Wednesday, July 8, 2020

ดูแลฟันเจ้าตูบ ก่อนสายเกินไป



ดูแลก่อนสายเกินไป (โรงพยาบาลสัตว์ทองหล่อ)

          การดูแลฟันให้กับสุนัขนับเป็นเรื่องสำคัญกว่าการรักษา เพราะถ้าเราแปรงฟัน ควบคุมอาหารให้เหมาะสม หมั่นพาไปตรวจฟันกับสัตวแพทย์ทุก 6 เดือน สุนัขของเราก็แทบจะไม่มีหินปูน พอไม่มีหินปูน ปัญหาเหงือกร่น อักเสบก็น้อยลง ไม่ต้องกังวลกับการวางยาเพื่อขูดหินปูน ซึ่งเจ้าของบางคนถึงกับส่ายหน้าเพราะไม่อยากเสี่ยง ยิ่งบางตัวที่อายุมากก็มีความเสี่ยงเพิ่มขึ้น แม้ว่าการวางยาในสัตว์ขณะนี้จะมีความปลอดภัยค่อนข้างสูง และมีสัตวแพทย์เฉพาะทางวางยาแล้ว แต่บางคนก็ยังกังวลอยู่ ดังนั้น การป้องกันไว้ก่อนจึงเป็นทางเลือกที่ดีกว่ามากนัก

          สำหรับการแปรงฟันก็ไม่ยากเย็นอะไรเลย ถ้าเป็นสุนัขที่ยังเด็กให้เริ่มหัดแปรงตั้งแต่ยังเป็นฟันน้ำนมเพื่อให้เกิดความเคยชิน เมื่อกลายเป็นฟันแท้แล้วก็จะไม่มีปัญหา หรือถ้าเป็นสุนัขที่โตแล้วก็สามารถฝึกได้แบบค่อยเป็นค่อยไปค่ะ โดยเริ่มจากให้ชิมยาสีฟันก่อนจนคุ้นเคยกับรสชาติ แล้วค่อยๆ เริ่มแปรงฟันทีละด้านจนครบทั้งปาก โดยการแปรงทั้งปากไม่ควรเกิน 1 นาที เพื่อให้สุนัขไม่เบื่อ การใช้เวลาที่นานเกินไปจะทำให้เจ้าตัวดีวิ่งหนีตั้งแต่เห็นแปรงก็ได้ค่ะ หลังจากแปรงเสร็จแล้วอย่าลืมให้รางวัลโดยการลูบหัว ชมด้วยคำชมหวานๆ ชวนเล่น หรืออะไรก็ได้ให้เค้ารู้ว่าทำถูก ทำดี

          ขั้นตอนการแปรงเริ่มจากเปิดริมฝีปากด้านบนขึ้นเพื่อแปรงฟันบน โดยแปรงวนบริเวณรอยต่อระหว่างเหงือกและฟัน แล้วปัดลง เพื่อเอาเศษอาหารที่อยู่ระหว่างร่องเหงือกออก แล้วทำเช่นเดียวกันนี้กับฟันล่างคือแปรงวนบริเวณรอยต่อแล้วปัดขึ้น ยาสีฟันที่ใช้ต้องเป็นยาสีฟันสำหรับสุนัขโดยเฉพาะ เพราะต้องกลืนยาสีฟันเข้าไป (ไม่ต้องบ้วนปากนะคะ) ยาสีฟันที่เลือกใช้ควรต้องกินได้ ไม่มีฟองเพราะอาจทำให้สำลัก และไม่มีฟลูออไรด์ที่จะระคายเคืองกระเพาะอาหาร

          ส่วนแปรงสีฟันก็มีหลายแบบขึ้นอยู่กับลักษณะความยาว ความกว้างของปากสุนัข ถ้าเป็นพันธุ์หน้าสั้น ช่องปากกว้าง เช่น ปั๊ก บูลด๊อก อาจใช้แปรงแบบสวมนิ้ว ถ้าพันธุ์หน้าเล็ก ช่องปากแคบ เช่น พุดเดิ้ล ปอมเมอเรเนียน อาจใช้แปรงมีด้ามขนาดเล็กหรือถ้าช่องปากกว้างและหน้ายาว เช่น ลาบราดอร์ ล็อตไวเลอร์ ใช้แปรงมีด้ามขนาดใหญ่ ขึ้นอยู่กับขนาดช่องปาก

          สำหรับการดูแลเรื่องอื่นๆ พวกอาหาร แนะนำให้กินอาหารเม็ด เนื่องจากจะทิ้งคราบไว้ที่ผิวฟันน้อยกว่าอาหารกระป๋อง และอาหารปรุงเอง ซึ่งปัจจุบันมีอาหารหลายยี่ห้อที่ผลิตมาเฉพาะสำหรับขัดฟันด้วย โดยอาจมีเนื้ออาหารที่หยาบขึ้น หรือมีการเรียงเส้นใยเป็นแนวเดียวกันเพื่อประสิทธิภาพในการขัดฟัน

          อย่างไรก็ตาม หากเราป้องกันดีแล้ว แต่ยังคงพบปัญหากลิ่นปากเหม็น น้ำลายหรือเลือดออกจากปาก หรือน้องหมางับอาหารแล้วหล่นบ่อยครั้ง กินอาหารน้อยลง นั่นเป็นอาการที่แสดงถึงการอักเสบของเหงือกและฟันระดับปานกลางถึงมากแล้ว การแปรงฟันอย่างเดียวไม่สามารถแก้ปัญหาได้ ต้องทำการขูดหินปูน หรือถอนฟันบางซี่ที่โยกมากออก ร่วมกับรักษาหนองที่รากฟัน (ถ้ามี)

