Wednesday, July 3, 2019

วิธีดูแลน้องหมาแสนรัก เมื่อเข้าสู่หน้าฝน



          มาดูสิ่งที่คนรักสุนัขต้องใส่ใจกันเป็นพิเศษเมื่อหน้าฝนย่างเข้ามา เพื่อสร้างเกราะป้องกันให้กับน้องหมาที่คุณรัก

          แม้น้องหมาจะเป็นสัตว์แต่เขาก็ไม่ได้ทนอากาศได้ทุกสภาวะหรอก ยิ่งฤดูกาลที่มีฝนโปรยมาด้วยแล้วยิ่งสำคัญใหญ่ เพราะมันส่งผลกับสุขภาพร่างกายและจิตใจของพวกเขาโดยตรง งั้นมาดูวิธีดูแลและปรับพฤติกรรมของน้องหมาให้เข้ากับสภาพอากาศ จากเว็บไซต์ visihow กันหน่อยดีกว่าเพื่อให้น้องหมาของคุณมีร่างกายที่แข็งแรงและจิตใจเบิกบานตลอดหน้าฝน เป็นสุนัขที่น่ารักของคุณตลอดไปกันเถอะค่ะ

1. อย่าปล่อยให้น้องหมาขนเปียกชุ่มตลอดเวลา

          ไม่ต้องบรรยายเลยว่าน้องหมาซน ๆ เนี่ย ขนเปียกน้ำวันละกี่หนกันเชียว คุณเจ้าของทั้งหลายต้องหาผ้าขนหนูมาเช็ดให้เขาบ่อยกว่าฤดูกาลอื่นหน่อยนะคะ หรือจะใช้ไดร์เป่าผมเบอร์เบาสุดเพื่อเป่าขนให้แห้งหลังเดินเล่น จะได้ไม่เป็นแหล่งสะสมของเชื้อแบคทีเรียตัวการก่อหวัดร้าย ๆ และถ้าหากการจับน้องหมาอาบน้ำในหน้าฝนมันยุ่งยาก แนะนำให้ลองใช้ไดร์แชมพูฉีดแทนจะง่ายกว่า

2. ป้องกันอุ้งเท้าน้อย ๆ ด้วยรองเท้ากันฝน

          ขนาดคนยังรณรงค์ให้ล้างมือกันเลย แล้วนับภาษาอะไรกับน้องหมาที่ต้องใช้อุ้งเท้าที่บอบบางทั้ง 4 เหยียบย่ำไปในทุก ๆ ที่ ดูแล้วอาจจะเป็นเรื่องธรรมดาที่น้องหมาต้องใช้อุ้งเท้าเดิน แต่ในหน้าฝนมันไม่ธรรมดาอย่างที่คิดนะสิ เพราะบรรดาเชื้อแบคทีเรียจากน้ำฝนที่เข้าไปแทรกซึมอยู่ในซอกอุ้งเท้า เป็นพาหะนำโรคตัวยงที่ทำให้เกิดการติดเชื้อได้โดยตรง ฉะนั้นควรจะหารองเท้ากันฝนสำหรับสุนัขมาสวมให้เขาเพื่อป้องกันน้ำฝน โคลน และเศษขยะอื่น ๆ หรือหมั่นเช็ดทำความสะอาด ตัดแต่งขนที่รกรุงรังโดยเฉพาะพันธุ์โกลเด้น รีทรีฟเวอร์, อัฟกัน ฮาวนด์, ชิสุ และไอริช เซ็ตเตอร์ ให้ปราศจากเชื้อโรคจากอุ้งเท้าน้องหมาด่วน ๆ ค่ะ

3. ดูแลเรื่องความชื้นในที่นอนน้องหมา

          ในหน้าฝนน้องหมาก็มีความจำเป็นที่จะต้องออกไปรีแล็กซ์ร่างกายนอกตัวบ้านบ้าง ซึ่งกลับเข้ามาพร้อมกับขนเปียกซกเต็มไปด้วยคราบน้ำสกปรก แถมยังพุ่งตรงไปยังที่นอนเลยทำให้ที่นอนและสิ่งของอื่น ๆ เปียกชื้นตามไปด้วย เท่ากับว่าเปิดประตูเชิญเชื้อโรคให้เข้ามาหาโดยตรงเลยนะเนี่ย ดังนั้นเราต้องพาเขาไปอาบน้ำและเช็ดขนให้แห้งหลังจากการเล่นซนข้างนอก เปลี่ยนที่นอนให้บ่อยกว่าฤดูอื่น และทำความสะอาดอุปกรณ์น้องหมาเพื่อไม่ให้เป็นแหล่งสะสมของเชื้อแบคทีเรีย

