Friday, February 14, 2020

มาวัดกัน..น้องหมาฉลาดและเข้าใจคุณ แค่ไหน ?






น้องหมาของคุณฉลาดและเข้าใจคุณดีสักแค่ไหน ? (Dogazine)

1. หากคุณนำขนมใส่ไว้ในห่อ แล้วนำไปวางให้น้องหมา น้องหมาของคุณจะจัดการอย่างไรกับห่อขนมชิ้นนั้น ?

          A.  น้องหมาของฉันจะทำหน้างง ๆ แล้วเอาเท้าเขี่ยเล่น (1 คะแนน)
          B. น้องหมาของฉันจะพยายามทำทุกวิถีทาง ใช้ทั้งปากและเท้า เพื่อให้ได้ขนมในห่อ (2 คะแนน)
          C. น้องหมาของฉันสามารถเปิห่อขนมได้โดยใช้เพียงอุ้งเท้าเท่านั้น (3 คะแนน)

2. หากคุณนำของเล่นชิ้นโปรดของน้องหมาไปซ่อน เขาจะแสดงอาการอย่างไร ?

          A. น้องหมาของฉันจะเดินหาของเล่นด้วยท่าทีที่กระวนกระวายเป็นอย่างมาก (2 คะแนน)
          B. น้องหมาของฉันจะรีบวิ่งไปหา แล้วคาบของเล่นชิ้นนั้นกลับมาด้วยสีหน้าภาคภูมิใจ (3 คะแนน)
          C. น้องหมาของฉันจะเลิกเล่นแล้วสะบัดหางไปนอน โดยที่ไม่สนใจจะตามหาของเล่นชิ้นนั้นอีกเลย (1 คะแนน)

3. หากคุณเรียกชื่อน้องหมา 1 ครั้ง เขาจะมีอาการตอบสนองต่อคุณอย่างไร ?

          A. เขาจะค่อย ๆ ถอยห่างจากฉัน ด้วยสีหน้าเรียบเฉย (1 คะแนน)
          B. เขาจะเดินมาหาฉัน แต่ก็หยุดแค่ครึ่งทาง (2 คะแนน)
          C. เขาจะรีบเดินตรงดิ่งมาหาฉัน พร้อมกระดิกหางรับ (3 คะแนน)

4. หากน้องหมาของคุณทำความผิด แล้วคุณตักเตือนเขาโดยการใช้น้ำเสียงที่ดังและดุดัน เขาจะมีปฏิกิริยาตอบสนองคุณอย่างไร ?

          A. เขาจะทำหน้าหงอย ๆ จ๋อย ๆ ไม่กล้าสบตาฉัน (3 คะแนน)
          B. เขาจะส่งเสียงเห่าสวนกลับฉันในทันที (1 คะแนน)
          C. เขาจะเอียงหน้ามองฉันเล็กน้อย ก่อนจะเดินออกไปทำกิจกรรมตามอัธยาศัยของเขาต่อ (2 คะแนน)

5. หากคุณใช้คำสั่งเบื้องต้น บอกให้น้องหมา "คอย" เขาจะตอบสนองคุณเช่นไร ?

          A. เขาจะไม่สนใจฉันเลย และยังคงทำกิจกรรมใด ๆ ของเขาต่อไป (1 คะแนน)
          B. เขาหันมามองฉันอย่างฉงน แต่ไม่หยุดคอยตามคำสั่ง อาจกำลังคิดว่า "เจ้านายบ่นอะไรอีกแล้วเนี่ย" (2 คะแนน)
          C. เขาจะหยุดคอยตามคำสั่งของคุณทันที (3 คะแนน)

มาดูผลการทดสอบกัน!

 หากน้องหมาของคุณได้ 5-9 คะแนน

          น้องหมาของคุณมีระดับความฉลาดและเข้าใจคุณในระดับพื้นฐาน เขายังไม่สามารถเข้าใจวิธีการสื่อสารของคุณได้ จึงควรหมั่นฝึกฝนเขาอย่างสม่ำเสมอ อาจชวนเขาเล่นเกมต่าง ๆ เพื่อกระตุ้นให้เขารู้จักการแก้ไขปัญหา และควรฝึกสอนเรื่องต่าง ๆ ซ้ำ ๆ เป็นประจำ ในที่สุดน้องหมาของคุณก็จะสามารถรับรู้และเข้าใจคุณมากขึ้นด้วยสัญชาตญาณของเขาอย่างแน่นอน และอย่าลืม ใส่ใจมอบความรักแก่เขาให้มากกว่านี้อีกนีสสส...นึงด้วยนะ

 หากน้องหมาของคุณได้ 10-14 คะแนน

          น้องหมาของคุณมีระดับความฉลาดและเข้าใจคุณในระดับดี หากคุณพยายามสื่อสารกับเขาให้มากขึ้น และมอบความรักแก่เขาอย่างสม่ำเสมอไม่ขาดตกบกพร่อง รับรองว่าเขาจะสามารถเรียนรู้และเป็นน้องหมาระดับอัจฉริยะได้ในไม่ช้า

 หากน้องหมาของคุณได้ 15 คะแนน

          น้องหมาของคุณ มีระดับความฉลาดและเข้าใจคุณในระดับดีมาก (เย้!) ทั้งในเรื่องของการปรับตัว หรือการเชื่อฟังคำสั่ง หากคุณฝึกฝนเขาอย่างสม่ำเสมอแบบนี้อีกต่อไป รับรองว่าเขาจะเป็นน้องหมาที่แสนฉลาดและเข้าใจคุณได้ดีที่สุด ชนิดว่ารู้ใจกันเลยเชียวล่ะ


ขอขอบคุณข้อมูลจาก

https://pet.kapook.com/view16900.html
เครดิตภาพ  https://www.pinterest.com/pin/1266706138157154/




Friday, February 7, 2020

สาเหตุและวิธีบรรเทา อาการคันและการเกาของเจ้าตูบ



เรียบเรียงข้อมูลโดยกระปุกดอทคอม

          หากเสียงกระดิ่งหรือโลหะที่ปลอกคอของเจ้าตูบกระทบกันดังกรุ๊กกริ๊ก ๆ ถี่ ๆ นี่อาจไม่ใช่เสียงที่มาจากการขยับตัวของมัน แต่เป็นเสียงที่เกิดขึ้นเพราะมันกำลังเกาตัวเองอยู่ต่างหาก ซึ่งนี่เป็นปัญหาชวนคันของทั้งเจ้าตูบและผู้เป็นเจ้าของเลยทีเดียว เจ้าตูบเองก็ทรมานผิวเพราะอาการคัน ส่วนเจ้าของก็รู้สึกยุบยิบหงุดหงิดและกังวลใจตามไปด้วย เพราะได้เห็นมันเกาไม่หยุด ได้ยินเสียงกรุ๊กกริ๊ก ๆ บ่อย ๆ แถมบางครั้งก็ยังได้กลิ่นตุ ๆ จากแผลที่เกิดขึ้นจากการเกาของมันอีกต่างหาก ถ้าอย่างนั้นก็ต้องมาหาทางแก้ไขบรรเทาอาการคันยุบยิบให้กับน้องตูบของเราแล้วล่ะค่ะ แต่ก่อนที่จะไปดูว่าจะแก้ปัญหาของมันอย่างไร เรามาดูสาเหตุของอาการคันกันก่อนดีกว่า

