Wednesday, April 15, 2020

13 อาการเสี่ยงสุนัขป่วยเป็นโรคซึมเศร้า สัญญาณอันตรายรู้ไว้ช่วยรักษาทัน !





         ทาสหมาเช็กให้ไว ! อาการอันตรายที่สื่อว่าสุนัข กำลังจะป่วยเป็นโรคซึมเศร้าควรรีบปรึกษาสัตวแพทย์ อาการอย่างไรเข้าข่ายเป็นโรคซึมเศร้ามาเช็กกันค่ะ


         หลายคนชอบคิดว่าตัวเองรู้จักและรู้ใจสุนัขดีพอ แต่ต้องบอกเลยว่าความจริงแล้วสุนัขมีความรู้สึกข้างในที่หลากหลายและลึกซึ้งมาก ยิ่งไปกว่านั้นยังสามารถเสียใจได้ถึงขนาดเป็นโรคซึมเศร้าเลยด้วย ฮั่นแน่ พูดมาขนาดนี้แล้ว หลายคนคงเริ่มคิดกันแล้วสิท่าว่าจริง ๆ แล้วเราเข้าใจความรู้สึกของสุนัขมากพอไหม สุนัขของเราเสี่ยงเป็นโรคซึมเศร้าหรือเปล่า แล้วถ้าสุนัขป่วยเป็นโรคซึมเศร้าจะมีอาการเป็นอย่างไร เอาล่ะ ถ้าอย่างนั้นก็อย่ามัวชักช้า รีบตามมาเช็กความเสี่ยงจากสัญญาณเตือนเหล่านี้กันค่ะ

1. มีนิสัยก้าวร้าว รุนแรง

          แน่นอนว่าโรคซึมเศร้าสามารถทำให้น้องหมาที่แสนน่ารักกลายเป็นน้องหมาที่มีนิสัยก้าวร้าวได้ ฉะนั้นถ้าหากใครพบว่าอยู่ดี ๆ เจ้าตูบที่เคยน่ารักสดใสพูดอะไรก็เชื่อฟัง อยู่ ๆ วันหนึ่งก็มีนิสัยและพฤติกรรมเปลี่ยนแปลงไปตรงกันข้าม ทั้งเริ่มมีความเกรี้ยวกราด มักจะแยกเขี้ยวขู่อย่างดุร้าย และชอบพุ่งเข้าใส่คนหรือสัตว์อื่นที่พบเห็น ก็ให้รีบพาไปหาคุณหมอโดยด่วน เพราะนี่อาจจะเป็นสัญญาณเตือนถึงโรคซึมเศร้าได้เลยทีเดียว

2. ชอบหลบซ่อนตัว

          สำหรับสุนัขที่ชอบหลบซ่อนตัวอยู่ที่ไหนสักที่หนึ่งในช่วงเวลาปกติทั่วไป ไม่ได้มีเสียงดัง ๆ ที่ทำให้ตกใจกลัว อย่างเช่น เสียงพลุช่วงเทศกาล เสียงฟ้าร้อง-ฟ้าแลบ พายุเข้า หรือเหตุการณ์น่ากลัวอะไรเกิดขึ้น เป็นไปได้ว่าเจ้าตูบเหล่านี้อาจจะเสี่ยงป่วยเป็นโรคซึมเศร้า เพราะพฤติกรรมในลักษณะนี้ถือเป็นสัญญาณหลัก ๆ ที่บ่งบอกว่าสุนัขกำลังรู้สึกไม่ปกติหรือไม่สบายใจอย่างที่เคย ดังนั้นคราวหน้าคราวหลังทาสหมาทั้งหลายต้องคอยหมั่นสังเกต อย่าเผลอคิดว่าเป็นเรื่องธรรมดาเชียวล่ะ

3. ขับถ่ายไม่เป็นที่

          หากอยู่ดี ๆ สุนัขที่เคยขับถ่ายเป็นที่เป็นทาง เข้าห้องน้ำเองมาโดยตลอด แต่อยู่ ๆ กับฉี่หรืออึไปทั่วบ้านไม่เป็นที่เป็นทาง ก่อนจะลงโทษควรสังเกตพฤติกรรมดูสักนิดร่วมกับอาการอื่น ๆ ที่กล่าวมา โดยเฉพาะบังเอิญเจอความผิดปกติแบบนี้บ่อยครั้ง อาจบ่งบอกว่าสุนัขเสี่ยงเข้าข่ายเป็นโรคซึมเศร้าได้

4. ทำลายข้าวของ

          ลูกสุนัขอาจจะมีนิสัยชอบกัดรองเท้าใหม่ได้ แต่สำหรับสุนัขโต ขอบอกเลยว่าถ้าตัวไหนยังชอบกัดรองเท้าเล่นหรือทำลายข้าวของอยู่ละก็ แสดงว่าสุนัขอาจมีความผิดปกติทางด้านจิตใจ ควรให้ความสนใจเป็นพิเศษ ซึ่งหากเริ่มเห็นท่าว่าไม่ค่อยจะดี ก็ให้รีบพาไปพบสัตวแพทย์จะเป็นทางออกที่ดีที่สุด

5. เบื่ออาหาร

          หากก่อนหน้านี้สุนัขชอบวิ่งกระดิกหางมาขออาหารกินบ่อย ๆ หรือพอถึงเวลาให้อาหารก็จะมานั่งรออย่างใจจดใจจ่อ แต่แล้วอยู่ ๆ สุนัขกลับเมินอาหารทุกชนิดแม้แต่ของที่เคยชอบกินมาก ๆ เกิดอาการเบื่ออาหารขึ้นมาซะดื้อ ๆ แบบนี้ท่าไม่ดีแน่ เพราะนอกจากจะเสี่ยงต่อการเป็นโรคซึมเศร้าแล้ว อาจจะเป็นสัญญาณเตือนถึงโรคร้ายอื่น ๆ ด้วย

6. ไม่ทำตามคำสั่ง


          เชื่อว่าหลายคนคงฝึกสุนัขให้ทำตามคำสั่งได้ ไม่ว่าจะนั่ง นอน หมอบ ขอมือ หรือแกล้งตาย สุนัขหลายตัวก็ทำได้หมด อ๊ะ ๆ ๆ แต่ถ้าวันดีคืนดีเจ้าตูบกลับเมินเฉย ไม่ยอมทำตามคำสั่งขึ้นมาเมื่อไร อย่าพิ่งคิดว่ามันลืม ขี้เกียจ ไม่รัก ไม่สนใจ หรือเริ่มเป็นวัยรุ่นอารมณ์ฉุนเฉียวเชียวนะคะ เพราะถือเป็นอีกหนึ่งสัญญาณที่บอกว่าสุนัขเป็นโรคซึมเศร้าได้เหมือนกัน

7. ส่งเสียงขู่คำราม

          อีกหนึ่งพฤติกรรมที่ช่วยเตือนว่าสุนัขของคุณอาจจะกำลังป่วยเป็นโรคซึมเศร้าก็คือการส่งเสียงขู่คำราม ให้ลองสังเกตดูว่า เวลาเราเข้าไปจับ ไปทัก หรือไปลูบเจ้าตูบ มีเสียงขู่คำรามออกมาหรือไม่ ซึ่งถ้าหากพบว่ามีบ่อย ๆ ถี่ ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงพักหลัง ๆ นี้ ก็ถือได้ว่าเป็นพฤติกรรมที่ไม่ปกติ เพราะถึงแม้มันอาจจะไม่ได้ป่วยเป็นโรคซึมเศร้าจริง ๆ แต่ก็ถือเป็นนิสัยและท่าทางที่ไม่น่ารักเอามาก ๆ เจ้าของต้องรีบดูแลและหาทางรักษาอย่างรวดเร็วเลยล่ะ

8. ไม่สนใจของเล่น

          สำหรับสุนัขที่เบื่อหรือไม่สนใจของเล่นชิ้นเดิมที่เคยชอบ เคยใช้ เจ้าของรีบควรพิจารณาอย่างถี่ถ้วนว่านี่ใช่สัญญาณเตือนอาการซึมเศร้าหรือเปล่า ทว่าถึงมันจะไม่อยากเล่น ก็ใช่ว่าจะหยุดเล่นกับน้องหมาเลยเสียทีเดียว เพราะผู้เชี่ยวชาญแนะนำว่า การใช้เวลาร่วมกันกับสุนัข เช่น พาไปออกกำลังกายหรือทำความรู้จักกับเพื่อนใหม่ จะช่วยให้สุนัขมีกลับมามีความสุขและสนุกสนานเหมือนเดิมได้อีกครั้ง

9. ไม่หลับไม่นอน

          ต้องบอกเลยว่าอาการนอนไม่หลับก็เป็นอีกหนึ่งสัญญาณของโรคซึมเศร้าในสุนัขเช่นกัน แต่อย่างไรก็ตามพฤติกรรมนี้ก็อาจจะเป็นผลที่เกิดขึ้นจากความเจ็บปวดตามร่างกายของสุนัขได้เหมือนกัน ฉะนั้นวิธีแก้ที่ดีที่สุดคือ พาไปพบสัตวแพทย์เพื่อหาต้นตอของอาการและหาทางรักษาอย่างถูกต้อง

10. นอนมากเกินไป


          คล้าย ๆ กันกับอาการของคนคือ ถ้าหากสุนัขป่วยเป็นโรคซึมเศร้าอาจจะมีอาการนอนหลับมากหรือนานเกินไป ซึ่งสำหรับมาตรฐานเวลานอนของสัตว์เลี้ยงส่วนใหญ่จะอยู่ที่ น้องหมา 14 ชั่วโมง น้องแมว 16 ชั่วโมง ดังนั้นถ้าหากสัตว์เลี้ยงของใครนอนหลับนานหรือมากกว่านี้ ก็ได้เวลาพาไปตรวจกับคุณหมอแล้วนะคะ