4. ป้องกันรูหูไม่ให้เป็นรูเชื้อโรค

          เมื่อพูดถึงฤดูฝนความชื้นเป็นหนึ่งสิ่งที่เราจะเมินเฉยไม่ได้ เพราะมันก่อให้เกิดเชื้อโรคต่าง ๆ รวมถึงเชื้อราที่ยากจะแก้ไข น้องหมาที่ต้องระวังเรื่องความชื้นเป็นพิเศษก็คือ ดัชชุน, ลาบราดอร์, และบาสเซ็ตฮาวด์ เมื่อขี้หูและความชื้นมาเจอกันจะยิ่งทำให้การติดเชื้อมันง่ายเข้าไปใหญ่ แนะนำให้เช็ดทำความสะอาด หลังจากออกไปเดินเล่นนอกบ้าน ส่วนน้องหมาที่ขนยาวหน่อย อยากให้คุณเจ้าของหาหนังยางมารัดขนเพื่อเปิดหูให้อากาศพัดพาความชื้นออกมาบ้าง

5. พาน้องหมามาเดินเล่นในบ้านแทนไปก่อน

          ฝนมาใคร ๆ ก็ต้องหลบเข้าร่มไม่เว้นแม้แต่น้องหมา กิจกรรมที่เคยเดินเล่นยืดเส้นยืดสายนอกบ้านจำเป็นที่จะต้องลดลงบ้าง ไม่ควรพาน้องหมาไปตากอากาศชื้นแฉะบ่อย ไม่เช่นนั้นทั้งเราและน้องหมาอาจจะต้องไปนั่งสบตาซึ้ง ๆ กับคุณหมอก็เป็นได้ ให้พาเขาเดินเล่นอยู่ภายในบ้านหรือสวนหย่อมแทนไปก่อน แต่ถ้าใครที่อยู่คอนโดหรืออพาร์ทเม้นท์ก็พาเขาเดินขึ้นลงบันไดแทนเพื่อสุขภาพที่แข็งแรงก็ได้ค่ะ

6. เพิ่มเส้นใยในอาหารรักษาระบบขับถ่าย

          ดูเหมือนอาหารการกินไม่น่าจะเกี่ยวอะไรกับฝนฟ้า แต่น้องหมามักจะเกิดอาการแพ้อาหารบ่อยในช่วงฤดูฝนนี่แหละ ปรับเปลี่ยนส่วนผสมอาหารบางอย่างให้มีกากใยเส้นของผักและผลไม้มากขึ้น ควบคุมปริมาณการกินให้บาลานซ์กับการขยับเขยื้อนร่างกายในแต่ละวัน วิธีนี้จะช่วยให้ระบบขับถ่ายน้องหมาเป็นปกติแม้จะไม่ได้ออกเดินบ่อยเท่าฤดูกาลอื่น

7. ระวังโรคผิวหนังอย่างดี ก็ไม่มีอารมณ์ร้าย

          ไม่ว่าคนหรือสัตว์เมื่อมีอาการเจ็บป่วยจะทำให้อารมณ์ไม่คงที่ ถ้าน้องหมาของคุณมีอารมณ์เกรี้ยวกราดผิดปกติขอให้เดาได้เลยว่าเขาเจ็บป่วยอย่างแน่นอน โดยเฉพาะอาการติดเชื้อทางผิวหนัง ที่จะสังเกตเห็นได้จากการเลียที่ผิดปกติ รอยขีดข่วน อาการคัน และมีกลิ่นหูรุนแรง สาเหตุมาจากเชื้อราและแบคทีเรียเข้าไปสะสมอยู่ในร่องชั้นผิวหนัง ซึ่งน้องหมาพันธุ์บ็อกเซอร์ และปั๊กมีความเสี่ยงสูงที่จะติดเชื้อมากกว่าเพื่อนต่างสายพันธ์ุของเขา เพราะด้วยร่องผิวหนังที่ลึกมากกว่าพันธุ์อื่น หากเกิดเคสนี้ขึ้นอยากให้ปรึกษากับสัตวแพทย์โดยตรงจะดีกว่า

         
 คุณเจ้าของน้องหมาทั้งหลายอย่าเผลอนอนสบาย จนลืมมาดูแลเจ้าตูบตาแป๋วในช่วงหน้าฝน ขอให้ทำตามคำแนะนำง่าย ๆ ที่เราเอามาฝากกันดีกว่าการไปพบสัตวแพทย์เยอะเลย

ขอขอบคุณข้อมูลจาก visihow 






Saturday, June 1, 2019

5 โรคสัตว์เลี้ยงควรระวังช่วงหน้าฝน รู้ทันป้องกันก่อนหมา-แมวป่วย




ทำความรู้จัก 5 โรคสัตว์เลี้ยงที่มาพร้อมหน้าฝน มาดูกันว่า ในช่วงหน้าฝนมีโรคอะไรที่หมา-แมวต้องระวังเป็นพิเศษบ้าง รู้ก่อนจะได้หาทางป้องกันไว้ ก่อนสัตว์เลี้ยงป่วย 

