Thursday, March 12, 2020

การดูแลน้องหมาวัยทอง




การดูแลน้องหมาวัยทอง (โลกสัตว์เลี้ยง)

          สุนัขไม่ว่าจะเป็นสายพันธุ์ไหน เมื่ออยู่ในช่วงเป็นลูกสุนัข ก็ดูน่ารักไปซะไปหมดทุกตัว และด้วยความน่ารักนี้เองจึงทำให้หลายคนตกหลุมรักแล้วตัดสินใจนำไปเลี้ยง แต่เมื่อเวลาผ่านไปความสวยงามน่ารักของสุนัขก็เริ่มเปลื่ยนไป บางตัวไม่น่ารักเหมือนเดิม ทำให้ความรักความเอาใจใส่ที่เจ้าของ(บางราย)มีให้ก็เปลี่ยนไปด้วย บางคนถึงขั้นเอาไปปล่อย จากหมาบ้านกลายเป็นหมาจรจัด(ซะงั้น) ทั้งที่จริงแล้ว ยิ่งในช่วงที่สุนัขมีอายุมากขึ้น เริ่มชรา เข้าสู่วัยทอง ระบบต่างๆ ในร่างกายก็เสื่อมสภาพลง ซึ่งต้องอาศัยความเอาใจใส่จากผู้เลี้ยงเป็นอย่างมาก

          ปัจจุบันจำนวนสุนัขที่อยู่ในช่วงวัยทองมีมากกว่าแต่ก่อน เนื่องจากพัฒนาการทางด้านการแพทย์ที่ทันสมัย ร่วมกับได้รับการใส่ใจดูแลอย่างใกล้ชิดจากผู้เลี้ยง สุนัขจึงสามารุมีชีวิตยืนยาวได้มากกว่า 25 ปีทีเดียว ขณะที่อายุเฉลี่ยของพวกเขาอยู่ที่ 13 ปีโดยประมาณ พันธุกรรมที่หลากหลายเป็นปัจจัยให้สุนัขแต่ละตัวมีลักษณะเฉพาะของตัวเอง สายพันธุ์ใหญ่มักมีช่วงอายุสั้นกว่าสายพันธุ์เล็ก หรือพันธุ์ในกลุ่มทอย ส่วนสายพันธุ์ขนาดกลางมีช่วงอายุยนยาวกว่าสุนัขพันธุ์เล็กและพันธุ์ใหญ่ ขณะที่ปัจจัยเรื่องสิ่งแวดล้อม เช่น อากาศสกปรก ทำให้อายุสุนัขสั้นลงได้ นอกจากนี้ อาหาร ถือเป็นสิ่งสำคัญประการหนึ่งซึ่งมีผลต่ออายุของสุนัข ดังนั้น อาหารที่ดีจะสามารถช่วยป้องกันหรือลดอัตราความเสี่ยงหรือความรุนแรงของการเกิดความผิดปกติต่างๆ แบบเรื้อรัง ช่วยให้สุนัขมีน้ำหนักตัวพอเหมาะ และช่วยให้มีสุขภาพสมบูรณ์แข็งแรง

          ในทางกลับกัน หากอาหารและน้ำที่สุนัขได้รับมีคุณภาพไม่ดี มีการปนเปื้อนสารพิษก็จะทำให้สุนัขเจ็บป่วยโดยตรง หรือทำให้ภูมิต้านทานโรคลดลง ซึ่งก็สามาถทำให้อายุของเค้าสั้นลงได้เช่นกัน

          อย่างไรก็ตาม เมื่อสุนัขมีอายุมากขึ้น มักจะเกิดปัญหาในเรื่องความเสื่อมของอวัยวะทั้งภายในและภายนอก ทั้งระบบการกิน การย่อย ระบบการทำงานของกล้ามเนื้อ รวมถึงประสาทสัมผัสการเมองเห็น การได้ยินเสียง การดมกลิ่น หรือแม้แต่การวิ่ง การเดินที่เชื่องช้าลง นอกจากนี้ ยังมีอาการซึมเศร้า เบื่ออาหาร ซึ่งถ้าเจ้าของปล่อยปละละเลย อาการเหล่านี้ก็จะถามหาเจ้าสุนัขตัวโปรดเร็วขึ้น

          การดูแลสุนัขที่อยู่ในช่วงวัยทองต้องอาศัยความใส่ใจ พิถีพิถันมากเป็นพิเศษ เพราะสุนัขไม่สามารถสื่อสารด้วยภาษาพูดให้รู้ได้ว่าเจ็บป่วย ดังนั้น ควรหมั่นสังเกตอาการต่างๆ ของสุนัข ไม่ว่าจะเป็นอาการเบื่ออาหาร ขนร่วง เดินไม่ตรง ซึมเศร้า และพาไปพบสัตวแพทย์เป็นประจำเพื่อตรวจสุขภาพ

          การให้อาหาร ต้องเน้นในเรื่องสารอาหารที่ครบถ้วนในปริมาณที่เหมาะสม ต้องคอยสังเกตุให้สุนัขมีน้ำหนักที่เหมาะสมควบคู่ไปด้วย หากพบว่าสุนัขมีน้ำหนักมาก ควรลดปริมาณอาหารที่ให้ เพราะสุนัขวัยทองจะพบปัญหาเกี่ยวกับหัวใจและปอด เนื่องมาจากไขมันที่มากเกินไป รวมทั้งปัญหาเกี่ยวกับกล้ามเนื้อและข้อต่อต่างๆ รวมทั้งน้ำดื่ม ก็ต้องสะอาดและให้อย่างเพียงพอด้วย

          ชนิดของสารอาหารที่ร่างกายสุนัขวัยทองต้องการไม่แตกต่างจากช่วงวัยเจริญพันธุ์หรือขณะที่ยังเป็นลูกสุนัข หากแต่สิ่งที่สำคัญคือ คุณภาพและปริมาณ วัตถุดิบที่ใช้ในการปรุงอาหาร ตลอดจนปริมาณความเข้มข้นของพลังงานต่อหน่วยอาหารที่เจ้าของควรปรับเปลี่ยนให้เหมาะสม ทั้งนี้ การปรับปริมาณพลังงานสำหรับสุนัขวัยทอง ทำได้โดยการลดสัดส่วนของไขมันในอาหาร เพิ่มสัดส่วนของโปรตีนหรือคาร์โบไฮเดรตที่ย่อยง่าย

