนั้น เพื่อแก้ไขตำแหน่งของกระเพาะอาหารให้กลับเข้าที่ และทำการตรวจสอบดูว่ากระเพาะอาหาร และม้ามมีความเสียหายมากน้อยแค่ไหน ถ้า เกิดเป็นเนื้อตายต้องทำการตัดส่วนนั้นทิ้งไป เพื่อป้องไม่ให้เกิดผลกระทบตามมาต่อระบบอื่น ๆ ของร่างกายเมื่อเกิดความเสียหายของอวัยวะนั้นๆ จากนั้นควรทำการเย็บตรึงผนังกระเพาะอาหารกับผนังช่องท้องอย่างถาวร เพื่อป้องกันการบิดตัวของกระเพาะที่มักจะเกิดขึ้นใหม่เสมอ

       
  ภายหลังการผ่าตัดจำเป็นที่จะต้องให้สัตว์พักฟื้นที่โรงพยาบาลและต้องได้รับ การดูแลอย่างใกล้ชิดจากสัตวแพทย์เป็นเวลาอย่างน้อย 48 ชั่วโมง เพื่อให้สารน้ำ ให้ออกซิเจน และปรับสภาพเลือดในร่างกายให้อยู่ในภาวะสมดุล ควรตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจเพื่อดูว่ามีการเต้นของหัวใจผิดจังหวะหรือไม่ ตรวจเช็คอุณหภูมิของร่างกายและความดันเลือดให้อยู่ในเกณฑ์ปกติคอยระมัดระวัง ผลแทรกซ้อนที่จะเกิดขึ้น เช่น การเกิดแผลในกระเพาะอาหาร การเกิดเนื้อตายของอวัยวะใกล้เคียง ตรวจเช็คการสร้างแก๊สขึ้นใหม่ในกระเพาะ ซึ่งเป็นผลมาจากการที่ผนังของกระเพาะอาหารยังหดตัวได้ไม่ดีพอภายหลังจากที่ มีการขยายขนาดมาก 

         นอกจากนี้ ต้องให้ยาแก้ปวดและยาปฏิชีวนะเพื่อป้องกันการติดเชื้อแทรกซ้อนตามมา ภายหลังการผ่าตัด 12 ชั่วโมงแรกควรเริ่มให้กินน้ำในปริมาณน้อยแต่วันละหลายครั้ง และเริ่มให้กินอาหารอ่อน ไขมันต่ำ ภายหลังการผ่าตัด ประมาณ 18-24 ชั่วโมง เพื่อฟื้นฟูและเริ่มให้ระบบย่อยอาหารทำงานได้ดีขึ้น เมื่อสุนัขเริ่มกลับเข้าสู่สภาวะปกติ เริ่มเดินได้กินน้ำและอาหารได้ปกติ จึงค่อยส่งสุนัขกลับบ้าน

         หากเจ้าของสุนัขได้อ่านบทความนี้แล้ว หวังว่าเมื่อสุนัขป่วยด้วยโรคกระเพาะบิดจะมีอัตรารอดชีวิตที่ดีขึ้น เพราะส่วนใหญ่ความล้มเหลวในการรักษาโรคนี้เกิดตั้งแต่ที่เจ้าของนำสุนัขส่ง โรงพยาบาลช้าไป หากเกิดกระเพาะบิดมานานกว่า 6-12 ชั่วโมง โดยที่ไม่ได้รับการแก้ไขภาวะช็อกอัตราการตายอาจสูงถึง 50-80% ดังนั้น การทำความเข้าใจในอาการ กลไกการเกิดโรค ผลกระทบที่ตามมา รู้ถึงปัจจัยเสี่ยงและวิธีการป้องกันไม่ให้เกิดภาวะกระเพาะบิด คงช่วยให้เจ้าของสามารถตระหนักและเข้าใจถึงภัยอันตรายเมื่อสุนัขของตนเป็น โรคนี้ได้

แหล่งที่มา  http://pet.kapook.com / Dogazine
Dog Care เรื่องโดย : โรงพยาบาลสัตว์บางแค 1
เครดิตภาพ  https://www.pinterest.com/pin/747597606904832337/



Monday, August 28, 2017

วิธีรับมือกับสุนัขไม่ชอบอาบน้ำ




เวลาสุนัขกลัวการอาบน้ำ เขาจะกลัวตั้งแต่สถานที่ที่อาบน้ำ หรือแม้แต่สายยางที่เคลื่อนไหว กลัวเมื่อน้ำไหลสัมผัสที่ตัว กลัวแม้แต่เสียงเปิดก็อกน้ำ 

เมื่อไหร่มีสิ่งพวกนี้มาเกี่ยวข้อง จะกระตุ้นให้สุนัขกลัวและพยายามหนี หรือ สู้กลับได้ถ้าเขาจนมุม

เพราะฉะนั้นจะให้สุนัขยอมรับการถูกอาบน้ำ ต้องทำให้เขายอมรับกระบวนการทุกสิ่งอย่างที่เกี่ยวกับการอาบน้ำ ซึ่งนับตั้งแต่วินาทีแรกที่คุณเริ่มนึกในหัวแล้วว่า วันนี้ต้องอาบน้ำสุนัข คุณต้องสงบและทำใจนิ่งๆ ให้ได้ก่อนที่คุณจะลุกจากโซฟาเพื่อเดินไปหาสุนัขด้วย ซ้ำ