          ในขณะที่ร่างกายของคนเรามักตอบสนองต่ออาการแพ้ต่อสิ่งกระตุ้นต่าง ๆ ด้วยการไอ จาม หรือว่ารู้สึกคัดจมูกน้ำมูกไหล เจ้าตูบนั้นกลับตอบสนองต่ออาการแพ้ด้วยอาการทางผิวหนังเสียเป็นส่วนใหญ่ นั่นก็คือทำให้มันเกิดอาการ "คัน" ขึ้นมานั่นเอง โดยอาการเกาของเจ้าสี่ขาก็จะทำโดย ใช้เท้าเกา ใช้ลิ้นเลีย ใช้ฟันงับ หรือถูไถบริเวณที่คันไปกับพื้น

          สิ่งที่สามารถกระตุ้นให้เจ้าตูบเกิดอาการแพ้และคันขึ้นมา เป็นได้ตั้งแต่ละอองเกสรดอกไม้ สปอร์เชื้อรา หญ้า ไปจนถึงส่วนผสมบางอย่างในอาหารสัตว์ ซึ่งการวินิจฉัยหาสาเหตุอาการคันของเจ้าตูบนั้น คงไม่สามารถรู้ได้ใน 1 วัน หรือจากการพามันไปพบสัตวแพทย์เพียงแค่ครั้งเดียว แต่ต้องอาศัยการสังเกต รวมทั้งพิจารณาเรื่อง อายุ สายพันธุ์ของน้องหมา (บางสายพันธุ์มีแนวโน้มที่จะมีปัญหาเกี่ยวกับผิวหนังมากกว่าสายพันธุ์อื่น ๆ) และ ส่วนของร่างกายที่เกิดอาการคันร่วมด้วย

          แต่อย่างไรก็ดี ยังนับว่าโชคดีที่น้องหมาส่วนใหญ่ไม่ค่อยมีปัญหาเกี่ยวกับเรื่องอาการคัน และการเกาที่รุนแรงนัก เจ้าของจึงไม่ต้องถึงกับเสียสตางค์หรือใช้เวลามากมายเป็นพิเศษในการดูแลรักษาเจ้าตูบ สิ่งที่สามารถทำเพื่อบรรเทาและรักษาอาการคันของมันได้เป็นอย่างดี ก็ยังหนีไม่พ้นเรื่องการควบคุมเหล่าปรสิต เห็บหมัดต่าง ๆ ที่มาอาศัยอยู่บนตัวสัตว์เลี้ยง ซึ่งมักเป็นสาเหตุหลักของอาการคันคะเยอ การพาไปพบสัตวแพทย์เสียแต่เนิ่น ๆ ที่มีอาการผิดปกติทางผิวหนัง และการดูแลมันอย่างใกล้ชิดขึ้น ดังนี้ค่ะ

วิธีบรรเทาอาการคันและการเกาของน้องหมาที่คุณสามารถทำได้

1. กำจัดเห็บหมัด

          เห็บหมัดทั้งหลายนี่แหละค่ะ เป็นสาเหตุหลักที่ทำให้เจ้าตูบของคุณเกิดอาการคันยุบยิบ  พาน้องหมาไปพบคุณหมอเพื่อหาวิธีกำจัดปรสิตตัวจิ๋วออกไปอย่างมีประสิทธิภาพที่สุด รวมทั้งที่บ้านคุณก็ต้องรักษาความสะอาดให้กับที่หลับที่นอนของมันด้วย นำที่นอนของมันออกมาซักล้างทำความสะอาดอาทิตย์ละหนึ่งครั้ง รวมทั้งดูดฝุ่นทำความสะอาดบริเวณที่มันนอน ทั้งสองสิ่งนี้จะช่วยทำลายวงจรชีวิตของเหล่าแขกที่ไม่ได้รับเชิญได้เป็นอย่างดี

          ส่วนบริเวณนอกบ้าน คุณสามารถใช้ยากำจัดเห็บหมัด โรยตามบริเวณต่าง ๆ ที่เจ้าตูบของคุณชอบไปกลิ้งเกลือก แต่ทั้งนี้เพื่อความปลอดภัยของคุณ สัตว์เลี้ยง และสิ่งแวดล้อม จะต้องปฏิบัติตามคำแนะนำข้างกล่องอย่างเคร่งครัดด้วยนะคะ


2. อาบน้ำเจ้าตูบอย่างสม่ำเสมอ

          อาบน้ำให้เจ้าตูบของคุณอาทิตย์ละหนึ่งครั้ง ด้วยแชมพูที่อ่อนโยนหรือแชมพูที่สัตวแพทย์แนะนำ การอาบน้ำอย่างสม่ำเสมอจะช่วยขจัดเอาสิ่งที่อาจก่อความระคายเคืองแก่ผิวของเจ้าสี่ขาออกไปได้ นอกจากนี้การอาบน้ำให้มันด้วยน้ำเย็น (ไม่ต้องเย็นจัดนะจ๊ะ) กับแชมพูสูตรโอ๊ตมีล จะช่วยปลอบประโลมผิวของเจ้าตูบได้เป็นอย่างดี สำหรับเจ้าตูบที่มีอาการคันรุนแรง คุณหมออาจให้อาบน้ำด้วยแชมพูพิเศษที่ผสมยาฆ่าเชื้อก็เป็นได้


3. สวมเสื้อให้น้องหมา

          เสื้อผ้าน้องหมาที่ทำมาจากผ้าบางเบา และระบายอากาศได้ดี จะช่วยควบคุมและบรรเทาอาการคันของมันได้ เนื่องจากเสื้อผ้าจะช่วยกันสิ่งแปลกปลอมไม่ให้ถูกผิวหนัง และป้องกันไม่ให้ถูกเกาจนเป็นแผลด้วยค่ะ


4. เปลี่ยนอาหาร

          อาการแพ้ที่ทำให้เกิดการคันของน้องหมาในบางกรณี อาจเกิดจากส่วนผสมบางอย่างในอาหารก็เป็นได้ ฉะนั้นการเปลี่ยนอาหารอาจช่วยแก้ปัญหาอาการคันได้ตรงจุดอีกวิธีหนึ่ง แต่ทั้งนี้คุณไม่ควรเปลี่ยนอาหารให้มันเองโดยพลการ ทางที่ดีควรจะปรึกษาสัตวแพทย์ ผู้จะให้คำแนะนำได้ว่าควรเปลี่ยนอาหารเป็นแบบไหน หรืออาจทดแทนด้วยอาหารซึ่งคุณเตรียมเองที่บ้านก็ได้ค่ะ