แม้ฤดูฝนจะเป็นช่วงที่อากาศกำลังเย็นสบาย ไม่อบอ้าวเหมือนหน้าร้อน แต่ทว่าก็เป็นอีกหนึ่งฤดูที่มาพร้อมกับโรคต่าง ๆ ไม่ใช่เกิดขึ้นกับตัวเราเท่านั้ แต่รวมถึง หมา-แมว สัตว์เลี้ยงตัวน้อยด้วย วันนี้กระปุกดอทคอมเลยนำ 5 โรคที่เป็นอันตรายกับสัตว์เลี้ยง ที่ควรระวังในช่วงหน้าฝนมาให้เจ้าของได้รู้จักว่า มีโรคอะไรบ้างที่ควรระวังในช่วงหน้าฝน จะได้หาทางป้องกันเอาไว้ก่อนตั้งแต่ตอนนี้ 


1. โรคฉี่หนู 

          โรคฉี่หนู หรือที่เรียกอีกชื่อหนึ่งว่า เลปโตสไปโรซิส (Leptospirosis) เป็นโรคที่เกิดจากแบคทีเรียกลุ่ม เลปโตสไปรา อินเทอโรแกนส ( Leptospira Interrogans) ส่วนใหญ่มักจะติดเชื้อจากการสัมผัสกับน้ำ ดิน โคลน หรือฉี่ของสัตว์ที่เป็นพาหะนำโรค เมื่อเชื้อชนิดนี้เข้าสู่ร่างกายทางผิวหนัง ก็จะกระจายตัวไปตามอวัยวะต่าง ๆ ผ่านทางเส้นเลือด ซึ่งกลุ่มสัตว์ที่มีความเสี่ยงที่เป็นโรคฉี่หนูมากที่สุดคือ สัตว์ที่มีอายุน้อยและหมา-แมวที่เลี้ยงนอกบ้าน แต่ทั้งนี้สามารถป้องกันได้โดยการไม่ให้สัตว์เลี้ยงเข้าไปเล่นหรือกินน้ำจากบริเวณที่มีน้ำขัง พร้อมทั้งหมั่นดูแลที่นอนและของใช้ของสัตว์เลี้ยงให้สะอาดอยู่เสมอ 

2. โรคพยาธิหนอนหัวใจ 

          อีกหนึ่งโรคอันตรายที่อยากให้ระวังเป็นพิเศษในช่วงหน้าฝนและเป็นฤดูที่มียุงชุมชุม เพราะ "ยุง" เป็นพาหะของโรคชนิดนี้ จากการที่ยุงไปกัดสัตว์ที่มีตัวอ่อนของพยาธิแล้วมากัดสัตว์เลี้ยงของเรา เมื่อพยาธิเข้าสู่ร่างกายก็จะไปเกาะอยู่ตรงบริเวณหัวใจและเส้นเลือด โดยมีอาการที่สามารถสังเกตเห็นได้ก็คือ ไอแห้ง ๆ, เป็นลม, เหนื่อยง่าย มีน้ำสะสมในช่องท้อง ทำให้ท้องขยายใหญ่ หรือที่เรียกว่า ท้องมาน ทั้งนี้สามารถป้องกันได้โดยการฉีดยา ให้ยากิน และใช้ยาหยอดหลัง 

3. โรคระบบทางเดินหายใจ 

          สำหรับกลุ่มโรคระบบทางเดินหายใจที่พบบ่อย ได้แก่ ไข้หวัด และหลอดลมอักเสบ ซึ่งมีสาเหตุมาจากเชื้อแบคทีเรีย โดยเกิดขึ้นได้กับสัตว์เลี้ยงทุกช่วงอายุ แต่ส่วนใหญ่มักจะพบในสัตว์เลี้ยงที่มีอายุน้อยมากกว่าช่วงโตเต็มวัย เนื่องจากภูมิคุ้มกันยังพัฒนาไม่เต็มที่ ส่วนสาเหตุก็เกิดจากการสัมผัสกับสัตว์ที่ป่วยหรือเชื้อโรคที่แฝงอยู่ตามสถานที่ต่าง ๆ และสัตว์ที่ไม่เคยฉีดวัคซีนป้องกันโรค ทั้งนี้สามารถป้องกันได้โดยการหลีกเลี่ยงสัมผัสกับสัตว์ที่เป็นกลุ่มเสี่ยงค่ะ 