ขั้นตอนการปรับพฤติกรรม

-ตั้งแต่การพาเขาไปจุดที่อาบน้ำ

โดยการใส่สายจูงไว้ เขาจะได้หนีไม่ได้ และเราก็ควบคุมง่าย ถ้าเขาไม่ยอมเดินมาใส่สายจูงง่ายๆ ลองใช้ขนมล่อเพื่อล่อให้เขาเดินเข้ามาหาเราเพื่อให้เราใส่สายจูงได้ 

ห้ามวิ่งไล่จับสุนัขเด็ดขาด เพราะยิ่งวิ่งไล่ เขายิ่งวิ่งหนี แล้วทุกครั้งที่เราหยิบสายจูงเขาจะติดนิสัยวิ่งหนี เพราะฉะนั้นพยายามจัดสิ่งแวดล้อมและสถานการณ์ให้เราได้เปรียบและเขาหมดโอกาส วิ่งหนี

เขาต้องยอมที่จะเดินไปจุดอาบน้ำ และยืนนิ่งๆได้

โดยการใส่สายจูงแล้วพาเขาเดินไปจุดอาบน้ำ ตอนแรกเขาก็จะต่อต้าน เราสามารถเอาขนมล่อเพื่อให้เขาเดินไปจุดอาบน้ำขณะเราถือสายจูงไว้ พอเขายอมเดินไปจุดอาบน้ำ ให้ขนมกิน แล้วพาเดินออกจากจุดอาบน้ำไปเดินวนรอบบ้านสักรอบ แล้วเริ่มกระบวนการฝึกใหม่ ใช้ขนมล่อไปจุดอาบน้ำ พอเขาถึงจุดอาบน้ำก็ให้ขนมกินแล้วพาเดินออก

ฝึกจนกว่าเขาจะยอมเดินมาที่จุดอาบน้ำแบบไม่ต่อต้าน เดินมายืนที่จุดอาบน้ำแบบไหลลื่น เมื่อถึงจุดอาบน้ำ ให้เขายืนรอนิ่งๆ สัก 2 นาที แล้วถึงให้ขนม แล้วพาเขาเดินออกจากจุดอาบน้ำ ทำอย่างนี้จนเขารอได้นานขึ้น พอเขารอได้นานขึ้น คราวนี้ไม่ต้องใช้ขนมอีกต่อไป เลิกใช้ขนมล่อ (เพราะถ้ายังใช้ขนมล่ออยู่ จะกลายเป็นติดสินบนสุนัข แล้วถ้าไม่มีขนม สุนัขก็จะไม่ยอม)

-เขาต้องยอมยืนนิ่งๆเมื่อสายยางเคลื่อนไหวไปมา

เมื่อเขายืนที่จุดอาบน้ำได้ เราถือสายจูงไว้ให้มั่นแต่สายจูงห้ามตึง  
แล้วค่อยๆ ขยับสายยางไปมา แต่ยังไม่ต้องเปิดน้ำ ให้ทำเป็นเหมือนอาบน้ำ แต่ไม่ต้องเปิดน้ำ  
พยายามควบคุมผ่านสายจูงไม่ให้เขาหนีได้ ทำจนกว่าเขาจะยืนนิ่งๆ แม้เราจะขยับสายยางไปมา เขาก็ยังคงยืนนิ่งอยู่

-เขาต้องยอมยืนนิ่งๆ เมื่อมีน้ำสัมผัสผิวหนัง

เมื่อเขายืนนิ่งๆได้แม้สายยางจะขยับ ต่อไปเอาสายยางวางที่พื้นแล้วเปิดน้ำ ให้น้ำไหลผ่านเท้าเขาเท่านั้น ถ้าเขาจะหนีเราก็ต้องควบคุมผ่านทางสายจูงเพื่อให้เขายืนนิ่งๆ พอเขายืนนิ่งได้แม้น้ำจะไหลโดนเท้าเขา เราก็ปิดก็อกน้ำ แล้วพาเขาเดินออกมาจากจุดอาบน้ำ

วันรุ่งขึ้นฝึกขั้นต่อไปคือ เอาสายยางล้างขาเขาทั้งสี่ถึงแค่โคนขา แต่ยังไม่ต้องให้ตัวเปียก เมื่อเขายอมยืนนิ่งๆ เราปิดน้ำ แล้วพาเดินออกมาจากจุดอาบน้ำ

-วันรุ่งขึ้นฝึกต่อ โดยการเปิดน้ำไหลผ่านก้น แล้วค่อยๆไล่มาถึงลำตัว ไล่มาถึงหน้าอก
ขั้นตอนนี้อาจมีคนช่วยถือสายจูงไว้ แล้วเราเป็นคนถือสายยาง เพื่อง่ายต่อการควบคุม 


Tip:
 