          น้องหมาของใครมีอาการคันคะเยอ เกาจนอยู่ไม่สุข เจ้าของก็ต้องดูแลความสะอาดของมันเป็นพิเศษ แต่หากยังมีอาการคันมากจนผิดปกติ ก็ต้องพาไปพบคุณหมอด้วย แล้วเรื่องเล็ก ๆ ที่กวนใจทั้งคนทั้งเจ้าสี่ขาก็จะได้บรรเทาลงไป เจ้าของสบายใจ เจ้าตูบก็สบายตัวด้วยนะคะ ^^


https://pet.kapook.com/view49233.html
เครดิตภาพ   https://www.pinterest.com/pin/270356783874683384/

Thursday, February 6, 2020

10 สายพันธุ์สุนัขสุดซน เอาอะไรมาฉุดก็หยุดไม่อยู่


เรียบเรียงข้อมูลโดยกระปุกดอทคอม
ขอขอบคุณข้อมูลจาก Dogster

ถึงแม้สุนัขจะได้ขึ้นชื่อว่า เป็นสัตว์เลี้ยงที่น่ารัก ซื่อสัตย์ และรักเจ้าของ แต่พวกมันก็ยังมีความซุกซนซ่อนอยู่ในตัวเหมือนกัน โดยเฉพาะสุนัข 10 สายพันธุ์ จาก dogster.com ที่บอกได้เลยว่าซน แสบซ่า และบ้าพลังแบบสุด ๆ โดยตัดสินจากพฤติกรรมไม่พึงประสงค์ของสุนัข อย่างเช่น ระดับความดื้อรั้น ไม่ฟังคำสั่ง เจ้าเล่ห์ ขี้โกง และขี้เล่นมากเกินไปนั่นเอง ว่าแล้วตอนนี้ก็ตามไปดูกันดีกว่า ว่า มีสุนัขสายพันธุ์ไหนติดอันดับบ้าง

1. ดัชชุน (Dachshund)

           เรื่องอื่นอาจจะเป็นรอง แต่เรื่องความซุกซนต้องยกให้สุนัขไส้กรอกหรือดัชชุนเป็นอันดับแรกไปเลย เพราะทุกครั้งที่พวกมันเริ่มออกปฏิบัติการก่อกวน ขอให้เจ้าของเตรียมใจเอาไว้เลยว่า จะต้องมีเรื่องเดือนร้อนตามมาอย่างแน่นอน แม้พวกมันจะไม่รื้อของในบ้านจนกระจุยกระจาย แต่ต้องมีของเสียหายสักอย่างสองอย่างเป็นแน่

2. บูลเทอร์เรีย (Bull Terrier)

          ไม่น่าเชื่อว่า สุนัขแสนซื่อตัวนี้จะเข้ามาติดอันดับด้วย นั่นอาจเป็นเพราะความ ซุกซนแบบน่ารัก กับพฤติกรรมย้ำคิดย้ำทำ ที่ไม่มีสุนัขพันธุ์ไหนสามารถเลียนแบบได้นั่นเอง

3. แจ็ค รัสเซลล์ เทอร์เรีย (Jack Russell Terrier)

          แม้จะตัวเล็ก ๆ แบบนี้แต่ความแสบ ซนของแจ็ค รัสเซล ไม่แพ้ใครเลย และมันอาจทำให้คุณปวดหัวไปอีกนาน เพราะธรรมชาติของสายพันธุ์ที่มีนิสัยอยากรู้อยากเห็น จนถึงขั้นซน ขี้เล่น อีกทั้งยังชอบหาอะไรที่น่าตื่นเต้นทำแก้เซ็งอยู่เสมอ อย่างเช่น ขุดรูเพื่อหาทางหนีเที่ยว เอาสิ่งของมาแทะเล่น หรือกระโดดปีนป่ายรั้วบ้าน เป็นต้น

4. ปั๊ก (Pug)

          สุนัขหน้าทะเล้นที่รักการเล่นสนุกเหนือสิ่งอื่นใด และหากเผลอตัวไปเล่นกับพวกมันคุณอาจจะเป็นฝ่ายที่นอนหมดแรงไปก่อนก็ได้ เพราะปั๊กเป็นสุนัขที่มีพละกำลังเหลือล้น แถมยังชอบเอาชนะ ดื้อรั้น และมีความเด็ดเดี่ยว ตามสไตล์พวกมันนั่นเอง

5. มอลทีส (Maltese)

          ถึงแม้เจ้าสุนัขขนยาวนุ่มราวกับแพรไหมตัวนี้ จะมีนิสัยอ่อนโยน เรียบร้อย และเชื่อฟังคำสั่งของเจ้าของเป็นอย่างดี แต่อีกด้านหนึ่งก็เป็นสุนัขที่มีพฤติกรรมแสบซ่าพอตัว แถมยังชอบเล่นซ่อนแอบกับเจ้าของเสียด้วยสิ

6. อเมริกัน พิทบูล เทอร์เรีย (American Pit Bull Terrier)

          แม้ว่าพิทบูลจะขึ้นชื่อเรื่องความดุร้าย แต่อีกด้านหนึ่ง พวกมันก็เป็นสุนัขที่น่ารัก ขี้เล่น และซุกซนเหมือนเด็ก ๆ วันดีคืนดีคุณอาจจะเจอของใช้ส่วนตัวของคุณใต้ที่นอนพวกมันก็ได้ โดยเฉพาะถุงเท้ากับตุ๊กตารูปสัตว์ทั้งหลาย

7. ยอร์คเชียร์ เทอร์เรีย (Yorkshire Terrier)

          สิ่งที่ทำให้เจ้ายอร์คเชียร์มีความสุขได้ นอกจากของเล่นกับอาหารแล้ว ก็คือการที่พวกมันได้เห็นรอยยิ้มและเสียงหัวเราะของเจ้าของนั่นเอง ด้วยความกระตือรือร้นกับพลังการเล่นอันยากจะควบคุม ทำให้เจ้าของหลายคนเกิดอาการปวดหัวไปตาม ๆ กัน

8. ลาบราดอร์ รีทรีฟเวอร์ (Labrador Retriever)

           คนที่เป็นเจ้าของสุนัขลาบราดอร์ รีทรีฟเวอร์คงจะรู้กันดีว่า สุนัขพันธุ์นี้เป็นจอมกวนมือฉมังประจำบ้าน โดยเฉพาะลาบราดอร์ที่อยู่ในช่วงวัยรุ่น ถ้าหากเจ้าของเผลอเมื่อไหร่ ต้องมีของหายไปสักชิ้นสองชิ้นอย่างแน่นอน