โรคพยาธิเม็ดเลือด 

          โรคพยาธิในเม็ดเลือด เกิดจากเชื้อโปรโตซัวและริคเก็ตเซีย โดยมีเห็บเป็นพาหะนำโรค สัตว์เลี้ยงที่ติดเชื้อจะสังเกตอาการได้ยาก และการแสดงอาการก็ขึ้นอยู่กับชนิดของเชื้อโรคที่ได้รับเข้าไป ทั้งนี้สามารถป้องกันและลดความเสี่ยงของโรคได้ โดยการกำจัดเห็บออกจากที่พักอาศัย ไม่ให้สัตว์เลี้ยงออกไปคลุกคลีกับสัตว์จรจัด และพาไปตรวจสุขภาพอย่างเสมอ เพื่อเฝ้าระวังโรคและขอคำแนะนำการดูแลที่ถูกวิธี 

5. โรคผิวหนัง

          โรคผิวหนังของสัตว์เลี้ยงมีด้วยกัน 2 กลุ่มคือ โรคผิวหนังที่เกิดจากปรสิตกับไร และโรคผิวหนังที่เกิดเชื้อรา ซึ่งเป็นกลุ่มที่ควรระวังเป็นเป็นพิเศษ โดยส่วนมากจะเกิดกับสัตว์เลี้ยงที่มีอายุน้อยและสัตว์เลี้ยงที่มีอายุมาก เนื่องจากเป็นกลุ่มที่มีภูมิคุ้มกันต่ำ ซึ่งบริเวณที่ติดเชื้อราจะมีขนร่วงเป็นวงและมีอาการคันร่วมด้วย โดยมากมักจะพบที่ใบหูด้านใน ง่ามนิ้ว รอบจมูก และรอบดวงตา 

          
ตอนนี้ก็เข้าสู่ฤดูฝนแล้ว อย่าลืมดูแลสุขภาพของน้องหมา-น้องแมวกันด้วย โดยเฉพาะ 5 โรคที่มากับฝนเหล่านี้ พร้อมทั้งหาทางป้องกันเอาไว้ จะได้ไม่ล้มป่วยเพราะโรคเหล่านี้ 


เครดิตภาพ  https://www.pinterest.com/pin/492649947957833/



Thursday, May 16, 2019

พฤติกรรมเรียกร้องความสนใจของสุนัข



         พฤติกรรมเรียกร้องความสนใจของสุนัข (petnews2005)

      
    คนและสุนัขต่างก็มีความผูกพันกันมานานซึ่งไม่ใช่สิ่งที่ผิด ตราบใดที่ไม่มีการเรียกร้องกันจนเกินขอบเขต สุนัขอาจจะเห่าเพื่อเรียกเจ้าของซึ่งถือเป็นการสื่อสารกันระดับปกติ สุนัขพูดไม่ได้แต่ใช้วิธีการเรียนรู้ว่าทำวิธีไหนได้ผลในการเรียกความสนใจจากเจ้าของ และถ้าเมื่อใดเจ้าของให้ความสนใจต่อสิ่งที่สุนัขเรียกร้องมากเกินขอบเขต พฤติกรรมบางอย่างที่น่ารำคาญจะมีมามากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งอยู่บนพื้นฐานของทฤษฎี positive reinforcement สุนัขจะเรียกร้องมากขึ้น และถึงคุณจะบอกให้สุนัขหยุดก็จะไม่ได้ผลเพราะยังถือเป็นการตอบสนองและยังสื่อสารกับสุนัข

          การเห่า, คราง, และหยอกล้อเหมือนเล่นเงาตัวเองต่อหน้าเจ้าของเป็นการเรียกร้องความสนใจของสุนัข พฤติกรรมเรียกร้องความสนใจอาจกลายเป็นความเครียดของเจ้าของแทน ตัวอย่างเช่น สุนัขเห่าเรียกเจ้าของตลอดเวลาเพื่อเรียกร้องความสนใจ หรือกระโดดตะกายเจ้าของตลอดเวลา หรือเอาเท้าคอยสะกิดเจ้าของเวลาเจ้าของคุยกับเพื่อน บางตัวขโมยของไปซ่อน และกัดทำลายข้าวของเพื่อเรียกร้องความสนใจจากเจ้าของ เจ้าของสุนัขก็จะต้องหงุดหงิดเป็นธรรมดา ยิ่งคุณตะโกนดุด่าสุนัข, วิ่งไล่ตามแย่งของคืน ยิ่งเป็นการตอกย้ำความสำเร็จของสุนัขที่สามารถเบนความสนใจมาที่ตัวสุนัขได้ตามที่สุนัขต้องการ โดยเฉพาะสุนัขจะยิ่งชอบใจเมื่อคุณยกมือยกไม้และส่งเสียงดัง 