-ที่สำคัญขณะฝึก เราต้องนิ่ง สงบ ไม่ต้องพูดโวยวาย เพราะเสียงที่เจื้อยแจ้วยิ่งทำให้สุนัขตื่นเต้น และยิ่งต่อต้านการอาบน้ำ ให้เงียบไว้ดีที่สุด และที่สำคัญเมื่อถึงเวลาอาบน้ำสุนัข เราห้ามเครียดหรือกังวล เพราะเมื่อเรากังวลเมื่อถึงเวลาอาบน้ำ สุนัขจะรับรู้ได้ว่าช่วงเวลาที่ไม่พึงประสงค์กำลังจะมาถึงในไม่ช้า นั้นเองพอถึงเวลาอาบน้ำเขาก็วิ่งหนีไปแอบ เหมือนกับเขารู้เหตุการณ์ล่วงหน้า ที่จริงแล้วเขารู้ตัวว่าเขาจะถูกอาบน้ำตั้งแต่เราเริ่มมีความคิดในหัวแล้ว ว่า "วันนี้จะอาบน้ำสุนัข" แม้คุณจะยังไม่ได้แม้แต่ลุกขึ้นจากโซฟา แต่ความกังวลของคุณส่งถึงสุนัขได้

เพราะฉะนั้นทำวันอาบน้ำให้เป็นวันปกติเหมือนวันอื่นๆ และคิดแต่เรื่องดีๆในหัว เป็นวันที่สนุก ไม่ใช่วันโลกแตกถล่มถลาย

-เพื่อความสะดวกในการควบคุมสุนัขให้ยืนนิ่งๆ ให้สุนัขยืนอาบน้ำบนกะละมัง เพราะกะละมังจะเป็นจุดกำหนดถึงจุดที่ให้สุนัขยืน เขาจะได้ไม่เดินไปมาวุ่นวายขณะอาบน้ำ เหมือนเป็นตัวบังคับให้เขายืนนิ่งๆ ห้ามขาก้าวออกจากกะละมัง ทำให้ง่ายต่อการควบคุมสุนัข และ ยังมีประโยชน์ตอนล้างฟองแชมพูออกจากตัวสุนัข เพราะน้ำที่ไหลออกมาที่กะละมังยังบอกเราได้ว่า เราล้างฟองออกหมดหรือยัง เพราะเมื่อไหร่ที่น้ำในกะละมังใสไร้ฟอง ก็เตรียมปิดน้ำเช็ดตัวแห้งได้


มาจาก
 http://yojajiji.bloggang.comhttp://tonyjanhom.blogspot.com/2012/02/blog-post_739.html
เครดิตภาพ  https://www.pinterest.com/pin/555983516482521115/


Thursday, August 24, 2017

15 สายพันธุ์สุนัขที่ชื่นชอบ บ่งบอกความเป็นตัวคุณได้นะรู้เปล่า !


     รู้ไหมว่าสุนัขแต่ละสายพันธุ์ที่คุณชอบหรือเลี้ยงเอาไว้ สามารถบ่งบอกลักษณะและสะท้อนความเป็นตัวตนของคนคนนั้นได้ด้วยนะจะบอกให้ ถ้าอยากรู้ว่าสุนัขที่คุณหลงรักจะสะท้อนตัวตนของคุณได้อย่างไรก็ตามไปหาคำ ตอบกันเลย

         
 บางครั้งคนเราก็ไม่สามารถมองเห็นตัวเองได้ชัดเจนเท่าไร จึงต้องอาศัยกระจกช่วยสะท้อน ซึ่งนั่นก็หมายถึงสิ่งรอบ ๆ ตัวคุณนั่นเอง ซึ่งรู้หรือเปล่าว่าแม้แต่สายพันธุ์สุนัขที่ คุณชื่นชอบก็สามารถบ่งบอกความเป็นตัวคุณได้เหมือนกัน และในวันนี้กระปุกดอทคอมก็ได้รวบรวมสายพันธุ์สุนัขที่ชอบมาบอกเล่าตัวตนของ แต่ละคน ซึ่งจะตรงหรือไม่อย่างไรก็ตามไปดูกันเลยค่ะ

1. พิทบูล (Pitbull)

          ด้วยลักษณะสง่างามและกำยำของสุนัขแข็งแกร่งสายพันธุ์นี้ จึงสะท้อนไปยังคนที่รักสุนัขสายพันธุ์พิทบูลได้ว่า เป็นที่นับถือของคนทั่ว ๆ ไป โอบอ้อมอารีเห็นใจผู้อื่น ใจกว้าง ในขณะเดียวกันก็ไม่แคร์ว่าคนอื่นจะคิดอย่างไรกับตัวเองเหมือนกัน นอกจากนี้ยังมีความมั่นใจและความคิดสร้างสรรค์ เลยทำให้เหล่าแฟนคลับพิทบูลส่วนใหญ่อยู่ไม่ติดที่ ชอบออกไปไหนมาไหน และยังเป็นนักรักที่ร้อนแรงมากด้วยนะ

2. ปอมเมอเรเนียน (Pomeranian)