11. เลียขนบ่อยเกินไป

          สำหรับสุนัขตัวไหนที่เริ่มเลียทำความสะอาดขนเป็นประจำจนเหมือนเป็นกิจวัตร เจ้าของควรพาไปตรวจเช็กด้วยเช่นกัน เพราะในขนาดที่เราคิดว่ามันไม่ใช่เรื่องร้ายแรงอะไร แต่แท้จริงแล้วการเลียบ่อย ๆ มาก ๆ เกินไป ถือเป็นการทำให้ตัวเองผ่อนคลาย ซึ่งนั่นก็หมายความว่าสุนัขกำลังรู้สึกวิตกกังวลกับบางอย่างอยู่ ดังนั้นถ้าหากเราพบว่าเจ้าตูบมีอาการแบบนี้มากขึ้นเมื่อไร ควรรีบพาไปหาหมอเพื่อหาที่มาที่ไปจะดีที่สุด

12. ส่งเสียงเห่าหอน

          การเห่าหอนอย่างยาวนานและเศร้าโศกของสุนัขไม่ใช่การโชว์พลังเสียงแต่อย่างใด (และก็ไม่ใช่ว่าเจ้าตูบมองเห็นสิ่งลี้ลับด้วย) แต่เป็นสัญญาณเตือนถึงอาการซึมเศร้าในจิตใจของน้องหมาแต่ละตัว แถมบางครั้งก็ยังเป็นสัญญาณที่บ่งบอกถึงความเจ็บปวดได้อยู่เหมือนกัน ดังนั้นถ้าหากเพื่อนซี้สี่ขาของคุณเห่าหอนบ่อยกว่าปกติทั้ง ๆ ที่ไม่ได้มีเหตุการณ์ผิดแปลกไปจากชีวิตประจำวันแสดงว่าพวกมันมีความผิดปกติแล้วล่ะค่ะ

13. ไม่สนใจเจ้าของ

          ถ้าหากสุนัขของคุณแสดงอาการผิดปกติ เช่น วิ่งหนี สะบัด หรือเบือนหน้าหนี ขณะที่คุณกำลัง หอม กอด หรือสัมผัสมันละก็ อย่ามัวแต่เสียใจเชียว เพราะนี่ถือเป็นสัญญาณสำคัญที่บ่งบอกได้ว่ามันกำลังรู้สึกเบื่อหน่าย ซึ่งก็มีวิธีแก้ไขไม่ยาก เพียงแค่พาสุนัขไปหาหมอเพื่อรับยาต้านความเศร้า ถึงแม้ว่าจะไม่ใช่วิธีการแก้ปัญหาในระยะยาว แต่ก็สามารถช่วยให้สุนัขรู้สึกดีขึ้นจนผ่านช่วงเวลาที่ยากลำบากนี้ไปได้

          ไม่ว่าจะคนหรือสุนัข ถ้าหากเป็นโรคซึมเศร้าก็ไม่ดีแน่ ฉะนั้นนอกจากจะใส่ใจคนรอบข้างแล้ว ทาสหมา ทาสแมวทั้งหลาย อย่าลืมใส่ใจสัตว์เลี้ยงของตัวเองให้ดีอยู่เสมอด้วยนะคะ 


ขอขอบคุณข้อมูลจาก bestlifeonline และ cesarsway
เครดิตภาพ  https://www.pinterest.com/pin/35114072090671948/

Monday, April 13, 2020

พุดเดิ้ล สุนัข แสนฉลาด


เรียบเรียงข้อมูลโดยกระปุกดอทคอม

          สุนัข พุดเดิ้ล ได้ชื่อว่าเป็น สุนัข ที่มีความนิยมอันดับหนึ่งของโลก และขึ้นชื่อว่าฉลาด ฝึกง่าย สอนง่าย ขี้อ้อน และประจบเก่งเป็นที่สุด แถมยังอดทนไม่ขี้แย เลี้ยงง่าย แม้จะปากเปราะไปบ้างแต่ก็ไม่ได้เป็นหมาที่เห่าไม่รู้เรื่อง ยิ่งในบ้านเรา พุดเดิ้ล สายพันธุ์นิยมเลี้ยงกันคือ พุดเดิ้ลทอย มันกลายเป็นหวานใจตัวจ้อยของหลายๆ ครอบครัว เพราะขนาดไม่เล็กไม่ใหญ่ แถมยังมีลักษณะเป็นเหมือนเหมือนตุ๊กตาที่มีชีวิต สดใสมีชีวิตชีวา มีนิสัยรักสวยรักงาม ชอบเสริมสวย ชอบเที่ยว และเรียนรู้สิ่งต่างๆ รอบตัวได้เร็ว

          พุดเดิ้ล (Poodle) มีถิ่นกำเนิดในประเทศฝรั่งเศสและเยอรมนีตั้งแต่สมัยคริสต์ศตวรรษที่ 14 แต่ไม่สามารถสรุปแน่ชัดว่าต้นกำเนิดจริงๆ เป็นประเทศเยอรมนีหรือประเทศฝรั่งเศส อย่างไรก็ตามทั้ง 2 ประเทศต่างนิยมเลี้ยง พุดเดิ้ล ไว้เพื่อใช้งาน "เก็บของในน้ำ" เหมือนกัน ซึ่งนั่นก็คือ "นกเป็ดน้ำ" ที่ชาวไร่ชาวนายิงได้

          ในประเทศเยอรมนี พุดเดิ้ล ถูกเรียกว่า "Pudel" หรือ "Pudelin" ซึ่งแปลว่า "กระโดดน้ำ" (สันนิษฐานกันว่าชื่อ Poodle ในภาษาอังกฤษที่เราเรียกกันนั้นก็น่าจะมีรากศัพท์มาจากคำว่า Pudel หรือ Pudelin ส่วนในประเทศฝรั่งเศส พุดเดิ้ลเป็นที่นิยมอย่างสูงมากจนได้การยกย่องให้เป็นสุนัขประจำชาติ ที่นี่...พวกมันมีฉายาว่า "Caniche" ซึ่งมีรากศัพท์มาจาก "chien canard" แปลว่า "สุนัขล่าเป็ด"

          และเนื่องจากถูกเลี้ยงไว้โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อการใช้งาน การตัดขนของ พุดเดิ้ล ในสมัยแรกๆ จึงถูกออกแบบให้เหมาะสมกับการว่ายน้ำเป็นหลัก ไม่เน้นไปที่ความสวยงาม แต่อย่างที่รู้ๆ กันว่าฝรั่งเศสนั้นเป็นศูนย์กลางแห่งแฟชั่นและศิลปะนานาชนิด ในเวลาต่อมาการตัดแต่งทรงขนของ พุดเดิ้ล จึงได้เกิดการพัฒนาเป็นทรงต่างๆ ที่หลากหลาย ซึ่งยิ่งเป็นการเพิ่มเสน่ห์ให้ สุนัข พุดเดิ้ล น่าหลงใหลมากขึ้นเป็นทวีคูณ

 ลักษณะสายพันธุ์ สุนัข พุดเดิ้ล

          พุดเดิ้ล ถูกจัดอยู่กลุ่ม สุนัข ที่ไม่ใช้ในเกมกีฬา (Non sporting Group) เป็นสุนัขประเภทสวยงาม ปากเรียวยาว ดวงตากลมโต หูห้อยลงมาปิดแก้ม ขนดกและหยิกชนิดติดหนัง ขนสั้นและเงางาม ขนค่อนข้างละเอียด เรียบ หยาบเล็กน้อยและไม่มีขนปุกปุย สีขนมีตั้งแต่สีน้ำตาลอ่อนจนถึงน้ำตาลแก่ มีขนสีขาวแต้มบริเวณหน้าอกเรียกว่า สตาร์ ข้อเท้า และปลายหาง อาจจะมีจุดสีขาวเล็กน้อยบริเวณใบหน้า จมูกจะเปลี่ยนเป็นสีแดงเมื่อมันตกใจ

          สุนัข พุดเดิ้ล แบ่งได้เป็น 3 ประเภท ดังนี้

          1. พุดเดิ้ลทอย (Toy Poodle) เป็นพุดเดิ้ลขนาดเล็ก สูงไม่เกิน 12 นิ้ว หนักประมาณ 6 กิโลกรัม

          2. พุดเดิ้ล มินิเจอร์ (Miniture Poodle) เป็นพุดเดิ้ลขนาดกลาง สูงประมาณ 11-15 นิ้ว หนักประมาณ 11 กิโลกรัม

          3. พุดเดิ้ล สแตนดาร์ด (Standard Poodle) เป็นพุดเดิ้ลขนาดใหญ่ สูงประมาณ 18-22 นิ้ว หนักประมาณ 20 กิโลกรัม

          แต่ปัจจุบันมีการพัฒนาสายพันธุ์ของ พุดเดิ้ล ให้เล็กลงไปอีก จนได้ขนาด พุดเดิ้ล น้องใหม่ที่มีชื่อว่า พุดเดิ้ลทีคัพ (Tea-Cup Poodle) เป็นขนาดเล็กที่สุดในตระกูล พุดเดิ้ล จะมีส่วนสูงไม่เกิน 8 นิ้ว และน้ำหนักจะอยู่ที่ประมาณ 2.5-3.5 กิโลกรัมเมื่อโตเต็มที่ พุดเดิ้ลทีคัพ นี้แม้ยังไม่ได้รับการรับรองจากสถาบันสุนัขใดๆ แต่สำหรับกลุ่มผู้เลี้ยง พุดเดิ้ล แล้วกลับตรงกันข้าม เพราะ พุดเดิ้ลทีคัพ กลายเป็นที่นิยมไปทั่วและเป็นที่ต้องการอย่างสูง แม้ว่าจะมีราคาค่าตัวที่แพงลิบลิ่ว

          อย่างไรก็ตาม พุดเดิ้ล ทั้งหลายที่กล่าวมาจะมีมาตรฐานสายพันธุ์ที่เหมือนกันหมด ทั้งสภาพขน สี นิสัยใจคอ และอื่นๆ จะต่างกันตรงที่ "น้ำหนัก" และ "ความสูง" เท่านั้น