          ทั้งนี้ การขูดปูนทำได้โดยการวางยาหรือน้องหมาหัวใจผิดปกติมากจนวางยาไม่ได้ อาจต้องช่วยการจับตัวแล้วทำการกะเทาะหินปูนออกบางส่วนใน (กรณีที่น้องไม่ดื้อมากนัก) หลังจากนั้นก็ดูแลโดยการแปรงฟันทุกวันต่อ เพราะหินปูนจะกลับมาภายใน 3 เดือนหลังการขูดหินปูน ซึ่งถ้าปล่อยไว้อาจมีอันตรายที่คาดไม่ถึง เพราะแบคทีเรียในช่องปากจะไปตามกระแสเลือดแล้วทำให้มีการติดเชื้อที่ปอด ตับ ไต และช่องปากและโพรงจมูกแยกจากกันแค่เพดานปากกั้น ดังนั้น ถ้ามีหนองในรากฟัน อาจทำมีปัญหาระบบทางเดินหายใจตามมาได้ เห็นรึยังคะว่าป้องกันดีกว่าจริงๆ ด้วย

ขอขอบคุณข้อมูลจาก

https://pet.kapook.com/view2440.html
เครดิตภาพ https://www.pinterest.com/pin/684476843389589589/

Saturday, July 4, 2020

พิษจากยาต่อสุนัขและแมว


พิษจากยา NSAIDs ต่อสุนัขและแมว  (Dogazine)

Dog Care เรื่องโดย หอมเพนกวิน

                เวลาที่เจ้าตูบตัวร้อน มีไข้ เรามักจะเป็นกังวล แต่ว่าบางทีอาจยังไม่มีเวลาพาเจ้าตูบไปพบสัตวแพทย์ บางครั้งจึงป้อนยาพาราเซตามอลที่ใช้ลดไข้ในคนให้กับเจ้าตูบ ซึ่งเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้เกิดพิษจากพาราเซตามอลกับเจ้าตูบ ด้วยความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ของเรานั่นเอง สาเหตุของการเกิดพิษที่พบได้บ่อย ๆ ในสัตว์ทั่ว ๆ ไป มีทั้งจากธรรมชาติ และจากการกระทำด้วยน้ำมือของเราเอง สารจากธรรมชาติ ได้แก่ สารพิษจากเชื้อรา พืชมีพิษ พิษจากสัตว์ เช่น งู คางคก ผึ้ง ต่อ แตน ฯลฯ ส่วนพิษที่เกิดจากการกระทำของเราเอง ได้แก่ ของเสียจากโรงงานอุตสาหกรรม สารเคมี สารกำจัดศัตรูพืชและแมลง รวมทั้งยา

                สาเหตุของการเกิดพิษที่พบได้บ่อยในสุนัขและแมว เกิดได้จากทั้ง 2 แหล่งที่กล่าวมาข้างต้น ซึ่งเราจะเน้นไปที่ยากลุ่มที่ใช้มากในการรักษาภาวะข้ออักเสบลดปวด ลดไข้ในคน ซึ่งทำให้เกิดพิษสูงในสัตว์ เรียกยากลุ่มนี้ว่า "ยาต้านการอักเสบชนิดไม่ใช่สเตียรอยด์" (Non-Steroidal Anti-Inflammatory Drugs’ NSAIDs) ที่รู้จักกันดี เช่น แอสไพริน และพาราเซตามอล

                เจ้าตูบที่ได้รับสารพิษ มักถูกพามาพบสัตวแพทย์เป็นกรณีฉุกเฉิน เพราะฉะนั้น การแก้ไขจึงมุ่งไปที่การช่วยให้เจ้าตูบมีชีวิตรอดและการแก้ไขตามอาการรวมทั้งการให้ยา เพื่อลดการดูดซึมของสารพิษนั้น ๆ ด้วย ดังนั้นการซักประวัติจากเจ้าของจึงมีความจำเป็นมาก หลักฐานจากเจ้าของและอาการของเจ้าตูบ จะเป็นสิ่งบ่งชี้ได้ในระดับหนึ่งว่าเป็นสารพิษชนิดใด

                พาราเซตามอล หรือ อะเซตามิโนเฟน เป็นยาลดปวดลดไข้ คล้ายกับแอสไพริน แต่มีคุณสมบัติลดการอักเสบได้น้อยและไม่ทำลายเยื่อบุกระเพาะอาหาร มีความปลอดภัยในคน แต่สามารถทำให้เกิดความเป็นพิษในสัตว์ โดยเฉพาะสุนัขและแมว ยามีหลายรูปแบบได้แก่ยากินชนิดเม็ด ยาน้ำเชื่อม และยาฉีด ขนาดของพาราเซตามอลเพื่อลดปวดลดไข้ในสุนัข คือ ขนาด 10 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม ให้กินทุก 12 ชั่วโมง ในสุนัขจะเกิดความเป็นพิษเมื่อได้รับขนาด 200 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัมขึ้นไป ทว่าไม่มีขนาดที่ปลอดภัยในแมว เพราะแมวจะไวต่อความเป็นพิษของพาราเซตามอลมาก โดยอาจพบความเป็นพิษ เมื่อให้กินในขนาด 50-100 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม หรือบางกรณีอาจต่ำถึง 10 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม

                เมื่อสุนัขได้รับพาราเซตามอลในขนาดที่สูง จะเกิดอาการของความเป็นพิษ ซึ่งเป็นอาการที่บ่งชี้ถึงภาวะที่เซลล์ตับถูกทำลาย อาการที่พบ คือ อาเจียน เบื่ออาหาร หัวใจเต้นเร็ว หายใจเร็ว อาจปวดท้อง และมีดีซ่าน อาจมีเยื่อเมือกคล้ำ มีเลือดปนในปัสสาวะ ใบหน้า และฝ่าเท้าบวม 

                แมวมีอาการคล้ายสุนัข แต่อาการทางตับไม่ชัดเจน อาการที่พบ คือ เยื่อเมือกคล้ำ หายใจลำบาก มีการบวมน้ำของหน้าและฝ่าเท้า ซึม อุณหภูมิร่างกายต่ำและอาเจียน อาจพบดีซ่านได้บ้าง เนื่องจากเม็ดเลือดแดงแตก หากได้รับขนาดสูงมาก ๆ จึงจะพบอาการเกี่ยวกับตับ ห้ามให้พาราเซตามอลในแมวเด็ดขาด