          คนที่หลงรักเจ้า 4 ขา ขนฟู ไซส์มินิอย่างปอมเมอเรเนียน ถือว่าเป็นคนที่ค่อนข้างอ่อนหวานและอ่อนโยนมากคนหนึ่งเลยทีเลยเดียว แถมยังเปิดใจให้กับทุก ๆ เรื่อง ชอบออกเดินทางเป็นชีวิตจิตใจ มีความกระตือรือร้น รักในสิ่งที่ตนเองทำ และจะลงมือทำมันด้วยความสนุกสนาน

3. เกรย์ฮาวด์ (Greyhound)

          ลักษณะนิสัยที่ชัดเจนของหมาสายพันธุ์เกรย์ฮาวด์สามารถระบุตัวตนของคนที่ชอบ ได้เลยว่า เป็นคนที่ค่อนข้างเงียบขรึมและรักอิสระ แต่ภายใต้บุคลิกที่แสนสงบเงียบกลับแฝงไปด้วยความน่าเกรงขาม ครอบครัวและคนรอบข้างคือสิ่งที่สำคัญที่สุดสำหรับพวกเขาเลย มีสัญชาตญาณในการใช้ชีวิตสูง และสามารถควบคุมอารมณ์ในสภาวะกดดันได้เป็นอย่างดี

4. คอร์กี้ (Corgi)

          คนที่คลั่งไคล้น้องหมาสายพันธุ์คอร์กี้นอกจากจะเป็นคนที่มีน้ำใจต่อคนรอบ ข้างแล้ว ยังเป็นนักเข้าสังคม ชอบการพบปะ และพูดคุยกับผู้คนมากเป็นพิเศษ จนบางครั้งอาจถึงขั้นพูดไม่หยุดเลยก็มี แต่นั่นก็ไม่ได้ทำให้ความโดดเด่นในตัวของคุณลดลงเลยแม้แต่น้อย อาชีพที่เหมาะสมก็น่าจะเป็นดารานักแสดงและนักร้อง เพราะพวกเขามีเสน่ห์ที่ทำให้ใคร ๆ ก็ต่างหลงใหลได้ ขณะเดียวกันก็แฝงความดื้อรั้นไว้ในตัวอยู่ไม่น้อย จะเชื่อและทำในสิ่งที่ตัวเองเชื่อเท่านั้น

5. เยอรมันเชพเพิร์ด (German Shepherd)

          เยอรมันเชพเพิร์ดเป็นน้องหมาที่มีความโดดเด่นเรื่องกีฬา ฉะนั้นคนที่หลงรักน้องหมาพันธุ์นี้ก็มักจะเป็นคนที่แอ็คทีฟอยู่ตลอดเวลา ชอบการแข่งขัน เข้าสังคมเก่ง ดูแลเอาใจใส่คนรอบข้างได้เป็นอย่างดี และเป็นคนที่ชอบการแข่งขันในทุก ๆ เรื่องจนอาจจะทำให้คู่แข่งถึงกับต้องยอมแพ้ตั้งแต่ยังไม่เริ่มแข่งเลยที เดียว

6. คอลลี่ (Collie)

          คนที่รักน้องหมาคอลลี่มักจะให้ความสำคัญกับการทำงานจนกว่างานหรือสิ่งที่ทำ อยู่นั้นจะบรรลุผลสำเร็จไปได้ด้วยดี เพราะว่าพวกเขามีความมุ่งมั่นและตั้งใจไม่หวั่นแม้ต้องเจอกับงานหนัก แถมยังเป็นคนที่ชอบการออกไปผจญภัย ในทางกลับกันแม้ว่าพวกเขาจะดูเหมือนคนเฮฮาปาร์ตี้ แต่พวกเขากลับชอบที่จะอยู่กับครอบครัวมากกว่าการออกไปสังสรรค์กับคนหมู่มาก

7. บูลด็อก (Bulldog)

          คนรักน้องหมาจอมหน้ายุ่งอย่างบูลด็อก มักจะมีนิสัยรักอิสระที่มาพร้อมกับบุคลิกน่าเกรงขาม แต่ลักษณะภายในช่างหักมุมกับภายนอกก็ตรงที่เป็นคนรักครอบครัว โอบอ้อมอารี และมีเมตตาให้กับคนรอบข้าง ในเรื่องของความกระตือรือร้นและการตรงต่อเวลาสุด ๆ แต่ถ้าพูดเรื่องความดื้อละก็ไม่แพ้ใครเหมือนกันนะ

8. ชิวาวา (Chihuahua)

          เหล่าคนรักชิวาวาส่วนใหญ่อาจจะมีบุคลิกที่ดูโผงผาง พูดจาตรงไปตรงมาแต่เป็นคนที่ไม่คิดร้ายกับใคร จริงใจ และยอมเปิดใจที่จะรู้จักคนอื่นมากกว่าตัดสินคนที่ภายนอก ซึ่งนั่นก็เป็นหนึ่งในคุณสมบัติของคนที่มองโลกในแง่ดี ภูมิใจในสิ่งที่ตัวเองเป็นและทำ

9. ฮัสกี้ (Husky)

          คนรักน้องหมาสายพันธุ์นี้ถือว่ามีสายเลือดของความเป็นผู้นำอย่างแท้จริง มีจิตใจที่เข้มแข็ง เชื่อมั่นในตัวเองสูง และปกป้องคนในปกครองอย่างดีที่สุด คุณสามารถทำในสิ่งที่คนรอบข้างต้องการให้ได้ ไม่ชอบอยู่นิ่ง ๆ ต้องหาอะไรทำอยู่ตลอดและรักการเล่นกีฬาเป็นพิเศษ