          ถ้าพูดถึงเรื่องนิสัยใจคอของเจ้า พุดเดิ้ล ทุกขนาด จะเป็น สุนัข ที่น่าหยิกน่าหมั่นไส้ แสนประจบ ซน และขี้เล่น พุดเดิ้ล พันธุ์เล็กกับ พุดเดิ้ลทอย จะไม่ค่อยไว้ใจคนแปลกหน้า และมีความอดทนกับเด็กน้อยกว่าพันธุ์มาตรฐาน อย่างไรก็ตาม พุดเดิ้ล เป็นสุนัขที่ฝึกง่าย สั่งให้ทำอะไรก็ทำ ซึ่งคุณก็ควรฝึกสอนตั้งแต่เนิ่นๆ แล้วคุณจะเห็นว่ามันมีความสามารถในการทำตามคำสั่งที่ยอดเยี่ยมทีเดียว ข้อเสียของมันก็คือมันมีนิสัยชอบเห่า แต่คงเพราะตัวเล็กไปหน่อยจึงได้แต่เห่าอย่างเดียว ทำอะไรใครไม่ได้

อาหารและการดูแล สุนัข พุดเดิ้ล

          อาหารการกินของ สุนัข พุดเดิ้ล ควรให้เป็นอาหารสำเร็จรูปจะดีที่สุด อาหารสำเร็จรูปนั้นมีอยู่หลายสูตรด้วยกัน ได้แก่ อาหารสูตรลูกสุนัข อาหารสูตรสุนัขโต และอาหารสูตรสุนัขแก่ การให้อาหารก็ควรให้ตรงตามอายุและสูตร เนื่องจากสุนัขในแต่ละวัยนั้นมีความต้องการอาหารที่แตกต่างกัน อย่างเช่น ลูกสุนัข จำเป็นต้องได้รับสารอาหารจำพวกโปรตีนสูงกว่าสุนัขโต ในขณะที่ร่างกายของสุนัขโตจะต้องการอาหารประเภทพลังงานมากกว่าโปรตีน อย่างนี้เป็นต้น และปริมาณการให้อาหารก็ไม่ควรมากจนเกินไป เพราะ พุดเดิ้ล จัดเป็นสุนัขพันธุ์เล็กที่กินไม่มาก

          นอกจากเรื่องของโภชนาการแล้ว การให้ อาหารสุนัข ยังควรคำนึงถึงความสะอาดเป็นสำคัญ เจ้าของต้องคอยหมั่นดูแลภาชนะใส่อาหารและสถานที่กินให้สะอาดเรียบร้อยอยู่เสมอ เพื่อไม่ให้เป็นแหล่งสะสมเชื้อโรคต่างๆ ที่พร้อมจะทำร้ายสุนัขของเรา ส่วนในด้านการดูแลความสะอาดของ พุดเดิ้ล จะต้องใส่ใจเป็นพิเศษ โดยเฉพาะเรื่องหู เพราะ พุดเดิ้ล มีใบหูที่ใหญ่ หนา ห้อยปรกลงมา จึงต้องหมั่นสำรวจดูใบหูบ่อยๆ แล้วใช้สำลีเช็ดทำความสะอาดให้หมดจด ซึ่งจะดีมากหากจะหยอดน้ำยาเช็ดหูเข้าไปก่อนประมาณ 5 นาทีเพื่อทำให้สิ่งสกปรกอ่อนตัว และง่ายในการเช็ดออกมา แต่ระวังอย่าแหย่สำลีลึกจนเกินไป เพราะอาจจะเป็นอันตรายต่อหูชั้นในได้


          นอกจากนี้ ตาก็เป็นอวัยวะสำคัญที่พบปัญหา พูเดิ้ล ส่วนใหญ่จะมีร่องน้ำตาที่เห็นได้ค่อนข้างชัด ซึ่งเป็นจุดที่ทำให้คราบน้ำตาหรือสิ่งสกปรกไปหมักหมมได้ง่าย เจ้าของจึงควรคอยเช็ดทำความสะอาดให้ทุกวัน เพราะหากทิ้งไว้นานๆ คราบนั้นจะฝังแน่นอย่างถาวร เช็ดไม่ออก นอกจากนั้น ยังควรหมั่นตรวจดูดวงตาของ สุนัข พูเดิ้ล ด้วยว่ามีฝ้าขาวๆ หรือรอยขีดข่วน รอยแผลบ้างหรือไม่

 โรคและวิธีการป้องกัน


          โรคที่มักพบใน พุดเดิ้ล จะคล้ายๆ กับชิสุ คือเรื่องตา เนื่องจากเป็นน้องหมาตาโตแบ๊ว เหมือนๆ กันจึงทำให้มีโอกาสเสี่ยงในการเกิดการระคายเคืองและเป็นโรคตาได้ง่าย แต่สำหรับ พูเดิ้ล แล้วสายพันธุ์ของเขามีที่มีปัจจัยโน้มนำที่ทำให้เกิดโรคต้อกระจกได้มากกว่าสุนัขพันธุ์อื่นๆ เจ้าของสามารถสังเกตอาการป่วยของพูเดิ้ลเมื่อป่วยด้วยโรคตา สังเกตได้จากเริ่มตาแดง ตาฝ้า บางครั้งจะมีน้ำตาเอ่อ มีขี้ตามากผิดปกติ ชอบเกาตาหรือไถตากับพื้นหรือฝาผนัง ที่เห็นได้อย่างเด่นชัดสุด คือ การเดินชนของ เดินขึ้นบันไดลงบันไดไม่ค่อยถนัด หาชามข้าวไม่พบ เป็นต้น ซึ่งหากพบมีอาการเหล่านี้ควรนำมาพบสัตวแพทย์เพื่อวินิจฉัยโรคและได้รับการรักษาอย่างตรงจุด

          นอกจากโรคเกี่ยวกับตาแล้ว พุดเดิ้ล ยังมักจะมีปัญหาเรื่องโรคหัวใจเป็นโรคประจำกายอีกหนึ่งโรค โรคหัวใจ มีสาเหตุมาจากความผิดปกติในโครงสร้างและหน้าที่ของหัวใจ หรือความผิดปกติของหัวใจตั้งแต่แรกเกิด ซึ่งอาการของ สุนัข ที่มีปัญหา โรคหัวใจ จะมีอาการซึมเศร้า  น้ำหนักลด เบื่ออาหาร หรือกินอาหารได้น้อยลง ท้องกาง ไอแห้งๆ และมักไอเวลากลางคืน มีอาการเหนื่อยง่าย อ่อนแรง หายใจลำบาก เหงือกซีด  เป็นลมหมดสติ 


          ทั้งนี้ สุนัข พุดเดิ้ล ที่เป็นโรคหัวใจ สามารถมีชีวิตอยู่ได้อย่างปกติ แต่จะต้องดูแลเรื่องการให้ยาอย่างใกล้ชิด ควรงดการออกกำลังกายหรือกิจกรรมใดๆ ที่ทำให้สัตว์เหนื่อย เนื่องจากหัวใจต้องทำงานหนักเพิ่มขึ้น และสิ่งสำคัญคือ ระวังในเรื่องการให้อาหารและน้ำที่มีส่วนผสมของเกลือ ต้องมีปริมาณเกลือต่ำ

          นอกจากโรคที่กล่าวมานี้ ยังมีโรคอื่นๆ ที่สามารถคุกคาม พุดเดิ้ล ตัวโปรดของคุณได้ การได้รับวัคซีนต่อเนื่องอย่างที่ควรจะเป็นถือเป็นเรื่องสำคัญของ สุนัข ทุกพันธุ์ รวมทั้งอาหาร การเลี้ยงดู ความเอาใจใส่ รวมถึงสุขภาพจิต เหล่านี้ล้วนเป็นตัวแปรสำคัญที่จะช่วยให้ พูเดิ้ล ของคุณเป็นสุนัขที่ดีพร้อมทั้งร่างกายและอารมณ์


ขอขอบคุณข้อมูลจาก


poodlethai.com
dog.honda.co.th

Sunday, April 12, 2020

5 สุนัขพันธุ์เล็กยอดฮิตที่คนนิยมเลี้ยง





เรียบเรียงข้อมูลโดยกระปุกดอทคอม
ขอขอบคุณข้อมูลจาก petsadviser.com

         สุนัขพันธุ์เล็กยอดฮิตที่คนนิยมเลี้ยง เพราะความน่ารักน่าชังและขนาดกะทัดรัด ทำให้สายพันธุ์เหล่านี้เป็นที่นิยม เราไปดูสุนัขพันธุ์เล็กยอดฮิตกันค่ะ

          หากคุณกำลังอยากเลี้ยงน้องหมา แต่ไม่ต้องการเลี้ยงหมาพันธุ์ใหญ่ เพราะมีข้อจำกัดในเรื่องของพื้นที่ และปัจจัยแวดล้อมอื่น ๆ ไม่เกื้อหนุนให้เลี้ยงสุนัขพันธุ์ใหญ่ ลองมองหาสุนัขพันธุ์เล็กตัวจิ๋ว ๆ มาเลี้ยงแทนดีไหมคะ เพราะในวันนี้เรามีข้อมูลสุนัขพันธุ์เล็กยอดฮิต จาก petsadviser.com มาแนะนำกัน เพราะเป็นสุนัขพันธุ์เล็กที่คนนิยมเลี้ยงแถมยังมีหน้าตาน่ารักเหมือนตุ๊กตาน้องหมาเลยล่ะจ้า


1. ยอร์กเชียร์ เทอร์เรีย (Yorkshire Terrier)

          ยอร์กเชียร์ เทอร์เรีย เป็นน้องหมาตัวเล็กที่มีส่วนสูงอยู่ราว ๆ 15-17 เซนติเมตร น้ำหนักไม่เกิน 3 กิโลกรัม แต่แม้จะตัวเล็กขนาดนี้ก็ใช่ว่าจะเป็นหมาพันธุ์จ๋อย เพราะยอร์กเชียร์ เทอเรียค่อนข้างร่าเริง ซนเหมือนเด็ก ๆ และอยากรู้อยากเห็นไปทั่ว ส่วนเรื่องความกล้าหาญของเขาก็ต้องบอกว่าเก่งเกินตัว แถมยังไม่มีปัญหากับการอยู่ในพื้นที่ขนาดจำกัด