      
    บางทีสุนัขก็เรียกร้องความสนใจด้วยวิธีแปลกๆ ซึ่งดูไม่น่าเชื่อ เช่น แกล้งทำเป็นเจ็บขาเพื่อให้เจ้าของสนใจพาไปหาสัตวแพทย์ ซึ่งแสดงว่าเจ้าของให้ความสนใจมากกว่าปกติ มีสุนัขพูเดิ้ลทอยตัวหนึ่งเกาหน้าตัวเองอย่างรุนแรงเป็นเวลาแรมปี ไม่ว่าจะวินิจฉัยหาสาเหตุอย่างไรก็ไม่สามารถหาสาเหตุได้ เลือกสารพัดยามาใช้ในการรักษาก็ไม่หาย

          แต่จู่ๆ อาการหายไปเองเมื่อสุนัขอีกตัวเสียชีวิตไป และกลับมามีอาการอีกเมื่อเจ้าของนำสุนัขตัวใหม่มาเลี้ยง สรุปจากประวัติแล้วน่าจะเกิดจากการที่สุนัขต้องการเรียกร้องความสนใจจากเจ้าของ 

 วิธีการเรียกร้องความสนใจ 

          
 เห่า 

          
 ส่งเสียงครางหงิ๋งๆ 

          
 อาเจียน 

          
 แกล้งทำเป็นป่วย เช่น เจ็บขา 

          
 ไล่งับเงาตัวเอง 

          
 ไล่งับลม ท่าทางเหมือนไล่งับแมลงวัน 

          
 ทำท่าทางแปลกๆ ให้เห็น 

 จะทำอย่างไรเมื่อสุนัขเรียกร้องความสนใจ 

          ต้องเข้าใจพื้นฐานการรักษาโรคเรียกร้องความสนใจก่อนว่า ต้องไม่ใส่ใจการเรียกร้องใดๆ ของสุนัข แต่ต้องเข้าใจว่าการทำเป็นไม่สนใจในระยะแรกจะไม่ได้ผล เพราะสุนัขจะยิ่งมีอาการแย่ลง, จะมีการเรียกร้องความสนใจมากกว่าเก่า อาการเช่นนี้จะเป็นอยู่ช่วงระยะเวลาหนึ่งแล้วอาการเรียกร้องความสนใจจะค่อยๆ ลดลงเรื่อยๆ ซึ่งช่วงระยะเวลานี้เป็นช่วงที่รบกวนใจเจ้าของมาก 

          เหตุที่เป็นเช่นนี้เป็นเพราะอย่างที่เคยกล่าวมาแล้วในหลายๆ ตอนว่าสุนัขใช้วิธีการเรียนรู้จากประสบการณ์ จึงต้องเข้าใจว่าความคิดของสุนัขว่า เคยใช้วิธีเห่าเรียกร้องความสนใจแล้วได้ผล แต่คราวนี้ไม่ได้ผลสุนัขจึงต้องพยายามมากกว่าเดิมเพราะประสบการณ์บอกว่ามันเคยได้ผล 

 การรักษา 

          เมื่อเจ้าของไม่ให้ความสนใจสุนัข คือ ไม่สนใจพฤติกรรมที่ไม่ดี เช่น ขโมยของไปซ่อนหรือทำลาย, ไม่พูดหรือดุด่าสุนัข, ไม่เล่นด้วย สุนัขจะขโมยของมากขึ้น และพยายามชวนเจ้าของเล่น เช่น อาจวิ่งวนไปรอบเจ้าของเพื่อหลอกล่อให้เจ้าของเล่นด้วยหรือหันมาสนใจ เจ้าของต้องไม่สนใจสุนัขทุกอย่างที่สุนัขทำ เมื่อผ่านไประยะหนึ่งสุนัขจะเริ่มไม่มั่นใจว่าการเรียกร้องความสนใจวิธีนี้จะได้ผล สุนัขจะแสดงอาการกระตือรือร้นน้อยลง และแสดงอาการเรียกร้องลดลง ระยะยังเจ้าของยังต้องไม่ใส่ใจสุนัข การเรียกร้องของสุนัขจะลดลงไปเรื่อยๆ จนหายไปเอง 

 ข้อควรระวัง 

          การให้ความสนใจการเรียกร้องของสุนัขแม้เพียงครั้งเดียวเพราะความใจอ่อนของเจ้าของ อาการจะเป็นเหมือนตอนเริ่มต้นอีกครั้ง เจ้าของต้องรอจนกว่าสุนัขจะเรียนรู้ว่าไม่ผลจริงๆ จึงจะกลับไปให้ความสนใจสุนัขอีก ซึ่งก็เหมือนกับการเล่นเกมว่าใครทนกว่ากัน 

 ข้อควรคำนึงถึง


          ดังนั้น เพื่อเป็นการป้องกันพฤติกรรมที่เจ้าของไม่พึงประสงค์ จึงควรแน่ใจว่าวิถีชีวิตที่สุนัขเป็นถูกต้องตามหลักการหรือไม่ และควรตอบคำถามข้างล่างนี้เพื่อจะได้รู้ว่าปัญหาอยู่ที่ไหน 