9. อิงลิช บูลด็อก (English Bulldog)

           เห็นหน้าตาซื่อ ๆ ตัวใหญ่ อวบอ้วนแบบนี้ อย่าคิดว่ามันจะยอมสยบให้กับเจ้าของง่าย  ๆ โดยเฉพาะเวลาที่คุณเห็นว่า พวกมันชำเลืองสายตามองมาที่คุณ หากเจอแบบนี้ให้เจ้าของระวังตัวเอาไว้เลย เพราะอีกไม่นานจะต้องมีเรื่องปวดหัวตามมาอย่างแน่นอน

10. บีเกิล (Beagle)

          สุนัขตัวเล็กที่มีความสามารถรอบตัว อีกทั้งยังขึ้นชื่อเรื่องความเฉลียวฉลาด พอ ๆ กับความซุกซนและสุดแสบของพวกมัน แม้บีเกิลจะตัวเล็กขาสั้นตามที่เห็น แต่พวกมันบ้าพลังกว่าใคร แถมบางครั้งยังแอบหนีเที่ยวโดยที่คุณไม่รู้อีกด้วย

          หากคุณเจอกับสุนัขแสบ ๆ แบบนี้ละก็ อย่าเพิ่งยอมแพ้หรือตามใจพวกมันเกินไป ไม่เช่นนั้นระดับความซุกซนของพวกมันอาจจะเพิ่มขึ้นอีกหลายเท่าตัว วิธีเด็ดที่จะช่วยให้คุณจัดการกับความซุกซนเหล่านี้ได้อยู่หมัดก็คือ ถ้าเจอกับพฤติกรรมไม่พึงประสงค์ เช่น กัดรองเท้า หนีเที่ยว หรือเล่นไม่รู้จักเวล่ำเวลา ก็ให้ลงโทษด้วย การตี เพิกเฉย หรือไม่สนใจ แล้วสุนัขจะหยุดทำพฤติกรรมเหล่านั้นไปเอง

https://pet.kapook.com/view71128.html
เครดิตภาพ  
https://www.pinterest.com/pin/330029478916093099/

Wednesday, February 5, 2020

12 อาหารอันตรายอาจถึงตาย ห้ามยื่นให้มะหมากินเด็ดขาด !


       แม้สุนัขจะออดอ้อนหรือทำตัวน่ารักเป็นพิเศษ ก็อย่าเผลอหยิบอาหารเหล่านี้ให้กินเด็ดขาด เพราะอาหารคน 12 ชนิดนี้เป็นอันตรายกับสุนัขอย่างมากและอาจทำให้ถึงตายได้เลย

        เมื่อเร็ว ๆ นี้มีข่าวเจ้าตูบเคราะห์ร้ายเผลอไปกินช็อกโกแลตเข้า ทำให้เกิดอาการอาเจียนอย่างรุนแรง (คนรักหมาต้องอ่าน เหตุผลที่ห้ามให้เจ้าตูบกินช็อกโกแลต ไม่งั้นอาจเป็นเช่นนี้ !) โชคดีที่เจ้าตูบตัวนี้รอดมาได้ ในกรณีแบบนี้อย่าถือว่าเป็นเรื่องไกลตัวเชียว เพราะเราไม่สามารถคอยตามดูเจ้าตูบที่บ้านได้ทุกฝีก้าว เจ้าตูบที่บ้านของเราอาจเผลอกินอาหารที่เป็นอันตรายต่อร่างกายเข้าไปโดยที่เราไม่รู้ วันนี้กระปุกดอทคอมจึงมีข้อมูลเกี่ยวกับอาหารที่เป็นอันตรายกับเจ้าตูบมาฝาก มาดูกันค่ะว่าอาหารที่ควรเก็บให้ห่างจากสายตา อุ้งเท้า และปากเจ้าตูบมีอะไรบ้าง

1. ช็อกโกแลต
          เป็นอาหารที่เป็นอันตรายสำหรับสุนัขอันดับต้น ๆ เลยก็ว่าได้ เนื่องจากว่าในช็อกโกแลตมีทั้งคาเฟอีนและธีโอโบรมีนเป็นส่วนประกอบ สารเหล่านี้มีฤทธิ์กระตุ้นการทำงานของหัวใจและระบบประสาทส่วนกลางรวมถึงออกฤทธิ์ต่อระบบทางเดินอาหาร ถ้าสุนัขกินเข้าไปจะเกิดอาการอาเจียน ปวดท้องรุนแรง กล้ามเนื้อกระตุก หัวใจเต้นไม่สม่ำเสมอ ชัก และอาจตายได้

2. นมวัว

          ในนมวัวมีแลคโตสหรือน้ำตาลนมที่ร่างกายสุนัขไม่สามารถย่อยได้ ดังนั้นเมื่อสุนัขกินเข้าไปก็อาจจะทำให้อาเจียน ท้องเสีย และก่อให้เกิดปัญหาเกี่ยวกับระบบทางเดินอาหาร ถึงแม้ว่าจะไม่เป็นอันตรายถึงชีวิต แต่ก็อาจมีแบคทีเรียที่เป็นอันตรายและสามารถก่อให้เกิดโรคร้ายได้

3. ชีส

          ชีสมีส่วนประกอบคล้าย  ๆ กับนม นั่นก็คือมีน้ำตาลและไขมันที่สุนัขไม่สามารถย่อยได้ ถ้าหากสุนัขกินเข้าไปในปริมาณมากจะทำให้ท้องเสียและอาเจียน

4. หอมหัวใหญ่

          ในหอมหัวใหญ่มีสารที่เป็นอันตรายต่อร่างกายสุนัข ซึ่งสารที่ว่านี้จะไปทำลายเซลล์เม็ดเลือดแดง ทำให้สุนัขอ่อนแรงและเคลื่อนไหวได้ช้า ถ้าหากกินเข้าไปในปริมาณมากอาจจะต้องรักษาโดยการถ่ายเลือด

5. ถั่วแมคคาเดเมีย

          สารที่เป็นอันตรายต่อสุนัขที่พบในถั่วแมคคาเดเมียยังไม่สามารถระบุได้แน่ชัดว่า เป็นสารชนิดใด ถ้าสุนัขกินเข้าไปในปริมาณมากอาจจะทำให้กล้ามเนื้ออ่อนแรง เดินไม่ได้ โดยเฉพาะกล้ามเนื้อขาหลัง อาเจียน ซึมเศร้า กล้ามเนื้อกระตุกและอุณหภูมิร่างกายผิดปกติ

6. กระเทียม

          กระเทียมเป็นพืชที่อยู่ในตระกูลเดียวกันกับหัวหอมใหญ่ ซึ่งในกระเทียมมีสารพิษที่เป็นอันตรายต่อสุนัขมากกว่าหัวหอมใหญ่ถึงเท่าตัว เมื่อสุนัขได้รับสารพิษเข้าไปร่างกายจะไม่แสดงอาการออกมาทันที แต่สุนัขจะมีอาการเหนื่อยล้าและไม่อยากขยับตัว สังเกตฉี่จะมีสีเหลืองไปจนถึงสีแดง ซึ่งอาจจะต้องรักษาโดยการถ่ายเลือดเช่นเดียวกัน