          ดังนั้นสาวโสดที่อยู่คอนโดคนเดียวและต้องการเพื่อนพร้อมกับต้องการการ์ดส่วนตัว น้องหมาพันธุ์นี้จะทำหน้าที่ได้ดีทั้งเพื่อนและการ์ดประจำตัวที่คอยเห่าคนแปลกหน้าเพื่อเตือนเจ้าของเสมอ อีกทั้งยังค่อนข้างเป็นมิตรกับเหล่าเด็ก ๆ ด้วยนะคะ ส่วนการดูแลเจ้ายอร์กเชียร์ เทอเรียก็ควรต้องตัดเล็มขนให้เขาอย่างสม่ำเสมอ อาบน้ำสักเดือนละครั้งก็พอ


2. ปาปิลลอน (Papillon)

          ลักษณะเด่นของน้องหมาพันธุ์ปาปิลลอนอยู่ที่ใบหูกางใหญ่ คล้ายปีกผีเสื้อ บางครั้งจึงถูกเรียกว่า เจ้าหมาผีเสื้อ ไปโดยปริยาย ส่วนสูงของเขาจะอยู่ที่ราว ๆ 20-27 เซนติเมตร น้ำหนักประมาณ 3-6 กิโลกรัม อีกทั้งยังมีจุดเด่นในเรื่องของความฉลาด สอนง่าย ร่าเริง และขี้เล่นมาก ๆ ใครที่ชอบน้องหมาขี้อ้อนก็ต้องพันธุ์ปาปิลลอนตัวนี้เลยค่ะ

          ทั้งนี้การดูแลปาปิลลอนควรหวีขนให้ทุกวัน เนื่องจากเขาค่อนข้างแอคทีฟพอสมควร สภาพในระหว่างวันเลยอาจจะขนยุ่ง ๆ และมีเหงื่อค่อนข้างมาก ฉะนั้นอย่าลืมอาบน้ำให้เขาบ่อย ๆ ด้วยนะจ๊ะ


3. ชิวาวา (Chihuahua)

          ชิวาวาเป็นหมาพันธุ์เล็กที่ค่อนข้างฮอตไม่เบา อาจจะด้วยความที่เขามีนิสัยขี้ประจบ ไม่ซนชนิดที่ล้างผลาญข้าวของ และยังค่อนข้างติดเจ้าของพอสมควร ทว่าความเป็นมิตรของเขาก็อาจจำกัดอยู่แค่บรรดาคนที่คุ้นหน้าคุ้นตา ส่วนคนแปลกหน้าชิวาวาจะเห่าไม่ยั้ง เสียงแหลมจนแสบแก้วหูจี๊ดเลยทีเดียวค่ะ ทว่าความดุอาจไม่ค่อยมี ฉะนั้นหากหวังเรื่องการคุ้มครองป้องกันอาจได้ไม่เต็มที่

          ส่วนลักษณะทั่วไปของชิวาวาจะเป็นสุนัขพันธุ์เล็กฉบับกระเป๋า มีส่วนสูงอยู่ที่ประมาณ 16-20 เซนติเมตร น้ำหนักราว ๆ 2.5 กิโลกรัม การดูแลก็ทั่วไปค่ะ อาบน้ำบ่อยตามสภาพอากาศและสภาพแวดล้อม ไม่จำเป็นต้องออกกำลังกายหนัก ๆ เพราะขนาดตัวเล็กโดยสายพันธุ์ของเขาอยู่แล้ว


4. อัฟเฟนพินเชอร์ (Affenpinscher)

          น้องหมาหน้าลิงพันธุ์อัฟเฟนพินเชอร์จัดว่าเป็นหมาพลังสูง ขี้เล่น แสนซน และค่อนข้างร่าเริงสุดขีด ลักษณะโดยทั่วไปของหมาพันธุ์นี้จะสูงประมาณ 23-30 ซม. น้ำหนักเต็มที่ 2.9-6 กิโลกรัม มีใบหน้าคลับคล้ายลิงน้อยแสนซน ขนปุย มักจะมีขนสีดำ จมูกสั้นและค่อนข้างแบน ขาเล็กยาว เท้าค่อนข้างกลม

          ทั้งนี้การเลี้ยงน้องหมาพันธุ์อัฟเฟนพินเชอร์ในบ้านเราอาจต้องระวังเรื่องสภาพอากาศเขตร้อนที่อาจจะส่งผลกระทบไปถึงระบบทางเดินหายใจของน้องหมาได้ และควรหมั่นอาบน้ำพร้อมทั้งตัดแต่งขนให้เขาบ่อย ๆ อย่างน้อยก็เพื่อให้เขาระบายความร้อนได้มากขึ้น ส่วนเรื่องการดูแลเจ้าของต้องบอกว่า น้องหมาพันธุ์นี้ดุเอาเรื่องเหมือนกัน โดยนิสัยแล้วจะค่อนข้างแกร่งกล้า ไม่ค่อยกลัวการรุกรานใด ๆ เลี้ยงไว้เฝ้าบ้านได้ในระดับหนึ่งเลยล่ะ


5. มอลทีส (Maltese)

          น้องหมาหน้าแบ้ว ท่าทางงามสง่า ที่มีขนยาวสลวยเป็นสีขาวบริสุทธิ์ ขนของน้องหมาพันธุ์มอลทีสจะค่อนข้างนุ่มนิ่มเหมือนเส้นไหม ดวงตากลม สีดำสนิทเหมือนเม็ดลำไย ส่วนลักษณะนิสัยจะค่อนข้างร่าเริง ขี้เล่น ติดเจ้าของ ฝึกง่าย เชื่อฟังคำสั่ง และเรียบร้อยกว่าสุนัขพันธุ์เล็กชนิดอื่น ๆ

          ส่วนการเลี้ยงดูควรต้องแปรงขนให้เขาทุกวัน เพื่อให้ขนไม่ติดเป็นก้อน เนื่องจากเป็นหมาพันธุ์ขนยาว และควรต้องอาบน้ำให้เขาถี่กว่าน้องหมาชนิดอื่นด้วย แต่ก็ไม่ควรบ่อยเกินไป สักเดือนละ 2-3 ครั้งก็น่าจะพอ

          เห็นแล้วอยากเลี้ยงน้องหมาพันธุ์เล็กกันขึ้นมาเลยใช่ไหมคะ แต่ละตัวก็น่ารักฉบับกระเป๋าที่ดูเหมือนจะหิ้วไปไหนมาไหนได้สะดวก แถมเหมือนตุ๊กตาตัวเล็ก ๆ แสนน่ากอดขนาดนี้ ต้องมีไว้เป็นเพื่อนสักตัวแล้ว


https://pet.kapook.com/view98786.html
เครดิตภาพ  https://www.pinterest.com/pin/8444318046319914/


Thursday, April 9, 2020

10 สิ่งที่ต้องทำ หากรู้ว่าเจ้าตูบเป็นโรคร้าย



เรียบเรียงข้อมูลโดยกระปุกดอทคอม

        ในชีวิตของคนเรา สิ่งที่เราไม่อยากให้เกิดขึ้นมากที่สุด คือ คนที่เรารักต้องด่วนจากไปโดยที่เราไม่สามารถทำอะไรได้เลย แม้กระทั่งเพื่อนซี้สี่ขาผู้ซื่อสัตย์ที่เรามีความรัก ความผูกพันธ์กับมันอย่างที่สุดจนถึงวันที่มันจากไป เราจะรู้สึกเสียใจอยู่เสมอ แต่หากในวันหนึ่ง เราต้องตื่นมาพบกับข่าวร้ายเมื่อรู้ว่าเจ้าตูบของเราป่วยเป็นโรคร้าย อาจฟังดูใจสลาย แต่ปัญหาทุกอย่างมีทางออกเสมอค่ะ วันนี้เราจึงมีบทความดี ๆ จากจากเว็บไซต์ Dogster ที่นำเอาประสบการณ์ของเจ้าของที่สุนัขเคยป่วยเป็นโรคมะเร็งมาก่อนมาฝากกันค่ะ เป็น 10 สิ่งที่เจ้าของควรจะทำ หากรู้ว่าเจ้าตูบเป็นโรคร้าย จะมีอะไรบ้างนั้น ไปดูกันเลยค่ะ

 1. ทำใจให้นิ่งเข้าไว้ ปาดน้ำตาและหายใจเข้าลึก ๆ

          เมื่อคุณได้ทราบข่าวร้ายเกี่ยวกับเจ้าตูบของคุณแล้ว มันเป็นเรื่องที่ทำใจได้ยากแน่นอน แต่คุณก็ต้องมีสติ สงบอารมณ์เข้าไว้ เพื่อที่จะทำความเข้าใจกับกระบวนการรักษาเจ้าตูบได้ดีที่สุด พยายามถามสัตวแพทย์ทุกคำถามที่สงสัย และไม่ต้องกลัวที่จะถามคำถามซ้ำ ๆ เพราะคุณมีสิทธิ์ที่จะได้รับคำตอบหรือข้อมูลที่มากขึ้น ข้อมูลที่ดีที่สุดในการรักษาที่จะชี้เป็นชี้ตายชีวิตเจ้าตูบของคุณ

 2. นัดสัตวแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน

          โรคมะเร็งในสุนัขนั้นมีหลากหลายประเภทและระดับ ในขณะที่สัตวแพทย์ผู้เชี่ยวชาญบางคนสามารถผ่าตัดเนื้อร้ายออกจากส่วนที่สำคัญในร่างกายเจ้าตูบได้ แต่ก็ไม่ใช่สัตวแพทย์ทุกคนที่มีความสามารถจะทำเช่นนี้ได้ ดังนั้น เราควรจะคัดเลือกสัตวแพทย์ผู้เชี่ยวชาญที่สุดที่เรามั่นใจว่าจะช่วยรักษาเจ้าตูบได้ หรือสามารถให้คำแนะนำที่ดีให้กับเจ้าของอย่างเรา ๆ ในทุก ๆ ขั้นตอนของการรักษาได้ พูดง่าย ๆ คือ หาหมอผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางไปเลย ไม่ควรพบเพียงแค่สัตวแพทย์ทั่วไป ยอมเสียค่าใช้จ่ายที่แพงขึ้นอีกหน่อยเพื่อแลกกับชีวิตเพื่อนซี้สี่ขาของคุณนะคะ