          
 คุณให้สุนัขได้ออกกำลังอย่างพอเพียงหรือไม่ เวลาในการออกกำลังที่เหมาะสมอยู่ระหว่าง 20-30 นาทีต่อวัน เป็นการออกกำลังต่อเนื่องอย่างแอโรบิค 

          
สุนัขได้รับอาหารพอเหมาะหรือเปล่า อย่าให้อาหารสุนัขที่มีพลังงานสูงมากเกินไป เช่น อาหารเม็ดสูตรสุนัขใช้งาน ถ้าสุนัขของคุณใช้พลังงานส่วนเกินไม่หมดเพราะไม่ได้รับการออกกำลังอย่างเพียงพอและใช้เวลาส่วนใหญ่อยู่ในบ้าน ปัญหาการเรียกร้องจะเกิดตามมา 

          
 ระดับการสื่อสารระหว่างคุณกับสุนัขอยู่ในระดับใด คุณควรให้เวลาในการสอนให้สุนัขรู้จักคำสั่งที่เป็นคำเดียวโดดๆ เช่น นั่ง, หมอบ, ชิด, คอย, อย่า, ไม่, หยุด ฯลฯ 

          
 คุณเคยให้รางวัลกับสุนัขด้วยการ ตบไหล่เบาๆ , ชมสุนัขด้วยคำพูดที่อ่อนโยน, เกาท้องหรือหูสุนัข บ้างหรือไม่ ถ้ายังไม่เคยแนะนำให้ท่านเจ้าของเริ่มทำได้ตั้งแต่บัดนี้เลย 

          
 คุณเคยฝึกการใช้งานสุนัขบ้างหรือไม่ ถ้ายังไม่เคยเริ่มเสียตั้งแต่วันนี้เลยครับ งานที่เหมาะกับสุนัขแต่ละสายพันธุ์ควรเลือกให้เหมาะสมด้วย เช่น สุนัขตระกูลรีทรีฟเวอร์หรือสุนัขพันธุ์ที่ใช้ในการล่าสัตว์, พันธุ์ที่ใช้ในกีฬาบางอย่าง ลองเล่นให้คาบลูกบอลหรือกิ่งไม้มาหรือเล่นจานร่อน พันธุ์ที่ใช้ในการดูแลปศุสัตว์ลองให้ออกกำลังโดยการวิ่ง หรือพันธุ์ที่ใช้ดมกลิ่น เช่น ตระกูลฮาวด์ทั้งหลายลองฝึกการดมกลิ่นดู

   การที่สุนัขเรียกร้องความสนใจบ่อยๆ ต้องคิดในแง่มุมกลับด้วยว่าสุนัขมีเหตุผลในการเรียกร้องหรือไม่ เช่น สุนัขถูกปล่อยไว้ตัวเดียวในบ้านหรือเปล่า หรือสุนัขใช้เวลาในที่ส่วนตัวของสุนัขนานเกินไปหรือไม่ หรือเกิดเนื่องจากสุนัขไม่ได้รับการออกกำลังกายที่สม่ำเสมอเพียงพอ หรือเกิดเนื่องจากการกระตุ้นภาวะทางจิตใจของสุนัขเอง หรือเป็นเพราะสุนัขไม่มีอะไรจะทำ สิ่งเหล่านี้เจ้าของควรจะแยกแยะให้ออกว่ามาจากสาเหตุใดกันแน่สุนัขถึงมีพฤติกรรมเรียกร้อง ซึ่งสำคัญกว่าการหาทางหยุดพฤติกรรมที่คุณคิดว่าเป็นการรบกวนเจ้าของ การเรียกร้องความสนใจของสุนัขอาจเป็นเพียงการแสดงความไม่พอใจในสิ่งหนึ่งสิ่งใดที่กล่าวมาก็ได้


ขอขอบคุณข้อมูลจาก
petnews2005

Monday, May 13, 2019

วิธีดูแลหมา-แมวให้ปลอดภัยจากพายุ ป้องกันสัตว์เลี้ยงเครียดและตกใจเมื่อพายุมา



วิธีดูแลหมา-แมว เมื่อเกิดพายุ ข้อมูลที่ทาสหมา-ทาสแมวต้องรู้ เพื่อเตรียมตัวรับมือทั้งก่อนและหลังพายุเข้า พร้อมเทคนิคเอาใจใส่และเทกแคร์น้องหมา-น้องแมวให้ปลอดภัย สบายใจหายห่วงได้ในระหว่างที่มีพายุ