                การรักษา จะมุ่งเน้นที่การป้องกันไม่ให้ยาถูกดูดซึมเข้าสู่ร่างกายให้การรักษาพยุงชีพ และให้ยาแก้พิษเฉพาะ หากเป็นกรณีเฉียบพลัน และเจ้าตูบถูกนำมาพบสัตวแพทย์ภายใน 4 ชั่วโมงหลังได้รับพาราเซตามอล จะทำการลดการดูดซึมโดยให้สารดูดซับ เช่น ผงถ่านหรือทำการล้างท้อง

                การรักษาพยุงชีพ ได้แก่ การให้สารน้ำเข้าหลอดเลือด การให้ออกซิเจนถ้าเลือดจางรุนแรงอาจจำเป็นต้องให้เลือดหรือสารทดแทนเลือด

                สำหรับการดูแลอื่น ๆ ควรระวังเรื่องภาวะขาดน้ำ และอุณหภูมิของร่างกาย ควรใช้แผ่นความร้อนเพื่อให้สัตว์อบอุ่นตลอดเวลา (ทั้งนี้ควรตรวจอบอุณหภูมิร่างกายของเจ้าตูบเป็นระยะ ๆ ด้วย เพื่อป้องกันไม่ให้อุณหภูมิร่างกายสูงมากเกินไป)

                จะเห็นได้ว่า การให้พาราเซตามอลแก่เจ้าตูบและเจ้าเหมียวนั้น นอกจากจะไม่ช่วยให้อาการตัวร้อน มีไข้ ดีขึ้นแล้ว ยังอาจเกิดภาวะแพ้พิษจากพาราเซตามอลได้ โดยความเป็นพิษของพาราเซตามอลในสุนัขจะเกิดที่ตับ สำหรับแมวจะเกิดที่เซลล์เม็ดเลือดแดงเป็นหลัก 

                เพราะฉะนั้นก่อนจะให้ยาอะไรก็ตาม ควรให้ยาตามที่สัตวแพทย์สั่ง และปฏิบัติตามคำแนะนำอย่างเคร่งครัด เพียงเท่านี้ ก็ช่วยให้เจ้าตูบของเราลดความเสี่ยงของการเกิดพิษจากยาต่าง ๆ ได้ค่ะ

ขอขอบคุณข้อมูลจาก

https://pet.kapook.com/view24480.html
เครดิตภาพ  https://www.pinterest.com/pin/350225308536394206/

Friday, July 3, 2020

เรื่องน่ารู้! คุณสมบัติและขั้นตอนในการพาสุนัขไปบริจาคเลือด


เรียบเรียงข้อมูลโดยกระปุกดอทคอม

ขอขอบคุณข้อมูลจาก โรงพยาบาลสัตว์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

          สำหรับการรักษาสุนัขที่เข้ารับการผ่าตัด หรือเกิดอุบัติเหตุ การใช้ยาเพียงอย่างเดียวอาจไม่พอ โดยเฉพาะในกรณีที่สุนัขสูญเสียเลือดเป็นจำนวนมาก เมื่อเจอเหตุการณ์แบบนี้คนที่เป็นเจ้าของคนทำอะไรไม่ได้มาก นอกจากคอยให้กำลังใจ และรอเลือดจากสุนัขตัวอื่นที่นำมาบริจาค ซึ่งถ้าหากเกิดสถานการณ์แบบนี้ขึ้นกับสุนัขของเรา คงเสียใจไม่ใช่น้อย เพราะฉะนั้นเพื่อไม่ให้เกิดเหตุการณ์ที่น่าเศร้ากับสุนัขตัวอื่น ๆ คุณควรจะพาสุนัขไปบริจาคเลือด เก็บเอาไว้เป็นเลือดสำรองกันดีกว่า

          ทั้งนี้ คุณสมบัติของสุนัขที่บริจาคเลือดได้นั้น จะต้องมีสุขภาพจิตที่สดใสและสุขภาพร่างกายที่แข็งแรง กล่าวคือ เป็นสุนัขที่มีนิสัยสดชื่น ร่าเริง แจ่มใส ไม่อยู่ในภาวะเครียดวิตกหรือกังวล นอกจากนี้ยังมีร่างกายที่สมบูรณ์พร้อมทั้งภายในและภายนอก ไม่เป็นโรคประจำหรือโรคติดต่อ หากเป็นสุนัขเพศเมียควรบริจาคหลังผ่านช่วงประจำเดือนไปแล้ว นอกจากนี้ควรเป็นสุนัขที่ได้รับการฉีควัคซีนครบถ้วน ไม่เคยเข้ารับการผ่าตัดใหญ่ในระยะ 1 - 2 เดือนที่ผ่านมา และเป็นสุนัขที่มีอายุระหว่าง 1 - 8 ปี


          ก่อนที่สุนัขของคุณจะบริจาคเลือดได้นั้น จะต้องผ่านการตรวจเช็กความแข็งแรงของร่างกายเสียก่อน หากพบว่าไม่มีปัญหาสุขภาพใด ๆ ก็สามารถเข้ารับบริจาคเลือดได้ ทั้งนี้ก่อนถึงวันบริจาคเลือดควรงดให้อาหารและน้ำกับสุนัข เพื่อความปลอดภัยในการในการให้ยาซึม ซึ่งในระหว่างที่สุนัขของคุณกำลังบริจาคเลือดควรให้กำลังใจด้วยการกอดและคอยพูดคุยกับสุนัข ทั้งนี้เพื่อดึงดูดความสนใจ และลดอาการตื่นกลัว ประหม่า ในระหว่างที่อยู่ในโรงพยาบาล และในช่วงที่อยู่กับสัตวแพทย์

          หลังจากการบริจาคเลือดสุนัขอาจมีอาการอ่อนเพลีย เซื่องซึมไปบ้าง ซึ่งถือเป็นเรื่องปกติที่เกิดขึ้นได้ แค่ให้สุนัขพักผ่อนและทานยาบำรุงเลือดก็เพียงพอแล้ว หากคุณต้องการจะพาสุนัขไปบริจาคเลือดอีกก็สามารถทำได้ แต่ควรเว้นระยะเอาไว้ประมาณ 5 - 7 สัปดาห์ ก่อนทำการนัดหมายสำหรับการบริจาคเลือดครั้งต่อไป
 