10. ปั๊ก (Pug)

          แน่นอนว่าคนที่ชอบสุนัขพันธุ์ปั๊กจะต้องเป็นคนที่มีบุคลิกร่าเริง มีอารมณ์ขบขัน สามารถสร้างรอยยิ้มให้คนรอบข้างได้ตลอดเวลา ชอบเล่นกีฬา มีความอาร์ตอยู่ในตัว ชอบความสะดวกสบาย และดูแลเอาใจใส่คนรอบข้างเสมอ ที่สำคัญยังเป็นคนที่ชอบเปิดใจรับสิ่งใหม่ด้วยนะ  

11. ลาบลาดอร์ (Labrador)

          ขึ้นชื่อว่าเป็นสุนัขที่ซื่อสัตย์ต่อเจ้าของเป็นที่หนึ่ง ฉะนั้นจึงมั่นใจได้เลยว่าคนที่ชอบสุนัขสายพันธุ์นี้ก็ต้องเป็นคนที่ซื่อสัตย์มากคนหนึ่งเลยทีเดียว ดำเนินชีวิตอย่างชาญฉลาด มีความสนุกสนานร่าเริง แต่ก็แอบมีอาการซุกซนอยู่ไม่น้อย ถ้าในบ้านมีคนที่รักและอาหารจานโปรดอยู่ พวกเขาจะไม่ยอมออกจากบ้านไปไหนเลยล่ะ

12. ออสเตรเลียน เชพเพิร์ด (Australian Shepherd)

          คนที่รักสุนัขพันธุ์นี้รักในการใช้ชีวิตอย่างเต็มที่ เพราะพวกเขามีพลังงานและความมุ่งมั่นที่จะทำในสิ่งที่ตนเองรักให้ประสบความ สำเร็จ เป็นคนใจกว้าง เปิดรับการเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ อยู่เสมอ

13. ร็อตไวเลอร์ (Rottweiler)

          ลักษณะนิสัยของคนที่ชอบสุนัขพันธุ์ร็อตไวเลอร์มักจะเป็นคนที่มีความมั่นใจใน ตัวเองสูง กล้าหาญไม่กลัวอันตราย และชอบปกป้องคนที่รักให้ดีที่สุด มีความเฉลียวฉลาดสูง สามารถรับมือกับปัญหาหนัก ๆ ได้อย่างดีเยี่ยม

14. โกลเด้น รีทรีฟเวอร์ (Golden Retriever)

          คนรักน้องหมาโกลเด้น รีทรีฟเวอร์ มักจะเป็นคนมีเสน่ห์ที่ใคร ๆ ก็ต่างหลงรัก อยู่ใกล้ก็รู้สึกว่าปลอดภัย ในขณะเดียวกันตัวพวกเขาเองก็ชอบทำให้คนอื่นมีความสุข ชอบเข้าสังคม อดทนต่อเรื่องต่าง ๆ และมองโลกในแง่ดี แต่ก็แอบมีอารมณ์โมโหร้ายอยู่บ้าง

15. บีเกิล (Beagle)

          คนที่รักน้องหมาบีเกิลมักจะมีนิสัยที่ชอบเรียนรู้และค้นหาสิ่งใหม่ ๆ อยู่ตลอดเวลา ต้องรู้ต้องเห็นในสิ่งที่ตัวเองสงสัยให้ได้ รักการผจญภัยไปพร้อมกับการค้นหาตัวตนบนโลกที่กว้างใหญ่ เพราะความใจเย็นและไม่เป็นคนโมโหร้ายนี่แหละ จึงทำให้เขาเป็นเพื่อนที่ดีที่สุดสำหรับทุก ๆ คน

        เป็นอย่างไรบ้างอ่านแล้วตรงกับตัวของคุณหรือคนรอบข้างบ้างหรือเปล่า แต่ทั้งนี้สิ่งที่นำมาฝากกันเป็นแค่ลักษณะนิสัยรวม ๆ เท่านั้นนะคะ


ขอขอบคุณข้อมูลจาก thedodo,  designtaxi 
เครดิตภาพ  https://www.pinterest.com/pin/379709812329510900/