          โปรตีน เป็นสารอาหารที่สุนัขวัยทองต้องการมากว่าสุนัขวัยไหนๆ เพราะจะมีน้ำหนักร่างกายของส่วนที่เป็นกล้ามเนื้อลดลง เป็นผลให้ปริมาณโปรตีนสำรองของร่างกายลดลง ซึ่งโดยทั่วไปโปรตีนสำรอง ส่วนนี้จะถูกดึงมาใช้ประโยชน์เมื่อร่างกายอยู่ในภาวะเจ็บป่วยหรือเครียด

          ภาวะเครียดในสุนัขวัยทอง อาจมีสาเหตุมาจาการเปลี่ยนแปลงของสิ่งแวดล้อม อากาศ อุณหภูมิ ซึ่งสุนัขในวัยนี้มีแนวโน้มที่จะเจ็บป่วยได้ง่ายอยู่แล้ว

          คุณสมบัติของอาหารที่เหมาะสมกับสุนัขวัยทอง คืออาหารที่ย่อยง่าย มีกรดอะมิโนครบถ้วน ซึ่งพบได้ในเนื้อสัตว์ ทั้งนี้ เนื้อสัตว์สีขาวจะย่อยง่ายกว่าเนื้อสัตว์สีแดง ดังนั้น ควรเลือกอาหารที่มีส่วนผสมของไข่ เนื้อปลา หรือเนื้อไก่ เพราะเป็นแหล่งก็โปรตีนที่ย่อยง่าย
   
          ในส่วนของการออกกำลังกาย สำคัญมากเช่นกัน แต่ไม่ควรหักโหม  เพราะจะส่งผลต่อข้อต่อและกล้ามเนื้อต่างๆ ที่เริ่มเสื่อมสภาพ เจ้าของอาจจูงพาเดินเล่นบ้าง วิ่งบ้าง ออกกำลังกายแบบเบาๆ หรือจะใช้วิธีการแบบบำบัดเข้าร่วมก็ได้


วิธีสังเกตน้องหมาว่าอยู่ในช่วงวัยทองหรือไม่

           ขนตามตัวเริ่มมีสีขาวแซม

           ขนที่เคยมันเป็นเงาเริ่มหยาบกระด้าง อาจมีการหลุดร่วงของเส้นขนร่วมด้วย

           เหนื่อยง่าย แสดงอาการหอบเมื่อออกกำลังกายเพียงเล็กน้อย

           ชอบนอนทั้งวัน ไม่กระฉับกระเฉงเหมือนก่อน

           ไม่ร่าเริงสดใส มีการตอบสนองต่อสิ่งแวดล้อมลดลง

           ผิวหนังขาดความยืดหยุ่น

           หากพบว่าน้องหมาของคุณมีลักษณะดังกล่าวแค่เพียง 1-2 ข้อ ก็แปลว่าได้ว่าน้องหมาของเราอยู่ในวัยทองแล้ว


วิธีดูแลน้องหมาวัยทอง

           ตรวจเช็คสุขภาพประจำปี สุนัขควรมีการตรวจสุขภาพประจำปี เพื่อตรวจสอบหาปริมาณของเอนไซม์ เพราะปริมาณของเอนไซม์จะสามารถบอกได้ถึงการทำงานของระบบอวัยวะภายในได้เป็นอย่างดี

           ถ่ายพยาธิเป็นประจำ ควรถ่ายพยาธิทุกๆ 3 เดือน

           ให้ยาฉีดวัคซีนตามความเหมาะสม เพื่อป้องกันโรคต่างๆ เพราะเมื่อมีอายุมาก ภูมิคุ้มกันอาจจะไม่แข็งแรงนัก ดังนั้น จะต้องให้ความสำคัญที่จะต้องให้ภูมิคุ้มกันต่อต้านโรคที่ไม่พึงประสงค์ เช่น โรคไข้หวัด, หัดสุนัข,พิษสุนัขบ้าน

           สุขภาพในช่องปาก บางครั้งสุนัขอาจมีอาการกินอาหารน้องลงซึ่งอาจเกิดจากฟันฝุ ถ้าเกิดขึ้นต้องพาไปพบสัตวแพทย์ ทางป้องกันฟันผุที่ดีคือ ต้องแปรงฟันและขูดหินปูน จะช่วยลดอาการฟันผุลงไปได้บ้าง



ขอขอบคุณข้อมูลจาก โลกสัตว์เลี้ยง
https://pet.kapook.com/view1452.html

เครดิตภาพ  https://www.pinterest.com/pin/367395282112966901/

Tuesday, March 10, 2020

วิธีดูแลสุนัขในหน้าร้อน เซฟเจ้าตูบให้ไกลจากภัยอากาศร้อน



          อากาศร้อนไม่เพียงแต่จะสร้างความทรมานให้คนเท่านั้น สัตว์เลี้ยงอย่างสุนัขก็ได้รับผลกระทบไปด้วยเช่นกัน มาดูวิธีป้องกันและดูแลสุนัขหน้าร้อนกันค่ะ

          อากาศร้อนของเมืองไทยนี่มันช่างร้อนและทรมานจริง ๆ ขนาดตัวเราเองยังร้อนจนต้องอาบน้ำวันละหลายรอบ แล้วเจ้าตูบที่มีขนปกคลุมทั้งตัวจะทรมานขนาดไหน ? แล้วไม่ใช่แค่แสงแดดอันเจิดจ้าและอากาศอบอ้าวที่เจ้าตูบจะต้องเผชิญ แต่ยังมีโรคอันตรายมากมายที่มาพร้อมกับความร้อนที่สามารถทำให้เจ้าตูบช็อกจนเสียชีวิตได้ วันนี้กระปุกดอทคอมเลยขอนำวิธีดูแลสุนัขในช่วงหน้าร้อน รวมถึงโรคสุนัขที่ต้องระวังในหน้าร้อนมาบอกให้รู้ จะได้นำไปใช้ดูแลเจ้าตูบได้ถูกวิธีเพื่อเตรียมรับมือกับหน้าร้อนที่กำลังจะมาถึงนี้

โรคที่มาพร้อมกับอากาศร้อน 

1. ฮีตสโตรก

          โรคฮีตสโตรก หรือ โรคลมแดด เป็นอาการที่อุณหภูมิร่างกายของสุนัขสูงผิดปกติ มักจะเกิดตอนที่สุนัขออกกำลังกาย วิ่งเล่นกลางแดด ช่วงกลางวันที่มีอุณหภูมิสูง หรือถูกปล่อยไว้ในรถนาน ๆ ฉะนั้นหากพาสุนัขออกไปทำกิจกรรมนอกบ้าน เจ้าของควรดูแลอย่างใกล้ชิด