          ซึ่งประโยชน์ที่สุนัขจะได้รับจากการบริจาคเลือดไม่ใช่แค่เพียงการช่วยเหลือชีวิตของสุนัขตัวอื่น ๆ เท่านั้น แต่ยังเป็นการเสริมสร้างสุขภาพของสุนัขที่บริจาคเลือดด้วย เพราะหลังจากที่ถ่ายเลือดเก่าออกไปร่างกายสุนัขจะผลิตเซลล์เม็ดเลือดใหม่ขึ้นมา อีกทั้งยังสามารถตรวจเช็กความผิดปกติ จากผลการบริจาคเลือด ถ้าหากมีความผิดปกติกับสุนัข สามารถเข้ารับการรักษาได้อย่างทันท่วงทีก่อนที่จะจะลุกลามกลายเป็นโรคเรื้อรัง
          ทั้งนี้ เลือดที่สุนัขบริจาคมีอายุแค่เพียง 30 - 35 วันเท่านั้น ทำให้จำนวนของเลือดสุนัขที่มีอยู่ค่อนข้างจำกัด ยังไงก็อย่าลืมพาสุนัขของคุณไปบริจาคเลือดกันเยอะ ๆ นะคะ

https://pet.kapook.com/view53405.html
เครดิตภาพ  https://www.pinterest.com/pin/499688521142213115/

Thursday, July 2, 2020

เหตุผลสำคัญ...ทำไมถึงห้ามให้กระดูกเจ้าตูบ



รักหมา!!! อย่าให้กระดูก (โลกสัตว์เลี้ยง)

          คุณรู้ไหมว่า ทุกครั้งที่คุณโยนเศษกระดูกให้น้องหมาสุดรัก เท่ากับว่าคุณได้ลดอายุไขของเขาให้สั้นลง เพราะการให้กระดูกไม่ว่าจะเป็นอย่างสุกหรืออย่างดิบ ที่ไม่ใช่กระดูกสำหรับเจ้าตูบเป็นประจำนั้น จะส่งผลให้เกิดอันตรายกับร่างกายเขา และอาจเป็นอันตรายถึงชีวิตเขาได้ กระดูกของเล่นที่ทำขึ้นสำหรับเป็นของเล่น สามารถจะแตกย่อยสลาย และไม่มีคมเวลากลืนลงไป แต่กระดูกจริง ๆ ของสัตว์ต่าง ๆ ที่ให้น้องตูบนั้น จะแตกเป็นเสี่ยง ๆ ชิ้นเล็ก ๆ ส่งผลให้เศษกระดูกทิ่มตำในช่องปาก รวมถึงระบบย่อยอาหารของสุนัขด้วย ผลเสียใหญ่หลวงที่ไม่ควรเสี่ยงให้สุนัขกินกระดูกก็คือ

           กระดูก อาจทำให้เกิดอันตรายภายในช่องปากของสุนัขได้ เนื่องจากกระดูกที่แตกเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยจะมีลักษณะแหลมคม ในขณะที่น้องตูบของเรากำลังเพลิดเพลินกับการเคี้ยวกระดูกอยู่ เศษกระดูกก็อาจจะบาดปาก หรือลิ้นของเขา ทำให้เกิดบาดแผลในช่องปาก และกระดูกที่แข็งเกินไป ก็อาจทำให้สุนัขฟันหักได้เหมือนกัน ถึงคราวนี้จะกินอะไรก็คงกินได้ไม่อร่อยเหมือนเดิม หมดหล่อ หมดสวยกันไปเลย แถมเจ้าของก็ยังจะหมดเงินอีกด้วย...

           กระดูก อาจไปติดที่หลอดลมทำให้น้องตูบหายใจไม่ออก หากสงสัยว่าน้องตูบของคุณกินกระดูกเข้าไป ให้รีบโทรหาสัตวแพทย์โดยด่วนที่สุด กระดูกที่ติดบริเวณหลอดอาหารอาจเอาออกได้โดย เครื่องเอ็นโดสโคปซึ่งเป็นเครื่องมือที่ทำจากใยแก้วสามารถโค้งได้สำหรับศัลยแพทย์ใช้โดยไม่ต้องผ่าตัด

           กระดูก อาจไปอุดตันที่หลอดอาหาร เศษกระดูกจะติดอยู่บริเวณส่วนใดส่วนหนึ่งของช่องทางเดินอาหารทำให้เกิดการอุดตัน อาจทำให้อาหารที่กินเข้าไปไม่สามารถผ่านช่องทางเดินนั้นได้ ทางเดินอาหารของเจ้าตูบก็จะถลอก เขาอาจจะอาเจียนเอาสิ่งที่กินเข้าไปออกมา บางครั้งมีเลือดปนมาด้วย และอาจจะมีอาการท้องร่วง (อาจมีเลือด ปนด้วยเช่น) แต่ถ้าเขาไม่อาเจียน สัตวแพทย์อาจให้กินอาหารที่มีใยอาหารสูง และเฝ้าดูอาการของตลอด 24 ชั่วโมง หรือไม่สัตวแพทย์ก็จะให้คุณพาน้องตูบมาที่คลินิกเพื่อเอ็กซเรย์ช่องท้องของเจ้าตูบดูว่ากระดูกอยู่บริเวณไหน และอาจจะเอ็กซเรย์ซ้ำอีกครั้งเมื่อเวลาผ่านไปเพื่อให้แน่ใจว่ากระดูกหลุดออกไปแล้วหากไม่ได้รับการรักษาทันท่วงที จะทำให้ช่องทางเดินอาหารทะลุ หรือเนื้อเยื่อบริเวณนั้นตาย