7. องุ่น

          สารในองุ่นและลูกเกดยังไม่สามารถระบุได้แน่ชัดว่าเป็นสารชนิดใด แต่สารชนิดนี้เป็นอันตรายอย่างรุนแรงต่อสุนัข ทำให้ไตวายเฉียบพลัน แต่ทั้งนี้อาการจะขึ้นอยู่กับสายพันธุ์ของสุนัขด้วย นอกจากอาการไตวายแล้วยังสามารถก่อให้เกิดอาการท้องเสีย อาเจียน ภาวะซึมเศร้า ร่างกายสูญเสียน้ำ เบื่ออาหาร และถ้าสุนัขเกิดอาการไตวายฉับพลันอาจตายได้ใน 3-4 วัน

8. อะโวคาโด

          ใบเมล็ดและผลอะโวคาโดมีสารพิษที่เรียกว่าเพอร์ซิน (Persin) ซึ่งจะเป็นอันตรายต่อสุนัขโดยเฉพาะในเมล็ด เมื่อสุนัขกินเข้าไปอาการที่แสดงออกมาจะขึ้นอยู่กับสายพันธุ์ของสุนัข โดยมีผลทำให้เกิดอาการปวดท้องและหายใจติดขัด

9. แกนแอปเปิล

          แกนของผลแอปเปิล รวมถึงลูกไหน ลูกท้อ ลูกแพร์ และแอปริคอต จะมีสารไซยาไนด์ที่เป็นพิษ ซึ่งจะทำให้สุนัขวิงเวียนศีรษะ หายใจติดขัด ชัก ช็อก และอาจถึงขั้นโคม่าได้

10. ขนมปัง
          ในการทำขนมปังจะมีการใส่ยีสต์ลงไปด้วย ซึ่งยีสต์สามารถเจริญเติบโตได้ภายในลำไส้ของสุนัข มีผลทำให้เกิดแก๊สในระบบย่อยอาหาร ต่อมาก็จะเกิดอาการปวดท้องอย่างรุนแรงและอาจถึงขั้นทำให้กระเพาะอาหารและลำไส้ฉีกขาดได้ นอกจากนั้นยังมีอาการข้างเคียงอื่น ๆ เช่น อาเจียนและอ่อนเพลียตามมาด้วย

11. กาแฟ

          ในกาแฟจะมีสาร Methylated xanthine ซึ่งจะไปกระตุ้นระบบประสาทของสุนัข ทำให้เกิดอาการอาเจียน กระสับกระส่าย ใจสั่น และอาจตายได้

12. เบคอน


          สาเหตุที่เบคอนเป็นอันตรายต่อสุนัข ก็เพราะเบคอนมีปริมาณไขมันเยอะ ซึ่งจะก่อให้เกิดโรคตับอ่อนอักเสบและทำงานผิดปกติ นอกจากนั้นยังมีผลต่อระบบย่อยและดูดซึมสารอาหารของสุนัขอีกด้วย              

          ถึงแม้ว่าอาหารบางชนิดที่กล่าวไปจะไม่เป็นอันตรายร้ายแรงถ้าสุนัขไม่กินเข้าไปในปริมาณมากและจะมีอาการเฉพาะในบางสายพันธุ์ แต่อย่างไรแล้วก็ตาม ควรหลีกเลี่ยงการให้อาหารเหล่านี้ เพื่อความปลอดภัยของสุนัข

ขอขอบคุณข้อมูลจาก foodbeas และ canigivemydog
https://pet.kapook.com/view144990.html
เครดิตภาพ  https://www.pinterest.com/pin/304837468539684823/

Tuesday, February 4, 2020

เหตุผลดี ๆ ที่ควรรับเลี้ยงสุนัขโตแล้ว


เรียบเรียงข้อมูลโดยกระปุกดอทคอม

         หากอยากรับเลี้ยงสัตว์มะหมาหรือน้องเหมียวซักตัว ไม่ใช่เรื่องง่าย ไม่ใช่แค่ว่าไปเลือกมาเลี้ยงเท่านั้น แต่คุณต้องดูด้วยว่า เจ้าเหมียวและตูบตัวไหนที่เหมาะกับคุณ แต่ผู้รับเลี้ยงส่วนใหญ่มักจะไม่ขอเลี้ยงสุนัขที่โตแล้ว เพราะเราไม่สามารถรู้ได้ว่า สภาพแวดล้อมที่มันอยู่มาก่อนหน้านี้เป็นอย่างไรบ้าง และอาจส่งผลให้พฤติกรรมของมัน มันอาจจะก้าวร้าว ดื้อ ไม่เชื่อฟังก็ได้ ใครจะรู้...

          แต่ถ้าคุณได้อ่านบทความที่เรานำมาเสนอในวันนี้ คุณอาจจะเปลี่ยนใจอยากหันมาเลี้ยงเจ้าตูบหรือเหมียวโตบ้าง อย่างที่กล่าวไปตอนแรกว่าเพราะเราไม่รู้แบ็คกราวด์ของสุนัขเหล่านั้น เราจึงไม่รู้ว่า มันมีพื้นเพเป็นยังไง ดังนั้นสิ่งที่คุณควรจะทำหากคุณสนใจในตัวมัน คือ เรียนรู้ที่มาที่ไปของมัน ใช้เวลาสังเกตพฤติกรรม ลักษณะท่าทางของมัน

          แน่นอนว่าเจ้าตูบหรือเหมียวที่โตแล้ว มันผ่านอะไรมาเยอะแยะ อาจมีข้อเสียที่อยู่ในตัวมันบ้าง แต่มันก็ไม่ใช่เพราะเราสามารถฝึกมันได้ ถ้ามันมาอยู่กับคุณแล้ว แต่ก่อนอื่น คุณต้องใช้เวลาสังเกตพฤติกรรมมันมากพอก่อนที่จะนำมันกลับบ้าน ซึ่งเราก็จะรู้ได้บ้างแล้วว่า มันมีลักษณะนิสัยยังไงและเราก็จะสามารถรับมือกับมันได้ ตรงกันข้ามกับการรับลูกหมาหรือลูกแมว คุณไม่มีทางรู้ว่า มันจะเติบโตมาเป็นอย่างไร นั่นก็ขึ้นอยู่กับการดูแลของคุณทั้งหมดว่าคุณดูแลมันดีมากพอหรือไม่ ซึ่งพอมันโตแล้ว คุณก็ต้องมาเตรียมรับมือกับมันให้พร้อม