2. ผิวหนังไหม้แดด

          ผิวของสุนัขก็สามารถโดนแดดเผาได้เหมือนกันกับคน โดยเฉพาะสุนัขที่มีขนสีขาวและบาง ซึ่งโรคนี้มักจะทำให้เกิดอาการคัน ผิวหนังลอก ซึ่งสามารถป้องกันได้โดยการทาครีมกันแดดสำหรับเด็กหรือสุนัขโดยเฉพาะ โดยทาบริเวณหาง หู จมูก และหลัง

3. เท้าไหม้

          ทางเดิน ถนน หาดทราย สามารถแผดเผาเท้าของเจ้าตูบให้ไหม้ได้ ถ้าจะพาพวกมันไปเดินเล่นควรพาไปตอนเช้าหรือตอนเย็นที่มีแดดอ่อน ๆ หลีกเลี่ยงช่วงที่มีแดดจัด นอกจากนี้ก่อนที่จะพาออกไปข้างนอกควรจะวัดอุณหภูมิเสียก่อน โดยใช้มือวางลงบนพื้นถนนหรือทางเดิน 30 วินาที ถ้าแสบมือแสดงว่ายังพาออกไปไม่ได้ ควรรอให้อากาศเย็นกว่านี้อีกหน่อย

4. ภาวะร่างกายขาดน้ำ

          เมื่อมีอุณหภูมิร่างกายสูง สุนัขจะระบายความร้อนด้วยการหอบหายใจ และนั่นก็อาจจะทำให้เกิดภาวะร่างกายขาดน้ำได้ ซึ่งสังเกตอาการได้จากจมูกและเหงือกจะแห้ง กล้ามเนื้ออ่อนแรง มีวิธีป้องกันก็คือนำน้ำใส่ถ้วยวางไว้บริเวณที่สุนัขสามารถกินได้สะดวก ส่วนการให้อาหารเหลวแทนอาหารเม็ดก็ช่วยได้เช่นกัน

5. แมลงและเห็บหมัด

          ช่วงหน้าร้อนจำนวนของเห็บ หมัด ยุงและแมลงต่าง ๆ จะพุ่งสูงเป็นพิเศษ สามารถป้องกันได้ด้วยการฉีดสเปรย์กันแมลง รวมถึงการรักษาความสะอาดและอาบน้ำให้สุนัขอย่างสม่ำเสมอ

6. โรคภูมิแพ้

          หมัด เชื้อรา เกสรดอกไม้ รวมถึงสารก่อภูมิแพ้อื่น ๆ มักจะมากับอากาศร้อน โรคภูมิแพ้จะทำให้สุนัขเกิดอาการคันตามผิวหนังอย่างรุนแรง ทั้งยังมีอาการไอ จาม และรู้สึกครั่นเนื้อครั่นตัว ฉะนั้นควรหลีกเลี่ยงด้วยการไม่พาพวกมันเข้าใกล้พื้นที่ที่มีโอกาสได้รับเชื้อเหล่านี้


วิธีป้องกันและดูแล 

        1. ห้ามปล่อยสุนัขไว้ในรถตามลำพัง ถึงแม้ว่าจะเปิดกระจกไว้ก็ตาม เพราะอาจจะทำให้เกิดภาวะฮีตสโตรกได้
       
        2. นำน้ำใส่ชามหรือถ้วยเอาไว้ให้เจ้าตูบ ตั้งไว้ในร่ม หมั่นคอยเติมน้ำบ่อย ๆ อย่าให้ขาด ที่สำคัญต้องเป็นน้ำที่สะอาดและเย็น

        3. สุนัขที่มีอายุเยอะจะอ่อนไหวและเสี่ยงต่อการเกิดโรคต่าง ๆ ที่มากับอากาศร้อนเป็นพิเศษ จึงควรระมัดระวังและคอยสังเกตอาการของสุนัขอยู่เสมอ
 
        4. ทำสระน้ำให้แช่น้ำเล่น โดยนำน้ำใส่สระยางพลาสติก ระดับน้ำไม่ต้องสูงสัก 2-3 นิ้วก็พอ นำไปไว้ในที่ร่มพร้อมเติมน้ำแข็งก้อนทำให้น้ำเย็น เพื่อช่วยลดอุณหภูมิร่างกายของสุนัขให้ลดลง

        5. ถ้าเจ้าตูบไม่สามารถอยู่ในห้องแอร์ได้ให้เปิดพัดลมแทน

        6. พาไปออกกำลังกายในตอนเช้าและตอนเย็นที่อากาศไม่ร้อนเท่านั้น

        7. ไม่ควรตัดขนสุนัขในหน้าร้อน เพราะขนของสุนัขจะช่วยรักษาอุณหภูมิร่างกายให้อยู่ในระดับปกติ ถ้าตัดหรือโกนจนสั้นผิวหนังของสุนัขจะโดนแดดเผาได้ง่ายขึ้น

          ถึงแม้เจ้าตูบจะมีกลไกรักษาอุณหภูมิร่างกาย แต่ในบางกรณีแล้วเจ้าตูบก็ไม่สามารถดูแลตัวเองได้ และเมื่อเกิดโรคหรือภาวะที่เป็นอันตรายพวกมันก็ไม่สามารถบอกเราได้อีกเช่นกัน ฉะนั้นเราซึ่งเป็นเจ้าของจึงต้องคอยสังเกตอาการ ถ้าพบอาการเหล่านี้ควรทำการรักษาเบื้องต้นและพาไปหาสัตวแพทย์ทันที

ขอขอบคุณข้อมูลจาก Cesar’s way, Love that pet, Pet MD และ  Web MD

https://pet.kapook.com/view141814.html
เครดิตภาพ  https://www.pinterest.com/pin/5770305765669750/

Sunday, March 8, 2020

รับมือปัญหา น้องหมาชอบหอน


เรียบเรียงข้อมูลโดยกระปุกดอทคอม

           คงไม่ดีแน่ ๆ หากน้องหมาของคุณชอบที่จะส่งเสียงเห่าหอนอยู่เป็นประจำ เพราะนอกจากจะสร้างความรำคาญให้เจ้าของแล้ว ยังอาจกระทบกระเทือนไปถึงบ้านใกล้เรือนเคียงจนกลายเป็นปมปัญหามองหน้ากันไม่ติดก็เป็นได้

           แต่ก็ไม่ใช่เรื่องยากหากคิดจะแก้ไขพฤติกรรมชอบหอน งั้นลองมาดูกันว่า การหอนของน้องหมามาจากสาเหตุได้บ้าง

            ความเหงา สังเกตได้ว่าสุนัขที่อยู่บ้านเพียงลำพังตัวเดียวนาน ๆ จะชอบหอน หรือหอนมากกว่าสุนัขที่ร่าเริง อันเนื่องมาจากความเหงาและความกลัวนั่นเอง