           วิธีการรักษามีเพียงวิธีเดียวคือ การผ่าตัดน้องตูบต้องรับการผ่าตัดถ้ากระดูกยังติดอยู่ ก่อนผ่าสุนัขจะถูกวางยาสลบ สำหรับกระดูกที่ติดอยู่ในท้องนั้นบางครั้งใช้เครื่องเอ็นโดสโคปเอาออกได้ แต่ปกติแล้วจะเอาออกโดยการผ่าตัดมากกว่า ส่วนกระดูกที่ติดอยู่ที่ลำไส้เล็กจะต้องผ่าตัดเอาออกเสมอ ถ้ากระดูกไม่ได้ติดอยู่บริเวณใดเลยก่อนที่จะมาถึงลำไส้ใหญ่ มันก็จะไม่ติดอยู่ที่ลำไส้ใหญ่ แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่ามันจะไม่ทำให้เกิดการบาดเจ็บ

           กระดูกอาจจะทำให้ช่องทางเดินอาหารทะลุ ทำให้เลือด เพราะส่วนที่แหลมของกระดูกจะครูตและบาดช่องทางเดินอาหารของสุนัขจากหลอดอาหาร ไปจนถึงลำไส้ใหญ่ ส่งผลให้ทางเดินอาหารถลอกหรือทะลุได้ และถ้าหากทางเดินอาหารทะลุ เจ้าตูบ จะป่วยหนัก เชื่องซึม ไม่อยากลุก อึดอัด และส่งเสียงคำรามเมื่อถูกจับบริเวณท้อง กินไม่ได้และมีใช้ร่วมด้วย ในภาวะเช่นนี้อาจทำให้สุนัข ช็อกและดายได้ถ้าไมได้รับการรักษา กระดูก อาจแทงทะลุลำไส้ ทำให้เกิดการติดเชื้อที่ช่องท้อง

           กระดูก หากกินเยอะเกินไป น้องตูบก็จะประสบภาวะท้องอืด เจ้าของอาจต้องลำบากช่วยสวนทวาร โอ้!!!! ไม่อยากจะคิดลำบากทั้งคนทั้งหมาเลยทีนี้

           กระดูก บางครั้งที่เคลื่อนผ่านทางเดินอาหารได้ แต่อาจจะมาติดอยู่ที่ช่องทวาร โดยร่างกายสุนัขจะพยายามขับกระดูกออกมาออกมาพร้อมอุจระ บางครั้งกระดูกอาจทิ่มทะลุออกมาที่ปากทวารหนักจนทำให้เกิดแผลเน่าเปื่อยขึ้นได้ จะสังเกตเห็นว่าสุนัขอยู่ไม่เป็นสุข กระสับกระส่าย ถ่ายอุจจาระออกมากะปริดกะปรอยมีมูกเลือดปะปนและมักจะเลียตรงทวารหนักบ่อย ๆ เมื่อสังเกตดูใกล้ ๆ จะพบเศษกระดูกสีขาว ๆ อันใหญ่ขวางอยู่ในรูทวาร เจ้าของต้องพาไปรับการผ่าตัดเอากระดูกออก กระดูกมักจะเอาออกได้เมื่อเจ้าตูบ ถูกวางยาสลบเท่านั้น และสัตวแพทย์จะต้องตรวจดูเนื้อเยื่อว่ามีการฉีกขาดบ้างไหม โดยปกติแล้วน้องหมาที่ต้องการการรักษาเมื่อมีเศษกระดูกติดอยู่จะป่วยมาก และจะต้องเอาน้ำออกจากตัว ก่อนการผ่าตัดระหว่างการผ่าตัดจะเขาจะได้รับการให้น้ำทางเส้นเลือด หลังการผ่าตัดก็ต้องได้รับการดูแลที่ดีเช่นกัน..

          และทั้งหมดนี้คือเหตุผลว่า ทำไมจึงต้องห้ามให้กระดูกแก่น้องหมา ไม่น่าเชื่อว่ากระดูกที่เรามองเห็นเป็นแค่กระดูกธรรมดาชิ้นหนึ่ง จะมีอนุภาพทำลายสุขภาพเจ้าตูบถึงเพียงนี้ทางที่ดีเลี่ยงได้ก็ควรเลี้ยงไม่ให้กระดูกกับสุนัข เพราะถึงแม้กระดูกจะเป็นอาหารอันโอชะของสุนัข แต่ถ้าให้เป็นประจำผลดีไม่มีแน่นอนคะ ดังนั้น จงใจแข็งเข้าไว้ เมื่อเห็นตาละห้อยของเจ้าตัวโปรดมายืนขอ “กระดูก” ข้างโต๊ะอาหาร

ขอขอบคุณข้อมูลจาก


https://pet.kapook.com/view44555.html
cr. pic.  https://www.pinterest.com/pin/1027383733727086098/

Wednesday, July 1, 2020

ข้อดีของการทำหมันสุนัข



ข้อดีของการทำหมันสุนัข (โรงพยาบาลสัตว์ทองหล่อ)

          การทำหมันในสุนัขและแมว คือการตัดเอารังไข่และมดลูกออกในเพศเมีย  และการเอาอัณฑะออกในเพศผู้  ซึ่งจะทำให้สัตว์ไม่มีฮอร์โมนเพศและหยุดพฤติกรรมเกี่ยวกับการสืบพันธุ์ได้ถาวร  สัตว์จะไม่สามารถมีลูกได้อีกเป็นการช่วยลดประชากรสุนัขและแมวไม่ให้มากล้นเมือง สามารถทำได้ตั้งแต่ก่อนเป็นหนุ่มสาว  คือก่อนที่จะเข้าช่วงวัยสืบพันธุ์  (หรือคือก่อนจะมีประจำเดือนในตัวเมีย)

 ข้อดีของการทำหมันในสุนัขตัวผู้

           ลดโอกาสการเป็นโรคต่อมลูกหมากโต

           ลดโอกาสการเป็นโรคไส้เลื่อนข้างก้น

           ลดโอกาสการเป็นโรคเนื้องอกข้างก้น

           อาจช่วยลดพฤติกรรมไม่พึงประสงค์บางอย่างในสุนัขบางตัว  เช่น  พฤติกรรมปัสสาวะไม่เป็นที่หรือถ่ายปัสสาวะบ่อยและเรี่ยราด, อาจลดความก้าวร้าวได้ในบางตัว