Sunday, August 13, 2017

โรคลมชัก




การชักในแต่ละวงรอบจะประกอบด้วยอาการที่แสดงก่อนการชัก(Preictus)สัตว์ มักจะแสดงพฤติกรรมที่ผิดปกติ เช่น กระวนกระวาย ร้องโหยหวน เห่ามากกว่าปกติ ปัสสาวะเรี่ยราด น้ำลายไหล หลบในที่มืดซึ่งมักพบมากในแมวโดยจะใช้เวลาเป็นวินาทีหรือนาทีถึงชั่วโมงก่อน ที่เข้าสู่การชัก(Ictus)ไม่มีสติ ไม่สามารถควบคุมการทรงตัวหรือกล้ามเนื้อได้ เหยียดเกร็ง ขากระตุก ถีบเท้าเหมือนถีบจักรยาน เคี้ยวปาก ซึ่งการชักจะกินเวลาเป็นวินาทีจนถึงเป็นนาทีซึ่งไม่ควรที่จะปล่อยให้ชักเป็น เวลานานเพราะจะทำให้เซลล์สมองถูกทำลายมากขึ้น ต่อมาเมื่อระยะเวลาของการชักสิ้นสุดลงก็เข้าสู่ระยะหลังชัก (Postictus) เป็นช่วงที่สมองล้าจากการชักสัตว์มักจะแสดงอาการเดินเซเดินวน ตาบอดชั่วขณะ นอนหลับเป็นชั่วโมงหรือเป็นวัน กินเก่ง เป็นต้น ช่วงเวลาที่เหมาะในการตรวจระบบประสาทจะเป็นช่วงเวลาในการพักก่อนที่จะเข้า สู่การชักในวงรอบต่อไป(Interictus)

สาเหตุของการชัก
แบ่งเป็น 3 สาเหตุหลักใหญ่ ได้แก่ การชักโดยไม่ทราบสาเหตุ (Idiopathic epilepsy/Primary seizure) การชักที่เกิดจากรอยโรคในสมอง(Secondary seizure/Intracranial disorders) และการชักที่ไม่ได้เกิดจากรอยโรคในสมอง(Reactive seizure/Extracranial disorders)

การชักโดยไม่ทราบสาเหตุ เป็นสาเหตุที่พบได้บ่อยในสุนัขแต่พบได้น้อยในแมวมักจะสรุปว่าเกิดจากพันธุ กรรมหรือสายพันธุ์ซึ่งมักจะเกิดได้บ่อยในพันธุ์แท้ เช่น เยอรมันเชฟเฟิร์ด โกลเด้นรีทรีฟเวอร์ ลาบาดอร์รีทรีฟเวอร์ บีเกิ้ล ดัชชุน พุดเดิ้ล ชิห์สุ เป็นต้น พบมากในช่วงอายุ 6 เดือนถึง 6 ปี พันธุ์ใหญ่มักจะมีอาการชักที่ค่อนข้างรุนแรงกว่าพันธุ์เล็กโดยชักเกร็งทั้ง ตัว ไม่รู้สึกตัว ส่วนพันธุ์เล็กมักจะรู้สึกตัวแต่ไม่สามารถควบคุมการเคลื่อนไหวได้ มีอาการเบลอ สั่น เกร็ง การชักแบบนี้การตรวจระบบประสาทในช่วงการพักของการชักจะไม่พบความผิดปกติใดๆ

การชักที่เกิดจากรอยโรคในสมอง เกิดได้จากหลายสาเหตุ เช่น โครงสร้างที่ผิดรูป : โรคหัวบาตร (hydrocephalus), สมองไม่พัฒนามักพบในลูกสุนัข  ความบาดเจ็บหรือกระทบกระเทือน  เนื้องอกโดยเฉพาะในแมวมักพบเนื้องอกที่เยื่อหุ้มสมอง(menigioma)  การอักเสบและการติดเชื้อ ได้แก่ ไวรัส เช่น ไข้หัดสุนัข พิษสุนัขบ้า  ช่องอกและช่องท้องอักเสบในแมว เอดส์แมว, แบคทีเรีย(พบน้อย เจอในกรณีที่ภูมิคุ้มกันต่ำ)สร้างเป็นฝีกดเบียดเนื้อสมอง, เชื้อราพบในกรณีที่มีเชื้อราในโพรงจมูก เช่น Cryptococcosisในแมว Aspergillosis, โปรโตซัว, ริกเก็ตเซีย เช่น พยาธิเม็ดเลือด เยื่อหุ้มสมองและไขสันหลังอักเสบที่เกิดจากการภูมิคุ้มกันทำลายตัวเอง เช่น โรคgranulomatous menigioencephalitis, necrotizing menigioencephalitis ในพันธุ์ปั๊ก ยอร์กเชียร์เทอร์เรีย   และสารพิษ  การชักแบบนี้พบได้ทุกช่วงอายุและพบความผิดปกติทางระบบประสาทในช่วงการพัก ของการชัก เช่น เดินวน หัวเอียง ทรงตัวไม่ได้ การชักบางส่วน เช่น เคี้ยวปาก ทำท่าไล่งับแมลง

การชักที่ไม่ได้เกิดจากรอยโรคในสมอง เกิดจากความผิดปกติในระบบอื่น ๆที่ไม่ใช่ระบบประสาท เกิดได้จากหลายสาเหตุ เช่น น้ำตาลในกระแสเลือดต่ำกว่าระดับปกติ ได้แก่ ในลูกสุนัขเกิดจากการอดอาหารเป็นเวลานานส่วนในสุนัขแก่มักจะพบเนื้องอกของ เซลล์ที่มีหน้าที่ผลิตอินซูลินในตับอ่อน(Insulinoma)
โรคตับที่ทำให้ตับวายไม่สามารถทำหน้าที่เปลี่ยนของเสียแอมมโมเนียเป็นยู เรียได้(Hepatic encephalopathy) แอมโมเนียจะย้อนเข้าสู่กระแสเลือดผ่านเข้าสู่สมองทำให้ชัก หรือการเจริญของเส้นเลือดที่ผิดปกติไม่ผ่านตับ(Congenital portosystemic shunts)ทำให้ของเสียในกระแสเลือดสูงมักพบในลูกสุนัข