 3. หมั่นไปตรวจเช็คก้อนเนื้อที่เกิดขึ้น

          ถ้าเพียงแค่คุณสังเกตเห็นว่าเจ้าตูบมีก้อนเนื้อชิ้นเล็ก ๆ ขึ้นมาบนร่างกาย คุณต้องพาเจ้าตูบไปหาหมอเพื่อตรวจเช็คเลยล่ะค่ะว่า เจ้าก้อนเนื้อเหล่านั้นมันคืออะไร มันเป็นเนื้อร้ายหรือเปล่า ยิ่งเรารู้เร็วเท่าไหร่ โอกาสรอดมีมากขึ้นเท่านั้น แต่หลังจากผ่าตัดเอาก้อนเนื้อออกและรับการฉายรังสีรักษาแล้ว ก็ต้องคอยติตตามดูก้อนเนื้อเหล่านั้นอยู่เป็นระยะ ว่ามันจะมีโอกาสก่อตัวขึ้นมาอีกหรือไม่ ซึ่งเราจะได้รับคำแนะนำจากแพทย์ในขั้นตอนการรักษาเป็นระยะ ๆ

 4. วางแผนค่าใช้จ่ายในการรักษา

          เมื่อคุณรู้และเข้าใจถึงระดับความรุนแรงของโรคมะเร็งที่เจ้าตูบกำลังเผชิญอยู่ ตลอดจนขั้นตอน กระบวนการในการรักษามันแล้ว คุณต้องเริ่มวางแผนค่าใช้จ่ายในการรักษามันค่ะ ว่าคุณมีเงินที่จะจ่ายค่ารักษามันจนจบกระบวนการรักษาได้หรือไม่ หรือถ้าไม่ คุณจะอย่างไรต่อไป นั่นเป็นสิ่งที่คุณควรคิดไว้ตั้งแต่เนิ่น ๆ ค่ะ

 5. ไม่ต้องเร่งรัดแผนการรักษา

          ในการรักษาโรคร้ายโรคหนึ่งนั้น ย่อมมีขั้นตอนการรักษาที่ต่อเนื่องและยาวนาน เจ้าตูบของคุณก็เช่นกัน การรักษาก็ต้องเป็นไปตามที่สัตวแพทย์แนะนำ ไม่ควรจะไปเร่งรัดให้รักษาเร็วขึ้น เพื่อประหยัดค่าใช้จ่าย เพราะผลลัพธ์ที่ออกมาอาจจะแย่กว่าเดิม ในเมื่อคุณได้วางแผนค่าใช้จ่ายในการรักษาไว้แล้ว คุณก็ไม่จำเป็นต้องไปกังวลเรื่องอะไร เลือกสิ่งที่ดีที่สุดให้สุนัขของคุณดีกว่า

 6. จัดตารางเวลาในชีวิต

          หลังจากเจ้าตูบของคุณป่วย แน่นอนว่า คุณต้องคอยพาเจ้าตูบไปหาหมออยู่ตลอด บางทีหมอก็จะนัดรักษา ดูอาการเป็นช่วง ๆ ไป แต่ที่สำคัญ คือ หมอผู้เชี่ยวชาญเหล่านี้จะไม่ค่อยมีเวลาให้เราเท่าไหร่หรอกค่ะ เพราะพวกเขาค่อนข้างจะยุ่ง ดังนั้น พวกเขาจึงต้องการเวลาที่แน่นอนในการนัดพบแต่ละครั้ง จึงเป็นไปได้ยากที่คุณจะแว่บพาเจ้าตูบมาส่งและออกไปทำงาน สิ่งที่ดีที่สุด คือ รอจนจบกระบวนการรักษา เพราะคุณจะได้ปรึกษากับหมอเกี่ยวกับอาการเจ้าตูบด้วย ดังนั้นแล้ว การแบ่งเวลาที่ดี จะทำให้เราผ่านพ้นช่วงนี้ไปได้อย่างไม่ลำบากนัก

 7. เตรียมพร้อมบ้านของเราให้เป็นสถานที่ดูแลเจ้าตูบ

          ขั้นตอนหนึ่งของการรักษาโรคมะเร็งนั้น หลังจากที่เจ้าตูบเข้ารับการฉายแสงแล้ว สิ่งที่จะเกิดขึ้นหลังจากนี้ จะเป็นสิ่งที่แย่ที่สุดสำหรับเจ้าตูบมาก เพราะผิวหนังบริเวณที่ถูกฉายแสงจะเริ่มเป็นสะเก็ดหนา ๆ และจะค่อย ๆ หลุดลอกออกมาเป็นชิ้นเล็ก ๆ เพื่อผลัดผิวใหม่ อาการนี้จะทำให้เจ้าตูบของคุณไม่สบายตัวเอาเสียเลย ส่วนสิ่งที่เจ้าของต้องทำก็คือ หาที่นอน หรือ ผ้าให้เจ้าตูบนอนบนนี้ เพื่อไม่ให้สะเก็ดแผลสดหลุดร่วงเปื้อนพื้นบ้านหรือโซฟาตัวโปรดของคุณ อีกทั้งเตรียมพร้อมกับอาการต่าง ๆ ที่จะเกิดขึ้นหลังการคีโมบำบัดทั้งอ้วก ท้องเสีย ซึ่งแน่นอนว่า หลังเจ้าตูบผ่านพ้นอาการเหล่านี้ไปได้ คุณต้องทำความสะอาดบ้านครั้งใหญ่เชียว

          คำแนะนำ : ซื้อเจลวิตามินอีมาตุนเอาไว้ ใช้ทาบริเวณผิวหนังของสุนัขที่มีการผลัดเปลี่ยนเซลล์ใหม่

 8. ใช้คอลลาร์ป้องกันตูบเลียแผล

          เป็นธรรมชาติของสัตว์ที่หากมีสิ่งแปลกปลอมอยู่บนร่างกายของมัน มันก็จะรู้สึกรำคาญและพยายามที่จะทำให้สิ่งนั้นหายไป และสิ่งที่มันจะทำก็คือ การเลีย แต่ถ้าหากสิ่งแปลกปลอมที่ว่านี้เป็นยาทาแผลล่ะก็ คุณคงไม่อยากให้มันเลียเข้าไปหรอกจริงไหม นอกจากนี้ ยังทำให้แผลแห้งยากด้วย ดังนั้น ในระหว่างที่เจ้าตูบอยู่ในขั้นตอนในการรักษานี้ ซื้อคอลลาร์ หรือ ลำโพงมาใส่ไว้ ป้องกันไม่ให้มันเลียแผลได้นะคะ แล้วจะทำให้แผลแห้งเร็ว หายไวขึ้นแน่นอนค่ะ

 9. ให้รางวัลเจ้าตูบให้มันสู้ ๆ ต่อไป

          ในแต่ละครั้งที่ทำการรักษา หมอจะผลการรักษาว่าอาการของเจ้าตูบเป็นอย่างไร อาการดีขึ้นหรือไม่ จากตรงนี้ก็จะทำให้เห็นว่า เจ้าตูบของเราทำได้ดีแค่ไหน สามารถเผชิญและพร้อมรับการรักษาได้มากน้อยเพียงใด ซึ่งเราในฐานะเจ้าของก็อาจจะให้รางวัลมันในทุก ๆ ครั้งที่มันทำได้ แต่ที่สำคัญ คือ ต้องคอยอยู่ข้าง ๆ มัน เป็นกำลังใจให้มัน ผ่านพ้นจุดที่เลวร้ายที่สุดไปพร้อม ๆ กัน จึงทำให้มันกลับมาใช้ชีวิตอยู่กับเราอย่างมีความสุขดังเดิม

 10.  เชื่อมั่นในสิ่งที่ทำ

          สำหรับข้อสุดท้ายนั้น ไม่มีอะไรมาก ขอให้คุณเชื่อเถอะว่า สิ่งที่คุณทำมาทั้งหมดทั้ง 9 ข้อก่อนหน้านี้นั้น มันคุ้มค่าจริง ๆ กับการที่ต้องแลก ต้องเสียสละอะไรหลาย ๆ อย่าง หรืออาจเป็นช่วงชีวิตที่ยุ่งยาก แต่ผลลัพธ์จากวันนั้นมาวันนี้ คุณยังมีเจ้าตูบคอยอยู่เคียงข้างคุณ... แค่นี้ก็เป็นสิ่งที่ดีที่สุดแล้ว

Saturday, April 4, 2020

กำหนดกฎเหล็ก เพื่อพฤติกรรมที่ดีของสุนัข


กำหนดกฎเหล็ก เพื่อสุนัขมีพฤติกรรมดี (Dogazine)
เรื่องโดย Freedom Dog


          กฎระเบียบที่คุณกำหนดขึ้นสำหรับสุนัขที่อยู่ในบ้านของคุณ ล้วนขึ้นอยู่กับคุณทั้งหมด แต่ทว่ามีกฎทั่ว ๆ ไป บางกฎที่อยากแนะนำให้คุณทำตามอย่างมาก เพื่อจะรักษาตำแหน่งเจ้านายของคุณให้คงอยู่ไม่เปลี่ยนแปลง

           ถ้าสุนัขนอนหลับร่วมเตียงกับคุณ คุณต้องสร้างเงื่อนไขว่า หากสุนัขตื่นก่อนคุณแล้วจะลุกไปกินน้ำหรือไปยืดแข้งยืดขา เขาต้องลุกออกไปจากเตียงอย่างเงียบ ๆ แล้วจำเป็นต้องคอยคุณตื่นอย่างสงบและรอคุณเป็นคนเริ่มแบบแผนประจำวันของเขา

           เริ่มต้นในแต่ละวันด้วยการสัมผัสหรือพูดคุยเพียงเล็กน้อย เก็บความรักของคุณเอาไว้ให้หลังจากการเดิน การเดินคือช่วงเวลในการเชื่อมความสัมพันธ์ร่วมกันระหว่างคุณกับสุนัขของคุณ ถ้าหากคุณพาเขาไปเดิน ก็ควรเดินให้ได้ประมาณ 1 ชั่วโมงทุกเช้า แต่ถ้าคุณไม่มีเวลาเต็มชั่วโมงสำหรับพาสุนัขไปเดินอย่างแน่นอนแล้ว อาจให้สุนัขแบกเป้สะพายหลังด้วย เพื่อทำให้สุนัขได้ออกกำลังมากขึ้น หรือาอจพาสุนัขขึ้นลู่วิ่งสักครึ่งชั่วโมง ขณะที่คุณกำลังเตรียมตัวเพื่อออกไปทำงาน