 ข้อดีของการทำหมันในสุนัขเพศเมีย

           ขจัดปัญหาการเป็นโรคมดลูกอักเสบ  ซึ่งเป็นโรคที่อันตรายมากมีข้อแทรกซ้อนยุ่งยากต่าง ๆ มากมาย

           ลดโอกาสการเป็นโรคเนื้องอกเต้านม

 ข้อแนะนำในการทำหมันสุนัข

          ควรต้องมีการตรวจร่างกายและตรวจเลือดก่อน  เพื่อเป็นการเตรียมพร้อมและลดความเสี่ยงในการวางยาและการผ่าตัด  สิ่งสำคัญอีกอย่างหนึ่งคือหลังการทำหมันสุนัขจะมีกิจกรรมลดลงเนื่องจากไม่มีฮอร์โมนเพศ  จึงควรจัดให้สุนัขได้ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอเพียงพอ  และควบคุมอาหารให้เหมาะสม  เพื่อลดโอกาสที่จะอ้วนตามมาได้

ขอขอบคุณข้อมูลจาก

https://pet.kapook.com/view5595.html
เครดิตภาพ  https://www.pinterest.com/pin/331296116351811762/

Monday, June 29, 2020

น้ำนมแม่สุนัข สำคัญอย่างไร ?


น้ำนมแม่สุนัขสำคัญอย่างไร (dogloverzone)

          ลูกสุนัขแรกคลอด มีความจำเป็นอย่างมากที่จะต้องได้รับน้ำนมจากแม่สุนัข โดยเฉพาะอย่างยิ่งใน 24-72 ชั่วโมงแรกซึ่งจะเป็นนมน้ำเหลือง (Colostrum) โดยที่เราจะสังเกตได้ว่านมน้ำเหลืองนั้นจะมีสีค่อนข้างเหลืองและข้น ในขณะที่น้ำนมปกตินั้นจะเป็นสีขาวใส

          เหตุที่นมน้ำเหลืองมีความสำคัญสำหรับลูกสุนัขมากก็เนื่องจากภูมิคุ้มกันโรคต่าง ๆ ที่สร้างจากตัวแม่สุนัขเองจะสามารถถ่ายทอดมายังลูกสุนัขได้โดยอาศัยการผ่านทางนมน้ำเหลืองนี้ถึง 80 % และส่วนที่เหลือของภูมิคุ้มกันอีกเพียง 20% ได้ผ่านจากแม่มาสู่ลูกสุนัขแล้วในช่วงที่แม่สุนัขตั้งท้อง ทราบแบบนี้แล้ว ใคร ๆ ที่มีแม่สุนัขลูกอ่อน ก็อย่าลืมจับลูกสุนัขไปทานนมน้ำเหลืองในช่วง 2-3 วันแรกให้ได้นะคะ

          ในขณะเดียวกันเมื่อพ้นจาก 3 วันแรกภายหลังการคลอดไปแล้ว นมน้ำเหลืองก็จะค่อย ๆ หมดไป แม่สุนัขก็จะเริ่มสร้างน้ำนมปกติออกมา โดยภูมิคุ้มกันที่ได้รับจากนมน้ำเหลืองนี้ ก็จะสามารถช่วยทำให้ลูกสุนัขได้รับภูมิคุ้มกันโรคจากแม่สุนัขและสามารถนำมาใช้กับตัวลูกสุนัขเองได้เลย ซึ่งภูมิคุ้มกันแบบนี้จะเรียกกันว่าภูมิคุ้มกันแบบรับมา(Passive Immunity)

          และเมื่อลูกสุนัขมีอายุ 6-8 สัปดาห์ขึ้นไป ภูมิคุ้มกันโรคที่ได้รับจากแม่สุนัขนี้ก็จะค่อย ๆ ลดลงและหมดไป ทำให้ตัวลูกสุนัขจะต้องเริ่มสร้างภูมิคุ้มกันโรคต่าง ๆ ด้วยตัวเอง จึงเป็นสาเหตุให้เจ้าของสุนัขทุกท่านจำเป็นที่จะต้องพาลูกสุนัขไปทำวัคซีนเข็มแรกเมื่อลูกสุนัขมีอายุ 6-8 สัปดาห์ขึ้นไปตามความเหมาะสมของแต่ละบ้าน

          โดยลูกสุนัขควรจะทานนมจากแม่สุนัข  ทุก 2-3 ชั่วโมงในช่วงสัปดาห์แรก ๆ ซึ่งน้ำนมก็จะใช้เป็นแหล่งของการให้พลังงาน และ สารอาหารต่าง ๆ ให้กับลูกสุนัขต่อมาเรื่อย ๆ จนกว่า ลูกสุนัขจะเริ่มทานอาหารเม็ดได้เอง  น้ำหนักตัวของลูกสุนัขโดยเฉลี่ยจะต้องขยับขึ้น 5-10 % ของน้ำหนักตัวต่อวัน

          ทั้งนี้ หากลูกสุนัขไม่ได้รับน้ำนมเพียงพอ อาจส่งผลให้เกิดภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำได้ง่าย (Hypoglycemia)  โดยที่ภาวะของน้ำตาลในเลือดต่ำนี้ เป็นหนึ่งในสาเหตุหลัก ๆเลยทีเดียวที่ส่งผลให้ลูกสุนัขเสียชีวิตในช่วงแรก ๆของการเลี้ยง อาการของลูกสุนัขที่เกิดภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำมักจะสังเกตเห็นได้ว่า ลูกสุนัขมักจะนอนนิ่ง ๆ ไม่ยอมเคลื่อนตัวไปไหน ลูกสุนัขบางตัวก็จะส่งเสียงร้องตลอดเวลา

          ส่วนรายที่เกิดภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำอาจแสดงอาการรุนแรงพบการเต้นของหัวใจช้าลง หายใจลำบาก ในบางรายถึงกับชักและเสียชีวิตได้  ขณะที่มีสาเหตุหลักอื่น ๆ ที่สามารถส่งผลให้ลูกสุนัขเสียชีวิตได้อีกในช่วงสัปดาห์แรก ๆ หลังคลอด เช่น