          นอกจากนี้ การเลี้ยงเจ้าตูบหรือเหมียวเด็ก นั่นหมายความว่า คุณต้องมีเวลาให้กับมันอย่างเต็มที่ เปรียบเทียบก็เหมือนกับเด็กที่ต้องการการสอน ความใส่ใจ การฉีดวัคซีน หลายอย่างมากกว่าสัตว์ที่โตแล้ว และถ้าคุณไม่ได้มีเวลามากขนาดนั้นล่ะ นี่จึงเป็นอีกข้อหนึ่งที่ไม่ควรมองข้าม จริงอยู่คุณอาจมองเห็นมันยังเด็ก ตัวเล็ก น่ารัก แต่มองถึงความเป็นจริงแล้ว มันก็เหมือนกับคนที่ต้องการดูแลเอาใจใส่อย่างเต็มที่เลยทีเดียว

          นอกจากนี้ หลายคนเข้าใจผิดว่า หากเรารับเลี้ยงตูบโตแล้ว มันจะไม่ค่อยผูกพันธ์กับเรา ไม่เหมือนกับรับเลี้ยงตั้งแต่มันยังเด็ก เพราะว่า ไม่ว่าจะตูบเด็กหรือผู้ใหญ่ มันก็ต้องใช้เวลาในการปรับตัวเมื่อมาอยู่ที่ใหม่ทั้งสิ้น เรียนรู้ที่จะไว้ใจ เคารพและรักเจ้าของ แต่สำหรับเจ้าตูบเด็ก ยังต้องรับมือจากการแยกกับแม่ แยกกับพี่ ๆ น้อง ๆ ของมันอีก แต่เจ้าตูบโตแล้ว ผ่านช่วงเวลานั้นไปแล้ว และพร้อมจะมอบความรัก ความไว้ใจเต็มที่กับสิ่งที่อยู่ข้างหน้า นั่นก็คือ เจ้าของมันนั่นเอง

          และที่สำคัญ หากคุณเลือกรับเลี้ยงสัตว์โตแล้ว นั่นหมายความว่า คุณอาจจะช่วยสัตว์ให้พ้นจากกรงขัง ให้มันมีชีวิตใหม่ ให้มันได้มีโอกาสได้รัก ได้ไว้ใจ ได้มีเจ้านายอีกครั้ง เพราะยังไงเสีย สุนัขก็เป็นมิตรแท้สำหรับมนุษย์ที่สุด หากคุณให้ความรักกับมันเช่นกัน

https://pet.kapook.com/view41691.html
เครดิตภาพ  https://www.pinterest.com/pin/314126142734777621/

Monday, February 3, 2020

5 โรคสัตว์เลี้ยงที่เกิดจากยุง พาหะนำโรคตัวร้ายที่อันตรายถึงชีวิต



รวมโรคของสัตว์เลี้ยงที่เกิดจากยุง รู้ทันช่วยป้องกันหมา-แมวป่วยได้ ใครว่ายุงกัดน้องหมา น้องแมวไม่อันตราย ตามมาเช็กให้ไวเลยค่ะ

สำหรับคนทั่วไป ยุงกัดอาจจะทำให้คัน แต่สำหรับสัตว์เลี้ยงนั้น ยุงกัดอาจเป็นอันตรายถึงชีวิต เพราะนอกจากจะทำให้เป็นตุ่ม เป็นแผลตามร่างกายแล้ว ยุงยังเป็นพาหะนำโรคสารพัดอีกต่างหาก ฉะนั้นทางที่ดีเจ้าของควรรู้เท่าทันถึงโรคร้ายต่าง ๆ พร้อมทั้งลักษณะ อาการ และการรักษาโรคที่เกิดจากยุงเอาไว้จะดีกว่า จะได้หาทางป้องกันสัตว์เลี้ยงตัวน้อยได้ถูกวิธี ช่วยให้เพื่อนซี้สี่ขาอยู่กับเราได้นาน ๆ เลย
 