           เวลาให้อาหารสุนัข ต้องสงบและเงียบ ๆ และอย่าให้อาหารแก่สุนัขเมื่อเขากระโดดขึ้นลงไปมา สุนัขจะได้อาหารก็ต่อเมื่อนั่งอย่างสงบ ยอมจำนวน เขาจะไม่ได้อาหารโดยเด็ดขาดถ้าเขาเห่า สุนัขของคุณจะต้องไม่ขอเศษอาหารที่เหลือ หรือมารบกวนเวลาทานอาหารของคุณ เมื่อเจ้านายกำลังทานอาหาร ต้องไม่มีใครมารบกวน คุณจะต้องตั้งระยะห่างที่ให้สุนัขคุณอยู่ห่างจากโต๊ะอาหารของคน และต้องยึดการกระทำนั้น อย่าเชื่อในดวงตาที่วิงวอนของสุนัข

           การให้ความรัก ควรสอนสุนัขของคุณให้อยู่ในสภาพที่สงบยอมจำนวน แล้วจึงค่อยให้ความรัก จนกระทั่งถึงเวลาออกไปทำงาน จากการทำสิ่งต่าง ๆ นี้ คุณกำลังกำหนดเงื่อไขกับสุนัขของคุณ เพื่อให้ทั้งคุณและเขาได้มีช่วงเวลายามเช้าที่สวยงาม สมดุล และน่าพึงพอใจ

           อย่าทำให้เป็นเรื่องใหญ่ สำหรับการออกจากบ้าน หรือการกลับบ้าน หากคุณจำต้องปล่อยสุนัขอยู่ตัวเดียวในบ้านทั้งวัน คุณสามารถฝึกเขาได้ง่าย ๆ โดยการให้คุณแกล้งเดินเข้าและออกจากบ้านหลาย ๆ รอบ ทำแบบนี้สักสองครั้ง ก่อนที่จะปล่อยให้เขาอยู่ตัวเดียวจริง ๆ และหากสุนัขยอมสงบแล้ว ก็ไม่ควรจะพูด สัมผัส หรือสบตาในขณะที่กำลังออกจากบ้าน อาจยาก แต่ก็เป็นวิธีที่จะช่วยให้สุนัขไม่ต้องกระวนกระวายเมื่อต้องอยู่ลำพัง

          หากคุณพาสุนัขออกกำลังกายอย่างเหมาะสมและไม่บ่มเพาะความกลัวหรือความกังวลแก่สุนันขแล้ว นาฬิกาชีวิตตามธรรมชาติของพวกเขาก็จะบอกว่า เวลาที่คุณไม่อยู่นี้คือ  เวลาที่เขาควรจะพักและอยู่เงียบ ๆ

           เมื่อคุณกลับเข้ามาบ้าน อย่าเพิ่งรีบให้ความรักแก่เขาทันที เพราะนั่นจะเป็นการกระตุ้นให้เขาเกิดความตื่นเต้นมากเกินไป แต่คุณควรไปเปลี่ยนเสื้อผ้า คว้าขนมขบเคี้ยวมาเป็นตัวช่วย แล้วพาสุนัขออกไปข้างนอกอีกรอบ การเดินรอบนี้อาจใช้เวลาสักครึ่งชั่วโมง

           การตระเตรียมเรื่องการนอนให้สุนัข สุนัขควรมีที่นอนประจำ และไม่ควรให้สุนัขเลือกที่นอนเอง ในตอนแรกที่สุนัขมาอยู่กับคุณ ให้เขาอยู่ในกรงหรือคอกสุนัขทุก ๆ คืนตลอดอาทิตย์แรก สิ่งนี้จะทำให้เขาคุ้นเคยกับสิ่งรอบกายใหม่ ๆ ขณะที่อยู่ในขอบเขตจำกัด หลังจากอาทิตย์แรกให้ใช้เตียงหรือเบาะสุนัขมาแทนที่  ถึงตอนนี้ก็มีสถานที่สำหรับพักผ่อนของเขาแล้ว

           อย่ายอมให้สุนัขยึดครองเตียง ถ้าหากว่าคุณเป็นคนที่ชอบพาสุนัขไปนอนบนเตียงคุณด้วย ก็ไม่เป็นปัญหาและยังเป็นวิธีที่ได้ผลดีในการสร้างสัมพันธ์กับสัตว์เลี้ยงของคุณ แต่กฎระเบียบต้องชัดเจน คือคุณต้องเป็นฝ่ายเชิญให้สุนัขเข้ามาในห้องนอน ให้คุณขึ้นไปบนเตียงก่อนสัก 2-3 นาที แล้วจึงค่อยส่งสัญญาณให้สุนัขตามขึ้นมา และเลือกส่วนของเตียงที่จะให้สุนัขนอน

           ทุก ๆ คนในบ้านต้องเป็นเจ้านาย ตั้งแต่เด็กวัยเตาะแตะจนถึงคุณตา-คุณยายสูงวัย สุนัขจำเป็นต้องเคารพทุกคนในบ้านในฐานะที่มีตำแหน่งอยู่เหนือกว่าสุนัข สิ่งนี้หมายความว่าทุก ๆ คนในบ้านต้องใช้กฎระเบียบ ขอบเขต และข้อจำกัดแบบเดียวกัน

           อย่าหลีกเลี่ยงการอาบน้ำให้สุนัข เพียงเพราะว่าสุนัขเกลียดการอาบน้ำ แม้ว่าสุนัขของคุณจะไม่สนใจเลยว่าเขาจะสะอาดแค่ไหน แต่คุณก็ควรจะมีสุนัขในแบบที่คุณรู้สึกว่าอยากอยู่ใกล้ มีหลายวิธีที่คุณจะทำให้ช่วงเวลาการอาบน้ำเป็นประสบการณ์ที่น่าพอใจมากขึ้นทั้งคนและสุนัข

           ข้อแรก ปล่อยให้สุนัขของคุณทำความเคยชินกับอ่างอาบน้ำในแบบที่ผ่อนคลอายและน่าพอใจ ก่อนที่คุณจะพยายามอาบน้ำให้

           ข้อถัดมา ต้องจำไว้ว่าสุนัขทีอยู่ตามธรรมชาติจะไม่อาบน้ำ พวกเขาจะลงน้ำหรือกลิ้งตัวในโคลนเพื่อทำให้เย็นเมื่อรู้สึกร้อน ตามสัญชาตญาณ ดังนั้น จงใช้สัญชาตญาณเหล่านั้นให้เป็นประโยชน์ โดยให้สุนัขได้ออกกำลังกายเสียก่อน เมื่อเขาร้อน ความอยากอาบน้ำก็จะตามมาเอง

           ไม่อนุญาตให้มีการหวงของเล่นและหวงอาหารอย่างเด็ดขาด อย่างแรกต้องมั่นใจว่า สุนัขของคุณรู้ว่าคุณเป็นเจ้าของของเล่นทุกชิ้น ต้องมั่นใจว่าเขายอมสงบก่อนที่คุณจะให้อาหาร และสุนัขต้องไม่ขู่คำรามถ้าคุณเข้าไปใกล้ ๆ ขณะที่เขากำลังกินอาหาร

           ไม่อนุญาตให้มีการเห่าแบบไม่หยุด ถ้าสุนัขของคุณมีปัญหาเห่ามากเกินไป ส่วนใหญ่มักจะเกิดมาจากความคับข้องทางกายและทางใจ นี่คือสุนัขที่มีความต้องการการออกกำลังกายที่มากกว่าเดิม

ขอขอบคุณข้อมูลจาก

https://pet.kapook.com/view17406.html
เครดิตภาพ  https://www.pinterest.com/pin/747597606882416770/

Friday, April 3, 2020

วิธีแก้ไขพฤติกรรม สุนัข ช่างขอ


การจัดการกับสุนัขที่ชอบขอ (petnews2005)
บทความพิเศษโดย โรงพยาบาลสัตว์ เอ็น.พี

          เวลาคุณนั่งรับประทานอาหารที่กลิ่นหอมชวนกิน สุนัขของคุณอาจมาป้วนเปี้ยนบริเวณที่กินอาหารเพื่อขอส่วนแบ่ง ชิ้นแล้วชิ้นเล่า...

          พฤติกรรมช่างขอนี้เป็นพฤติกรรมการเรียนรู้ ซึ่งมองได้ 2 แบบแล้วแต่ว่าคุณคิดอย่างไร คือ อาจมองว่าเป็นความน่ารักน่าเอ็นดูหรือเป็นพฤติกรรมที่ก่อให้เกิดความน่ารำคาญ สุดแล้วแต่ว่าเจ้าของจะมองในแง่ไหน เจ้าของบางท่านก็ชอบฝึกให้สุนัขมีพฤติกรรมแบบนี้ เพื่อให้ได้สิ่งที่สุนัขต้องการ เช่น อาหารหรือขนม แต่ลองคิดถึงว่าเวลาคนอื่นกินขนมหรืออาหารแล้วสุนัขของคุณเดินเข้ามาหย่อนก้นนั่งแล้วจ้องมองคนที่กินขนมหรืออาหารด้วยสายตาวิงวอน คนที่กินอาหารอาจไม่ได้รู้สึกว่าสุนัขของคุณน่ารักอย่างที่คุณคิด

          ทางที่ดีให้สุนัขอยู่ในที่เฉพาะเวลาที่เจ้าของหรือแขกรับประทานอาหารน่าจะเป็นสิ่งที่ดีกว่า พฤติกรรมการขอไม่ใช่ปัญหาใหญ่ในสายตาเจ้าของ ความจริงแล้วมันเป็นการสื่อสารอย่างหนึ่งระหว่างคนกับสุนัข สุนัขบางตัวขออย่างสุภาพโดยอาจใช้เพียงสายตาวิงวอนหรือจ้องไปที่อาหารทำท่าทางว่าอยากได้บ้าง สุนัขบางตัวไม่สุภาพเพราะบางตัวจะพยายามตะกุยหรือดุนดันหรือเห่าเจ้าของเพื่อให้ได้อาหาร ท่านเจ้าของจะกินอาหารได้อย่างมีความสุขหรือไม่