          1) ภาวะอุณหภูมิในร่างกายลูกสุนัขต่ำ(Hypothermia) ร่างกายของลูกสุนัขในช่วง 2 อาทิตย์แรกจะยังไม่สามารถทำงานในการควบคุมอุณหภูมิในร่างกายให้อบอุ่นคงที่ได้เป็นปกติ จึงมีความจำเป็นที่เจ้าของสุนัขจะต้องกกไฟ หรือให้ความอบอุ่นให้เพียงพอกับลูกสุนัข และเมื่อพ้น 2 สัปดาห์แรกไปแล้ว ร่างกายลูกสุนัขจึงจะสามารถทำงานในการควบคุมอุณหภูมิในร่างกายได้ตามปกติ

          2) ภาวะการติดเชื้อด้วยโรคต่าง ๆ ของลูกสุนัข (Infection)

          เมื่อทราบอย่างนี้แล้วเจ้าของที่มีลูกสุนัขเพิ่งคลอด  อย่าลืมพาลูกสุนัขไปทานนมแม่ในช่วง 2-3 วันแรก เพื่อเสริมสร้างความแข็งแรงเต็มศักยภาพให้แก่สุนัขตั้งแต่ยังเล็ก ๆ

ขอขอบคุณข้อมูลจาก
dogloverzone.com
https://pet.kapook.com/view11699.html
cr. pic.  https://www.pinterest.com/pin/41939840267560931/

Saturday, June 27, 2020

มะหมากับเด็กๆ



เด็กกับสุนัข (มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์)

          ไม่ใช่ สุนัข ทุกตัวจะเหมาะสมกับเด็ก และไม่ใช่เด็กทุกคนจะเหมาะสมกับ สุนัข ถ้าเด็กๆ มีอายุต่ำกว่า 6 ปี คุณควรใช้เวลาพิจารณาสุนัขให้มากก่อนที่จะซื้อ สุนัข ตัวใหม่ สุนัขตัวใหญ่ซึ่งเป็นสายพันธุ์ดุหรือใช้สำหรับต่อสู้ควรหลีกเลียงเอาไว้ เพราะ สุนัข เหล่านั้นอาจทำร้ายเด็กๆ ได้ เช่นเดียวกับไม่ควรเลือก สุนัข ที่เห่ามากเกินไปเช่นกัน

          สำหรับเด็กที่อายุ 7 ปีขึ้นไป เด็กบางคนเริ่มที่จะพัฒนาความผูกพันกับ สุนัข เขาจะมีความสุขมากเมื่อได้อุ้ม สุนัข ของเขาครั้งแรก สุนัข สามารถสอนให้เขารู้จักภาระหน้าที่ มีความอดทนมากขึ้น มีอารมณ์ร่วมและมีความสงสาร แต่ไม่ใช่ว่าเด็กๆ จะมีความสามารถดูแลสุนัขของเขาได้อย่างสมบูรณ์ พ่อ-แม่ควรช่วยเขาดูแลด้วย

          การนำ สุนัข เข้ามาในครอบครัวที่มีเด็กๆ อยู่

          เมื่อคุณนำสุนัขเข้ามาในครอบครัวของคุณแล้ว คุณควรแน่ใจว่ามันมีเวลาพอที่จะปรับตัวก่อนที่จะถูกเด็กๆ นำไปเล่น ควรมีกฏสำหรับเด็กๆ ซึ่งเป็นกฏที่แสดงถึงความห่วงใย ความกังวลในสุนัขตัวใหม่ และคุณควรตัดสินใจเรื่องที่กินและที่นอนของ สุนัข ควรมีเตียงสำหรับสุนัขเอง ไม่ควรให้นอนกับเด็กๆ สิ่งสำคัญคือ คุณควรสอน วิธีการดูแลสุนัข ให้กับเด็กๆด้วย รวมทั้งคุณก็ต้องฝึกสุนัขเช่นกัน ควรให้เวลากับพวกเขาก่อนที่จะเกิดอุปนิสัยที่ไม่พึงประสงค์ในอนาคต

          การนำเด็กเข้ามาในครอบครัวที่มีสุนัขอยู่

          ส่วนมากมักเกิดความกังวลกันว่า สุนัข จะปฏิบัติตัวเช่นไรเมื่อมีเด็กๆ เข้ามาอยู่ในบ้าน พ่อ-แม่ส่วนมากมักห่วงความปลอดภัยของเด็กๆ ส่วนมากสุนัขจะเชื่องกับเด็กที่เข้ามาใหม่และไม่ค่อยจะสนใจเด็กเท่าใดนัก แต่จะไม่เป็นเช่นนี้หากพ่อ-แม่ต่างก็ให้เวลากับเด็กๆ เป็นพิเศษ

          ปัญหามักเริ่มเกิดตอนที่เด็กเริ่มหัดเดิน ซึ่งในขณะนั้นเด็กๆ ก็ยังคงไม่เข้าใจกฏของบ้านและไม่รู้จักปล่อยให้สุนัขอยู่ตามลำพัง สุนัขจะมีความสุขมากหากมีที่เป็นของมันเอง จงจำไว้ว่าเมื่อคุณนำเด็กเข้ามาอยู่ในบ้าน ทุกคนควรเอาใจใส่สุนัขมากๆ แล้วมันจะมีนิสัยที่ดีและเชื่องกับเด็ก

          ความสัมพันธ์ระหว่างเด็กกับ สุนัข

          สำหรับสุนัขแล้วทุกคนในครอบครัวเป็นส่วนหนึ่งของเขา แต่เมื่อมีเด็กเล็กๆเข้ามาอยู่ด้วย เขาจะรู้สึกว่าเด็กไม่ใช่เจ้านายของเขา ซึ่งอาจนำไปสู่ปัญหาได้ เพราะเขารู้สึกว่าเด็กไม่ใช่เจ้านาย เขาจึงมักปฏิเสธคำสั่งของเด็กๆและอาจกัดเด็กๆได้ เป็นความจำเป็นที่พ่อ-แม่ควรเข้าใจสุนัขและมีการตักเตือนเพื่อป้องกันปัญหาที่กล่าวมาแล้ว หรือคุณอาจปรึกษาผู้เชี่ยวชาญก็ได้ เช่น สัตวแพทย์ เป็นต้น