            สภาพแวดล้อม อาจเป็นไปได้ว่า การเริ่มต้นของเขาถูกสนับสนุนจากเจ้าของโดยไม่รู้ตัว ทำให้น้องหมาเข้าใจผิดไปว่าการเห่าหอนเช่นนี้เป็นพฤติกรรมที่ดี เช่น เมื่อเขาหอนแล้วคุณปล่อยเขาออกนอกบ้าน อาจด้วยความรำคาญหรืออื่นใดก็ตาม น้องหมาก็จะจดจำจนติดเป็นนิสัย

            การไม่ได้ออกกำลังกาย สุนัขที่ไม่ค่อยได้เคลื่อนไหวร่างกายอย่างสม่ำเสมอทำให้พวกเขาเลือกที่ปลดปล่อยพลังบางส่วนด้วยการเห่าหอน แต่ถ้าไม่ได้ออกกำลังกายจนเคยชินแล้วล่ะก็ อาจจะหลับมากกว่าหอนก็ได้นะ

            การได้ยินเสียง อย่างที่รู้กันดีว่าประสาทสัมผัสของสุนัขนั้นไวมาก หากเขาได้ยินเสียงที่มีความถี่ต่ำหรือสูงกว่าปกติก็เป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่ทำให้สุนัขหอน สังเกตได้จากเวลาที่ได้ยินเสียงแหลม ๆ หรือกังวานสุนัขมักจะหอน


จัดการอย่างไร น้องหมาชอบหอน

            พาออกกำลังกายบ้าง การพาน้องหมาไปเดินเล่น ออกกำลังกาย หรือพาไปพบปะสุนัขตัวอื่น ๆ จะช่วยให้เขารู้สึกดี และรู้จักการเข้าสังคม

            หากิจกรรมให้ทำ ยามที่ต้องอยู่บ้านตัวเดียว อาจหาของเล่น หรือขนมขบเคี้ยวมาวาง หรือซุกซ่อนให้เขาได้หา เพื่อเป็นกิจกรรมดึงความสนใจในเวลาที่ไม่มีใครอยู่บ้าน

            สอนคำสั่ง เพื่อปรับพฤติกรรม ข้อนี้อาจต้องใช้ความอดทนและเวลา โดยเจ้าของต้องออกคำสั่ง "เงียบ" หรือ "อย่าหอน" ทุกครั้งที่น้องหมาเริ่มหอน และหากิจกรรมอย่างอื่นให้เขาทำ เช่น วางขนมบนจมูก ทำเช่นนี้น้องหมาจะหยุดหอน และหันมาสนใจขนมแทน เมื่อเขาหยุดหอนให้ทิ้งเวลาสักแป๊ป ก่อนจะให้ขนมเป็นรางวัล

           เอ้า...บ้านไหนที่กำลังประสบปัญหาน้องหมาชอบหอน (เกินพิกัด) ก็ลองนำไปปรับใช้กันดูจ้า

ขอขอบคุณข้อมูลจาก
นิตยสาร PetManiakku.ac.th

https://pet.kapook.com/view13710.html
เครดิตภาพ  https://www.pinterest.com/pin/582653270523536946/

Saturday, March 7, 2020

การป้อนยาน้องหมาแบบง่าย ๆ


การป้อนยาน้องหมาแบบง่าย ๆ (Dogazine)
เรื่องโดย หนูเอื้อย, แมงมุม

          เคยรู้สึกบ้างไหมคะว่า เมื่อน้องหมาของเราต้องกินยานั้น ทำไม๊...ทำไม มันถึงได้ลำบากยากเย็นเสียจริง ๆ กว่าจะป้อนได้ก็เล่นเอาเหงื่อตกกันไปหลายหยดเลยทีเดียว ยิ่งบางตัวที่ดื้อ ๆ ไม่ยอมกินยาง่าย ก็ยิ่งปวดหัวไปกันใหญ่ วันนี้เราจึงนำวิธีป้อนยาน้องหมาแบบง่าย ๆ มาฝากกันค่ะ

วิธีการป้อนยาให้น้องหมาแบบง่าย ๆ มีดังนี้

          1. ในการให้ยาเม็ดทางปากแก่น้องหมา เมื่อจับน้องหมาอ้าปากได้ ให้เรารีบวางเม็ดยาลงที่ โคนลิ้น แล้วน้องหมาจะกลืนยาเม็ดลงคอไปเอง แต่หากวางยาเม็ดที่บริเวณปลายลิ้นหรือบริเวณอื่น ๆ ในช่องปาก น้องหมาจะสามารถขย้อนยาเม็ดนั้นอกมาแล้วคายทิ้งได้ ทำให้เสียยาไปโดยเปล่าประโยชน์

          2. การป้อนยาเม็ดด้วยมือนั้น เราจะต้องจับยาเม็ดใส่เข้าไปในปากของน้องหมา และต้องมีโอกาสสัมผัสกับน้ำลายของน้องหมาด้วย ซึ่งภายในน้ำลายนั้นอาจมีโรคติดต่อบางอย่างที่ติดถึงคนได้ โดยเฉพาะ "โรคพิษสุนัขบ้า" ที่มีอันตรายถึงตายเชียวนะคะ เพราะฉะนั้น ในกรณีที่เพื่อน ๆ จำเป็นต้องป้อนยาให้น้องหมาที่ไม่คุ้นเคย ก่อนที่จะตัดสินใจป้อนยาเม็ดด้วยมือให้เขา เราก็ควรต้องทราบประวัติน้องหมาตัวนั้นบ้างนะคะ อย่างน้องก็ต้องมั่นใจว่า เขาไม่มีโรคติดต่อร้ายแรงที่อาจทำให้ตัวเราไม่ปลอดภัย

          3. หากเป็นไปได้ ทางที่ดีเราควรป้อนยาเม็ดให้น้องหมา โดยใช้เครื่องมือ เช่น Balling Gun หรือปากคีบ จะดีกว่า ซึ่งหากใช้เครื่องมือเหล่านี้เป็นตัวช่วย มือของคนป้อนจะไม่ต้องสัมผัสน้ำลายของน้องหมาเลย

          4. ไม่ควรใช้มือไปขยำหรือนวดที่คอของน้องหมา เพื่อช่วยให้เขากลืนยาเม็ด เพราะไม่ได้ก่อประโยชน์อะไรและอาจจะยิ่งทำให้น้องหมาไม่สามารถกลืนยาได้อีกด้วย