โรคไตเรื้อรังมีความดันโลหิตสูงทำให้สมองขาดเลือด มีภาวะปัสสาวะในกระแสเลือด(Uremia) ทำให้เลือดมีความเป็นกรด  แร่ธาตุในร่างกายที่ผิดปกติ  เช่น แคลเซียมในเลือดต่ำ โปแตสเซียมในเลือดสูง นอกจากนี้ยังมีสาเหตุอื่น ๆ เช่น สารพิษได้แก่ สารตะกั่ว ออแกโนฟอสเฟต สารให้ความหวานไซลิทอล คาเฟอีน ชอคโกแลต เอธิลลีนไกลคอล เป็นต้น สมองขาดออกซิเจนมักมีสาเหตุมาจากโรคหัวใจและหลอดเลือด อุณหภูมิร่างกายที่สูงกว่าปกติ เช่น เป็นไข้ heat stroke  การชักแบบนี้จะมีอาการของสาเหตุที่ทำให้เกิดการชักในช่วงการพักของการชัก

การวินิจฉัย
การวินิจฉัยหาสาเหตุของการชักต้องอาศัยสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้
1. อายุ เพศ พันธุ์ ตัวอย่างเช่น ลูกสุนัขมักเกิดจากโครงสร้างที่ผิดปกติ การติดเชื้อ เช่น ไข้หัดสุนัข หรือน้ำตาลในกระแสเลือดต่ำ ส่วนสุนัขแก่มักเป็นพวกเนื้องอก   สุนัขเพศเมียเป็นมะเร็งเต้านมและมีการแพร่กระจายไปที่สมอง
2. การซักประวัติ ทำให้ทราบรูปแบบการชัก สิ่งกระตุ้นที่ทำให้ชัก เช่น อาหาร สิ่งแวดล้อม สารพิษ ยา โรคประจำตัว โรคบางอย่างที่มีผลมาจากพันธุกรรม
3.การตรวจร่างกายทั่วไปเพื่อตรวจการทำงานของระบบอื่นๆและการตรวจระบบประสาท
4.การตรวจทางห้องปฏิบัติการ : การตรวจเม็ดเลือดเพื่อดูว่ามีการติดเชื้อ การอักเสบ ค่าเอนไซม์ตับและไต น้ำตาลกลูโคสในกระแสเลือด ค่าอิเล็กโตรไลท์  การตรวจวิเคราะห์น้ำในสมองแลไขสันหลัง
5.การถ่ายภาพรังสีที่เห็นโครงสร้างของสมอง ได้แก่ CT scan และ MRI

การรักษา
สิ่งที่สำคัญในการรักษาคือต้องหาสาเหตุที่แท้จริงของการชักว่าเกิดจาก ความผิดปกติที่ระบบประสาทหรือฟความผิดปกติในระบบอื่นๆของร่างกาย ยาที่สำคัญที่มักใช้ระงับอาการชักคือฟีโนบาร์บิทอล(Phenobarbital) ซึ่งอาจมีการใช้ร่วมกับโปแตสเซียมโบรไมด์ในกรณีที่การใช้คือฟีโนบาร์บิทอ ลเพียงอย่างเดียวไม่สามารถคุมอาการชักได้ แต่จะต้องมีการตรวจเลือดหลังจากที่กินคือฟีโนบาร์บิทอลไป 2 อาทิตย์เพื่อดูว่าระดับยาในกระแสเลือดอยู่ในระดับที่สามารถคุมการชักได้หรือ ไม่ นอกจากนียังมีไดอะซีแพม (Diazepam) ซึ่งมักใช้ในกรณีฉุกเฉินมักให้เข้าเส้นเลือดจะให้ผลได้ดีกว่าการกิน แต่บางครั้งเจ้าของจะได้รับการจ่ายยาชนิดนี้กลับไปที่บ้านเพื่อไว้ใช้สวนก้น กรณีที่สุนัขและแมวมีอาการชักที่บ้าน

สิ่งที่อยากจะบอกกับเจ้าของในการดูแลปฏิบัติสุนัขและแมวที่เป็น โรคลมชัก คืออย่าปล่อยให้สุนัขและแมวชักเป็นเวลานานเนื่องจากว่าเซลล์สมองจะถูกทำลาย มากขึ้น จะทำให้ครั้งต่อไปสุนัขและแมวจะมีอาการชักบ่อยขึ้นหรือถ้าชักนานกว่า 20 นาทีก็มีโอกาสทำให้สมองตายได้ ควรรีบนำสัตว์มาโรงพยาบาลทันทีที่มีอาการชักหรือถ้าสวนก้นด้วยไดอะซีแพม 2 ครั้ง แล้วยังไม่หยุดชัก  ให้เจ้าของคอยสังเกตอาการก่อนชัก ระหว่างชักและหลังชัก แล้วจดบันทึกความถี่ของการชักในแต่ละวันรวมถึงระยะเวลาห่างของการชักในแต่ละ วงรอบ ที่เรียกว่าปฏิทินการชักเพื่อที่จะได้รับมือสำหรับการชัก  และในระหว่างชักสิ่งสำคัญที่ต้องระวังคืออย่าให้หัวสัตว์กระแทกกับพื้นให้หา เบาะหรือผ้านิ่มปูรองและพยายามเรียกเพื่อให้สุนัขและแมวรู้สึกตัว