1. โรคพยาธิหนอนหัวใจ

         โรคพยาธิหนอนหัวใจ (Heartworm Disease) เกิดขึ้นได้ทั้งในสุนัขและแมว เป็นโรคอันดับต้น ๆ ที่มียุงเป็นพาหะ โดยยุงจะนำตัวอ่อนของพยาธิหัวใจจากสัตว์ตัวหนึ่งไปยังสัตว์อีกตัวหนึ่งผ่านการกัด จากนั้นตัวอ่อนก็จะกระจายเข้าสู่หัวใจและหลอดเลือด อาศัยอยู่นานหลายเดือนจนพัฒนาเป็นตัวโตเต็มวัยและขยายพันธุ์มากมาย จนสุดท้ายก็อุดตันการไหลเวียนเลือดและขวางกั้นการทำงานของหัวใจ แถมยังลุกลามไปสู่ปอด ตับ และไตได้อีกด้วย ที่สำคัญโรคนี้วินิจฉัยและรักษายากมาก เพราะกว่าจะแสดงอาการออกมาก็ใช้เวลานานหลายปี โดยส่วนใหญ่จะมีอาการไอแห้ง เหนื่อยง่าย ไม่มีแรง หายใจถี่ น้ำหนักลด และเลือดจาง ซึ่งโรคนี้มักเป็นอันตรายถึงชีวิตและทำให้สัตว์เลี้ยงหัวใจล้มเหลวได้ วิธีการดูแลที่ดีที่สุดคือ การพาไปพบสัตวแพทย์เป็นประจำเพื่อทำแบบทดสอบและตรวจโรค นอกจากนี้ยังควรกินยา ฉีดยา หรือหยดยาเพื่อป้องกันด้วย เพราะถ้าหากเจ็บป่วยขึ้นมา การรักษาก็จะยุ่งยากและซับซ้อนมากยิ่งขึ้น
2. โรคแพ้ยุงหรือโรคแพ้แมลงสัตว์กัดต่อย
          โรคแพ้ยุงหรือโรคแพ้แมลงสัตว์กัดต่อย (Insect Bites Hypersensitivity) ก็สามารถเกิดขึ้นได้ในสัตว์เลี้ยงเช่นเดียวกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับแมว ที่บางตัวอาจจะมีอาการแพ้เหมือนกันกับคน เกิดเป็นตุ่มแดง ๆ คัน ๆ หรือแผลหนองบนผิวหนัง ซึ่งถ้าหากตัวไหนแพ้รุนแรงมาก ก็อาจจะถึงขั้นเป็นไข้และต่อมน้ำเหลืองบวมเลยทีเดียว ทว่าไม่ต้องกังวลไป เพราะอาการนี้สามารถรักษาได้ด้วยยาแก้อักเสบคอร์ติโซนสเตียรอยด์ (Cortisone Steroids) แต่ส่วนใหญ่แล้วแค่ดูแลแมวให้ห่างจากยุง ป้องกันไม่ให้ยุงกัดแมวอีก เท่านี้อาการต่าง ๆ ก็จะหายไปเองแล้วค่ะ
3. โรคไข้เวสต์ไนล์
          โรคไข้เวสต์ไนล์ (West Nile Virus : WNV) เริ่มแรกเกิดขึ้นที่แอฟริกา แต่แพร่กระจายไปทั่วโลกโดยมียุงเป็นพาหะ รับเชื้อไวรัสมาจากนก และส่งต่อไปสู่สัตว์อื่น ๆ ผ่านการกัด ซึ่งส่วนใหญ่แล้วม้าจะได้รับผลกระทบจากเชื้อไวรัสนี้เต็ม ๆ และไม่ค่อยมีผลร้ายแรงต่อสุนัขหรือแมวเท่าไร ทว่าสุนัขบางตัว เช่น สุนัขแก่ สุนัขอายุน้อย หรือสุนัขที่มีภูมิต้านทานต่ำ ก็อาจจะส่งผลต่อระบบประสาท ทำให้เดินไม่สะดวก ตัวสั่น ชัก กระวนกระวาย และเบื่ออาหารได้ รวมถึงอาจจะมีอาการคล้ายไข้หวัด กระสับกระส่าย เหงาหงอย และต่อมน้ำเหลืองบวมด้วย โดยเชื้อไวรัสนี้เพิ่งเป็นที่รู้จักไม่นานมากนัก จึงไม่มียารักษาโดยตรง ส่วนใหญ่จะเน้นดูแลไปตามอาการ ทั้งนี้เราสามารถป้องกันสัตว์เลี้ยงของตัวเองได้ เพียงแค่หมั่นฉีดยากันยุงเป็นประจำ ไม่ปล่อยให้สัตว์เลี้ยงอยู่ใกล้แหล่งน้ำ และพาเข้าบ้านเวลาที่ยุงชุม เช่น ช่วงเช้าตรู่หรือช่วงเย็นนั่นเอง
4. โรคทูลารีเมียหรือโรคไข้กระต่ายในสัตว์เลี้ยง
          โรคทูลารีเมีย (Tularemia) หรือที่หลายคนรู้จักในชื่อโรคกระต่าย เป็นโรคที่เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรียฟรานซิเซลล่า ทูลารีซิส (Francisella tularensis) ส่วนใหญ่พบในกระต่ายและสัตว์ฟันแทะ แต่ก็สามารถพบในสุนัข แมว และคนได้เหมือนกัน เนื่องจากมียุงและเห็บเป็นพาหะ โดยเมื่อเชื้อแบคทีเรียเข้าสู่ร่างกาย ก็จะรวมตัวกันที่ต่อมน้ำเหลือง ก่อตัวเป็นฝี และแพร่ต่อไปยังตับและม้าม ซึ่งปกติแล้วสุนัขจะรับมือกับเชื้อแบคทีเรียได้ค่อนข้างดี ทำให้ไม่ค่อยเป็นโรคนี้เท่าไร ทว่าถ้าหากตัวไหนป่วยแล้ว ควรรีบพาไปรักษาโดยด่วน เพราะอาจเป็นอันตรายถึงชีวิต แถมยังแพร่มาสู่คนได้ โดยอาการของโรคส่วนใหญ่คือ มีไข้ต่ำ เบื่ออาหาร และต่อมน้ำเหลืองบวม ทว่าถ้าตัวไหนรุนแรงหน่อยก็จะมีไข้สูง ปวดท้อง ดีซ่าน ม้ามหรือตับโต และอวัยวะล้มเหลว ส่วนการรักษาช่วงแรกจะให้ยาปฏิชีวนะ ทว่าบางตัวก็ต้องรักษาอย่างจริงจังด้วยการฉีดยาเข้าเส้นเลือดดำ สำหรับการป้องกัน ให้หมั่นดูแลสุขอนามัยและอยู่ให้ไกลจากพาหะนำโรค

5. โรคแพ้ภูมิตัวเอง
          โรคแพ้ภูมิตัวเองหรือโรคลูปัส (Systemic Lupus Erythematosus : SLE) เป็นอีกหนึ่งโรคที่มียุงเป็นพาหะ แต่จริง ๆ แล้วเกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ ซึ่งปกติจะไม่ค่อยพบในแมวเท่าไร แต่สุนัขมีความเสี่ยงสูงพอสมควร โดยสายพันธุ์ที่ป่วยเป็น SLE ได้ง่าย ได้แก่ Collies, Shetland Sheepdogs, German Shepherds, Siberian Huskies, Malamutes, Afghan Hounds, Beagles and Chow Chows โดยมักจะมีอาการซีด เป็นไข้ มีแผลตามร่างกาย และอวัยวะอักเสบ เนื่องจากภูมิคุ้มกันในร่างกายทำร้ายตัวเอง ซึ่งการรักษาก็จะเน้นดูแลตามอาการ พร้อมให้ยาลดความแข็งแรงของระบบภูมิคุ้มกัน ส่วนการป้องกันโรคนี้เนื่องจากไม่ทราบสาเหตุแน่ชัด จึงควรหลีกเลี่ยงการผสมพันธุ์สัตว์ที่ป่วยเป็นโรคนี้จะดีที่สุด
          ยิ่งเข้าสู่ฤดูฝน ก็ยิ่งมียุงชุกชุมมากขึ้น ดังนั้นคนเลี้ยงสัตว์ทุกคนอย่าลืมใส่ใจดูแลน้องหมา น้องแมวให้ดี คอยป้องกันไม่ให้พวกเขาถูกยุงกัดเสมอ รับรองเท่านี้ก็จะช่วยให้สัตว์เลี้ยงห่างไกลจากโรคร้ายอันตรายได้ง่าย ๆ แล้วล่ะค่ะ
ขอขอบคุณข้อมูลจาก petcarerx, wagwalking, hartz, dogtime และ vetstreet
เครดิตภาพ  https://www.pinterest.com/pin/583638432937644397/

Sunday, February 2, 2020

วิธีจัดบ้านให้คนและสัตว์อยู่ร่วมกันอย่างแฮปปี้


คน-สัตว์ อยู่ร่วมกันอย่างไรให้มีสุข (my home)
เรื่อง : นภสร ศรีทอง
ภาพประกอบ : อร่ามพงษ์ กองลี

          จากกระแสฟีเวอร์ที่โด่งดังอยู่ในโลกโซเชียลต่าง ๆ คงหนีไม่พ้นเรื่องราวน่ารัก ๆ ของบรรดาเจ้าน้องหมา น้องแมว ที่ทำให้หลาย ๆ คนเกิดอาการตกหลุมรักและอยากเลี้ยงไว้เป็นเพื่อนเล่นแก้เหงา วันนี้ my story จะพามาเกาะติดกระแสฮิตมาแรง ไปพร้อม ๆ กัน กับเคล็ดลับการแต่งบ้านให้สวยน่าอยู่ หรือใครที่เลี้ยงน้องหมา น้องแมวอยู่แล้ว แต่ยังไม่ได้ฤกษ์จัดบ้านใหม่สักทีบอกได้คำเดียวว่าห้ามพลาด ตามมาดูกันเลยค่ะ