          5. ในการให้ยาเม็ดนั้น บางครั้งเราอาจไม่จำเป็นต้องป้อนยาให้น้องหมา แต่อาจจะนำยาเม็ดนั้นแทรกลงไปในอาหารที่น้องหมาชอบกิน และโปรดปราน เช่น นำยาเม็ดสอดไส้ไว้ในขนมปังหรือฮอทด็อก แล้วนำไปให้น้องหมากิน เป็นต้น

          6. ในการป้อนยาเม็ดให้น้องหมา หากมือไปสัมผัสกับน้ำลายของน้องหมา หลังจากป้อนยาเสร็จสรรพแล้ว ก็อย่าลืมล้างมือทันทีเพื่อรักษาความสะอาดและป้องกันโรค

          7.การให้น้องหมากินยาประเภทยาน้ำ ค่อนข้างจะง่ายกว่าการป้อนยาเม็ดมาก เพราะไม่จำเป็นต้องอ้าปากน้องหมาแต่อย่างใด สามารถป้อนได้ในขณะที่น้องหมายังถูกผูกปากอยู่ นอกจากนี้ยังสามารถที่จะใช้ช้อนชา หรือกระบอกฉีดยา หรือใช้เครื่องใส่ยาน้ำสำหรับป้อนฉีดเข้าไปในกระพุ้งแก้มให้น้องหมาได้อีกด้วย

          วิธีการง่าย ๆ ในการป้อนยาน้ำแก่น้องหมา คือ ให้ใช้หลอดฉีดยาสอดเข้าเข้าแก้ม สอดเข้าไปพอประมาณ แล้วค่อย ๆ ฉีดยา ไม่ใช้แรงฉีดมากจนเกินไป และไม่ควรพยายามจะฉีดยาลงคอโดยตรง เพราะแรงฉีดอาจทำให้น้องหมาอาเจียน หรืออาจทำให้เกิดการสำลักยาเข้าหลอดลมได้ ซึ่งเป็นอันตรายต่อน้องหมา

          8. ข้อสำคัญ เครื่องมือที่ใช้ใส่ยาสำหรับป้อนนั้น ไม่ควรทำด้วยวัสดุประเภทแก้ว หรือสิ่งที่แตกง่าย เพราะว่าน้องหมาอาจจะกัดหรือดิ้น ซึ่งอาจทำให้เกิดการหล่นแตก หรืออาจจะบาดปากน้องหมาหรือบาดมือได้

Tip การเก็บรักษายา

          เมื่อได้รับยามาจากสัตวแพทย์ครั้งใด ต้องตรวจสอบดูเสมอว่าได้รับยาที่ถูกต้องหรือไม่ และเมื่อนำยากลับมาที่บ้านแล้วก็ต้องเก็บรักษาให้ถูกวิธีด้วย ซึ่งมีวิธีปฏิบัติง่าย ๆ ดังนี้ค่ะ

           1. เก็บยาไว้ในสถานที่ซึ่งหยิบใช้ง่าย สะดวก มีอากาศถ่ายเท แต่ไม่ถูกแสงแดด หรือความร้อนมาก และไม่ควรอยู่ในบริเวณที่น้องหมาจะสามารถเขี่ยเอายามาเล่นได้

           2. ไม่ควรเก็บยาต่รางชนิดไว้ในซองเดียวกัน หรือภาชนะบรรจุเดียวกัน เพราะเวลาจะใช้มีหวังคงลืมไปแล้วว่ายาแต่ละอย่างรูปร่างหน้าตา สีสันอย่างไร เป็นอันหยิบผิดกันพอดี

           3. ก่อนใช้ยา อย่าลืมสังเกตทุกครั้งว่า ยามีการตกตะกอนหรือเปลี่ยนสีไปหรือไม่

           4. ตรวจดูวันหมดอายุของยาหรือวันที่รับยา ซึ่งเขียนไว้ที่ซองยา ก่อนหยิบมาใช้ทุกครั้ง

           5. ปิดฝาขวดหรือถุงยาให้สนิททุกครั้งหลังจากใช้ยา

วิธีการป้อนยาให้น้องหมาด้วยมือ

          หากจะป้อนยาให้น้องหมาด้วยมือนั้น สามารถปฏิบัติตามหลักดังนี้ค่ะ

          เริ่มต้นโดยใช้มือข้างไหนก็ได้ ขึ้นอยู่กับความถนัด จับหัวน้องหมาเอาไว้ สมมติว่าใช้มือขวา ในการจับหัวน้องหมา เราก็ใช้ฝ่ามือข้างขวาคว่ำลง และจับคร่อมตรงสันจมูก ให้สันจมูกอยู่ระหว่างนิ้วหัวแม่มือกับนิ้วที่เหลือทั้ง 4 นิ้ว ปลายนิ้วทั้ง 5 นิ้วอยู่บริเวณริมฝีปากของน้องหมา จากนั้นออกแรงนิ้วทั้งหมดกดลงบริเวณริมฝีปากทั้งสองข้าง อย่างแรงมากนะคะ แต่ต้องให้แรงพอที่จะทำให้ริมฝีปากนั้นกดลงกับเหงือกและฟัน ก็จะทำให้น้องหมายอมอ้าปากได้

          เมื่อน้องหมาอ้าปากแล้ว เราก็ใช้นิ้วชี้กับนิ้วกลางของมือซ้ายคีบยาเม็ดขึ้นมา ค่อย ๆ นำไปวางลงที่โคนลิ้นของน้องหมา หลังจากนั้นให้รีบชักมือออกพร้อมกับผ่อนแรงกดของมือขวาเพื่อให้น้องหมาหุบปาก แล้วใช้มือซ้ายช่วยจับไม่ให้น้องหมาอ้าปากขย้อนยาเม็ดดังกล่าวออกมาด้วย อาจสังเกตดูได้ว่าน้องหมากลืนยาลงไปแล้วหรือไม่ โดยดูที่คอของน้องหมา จะสามารถเห็นท่าทางของการกลืน

          เป็นอย่างไรกันบ้างคะ หวังว่าคงช่วยเพื่อน ๆ ทุกคนคลายกังวลได้บ้าง หากจำเป็นต้องป้อนยาให้น้องหมาตัวโปรดในครั้งต่อไป แต่อย่างไรก็ตาม หากจะป้อนยาให้น้องหมา ก็ต้องป้อนด้วยความระมัดระวังเสมอ ไม่เช่นนั้นแล้ว น้องหมาอาจเกิดอันตรายแทนที่จะกินยาแล้วหายจากโรคนะคะ

ขอขอบคุณข้อมูลจาก

https://pet.kapook.com/view17801.html
เครดิตภาพ  https://www.pinterest.com/pin/345229127688097341/