 ในช่วงฝนกระหน่ำ พายุเข้าแบบนี้ เจ้าของสัตว์เลี้ยงหลายคนคงรู้สึกไม่สบายใจ เพราะน้องหมาหลายตัวก็กลัวฟ้าร้อง น้องแมวหลายตัวก็กลัวฝนตก งานนี้กระปุกดอทคอมเลยขออาสารวบรวมเทคนิคการดูแลสัตว์เลี้ยงในช่วงเกิดพายุมาฝาก หากทาสหมา-ทาสแมวคนไหนที่กำลังกังวลว่าน้องหมา - น้องแมว จะตระหนกตกใจหรือตัวสั่นงันงกตอนพายุมา มาดูทริกไว้ดูแลและปลอบขวัญเจ้าสี่ขากันค่ะ

วิธีเตรียมตัวก่อนเกิดพายุ

         1. เมื่อรู้ว่าพายุจะเข้าหรือภัยธรรมชาติจะมา ให้รีบพาสัตว์เลี้ยงเข้าบ้าน พร้อมปิดประตูให้มิดชิด เพื่อป้องกันไม่ให้น้องหมา-น้องแมวหนีเตลิดหายออกไปจากบ้าน เนื่องจากรู้สึกหวาดกลัวหรือวิตกกังวล
 
          2. ตรวจเช็กปลอกคอและป้ายชื่อให้เรียบร้อย เผื่อในกรณีพลัดหลงจะได้มีข้อมูลระบุตัวตนและความเป็นเจ้าของ นอกจากนี้อย่าลืมถ่ายรูปภาพสัตว์เลี้ยงเก็บในโทรศัพท์ไว้ให้พร้อม หรือทางที่ดีจะถ่ายรูปคู่เพื่อระบุความเป็นเจ้าของเลยก็ได้
 
          3. เตรียมเครื่องมือและอุปกรณ์ฉุกเฉินให้ได้มากที่สุด ซึ่งประกอบด้วย อาหาร น้ำดื่ม ยารักษาโรค ยาฆ่าเชื้อ ที่นอน ผ้าห่ม จานข้าว เชือกจูง ไฟฉาย ของเล่น ผ้าเช็ดทำความสะอาด และถุงใส่ขยะ ไม่จำเป็นต้องหาให้ครบทั้งหมดก็ได้ แต่พยายามหาให้ได้มากที่สุด โดยทางที่ดีควรมีปริมาณเพียงพอสำหรับ 5-7 วัน แล้วก็อย่าลืมเตรียมเบอร์สัตวแพทย์หรือเบอร์ติดต่อฉุกเฉินเอาไว้ด้วย
 
          4. ติดสติ๊กเกอร์หรือทำสัญลักษณ์ที่ประตู-หน้าต่าง เพื่อแจ้งให้คนที่มาช่วยเหลือรับรู้ว่ามีสัตว์เลี้ยงอยู่ในบ้าน

วิธีดูแลสัตว์เลี้ยงระหว่างเกิดพายุ

          1. หลีกเลี่ยงการปล่อยสัตว์เลี้ยงไว้ตามลำพังในช่วงที่เกิดพายุ ถ้าหากเราจะไปไหน ก็ควรพาสัตว์เลี้ยงติดไปด้วย หรือไม่เช่นนั้นก็นำไปฝากไว้กับร้านรับเลี้ยงสัตว์ โรงพยาบาลสัตว์ หรืออาจจะให้เพื่อนสนิทหรือคนในครอบครัวมาช่วยดูแลแทนก่อน จะได้คอยช่วยกันสังเกตอาการว่าน้องหมา-น้องแมวรู้สึกเครียด หวาดกลัว หรือวิตกกังวลมากเกินไปหรือเปล่า อีกทั้งยังเป็นการเพิ่มความอุ่นใจ ความสบายใจ และทำให้สัตว์เลี้ยงไม่เหงาและไม่โดดเดี่ยวด้วย
 
          2. พาสัตว์เลี้ยงเข้าไปอยู่กับเราในบ้าน แต่ต้องปล่อยให้อยู่อย่างอิสระ เนื่องจากน้องหมา-น้องแมวบางตัวอาจจะรู้สึกเครียดเมื่อถูกขังหรือกักบริเวณ แต่ที่สำคัญคือถ้าหากในบ้านมีหน้าต่าง ก็อย่าลืมปิดผ้าม่านหรือหาผ้าคลุมเพื่อป้องกันการมองเห็นข้างนอกเอาไว้ นอกจากนี้จะลองพาสัตว์เลี้ยงเข้าไปอยู่ในห้องน้ำก็เป็นไอเดียที่เข้าท่าไม่น้อย เพราะน้องหมา-น้องแมวหลายตัวชอบห้องน้ำไม่เบาเลยทีเดียว ไม่เช่นนั้นอาจจะลองนำสัตว์เลี้ยงไปพักในห้องที่มีผนังกันเสียงก็ได้ เนื่องจากประเด็นสำคัญ คือ เราต้องทำให้สัตว์เลี้ยงห่างจากฟ้าร้อง ฟ้าแลบให้มากที่สุดนั่นเอง
 