          ทำไม? สุนัข จึงกัดเด็กและจะป้องกันได้อย่างไร

          เมื่อสุนัขกัดผู้ใหญ่มันมักจะโดนทำโทษ แต่เมื่อกัดเด็กความกลัวที่จะโดนทำโทษก็จะลดลง แต่สุนัขก็จะมีการเตือนก่อนกัดเสมอ โดยแสดงออกทางสีหน้า ขา เพื่อทำให้เด็กๆเกิดอาการกลัว

          เป็นโชคไม่ดีที่เด็กๆ ไม่สามารถสื่อเป็นภาษาของสุนัขได้และสุนัขก็ไม่สามารถสื่อสารได้เช่นกัน ส่วนมากการที่สุนัขกัดเด็กๆ นั้นเกิดจากการผิดพลาดในการเอาใจใส่ของพ่อ-แม่ และผิดพลาดเกี่ยวกับการป้องกันสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ซึ่งก็ไม่ใช่วิธีแก้ไขปัญหาอย่างดีเยี่ยมโดยการดุสุนัข

          หากว่าเด็กๆ โดนกัดและมีแผลเกิดขึ้น คุณควรทำความสะอาดแผลและใส่ยาให้เขา หากคุณสงสัยว่าสุนัขนั้นเป็นโรคพิษสุนัขบ้าหรือไม่ คุณควรติดต่อกับสถานพยาบาลใกล้บ้านคุณทันที ความกระทบเทือนทางจิตใจมีความรุนแรงกว่าทางร่างกาย หากเด็กเกิดอาการกลัวสุนัข คุณควรนำเขาออกมาให้ห่างจากสุนัขก่อน แล้วจึงค่อยๆให้เขาเข้าไปหาสุนัขอีกครั้งเมื่อเขาพร้อม แต่เราก็ไม่สามารถประมาณเวลาได้แน่นอนว่าเด็กๆจะหายกลัวเมื่อใด คุณควรหาผู้เชี่ยวชาญมาช่วย ถ้าเด็กๆของคุณไม่สามารถเขาหาสุนัขได้อีก

          เกี่ยวกับสุขภาพของผู้เลี้ยง สุนัข

          สุนัขและคนสามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างมีความสุข แต่ก็มีความเสี่ยงเล็กน้อยต่อการติดเชื้อ แต่ก็มีเพียงไม่กี่โรคเท่านั้น เช่น โรคพิษสุนัขบ้า ซึ่งคุณควรฉีดวัคซีนป้องกันโรคนี้ให้กับสุนัขของคุณ เพราะหากคุณไม่ฉีดวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าให้กับสุนัขของคุณ หากสุนัขของคุณไปกัดลูกของคุณนั่นหมายถึงคุณต้องเสียค่าใช้จ่ายมากมายเพื่อรักษาเขา เด็กๆของคุณอาจติดพยาธิตัวกลม และพยาธิปากขอได้จากอุจจาระของสุนัข ดังนั้นควรถ่ายพยาธิให้กับสุนัขด้วย เห็บและหมัดก็อาจกัดเด็กๆได้เช่นกัน คุณจึงควรกำจัดเห็บ-หมัดให้กับสุนัขด้วยเช่นกัน ไม่ควรให้เด็กนอนกับสุนัขเพราะอาจทำให้เกิดโรคภูมิแพ้ได้

วิธีแก้ปัญหาง่ายๆสำหรับปัญหาเด็กกับสุนัข

          การเห่าทำให้เด็กตื่นจากการนอนหลับ

          วิธีแก้ปัญหา : ย้ายสุนัขให้ไกลออกไปจากสถานที่ที่มีเด็กนอนหลับอยู่ ปล่อยให้เด็กๆชินกับเสียงเห่าของสุนัข ต่อไปเขาก็จะสามารถหลับได้เอง

          สุนัขวิ่งเข้าไปหาเด็กทำให้เขาล้มลง

          วิธีแก้ปัญหา : ให้สุนัขอยู่ห่างๆ เด็กที่เพิ่งหัดเดิน สอนให้เด็กรู้จักวิธีการบอกให้สุนัขนั่งลงเวลาที่สุนัขมีอาการ ตื่นเต้นมาก

          สุนัข ขโมยอาหารของเด็กหรือขออาหารที่โต๊ะ

          วิธีแก้ปัญหา : ให้นำสุนัขออกจากครัวในขณะที่เด็กกำลังรับประทาน อาหาร มีอาหารของสุนัขเองไม่ควรนำอาหารบนโต๊ะให้

          สุนัข กระโจนใส่เด็กๆ

          วิธีแก้ปัญหา : ไม่ควรอนุญาตให้ทำเช่นนั้นกับใครๆทั้งสิ้น สอนให้เด็กรู้จักหลบและหันหลังให้สุนัขขณะที่สุนัขกระโดด หรืออาจสอนสุนัขตั้งแต่เด็กๆ

          สุนัข คำรามหรือขู่เด็ก

          วิธีแก้ปัญหา : ไม่ควรอดทนต่อการรุกรานของสุนัข และควรเข้มงวดกับการ ฝึกสุนัขให้มากขึ้น ให้คำแนะนำกับเด็กๆไม่ควรเคลื่อนย้ายชามอาหาร ของเล่นของสุนัข เพราะสุนัข ควรมีที่ประจำของเขาเอง รวมถึงที่นอนด้วย

          เด็กเล่นกับอุจจาระของสุนัข

          วิธีแก้ปัญหา : ให้สุนัขอยู่ข้างนอกและทำความสะอาดก่อนที่เด็กจะมาเล่น มีที่ให้สุนัขถ่ายอุจจาระซึ่งไม่ใช่ที่ที่อยู่ใกล้กับสถานที่เล่นของเด็กๆ

ขอขอบคุณข้อมูลจาก

https://pet.kapook.com/view2850.html
เครดิตภาพ  https://www.pinterest.com/pin/353180795754264435/