Wednesday, March 4, 2020

เมื่อ.... น้องหมา ชอบงับ (เท้า)



เมื่อ.... น้องหมา ชอบงับ (เท้า) (thaidogcenter)

          ขั้นแรก คือการนิ่ง สยบความเคลื่อนไหว เมื่อน้องหมามางับคุณ ไม่ว่าจะแรงหรือเบา เล่น ๆ หรือเอาจริง ก็เป็นนิสัยที่ไม่ถูกไม่ควร วิธีแก้คือ คุณต้องนิ่ง หยุดการเล่นทั้งหมด ทำทีเป็นเมินเฉย ให้น้องหมารู้ว่า การงับคุณ จะทำให้การเล่นระหว่างคุณกับเค้าเป็นอันยุติลง หรือถูกเมินใส่ ความสนุกจะหายไป ต่อไปเค้าจะเรียนรู้ และเลิกงับไปเอง

          สำหรับวิธีนี้ควรใช้ควบคู่ไปกับ คำสั่ง "อย่า" พูดด้วยน้ำเสียงหนักแน่น เด็ดขาด เค้าจะรู้ว่า คุณดุเค้าอยู่

          ขั้นที่สอง คือ หาของเล่นที่เหมาะแก่การงับ ไม่อ่อนจนเกินไป ไม่แข็งจนเกินไป และไม่ควรดึงแรง ๆ ขณะที่เค้ากัดอยู่ เพื่อสุภาพของฟัน

          หากฝึกฝนอย่างนี้เป็นประจำตั้งแต่ยังเล็ก เชื่อแน่ว่า น้องหมาแสนรักของคุณจะเลิกพฤติกรรมชอบงับ(เท้า) ได้อย่างแน่นอนจ้า

ขอขอบคุณข้อมูลจาก

https://pet.kapook.com/view11836.html
เครดิตภาพ  https://www.pinterest.com/pin/1071927148784237222/

Monday, March 2, 2020

น้องหมา เกาหูบ่อย อาจเป็นโรคช่องหูอักเสบ



         การดูแลหูและโรคช่องหูภายนอกอักเสบ (โรงพยาบาลสัตว์ศาลายามหาวิทยาลัยมหิดล)


         เจ้าตูบของคุณมีอาการต่อไปนี้หรือไม่ ....คันหู เกาหูบ่อย และมีขี้หูกลิ่นรุนแรงด้วย !!!

         ถ้าคำตอบคือ ใช่ ...น้องหมาของคุณอาจจะกำลังเป็นหูอักเสบก็เป็นได้


สาเหตุของปัญหาหูอักเสบ แบ่งออกเป็น 2 ปัจจัยหลัก ได้แก่...

         1. สาเหตุโน้มนำ

          ลักษณะโครงสร้างประจำพันธุ์ของสุนัขที่มีช่องหูตีบแคบ ใบหูพับลง หรือมีขนภายในช่องหูมาก

         2. สาเหตุหลัก เช่น ปรสิตภายนอก (เช่น เห็บ, หมัด หรือไรขี้เรื้อน), เชื้อโรค (เช่น แบคทีเรีย หรือรา) หรือ การแพ้ต่างๆ เช่น สิ่งสูดดม, อาหาร หรือสิ่งสัมผัส เป็นต้น

          การติดเชื้อแบคทีเรีย

          การติดเชื้อยีสต์หรือเชื้อรา

          การติดพยาธิภายนอก เช่น ไรขี้เรื้อนเปือก หรือไรขี้เรื้อนแห้ง เป็นต้น

          การแพ้ เป็นความผิดปกติของระบบภูมิคุ้มกันซึ่งตอบสนองไวเกินไป จัดเป็นสาเหตุหลักที่สำคัญของปัญหาหูอักเสบ ได้แก่ การแพ้สิ่งสูดดม การแพ้อาหาร การแพ้สิ่งสัมผัส หรือแพ้ยา

          สิ่งแปลกปลอมหรือการได้รับบาดเจ็บต่างๆ สุนัขจะเกาหรือทำร้ายตัวเองจนเกิดบาดแผลและเป็นผลให้เกิดการติดเชื้อแทรกซ้อนตามมาได้

          ความผิดปกติทางฮอร์โมน เนื่องจากความไม่สมดุลของฮอร์โมน

การทำความสะอาดช่องหู

         ช่องหูของสุนัขและแมวจะลักษณะเป็นท่อรูปตัว  L มักมีขนขึ้นมากในช่องหู ต้องถอนออกให้เรียบร้อย

         การใช้น้ำยาล้างหู โดยหยอดน้ำยาลงในช่องหูแล้วนวดเบาๆบริเวณโคนหูประมาณ30 วินาที แล้วจึงซับให้แห้งด้วยสำลีสะอาดและใช้ก้านไม้ที่พันด้วยสำลีที่ชุ่มน้ำยาทำ ความสะอาดช่องหู ทำซ้ำกันจนไม่พบว่ามีเศษเนื้อเยื่อ หรือขี้หูหลงเหลืออยู่ในช่องหูอีก หลังจากทำความสะอาดหูแล้ว ปล่อยให้เค้าสะบัดหู หรือสะบัดหัว สัปดาห์ละ 2-3 ครั้ง เนื่องจากการเช็ดหูบ่อยเกินไปอาจทำให้เยื่อบุช่องหูระคายเคืองได้

การป้องกันโรคหู

         เนื่องจากโดยปกติหูที่มีสุขภาพดีจะมีความสามารถในการป้องกันจากการติด เชื้อจุลินทรีย์นี้ได้ดี แต่ถ้าสิ่งแวดล้อมในช่องหูมีการเปลี่ยนแปลงไปอันเนื่องมาจากการแพ้ หรือมีความผิดปกติทางฮอร์โมน หรือมีความชื้น เชื้อแบคทีเรียและยีสต์จะสามารถเจริญเติบโตได้เป็นอย่างดี เป็นผลทำให้ไปทำลายกลไกการป้องกันการติดเชื้อที่ร่างมีอยู่ ดังนั้น สิ่งสำคัญที่ทำให้ช่องหูมีสุขภาพดีคือ ความสะอาด ควรตรวจสอบช่องหูของสัตว์เลี้ยงเป็นประจำอย่างสม่ำเสมอ