เรียบเรียงโดย  สัตวแพทย์หญิงนันทพร บัวแย้ม
http://www.vs.mahidol.ac.th/hospital/index.php?option=com_content&view=article&id=134:seizure&catid=35:article1&Itemid=73
เครดิตภาพ  https://www.pinterest.com/explore/happy-lab/ 

Sunday, July 9, 2017

วิธีรักษาสุนัขขนร่วง




สุนัขขนร่วงเพราะเป็นโรคผิวหนัง อาจจะมีหลายสาเหตุ

  - ขนร่วง เนื่องจากเป็นเชื้อรา
 - ขนร่วง เนื่องจากแพ้อาหาร แพ้โปรตีน เกิดจากการแพ้จากหลายสาเหตุ จะอธิบายแยกออกเป็นเรื่องๆ พร้อมทั้งการสังเกตุ และการรักษาเบื้องต้น


ลักษณะขนร่วงที่เกิดจากการเป็น "เชื้อรา" 

          ส่วนมากที่บางแก้วเราจะเป็นมาก ก็จะเป็นที่หาง และลำตัว สุนัขจะชอบกัดแทะในบริเวณนั้น ทำให้ลักษณะของผิวหนังจะอักเสบ ถ้าเราสังเกตุดีๆ จะเห็นลักษณะของผิวหนังเป็นสะเก็ดดำๆ และมีร่องรอยของการอักเสบที่เกิดจากกัดแทะ


วิธีการรักษาเบื้องต้น

เราจะใช้แชมพูยาฆ่าเชื้อรา ที่เป็นของคนเราใช้ เช่น แชมพูไนโซรอล นอร์ร่า หรือแชมพูยี่ห้ออะไรก็ได้ ที่มีส่วนผสมของสารที่ชื่อ คีโตโคนาโซน มาใช้ฟอกในบริเวณนั้นๆ - ให้ยาทานที่ชื่อ คีโตโนโซน สามารถหาซื้อได้จาก ร้ายขายยาของคน 

-ยาทาก็ใช้ ยาทาที่ใช้ทารักษาโรคเชื้อราของคนเรานี่แหละ ที่เป็นกลุ่มที่มีสาร คีโตโคนาโซน มาทา เช่น ไนโซรัล นอร์ร่า โทนาฟ (ชนิดที่รักษาเชื้อรา)


 ลักษณะขนร่วงที่เกิดจากการเป็น "การแพ้" 

          ขนร่วงเนื่องจากการแพ้ อาการของการแพ้นั้น เราจะสังเกตุได้จาก ลักษณะของผิวหนังมีผื่นแดง และเป็นผื่นคัน มีการอักเสบ มีลักษณะขนร่วง ทั้งสองข้างของลำตัวเท่าๆกัน ถ้าเราแบ่งตัวสุนัขจากกลางกระดูกสันหลัง เราจะเห็นว่า ขนจะหลุดร่วงและมีผื่นคันทั้งสองข้างของลำตัวเท่าๆกัน 

          เราต้องทราบถึงสาเหตุของการแพ้ โดยต้องสังเกตุดูว่าสุนัขของเราแพ้อะไร การแพ้นั้นมีสาเหตุมาจากหลายๆอย่าง แต่ที่เราพบเห็นกันบ่อย ก็จะเป็นอาการที่แพ้ อาหาร แพ้แชมพู แพ้น้ำลายของเห็บหมัด และการแพ้ยา ฯลฯ

          เราต้องสังเกตุว่า ช่วงก่อนที่จะเริ่มมีอาการ เราได้เปลี่ยนอาหารหรือไม่เปลี่ยนแชมพูหรือไม่หรือทำสิ่งใดที่เปลี่ยนแปลงไปจากปรกติที่เคยทำ แล้วเกิดอาการที่ผิดปรกติของสุนัขไป เช่น เปลี่ยนอาหาร การให้กินเนื้อไก่ การให้อาหารมันๆ การให้ยา การเปลี่ยนแชมพู ฯลฯ ถ้ามีการเปลี่ยนสิ่งใดสื่งหนึ่งแล้วเกิดอาการผิดปรกติ เราต้องหยุดอาหาร หยุดการใช้แชมพู แล้วกลับมาใช้แบบเดิมตามปรกติ


วิธีการรักษา 


           เราต้องให้ทานยาแก้แพ้ (คลอเฟร) และทานยาแก้อักเสบในกรณีที่เกิดการอักเสบ หากอาการต่างๆไม่ดีขึ้น เราต้องรีบปรึกษาแพทย์โดยเร็ว...


แหล่งข้อมูลที่มา    คุณ Nu-Freever (Frever Lofty)
                              www.guru.google.co.th 
เครดิตภาพ  https://www.pinterest.com/pin/411235009727291264/