          พฤติกรรมการขอเป็นหลักฐานว่าสุนัขได้รับการเรียนรู้มาอย่างไร สุนัขไม่เพียงแต่ของอาหารจากเจ้าของเวลานั่งโต๊ะอาหารเท่านั้น ยังอาจลามไปเป็นการขอทุกอย่างที่สุนัขต้องการ เช่น ของเล่น, เรียกร้องความสนใจ, หรือสิ่งที่สุนัขต้องการอื่น ๆ ฯลฯ

          ดังนั้น จึงควรหลีกเลี่ยงที่จะให้สุนัขเรียนรู้พฤติกรรมแบบนี้ ซึ่งเจ้าของอาจทำไปโดยไม่รู้เท่าทันหรือโดยตั้งใจหรือไม่ตั้งใจก็ตาม ท่านจะมีปัญหาเกี่ยวกับการที่สุนัขเป็นสุนัขช่างขอ ในความคิดของสุนัขคือ เมื่อขอแล้วเจ้าของให้สุนัขก็จะขอต่อไปเรื่อยๆ เพราะมันได้ผล เจ้าของบางท่านก็คิดว่าการให้เศษอาหารกับสุนัขง่ายกว่าการปฏิเสธ หรืออย่างน้อยให้แล้วสุนัขจะได้ไม่มายุ่งกับเจ้าของสักพักหนึ่ง 

          การบังคับเลิกพฤติกรรมช่างขอของสุนัขเจ้าของต้องมีความใจแข็ง และไม่ยอมใจอ่อนให้สุนัขเพราะการให้เวลาสุนัขขอเป็นบางครั้งสุนัขจะไม่มีทางเลิกพฤติกรรมช่างของ เพราะเข้าใจว่าต้องมีสักครั้งที่เจ้าของยอมแพ้ให้ตามใจที่สุนัขต้องการ

วิธีการขจัดพฤติกรรมช่างขอ

          จัดพฤติกรรมการกินของสุนัขใหม่ โดยให้อาหารเป็นเวลาเช่น 7.00 น. ตอนเช้า และ 6.00น. ตอนเย็น โดยให้อาหารเฉพาะสำหรับสุนัขเท่านั้นเพื่อไม่ให้สุนัขสับสนระหว่าอาหารคนกับอาหารสุนัข

          ให้อาหารเวลาเดียวกับที่ท่านเจ้าของรับประทานอาหาร เพื่อให้สุนัขไม่เข้ามายุ่งระหว่างที่เจ้าของรับประทานอาหาร และควรแยกสุนัขให้กินอาหารคนละที่กับเจ้าของ

          ล่ามสุนัขไว้เวลาเจ้าของรับประทานอาหารเพื่อที่สุนัขจะได้ไม่สามารถเดินเข้ามาในห้องอาหารได้ และควรให้สุนัขมีกิจกรรมในช่วงเวลานี้ด้วย

          เวลาสุนัขขอ ห้ามให้สิ่งที่สุนัขต้องการเด็ดขาด แม้แต่เพียงครั้งเดียวก็ไม่ได้ ถ้าเจ้าของ ใจอ่อน สุนัขจะจดจำและขอหนักขึ้นจนกว่าจะได้

          สอนสุนัขให้เรียนรู้ว่าจะไม่ได้สิ่งที่ต้องการ โดยอาจกำอาหารไว้ในมือแล้วเดินเข้าใกล้สุนัข สุนัขที่เคยมีพฤติกรรมช่างขอ จะแสดงอาการขอ แต่ไม่ว่าสุนัขจะขอด้วยวิธีการใด ๆ ไม่ว่าจะเป็นการดุน, มอง, เห่า ฯลฯ ท่านต้องไม่ให้โดยเด็ดขาด จนกว่าสุนัขจะสงบเลิกการขอ ท่านจึงให้อาหารในมือ การทำเช่นนี้เพื่อให้สุนัขได้เรียนรู้ว่าต้องเชื่อฟังคำสั่งเท่านั้นจึงจะได้สิ่งที่ต้องการ

          การลงโทษสุนัขเป็นสิ่งที่ไม่ควร เพราะสุนัขจะไม่เข้าใจและจะสับสน การลงโทษสุนัขเป็นการสอนให้สุนัขเรียนรู้ว่าจะหลีกเลี่ยงผู้ที่จะทำโทษอย่างไรเท่านั้น

          เจ้าของต้องฝึกให้สุนัขได้รับรู้ว่าจะได้รับสิ่งที่ต้องการเมื่อเวลาที่เจ้าของต้องการให้ ไม่ใช่ให้เวลาที่สุนัขต้องการ ซึ่งหมายความว่าเจ้าของต้องเป็นผู้นำไม่ใช่เป็นผู้ตามสุนัข

ขอขอบคุณข้อมูลจาก

https://pet.kapook.com/view4770.html
เครดิตภาพ  https://www.pinterest.com/pin/296182112969447429/

Thursday, April 2, 2020

เปิดประวัติ หมาบางแก้ว สุนัขพันธุ์ไทย ซื่อสัตย์ รักเจ้านาย


     เปิดประวัติ หมาบางแก้ว สุนัขไทย ที่ขึ้นชื่อเรื่องความซื่อสัตย์และรักเจ้านาย พร้อมทำความรู้จักลักษณะ นิสัย และวิธีดูแลสุนัขพันธุ์บางแก้ว อยากรู้ว่าเลี้ยงยากไหม ก็ตามไปดูพร้อม ๆ กันเลยค่ะ 

      สุนัขพันธุ์บางแก้ว ถือเป็นหนึ่งในสุนัขไทยที่ได้รับความนิยม เพราะนอกจากจะน่าเอ็นดู ยังเป็นสายพันธุ์ที่ขึ้นชื่อเรื่องของความซื่อสัตย์ ที่สำคัญยังรักเจ้านายของตัวเองมาก ๆ หากไม่ใช่คนรู้จักหรือสนิทสนมแบบเจ้าของ อาจจะมองว่าสุนัขสายพันธุ์นี้ดูเริด เชิด หยิ่ง และดุมากแน่ ๆ วันนี้กระปุกดอทคอมเลยจะพาทุกคนไปทำความรู้จัก สุนัขบางแก้ว ให้มากขึ้น ทั้งประวัติที่มา ลักษณะมาตรฐาน นิสัย รวมถึงการเลี้ยงดู แล้วจะรู้ว่า หมาบางแก้ว ก็มีมุมซน ๆ แถมน่ารักไม่ต่างจากสุนัขสายพันธุ์อื่นเลย


ประวัติสุนัขบางแก้ว 

          ต้นกำเนิดของ สุนัขพันธุ์บางแก้ว อยู่ที่ วัดบางแก้ว ต.บางแก้ว อ.บางระกำ จ.พิษณุโลก สุนัขพันธุ์บางแก้ว เป็นสายเลือดผสมระหว่าง สุนัขพันธุ์ไทยพื้นบ้านกับสุนัขป่า เนื่องจากภูมิประเทศแถบ ต.บางแก้ว สมัยก่อนค่อนข้างมีลักษณะเป็นป่ามีต้นไม้หนาแน่น เป็นที่อาศัยของสุนัขจิ้งจอกและสุนัขไน หรือที่เรียกว่า หมาไน ทำให้เกิดผสมพันธุ์กันระหว่างสุนัขทั้ง 3 สายพันธุ์ จนในที่สุดก็ได้เป็น "สุนัขพันธุ์บางแก้ว" ที่มีลักษณะหลายสีเหมือนสุนัขบ้าน มีขนยาวสองชั้นเหมือนสุนัขป่า หูป้องไปข้างหน้าเหมือนจิ้งจอก ดุ รักถิ่นฐานเหมือนสุนัขบ้าน มีความกล้าหาญและสัญชาตญาณนักล่าเหมือนสุนัขไน 

          ต่อมา สุนัขพันธุ์บางแก้ว ถูกนำมาเลี้ยงทั่วไปตามบ้าน เนื่องจากมีลักษณะเฉพาะ สวยงาม เลี้ยงง่าย ฝึกง่าย จึงทำให้สุนัขบางแก้วนี้กลายเป็นที่นิยมเลี้ยงกันมากใน จ.พิษณุโลก ตลอดจนถึงปัจจุบัน ซึ่งปฏิเสธไม่ได้ว่า สุนัขพันธุ์บางแก้ว เป็นสัญลักษณ์ที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งของ จ.พิษณุโลก อีกทั้งยังสร้างชื่อเสียงและทำรายได้ระดับประเทศ  

ลักษณะสุนัขบางแก้ว 

          สุนัขพันธุ์บางแก้ว (Thai bangkaew dog) มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Canis Aureus จัดเป็นสุนัขขนาดกลาง เพศผู้สูง 48-53 เซนติเมตร เพศเมียสูง 43-48 เซนติเมตร ลำตัวจะมีขนาดเท่าสุนัขไทย หรือเล็กกว่าเล็กน้อย ขนปุยยาว สง่างาม ว่องไว แข็งแรง เวลายืนมักเชิดหน้าและโก่งคอคล้ายม้า หัวกะโหลกใหญ่ ดั้งจมูกมีมุมหักเล็กน้อย ปากยาวแหลม หูเล็กสั้นตั้งป้องไปข้างหน้า ลักษณะเด่นของสุนัขบางแก้วคือ ภายในหูจะมีขนปลายปิดรูหูคล้ายหมาจิ้งจอก ตาเล็กกลมรี พื้นสีตาเป็นสีเหลืองทองคล้ำ ขณะโกรธจะขึ้นแววสีฟ้าใส หรือที่เรียกว่า ตาเขียว จมูกสีดำ ฟันซี่เล็กขาวคม มีแผงขนยาวรอบคอคล้ายสิงโต โคนหางใหญ่ ขนหางเป็นพวงตั้งแต่โคนถึงปลาย และปลายหางตั้งโค้งเข้าหาสันหลัง