          3. จัดหาที่หลบซ่อนที่ปลอดภัยให้กับสัตว์เลี้ยง และมีพื้นที่เล็ก ๆ ให้สัตว์เลี้ยงวิ่งเล่นได้บ้าง เช่น กรงหรือกั้นคอกเล็ก ๆ ใช้ตะกร้าหรือลังพลาสติกเป็นที่นอน โดยถ้าหากน้องหมา-น้องแมวไม่คุ้นชิน ก็อย่าลืมนำของที่สัตว์เลี้ยงคุ้นเคย เช่น จานข้าว ที่นอน และของเล่น เข้ามาเพื่อความสบายใจด้วย อ้อ ที่สำคัญอย่าลืมเปิดกรงหรือตะกร้าเอาไว้ เพราะสัตว์เลี้ยงจะได้ไม่ต้องรู้สึกเหมือนถูกขังอยู่ค่ะ
 
          4. ปิดบ้านให้มิดชิด เพราะถ้าหากเสียงฟ้าร้อง เสียงพายุดังเข้ามา สัตว์เลี้ยงหลาย ๆ ตัวอาจจะกลัวจนวิ่งเตลิดหนีหายไปได้
 
          5. ลองเปิดเพลงคลอเบา ๆ เพื่อช่วยลดเสียงฟ้าร้องให้เบาลง หรือจะหลอกล่อน้องหมา-น้องแมวด้วยขนมสุดโปรด ของเล่นสุดเลิฟ เพื่อให้มันหันมาสนใจกับสิ่งที่ชอบจนลืมพายุไปก็ได้

วิธีดูแลสัตว์เลี้ยงหลังเกิดพายุ

          1. อย่าเพิ่งรีบปล่อยสัตว์เลี้ยงออกเดินเตร็ดเตร่ทันทีหลังพายุสงบ เพราะอาจจะมีเศษขยะหรือสิ่งสกปรกที่ทำให้น้องหมา-น้องแมวเผลอไปเหยียบแล้วทำให้ได้รับบาดเจ็บได้ ยิ่งไปกว่านั้นน้องหมา-น้องแมว อาจจะเกิดความสับสน งุนงง จนสามารถวิ่งเตลิดหนีออกไปจากบ้านได้
 
          2. หลังจากเกิดพายุอาจจะทำให้ดินแฉะหรือเป็นโคลน ฉะนั้นต้องหมั่นใส่ใจตรวจเช็กและทำความสะอาดให้กับสัตว์เลี้ยงบ่อย ๆ รวมถึงต้องระวังยุงที่มักจะมากับน้ำ เพื่อป้องกันไม่ให้น้องหมา น้องแมวเจ็บป่วยหรือเป็นโรคอันตรายด้วย
 
          3. พยายามฝึกฝนให้สัตว์เลี้ยงนิ่ง สงบ พร้อมให้รางวัลเมื่อทำตามคำสั่ง เพราะคราวหน้าหากเกิดพายุจะได้ควบคุมและดูแลได้อย่างง่ายดายขึ้น
 
          4. ลดความกลัวเสียงฟ้าร้อง โดยมีขั้นตอนฝึกคือ ให้ขนม ให้ของกิน หรือเล่นกับน้องหมา-น้องแมวขณะที่กำลังเปิดเสียงฟ้าร้องเบา ๆ คลอไปด้วย แต่ถ้าหากสัตว์เลี้ยงตัวไหนกลัวมาก ก็ให้หยุดก่อน แล้วค่อยพยายามลองใหม่ทีหลัง จนกระทั่งน้องหมา-น้องแมวเริ่มชิน ก็เพิ่มระดับเสียงขึ้นเรื่อย ๆ ทีละนิด พร้อมทั้งต้องหยุดเล่นหรือหยุดให้กินเมื่อเสียงฟ้าร้องจบ จะได้ทำให้น้องหมา-น้องแมวเคยชินกับความรู้สึกมีความสุขเวลาที่มีเสียงฟ้าร้องนั่นเอง
 
          5. หาซื้อเสื้อยืดขนาดเล็กพอดีตัว มาทำเป็นชุดเตรียมไว้ใส่ให้ความอบอุ่นกับน้องหมา-น้องแมวในยามที่พายุเข้า

          ไม่ว่าฝนจะตก ฟ้าจะร้อง หรือพายุจะรุนแรงสักแค่ไหน แต่ถ้าหากเรารู้จักเตรียมตัวและเตรียมพร้อมรับมือกับภัยธรรมชาตินี้ได้อย่างถูกวิธี รับรองว่าจะช่วยดูแลและป้องกันสัตว์เลี้ยงต่าง ๆ ได้อย่างสบายใจ หายห่วงแน่นอนค่ะ

ขอขอบคุณข้อมูลจาก metro.co.uk, purina, petplan, cesarsway, pets.webmd และabcnews