1. วางแผนกันก่อนดีกว่า

          สิ่งที่ควรคำนึงถึงเป็นอันดับแรกสำหรับคนที่กำลังพาเจ้าสี่ขามาเลี้ยงไว้ในบ้าน คือเราควรเตรียมตัวให้พร้อมและหาข้อมูลก่อนจะเลี้ยงเพื่อนคู่ใจ

พันธุ์สัตว์เลี้ยงเป็นเรื่องสำคัญ เพราะสัตว์เลี้ยงแต่ละชนิดมีความต้องการแตกต่างกัน

 สมาชิกในบ้านก็สำคัญ ทั้งเด็ก คนชรา หรือคนป่วยเพราะการอยู่ร่วมกันกับสัตว์เลี้ยงอาจก่อให้เกิดโรคภูมิแพ้ได้

สำรวจดูก่อนว่าบ้านของเรามีพื้นที่เพียงพอหรือไม่

2. คัดสรรวัสดุให้เหมาะสม

          สัตว์เลี้ยงอาจสร้างความเสียหายให้กับผนัง พื้น เฟอร์นิเจอร์ รวมไปถึงของตกแต่งบ้าน การเลือกพื้นผิววัสดุตกแต่งบ้านให้เหมาะสำหรับเจ้าสัตว์เลี้ยงจึงเป็นสิ่งสำคัญไม่แพ้กัน

สีที่เลือกใช้ทาบ้านควรมีคุณสมบัติเช็ดล้างและทำความสะอาดได้ง่าย

หลีกเลี่ยงการใช้พรมในบ้าน เพราะขนของน้องหมา น้องแมวมักจะร่วงอยู่ตลอด เมื่อขนไปติดบนพรมจะทำให้ทำความสะอาดยาก

วัสดุปูพื้นควรมีพื้นผิวหยาบหรือมีการเว้นร่อง เพื่อให้เท้าของพวกเขาสามารถยึดเกาะได้ เช่น พื้นไม้ พื้นทรายล้าง 

หลีกเลี่ยงวัสดุจำพวกกระจก (อาจเสี่ยงต่อการเกิดกระจกแตกได้)

3. สะดวกสบายและปลอดภัย

          ในบางเวลาเราอาจจะดูแลสัตว์เลี้ยงของเราได้ไม่ทั่วถึง การสร้างความสะดวกสบายและความปลอดภัยจึงเป็นสิ่งสำคัญมากนอกจากจะช่วยสัตว์เลี้ยงแล้ว ยังช่วยแบ่งเบาภาระเราได้ไม่น้อยเลยทีเดียว

เพิ่มความสะดวกสบายด้วยบันไดทางขึ้น-ลงเพื่อลดอาการบาดเจ็บจากการกระโดดของเจ้าสัตว์เลี้ยง

บริเวณรั้วควรติดตาข่ายกั้น  เพื่อป้องกันไม่ให้น้องแมวน้องหมาหลุดออกไปนอกบริเวณบ้าน

4. สะอาดตา สบายใจ

           เราคงหลีกหนีร่องรอยอันเลอะเทอะเปรอะเปื้อนไม่ได้ หรือแม้แต่กลิ่นไม่พึงประสงค์ที่จะตามมาหลังจากนำสัตว์มาเลี้ยงในบ้าน ทั้งมูลสัตว์ อาหาร หรือแม้แต่กลิ่นของสัตว์เลี้ยงนั่นเอง

เพิ่มช่องระบายอากาศให้อากาศภายในบ้านถ่ายเทได้สะดวก

หมั่นดูแลรักษาความสะอาดอยู่เป็นประจำ

5. เฟอร์นิเจอร์ที่ออกแบบสำหรับน้องหมาน้องแมวโดยเฉพาะ

          ปัจจุบันมีเฟอร์นิเจอร์มากมายที่ออกแบบมาเพื่อเอาใจคนรักหมาแมวและหาซื้อได้ไม่ยาก หรือหากใครที่มีไอเดียเจ๋ง ๆ อาจจะนำเฟอร์นิเจอร์ที่มีอยู่แล้วมา DIY ให้เป็นเฟอร์นิเจอร์ตัวใหม่ ก็เริดไม่แพ้กัน

6. จัดมุมโปรดให้เจ้าสี่ขา

          สร้างมุมสุดพิเศษของเจ้าสี่ขาให้มีพื้นที่พักผ่อนเกลือกกลิ้งได้ตามใจชอบ โดยอาจเลือกมุมใดมุมหนึ่งในบ้าน หรือเป็นมุมโปรดเดิมของสัตว์เลี้ยงอยู่ก่อนแล้วก็ได้

มุมเพลิดเพลิน ไอเดียการจัดมุมโปรดจะช่วยสร้างความสนุกให้กับสัตว์เลี้ยงของคุณ เช่น บันไดแมว คอนโดสำหรับเจ้าเหมียว หรือลองทำเสาพันด้วยเชือกสำหรับให้น้องแมวปีนป่ายและฝนเล็บ

มุมขับถ่ายเป็นที่เป็นทาง กันบริเวณที่สกปรกให้อยู่พื้นที่จำกัด ทำให้ดูแลและทำความสะอาดได้ง่ายขึ้นโดยวางกระบะทรายไว้ในบ้าน ตำแหน่งที่วางควรเป็นจุดที่เข้าถึงได้ง่าย และเป็นบริเวณที่เงียบ เพื่อให้เจ้าเหมียวมีสมาธิในการขับถ่าย

มุมอาหารจานโปรด ควรล้างอุปกรณ์และภาชนะให้สะอาดหรือจัดวางถาดใส่อาหารเก๋ ๆ เพิ่มต้นข้าวสาลีไว้เอาใจ อาจใช้วิธีแขวนถาดใส่อาหารติดกับผนัง  รับรองว่าจะไม่ทำให้น้องหมาน้องแมวเดินเตะหรือสะดุดชามอาหารล้มเลอะเทอะ

มุมนอน ในการจัดที่นอนให้น้องหมาน้องแมว ควรแบ่งสัดส่วนที่นอนอย่างชัดเจน เพราะจะทำให้ดูแลความสะอาดได้ง่าย และยังเป็นอีกหนึ่งวิธีที่จะฝึกให้หมาแมวได้เรียนรู้ว่าพวกเขามีพื้นที่จำกัดแค่ไหน

ขอขอบคุณข้อมูลจาก

ฉบับที่ 53 เดือนตุลาคม 2557
https://home.kapook.com/view102468.html
เครดิตภาพ  https://www.pinterest.com/pin/9359111718244053/