          ส่วนเสียงเห่าของ สุนัขพันธุ์บางแก้ว จะแหลมเล็กกว่าสุนัขไทย เวลาวิ่งจะซอยเท้าถี่ สีของสุนัขบางแก้วที่นิยมคือ สีขาวปลอด ขาว-น้ำตาล และขาว-ดำ ทั้งนี้สุนัขพันธุ์บางแก้วขึ้นชื่อมากเรื่องความดุ มีความซื่อสัตย์ รัก และหวงเจ้าของ ไม่ชอบคนแปลกหน้า มีความสามารถในการดมกลิ่นเป็นเลิศ จำเสียงได้แม่นยำ กินอาหารง่าย มีความกล้าหาญ กล้าที่จะสู้กับสุนัขที่ตัวโตกว่า 

          นอกจากนี้ สุนัขพันธุ์บางแก้ว ยังมีประสาทตื่นตัวอยู่เสมอแม้นอนหลับ บางแก้วเป็นสุนัขที่ชอบเล่นน้ำ เมื่อหมอบข้อศอกจะแนบกันพื้นและเท้าหลังจะแบออกทั้งสองข้าง ก่อนจะกินน้ำในอ่าง บางแก้วจะชอบเอาเท้าหน้าข้างหนึ่งข้างใดจุ่มลงไปในอ่างก่อน เวลาขู่จะเหยียดขาหน้าพุ่งไปข้างหน้า แล้วผงกหัวและแผงขนหลังตั้งขึ้นพร้อมกับส่งเสียงขู่  สุนัขพันธุ์บางแก้ว ชอบกินเนื้อสัตว์และปลา เนื่องจากหมู่บ้านบางแก้ว อาชีพหลักของชาวบ้านแถบนั้นคือ จับปลา ค้าปลาน้ำจืด และเลี้ยงสุนัขพันธุ์บางแก้วไว้บนแพอาหารที่ได้จึงหลีกไม่พ้นปลา แต่อาหารอื่น ๆ ก็กินได้เช่นกัน 

วิธีเลือก สุนัขพันธุ์บางแก้ว

          เนื่องจากลูกสุนัขพันธุ์บางแก้ว มีราคาซื้อ-ขายค่อนข้างแพง เมื่อเปรียบเทียบกับลูกสุนัขต่างประเทศสายพันธุ์อื่น ๆ การเลือกลูกสุนัขพันธุ์บางแก้วควรมีใบพันธุ์ประวัติจากสมาคมหรือชมรมที่น่าเชื่อถือ ถ้าจะให้ดีควรเห็นพ่อพันธุ์-แม่พันธุ์ตัวจริง นอกจากนี้ลูกสุนัขที่ได้มาตรฐานทุกตัวจะต้องทำวัคซีนและถ่ายพยาธิแล้ว และผู้ที่ซื้อลูกสุนัขมาเลี้ยงจะต้องทำการตกลงกับผู้ขายว่า ลูกสุนัขที่ซื้อมาเลี้ยงนั้นถ้าเป็นโรคติดมาจากร้าน ผู้ขายจะต้องรับผิดชอบ

อาหารสุนัขพันธุ์บางแก้ว

          สำหรับอาหารนั้น สุนัขบางแก้ว เป็นสุนัขที่กินอาหารง่าย และปริมาณการให้ก็ไม่มากด้วย ทั้งนี้เพื่อความสะดวกก็ควรเลี้ยงด้วยอาหารสำเร็จรูปที่มีจำหน่ายอยู่ตามท้องตลาดทั่วไป หรือถ้าพอมีเวลาอาจจะให้ข้าวก็ได้ กับข้าวกินได้ทุกชนิด แต่ควรระวังเรื่องกระดูกสักหน่อย สุนัขบางแก้วสามารถกินผักได้เกือบทุกชนิดแล้วแต่ผู้เลี้ยงจะฝึกหัด 

          ในกรณีที่ต้องการเปลี่ยนอาหาร เช่น ปกติเลี้ยงข้าว แต่ต่อมาต้องการความสะดวกจึงเปลี่ยนมาเลี้ยงอาหารเม็ดแต่สุนัขไม่ยอมกิน ในลักษณะนี้ผู้เลี้ยงต้องใจแข็งสักหน่อย อย่าตามใจเป็นอันขาด ลองทิ้งอาหารเม็ดไว้ให้เขาประมาณ 20 นาที ถ้าไม่กินก็เก็บแล้วนำมาเลี้ยงในมื้อต่อไป ทำเช่นนี้จนกว่าสุนัขจะยอมรับอาหาร 

การเลี้ยงดูสุนัขพันธุ์บางแก้ว

          ผู้เลี้ยงสุนัขบางแก้ว อาจต้องเจอเรื่องชวนปวดหัวจากอุปนิสัยบางอย่างที่สืบเชื้อสายมาจากสุนัขป่า เช่น ด้วยความมีสัญชาตญาณนักล่า สุนัขบางแก้ว จะชอบจับสัตว์ต่าง ๆ มากัดเล่น หรือไม่ก็แอบกินเลย อันนี้ต้องระวังให้ดีโดยเฉพาะสัตว์เลื้อยคลานแทบทุกชนิดแม้กระทั่งงู รวมถึงสัตว์ปีกทุกชนิดแม้กระทั่งนก 

          นอกจากนั้น สุนัขบางแก้ว ยังชอบขุดทุกที่ที่เขาขุดได้ ไม่ว่าจะเป็นสนามหญ้า กระถางต้นไม้ ใต้ถุน เมื่อขุดแล้วบางแก้วจะนำตัวเองเข้าไปนอนเล่นอยู่ในนั้น ซึ่งนิสัยพวกนี้ส่วนใหญ่จะแก้ไม่หาย ตีไปก็เสียเปล่า โดยปกติ สุนัขบางแก้ว จะหยุดซนก็ต่อเมื่อ อายุ 2 ปีเข้าไปแล้ว แต่หากทำให้ บางแก้ว มีวินัยตั้งแต่ยังเล็ก หมั่นฝึกไม่ว่าจะเป็นการกิน การขับถ่าย การนอน การเล่น แล้วปัญหาข้างต้นจะไม่เกิดขึ้นอีก 

          ด้านการทำความสะอาด การอาบน้ำสุนัข ถือเป็นเรื่องสำคัญ ถ้าไม่ระวังอาจทำให้เขาป่วยได้เพราะอุณหภูมิร่างกายสุนัขนั้นสูงกว่าคนเรา น้ำที่เราคิดว่าเย็นไม่มากอาจจะเย็นเกินไปสำหรับสุนัข จึงควรอาบน้ำให้เขาในช่วงกลางวันขณะที่น้ำและอากาศไม่เย็นมาก หลังจากอาบเสร็จ ให้เช็ดตัวสุนัขให้แห้ง ถ้าเป็นสุนัขที่ขนยาวก็อาจใช้เครื่องเป่าผมเพื่อช่วยให้สุนัขไม่หนาวมากเกิน ไป ถ้าทำความสะอาดขนของเขาเป็นอย่างดี อาจไม่ต้องอาบน้ำบ่อยก็ได้ ควรถูสบู่เมื่อขนของเขาสกปรกมาก มีกลิ่นตัว หรือมีหมัดเท่านั้น อย่าอาบน้ำให้สุนัขเกินสัปดาห์ละ 1-2 ครั้ง เพราะถ้าอาบบ่อยเกินไปอาจทำให้ผิวหนังของสุนัขแห้งและคัน ซึ่งจะมีปัญหาโรคผิวหนังตามมา และในขณะอาบน้ำควรระวังอย่าให้น้ำเข้าหูสุนัขด้วย

โรคและวิธีการป้องกัน

          โรคไข้หัดเป็นโรคที่ติดต่อได้ง่ายในสุนัขและสุนัขพันธุ์บางแก้ว โดยเฉพาะช่วงอายุ 2-3 เดือน สาเหตุของโรคเกิดจากเชื้อไวรัส Canine Distemper virus หรือ CDV RNA Virus Paramyxovirus ติดต่อทางระบบหายใจ สามารถสังเกตอาการได้จากสุนัขจะมีน้ำมูกสีเขียว มีขี้ตาเกรอะตลอดเวลา เบื่ออาหาร มีไข้ ซึม มีหนองขึ้นใต้ท้อง และอุจจาระเหม็นที่เป็นกลิ่นเฉพาะของโรคนี้เท่านั้น หากโรคมีความรุนแรงจะมีอาการทางประสาท ได้แก่ ปากสั่น กระตุก ชัก และท้องร่วง 

          สุนัขที่ป่วยด้วยโรคไข้หัด ประมาณ 90% มักจะเสียชีวิต หากรักษาหาย สุนัขก็เป็นแบบเรื้อรัง จะแสดงอาการทางประสาท เดินโซเซ หรือเดินสั่น แคระแกร็น ซึ่งผู้เลี้ยงควรใส่ใจให้วิตามินตามคำแนะนำของแพทย์ และรักษาตามอาการของโรค เช่น ให้น้ำเกลือ ยาระงับชัก แต่สุดท้ายเจ้าสุนัขแสนรักก็จะจากไปในที่สุด ดังนั้น การป้องกันโรคไข้หัดที่ดีที่สุด คือ การฉีดวัคซีนให้กับสุนัขไว้ตั้งแต่อายุ 2 เดือน และฉีดสม่ำเสมอทุกปีเป็นดีที่สุด

          ตอนนี้ก็ได้ทำความรู้จักกับ สุนัขบางแก้ว สุนัขไทยจากจังหวัดพิษณุโลกกันไปแล้ว คงจะหายสงสัยกันแล้วใช่มั้ยคะว่า ทำไมสุนัขบางแก้วหน้าตาแบ๊ว ๆ แอบมีความดุเหมือนหมาป่า แต่ทั้งนี้หากได้รับการเลี้ยงดูด้วยวิธีที่ถูกต้อง เชื่อว่าจะเป็นสุนัขไทยอีกหนึ่งพันธุ์ที่น่ารักและน่าเลี้ยงมากเลยทีเดียว 


***อัปเดตข้อมูลเมื่อวันที่ 25 มิถุนายน 2562