         โดยถ้ามีขี้หูเพียงเล็กน้อยถือว่าเป็นสิ่งปกติ แต่ถ้าสัตว์เลี้ยงชอบเล่นน้ำมาก หรือมีใบหูยาวห้อย หรือมีประวัติโรคของช่องหู ควรทำความสะอาดช่องหูเป็นประจำ(2-3 ครั้งต่อสัปดาห์) นอกจากนี้ช่องหูที่มีขนยาวมากก็ควรตัดให้สั้น เพื่อให้มีอากาศถ่ายเทได้สะดวก การรักษาโรคของช่องหูควรรักษา หรือกำจัดสาเหตุของโรค ซึ่งเป็นเหตุโน้มนำทำให้เกิดปัญหาของช่องหูจึงจะทำให้การรักษาประสบผลสำเร็จ และไม่กลับมาเป็นซ้ำอีก

การรักษา

         การรักษาจะขึ้นอยู่กับสาเหตุของปัญหาและภาวะแทรกซ้อนที่เกิดขึ้น ได้แก่

          การติดเชื้อแบคทีเรียจะรักษาโดยการใช้ยาปฏิชีวนะที่เหมาะสมต่อชนิดของแบคทีเรียที่ก่อโรคนั้น

          การติดเชื้อยีสต์จะรักษาด้วยยาต้านเชื้อราแบบเฉพาะที่ในช่องหู เพียงอย่างเดียว ถ้าในกรณีติดเชื้อรุนแรงนั้นจะรักษาด้วยยาต้านเชื้อราแบบเฉพาะที่ในช่องหู ร่วมกับการกินยาฆ่าเชื้อยีสต์ร่วมด้วย

          การติดไรในหู หลักสำคัญในการกำจัดไรในหูให้ได้ผลนั้น จะต้องจะรักษาด้วยยากำจัดไรทั้งที่อยู่ในช่องหูและตามส่วนอื่นของร่างกาย ด้วย ดังนั้นการหยอดหูเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ จำเป็นต้องใช้ยากำจัดปรสิตภายนอกที่อยู่ตามร่างกายร่วมด้วย

          การรักษาการแพ้มักจะรักษาด้วยการหมั่นทำความสะอาดช่องหูอย่าง สม่ำเสมอด้วยน้ำยาทำความสะอาดหู กินยาแก้แพ้ และเสริมกรดไขมันบางชนิด บางครั้งอาจจำเป็นต้องให้ยาลดอักเสบที่มีผลกดระบบภูมิคุ้มกันร่วมด้วย

         กรณีปัญหาช่องหูที่เกิดมาจากโรคอื่นๆในร่างกาย เช่น ความผิดปกติทางฮอร์โมน หรือการแพ้ จะต้องให้การรักษาสัตว์ทั้งตัว ไม่เฉพาะแต่ช่องหู เช่น การรักษาการแพ้สิ่งสูดดมนั้น จะต้องตรวจทดสอบการแพ้แล้วพยายามหลีกเลี่ยงสารดังกล่าว หรือการเสริมฮอร์โมนที่ผิดปกติ เป็นต้น

ขอขอบคุณข้อมูลจาก
โรงพยาบาลสัตว์ศาลายามหาวิทยาลัยมหิดล
https://pet.kapook.com/view18514.html
เครดิตภาพ  https://www.pinterest.com/pin/34621490877501296/

Sunday, March 1, 2020

13 หมาพันธุ์เล็กสำหรับเลี้ยงในบ้านและคอนโด !



        หมาพันธุ์เล็ก 13 สายพันธุ์ที่เหมาะสำหรับผู้ที่อยากเลี้ยงหมาในบ้านและคอนโด ไว้เป็นเพื่อนแก้เหงา อยากรู้ว่ามีหมาพันธุ์เล็กพันธุ์ไหนที่เข้ากับไลฟ์สไตล์ของคุณบ้างก็ตามไปดูกันเลย


        บางคนอาจจะอยากเลี้ยงเจ้าตูบ 4 ขาเอาไว้เป็นเพื่อนเล่นและช่วยดูแลบ้าน แต่กังวลเรื่องไม่มีพื้นที่หรือสนามหญ้ากว้าง ๆ ให้พวกมันวิ่งเล่น อีกทั้งยังเรื่องเสียงเห่าของน้องหมาที่กลัวว่าจะไปรบกวนเพื่อนข้างห้องเข้า วันนี้กระปุกดอทคอมจึงได้รวบรวม 13 หมาพันธุ์เล็ก ที่เหมาะกับการเลี้ยงในบ้านและคอนโดมาฝาก ซึ่งจะมีสุนัข สายพันธุ์อะไรบ้างนั้นไปดูกันเลยจ้า


1. บอสตัน เทอร์เรียร์ (Boston Terrier)

         สุนัขพันธุ์นี้มีนิสัยสุภาพมากที่สุดในบรรดาสายพันธุ์สุนัขทั้งหมด ไม่เห่าส่งเสียงดัง และยังซื่อสัตย์เป็นที่หนึ่ง ขนาดตัวเล็กกะทัดรัดแค่พื้นที่คอนโดก็อยู่ได้ ไม่จำเป็นต้องพาไปวิ่งเล่นตามสนามหญ้ากว้าง ๆ แค่พาพวกมันไปเดินเล่นบ้างก็พอแล้ว

2. คาวาเลียร์ คิง ชาลส์ สแปเนียล (Cavalier King Charles Spaniel)


         พันธุ์สุนัขที่นิยมเลี้ยงไว้ในบ้านตั้งแต่สมัยโบราณ เพราะปรับตัวเก่ง เงียบ ซื่อสัตย์ และรักเจ้าของมาก ชอบที่จะนอนเล่นบนฟูกนุ่ม ๆ ข้างคุณมากกว่าวิ่งเล่นตามสนามหญ้า อีกทั้งยังมีขนาดตัวเล็กกะทัดรัด เพราะฉะนั้นจึงเหมาะกับการเลี้ยงในบ้านหรือคอนโดสุด ๆ

3. ชิวาวา (Chihuahua)

         สายพันธุ์สุนัขที่มีขนาดลำตัวเล็กมาก ๆ มีนิสัยสุภาพ ปกติแล้วจะไม่ส่งเสียงดัง ยกเว้นถูกทำให้ตกใจหรือมีผู้รุกล้ำอาณาเขต โดยผู้เลี้ยงสามารถปล่อยให้ชิวาวาไปออกกำลังกายได้เองภายในสวนหรือพื้นที่จำกัด


4.  ดัชชุน (Dachshund)

         สุนัขพันธุ์เล็กแสนรู้ ขี้ประจบ เอาใจเก่ง ขี้สงสาร และไม่ค่อยสร้างความยุ่งยาก ไม่ว่าจะอยู่ในบ้านหรือนอกบ้าน แต่มักจะมีปัญหาเรื่องกระดูกเพราะหลังยาวเป็นเหตุ ฉะนั้นคนเลี้ยงจึงควรพาดัชชุนออกไปเดินเล่นอย่างสม่ำเสมอ

5. อิงลิช บูลด็อก (English Bulldog)

         สุนัขสายพันธุ์อิงลิช บูลด็อก เป็นสายพันธุ์ที่นิยมเลี้ยงกันมากในคอนโด เพราะจอมขี้เกียจตัวนี้จะไม่เห่ารบกวนคุณและเพื่อนบ้านแน่นอน ไม่จำเป็นต้องพาไปตัดขนหรือออกกำลังบ่อย แต่ควรหมั่นเช็กสุขภาพให้ดีเพราะมักจะมีปัญหาเกี่ยวกับการหายใจ และควรเลี้ยงไว้ในบ้านที่มีเครื่องปรับอากาศเพราะสุนัขพันธุ์นี้ขี้ร้อนเอามาก ๆ

6. เฟรนช์ บูลด็อก (French Bulldog)

         เฟรนช์ บูลด็อก จะมีลักษณะนิสัยคล้ายกับอิงลิช บูลด็อก คือ ไม่เสียงดัง อดทน ซื่อสัตย์ และร่าเริง แต่มันก็ไม่ได้ขี้เกียจและชอบนอนเท่ากับสุนัขพันธุ์อิงลิช บูลด็อก การออกกำลังกายทำได้โดยพาเดินเล่นรอบ ๆ บ้านหรือเล่นเกมโยนลูกบอล ที่สำคัญผู้เลี้ยงต้องสังเกตการหายใจให้เป็น ถ้าหายใจทางปากถี่ขึ้นจนผิดปกติ ควรรีบนำมันเข้าที่ร่มหรือห้องแอร์โดยเร็ว

7. มอลทีส (Maltese)

         สุนัขพันธุ์เล็กที่มีนิสัยรักสงบ ไม่มีปัญหาเรื่องเสียงเห่ารบกวน ซื่อสัตย์ และน่ารักไม่แพ้สุนัขพันธุ์อื่น ๆ อีกทั้งยังเป็นสุนัขที่มีนิสัยสุภาพอ่อนโยนมากในหมู่สุนัขเล็กด้วยกัน แถมยังกระตือรือร้น ร่าเริง กระฉับกระเฉง และขี้เล่น ชอบอยู่ในบ้านมากกว่าออกไปเล่นข้างนอก การดูแลไม่ต้องมากมายแค่หมั่นแปรงและตัดแต่งขนให้เจ้ามอลทีสเป็นประจำก็พอแล้ว

8. ปาปิยอง (Papillon)

         เนื่องจากเป็นสุนัขพันธุ์เล็กที่มีเฉลียวฉลาด จึงถูกฝึกให้เป็นสุนัขบำบัดและฝึกแสดงโชว์บ่อย ๆ มีนิสัยเด่นตรงที่รักเจ้าของ รักเด็ก และเชื่อฟังคำสั่งอย่างดี  สำหรับคนที่คิดจะเลี้ยงเจ้าปาปิยองควรจะพาไปเดินเล่นข้างนอกบ่อย ๆ อาบน้ำสัปดาห์ละครั้ง และหมั่นแปรงขนเป็นประจำ

9. ปอมเมอเรเนียน (Pomeranian)

         เจ้าสุนัขตัวเล็กสายพันธุ์นี้ก็เป็นอีกสายพันธุ์หนึ่งที่นิยมเลี้ยงกันเพราะมีขนาดตัวเล็ก ตาแป๋ว ขนฟูนุ่ม ซื่อสัตย์ รักเจ้าของ ร่าเริง และตื่นตัวอยู่เสมอ ในทางกลับกันเป็นสุนัขที่ค่อนข้างตกใจง่าย เห่าเก่งอยู่สักหน่อย แต่สามารถฝึกได้เพราะ ปอมเมอเรเนียนมีความเฉลียวฉลาดไม่แพ้สุนัขพันธุ์อื่นเลย

10. พูเดิล (Poodle)

        เป็นสุนัขที่มีความเฉลียวฉลาด ร่าเริง มีชีวิตชีวา และเป็นมิตรกับทุกคน ส่วนการดูแลก็ไม่ยากแค่พาไปเดินออกกำลังเป็นประจำ และหมั่นตัดแต่งขนของพูเดิลอย่างสม่ำเสมอก่อนที่ขนจะจับตัวเป็นก้อนแข็งจนดูแลยากเท่านั้นเอง

11. ปั๊ก (Pug)

         เจ้าหมาปั๊กเป็นหมาที่พลังเยอะ เล่นได้ไม่หยุด ชอบอยู่กับเจ้าของ สามารถอยู่ในที่เล็ก ๆ และอยู่ร่วมกันหลายตัวได้ ออกกำลังกายโดยการพาไปเดินเล่นก็พอ แต่อย่าให้มันออกกำลังกายหนักในช่วงที่มีอากาศร้อนหรือหลังกินอาหารเสร็จเท่านั้นเอง

12. ชิสุ (Shih – Tzu)

        เป็นสุนัขที่ถูกเพาะพันธุ์ให้เป็นสุนัขบ้าน มีความเฉลียวฉลาด จงรักภักดี ขี้เล่น เข้ากับเด็ก ๆได้ดี ขอแค่เจ้าของพามันออกไปวิ่งออกกำลังกายบ้างก็ทำให้เจ้าชิสุมีความสุขแล้ว

13. ยอร์คเชียร์ เทอร์เรีย (Yorkshire Terrier)

         สามารถอยู่ได้แม้ในคอนโดที่มีพื้นที่น้อย นิสัยปรับตัวได้ง่าย เป็นมิตร และชอบเห่า แต่สามารถฝึกเพื่อปรับนิสัยได้ การอาบน้ำให้ยอร์คเชียร์ แค่ 1 ครั้งต่อเดือน และหมั่นแปรงขนทุก ๆ 2 วัน เพื่อไม่ให้ขนพันกันยุ่งก็พอแล้วค่ะ

        เอาเป็นว่าใครที่อยากจะเลี้ยงสุนัขไว้ที่บ้านหรือคอนโด แต่ยังไม่รู้จะเลือกสุนัขพันธุ์ไหนไปเลี้ยงดี ก็หวังว่า 13 หมาพันธุ์เล็ก ที่นำมาฝากกันในวันนี้จะช่วยให้คุณตัดสินใจได้ง่ายขึ้นนะคะ

ขอขอบคุณข้อมูลจาก Petguidepets.amerikankimomallwomenstalk และ dogtime
เครดิตภาพ  https://www.pinterest.com/pin/70437487506374/