Monday, August 28, 2017

วิธีรับมือกับสุนัขไม่ชอบอาบน้ำ




เวลาสุนัขกลัวการอาบน้ำ เขาจะกลัวตั้งแต่สถานที่ที่อาบน้ำ หรือแม้แต่สายยางที่เคลื่อนไหว กลัวเมื่อน้ำไหลสัมผัสที่ตัว กลัวแม้แต่เสียงเปิดก็อกน้ำ 

เมื่อไหร่มีสิ่งพวกนี้มาเกี่ยวข้อง จะกระตุ้นให้สุนัขกลัวและพยายามหนี หรือ สู้กลับได้ถ้าเขาจนมุม

เพราะฉะนั้นจะให้สุนัขยอมรับการถูกอาบน้ำ ต้องทำให้เขายอมรับกระบวนการทุกสิ่งอย่างที่เกี่ยวกับการอาบน้ำ ซึ่งนับตั้งแต่วินาทีแรกที่คุณเริ่มนึกในหัวแล้วว่า วันนี้ต้องอาบน้ำสุนัข คุณต้องสงบและทำใจนิ่งๆ ให้ได้ก่อนที่คุณจะลุกจากโซฟาเพื่อเดินไปหาสุนัขด้วย ซ้ำ


ขั้นตอนการปรับพฤติกรรม

-ตั้งแต่การพาเขาไปจุดที่อาบน้ำ

โดยการใส่สายจูงไว้ เขาจะได้หนีไม่ได้ และเราก็ควบคุมง่าย ถ้าเขาไม่ยอมเดินมาใส่สายจูงง่ายๆ ลองใช้ขนมล่อเพื่อล่อให้เขาเดินเข้ามาหาเราเพื่อให้เราใส่สายจูงได้ 

ห้ามวิ่งไล่จับสุนัขเด็ดขาด เพราะยิ่งวิ่งไล่ เขายิ่งวิ่งหนี แล้วทุกครั้งที่เราหยิบสายจูงเขาจะติดนิสัยวิ่งหนี เพราะฉะนั้นพยายามจัดสิ่งแวดล้อมและสถานการณ์ให้เราได้เปรียบและเขาหมดโอกาส วิ่งหนี

เขาต้องยอมที่จะเดินไปจุดอาบน้ำ และยืนนิ่งๆได้

โดยการใส่สายจูงแล้วพาเขาเดินไปจุดอาบน้ำ ตอนแรกเขาก็จะต่อต้าน เราสามารถเอาขนมล่อเพื่อให้เขาเดินไปจุดอาบน้ำขณะเราถือสายจูงไว้ พอเขายอมเดินไปจุดอาบน้ำ ให้ขนมกิน แล้วพาเดินออกจากจุดอาบน้ำไปเดินวนรอบบ้านสักรอบ แล้วเริ่มกระบวนการฝึกใหม่ ใช้ขนมล่อไปจุดอาบน้ำ พอเขาถึงจุดอาบน้ำก็ให้ขนมกินแล้วพาเดินออก

ฝึกจนกว่าเขาจะยอมเดินมาที่จุดอาบน้ำแบบไม่ต่อต้าน เดินมายืนที่จุดอาบน้ำแบบไหลลื่น เมื่อถึงจุดอาบน้ำ ให้เขายืนรอนิ่งๆ สัก 2 นาที แล้วถึงให้ขนม แล้วพาเขาเดินออกจากจุดอาบน้ำ ทำอย่างนี้จนเขารอได้นานขึ้น พอเขารอได้นานขึ้น คราวนี้ไม่ต้องใช้ขนมอีกต่อไป เลิกใช้ขนมล่อ (เพราะถ้ายังใช้ขนมล่ออยู่ จะกลายเป็นติดสินบนสุนัข แล้วถ้าไม่มีขนม สุนัขก็จะไม่ยอม)

-เขาต้องยอมยืนนิ่งๆเมื่อสายยางเคลื่อนไหวไปมา

เมื่อเขายืนที่จุดอาบน้ำได้ เราถือสายจูงไว้ให้มั่นแต่สายจูงห้ามตึง  
แล้วค่อยๆ ขยับสายยางไปมา แต่ยังไม่ต้องเปิดน้ำ ให้ทำเป็นเหมือนอาบน้ำ แต่ไม่ต้องเปิดน้ำ  
พยายามควบคุมผ่านสายจูงไม่ให้เขาหนีได้ ทำจนกว่าเขาจะยืนนิ่งๆ แม้เราจะขยับสายยางไปมา เขาก็ยังคงยืนนิ่งอยู่

-เขาต้องยอมยืนนิ่งๆ เมื่อมีน้ำสัมผัสผิวหนัง

เมื่อเขายืนนิ่งๆได้แม้สายยางจะขยับ ต่อไปเอาสายยางวางที่พื้นแล้วเปิดน้ำ ให้น้ำไหลผ่านเท้าเขาเท่านั้น ถ้าเขาจะหนีเราก็ต้องควบคุมผ่านทางสายจูงเพื่อให้เขายืนนิ่งๆ พอเขายืนนิ่งได้แม้น้ำจะไหลโดนเท้าเขา เราก็ปิดก็อกน้ำ แล้วพาเขาเดินออกมาจากจุดอาบน้ำ

วันรุ่งขึ้นฝึกขั้นต่อไปคือ เอาสายยางล้างขาเขาทั้งสี่ถึงแค่โคนขา แต่ยังไม่ต้องให้ตัวเปียก เมื่อเขายอมยืนนิ่งๆ เราปิดน้ำ แล้วพาเดินออกมาจากจุดอาบน้ำ

-วันรุ่งขึ้นฝึกต่อ โดยการเปิดน้ำไหลผ่านก้น แล้วค่อยๆไล่มาถึงลำตัว ไล่มาถึงหน้าอก
ขั้นตอนนี้อาจมีคนช่วยถือสายจูงไว้ แล้วเราเป็นคนถือสายยาง เพื่อง่ายต่อการควบคุม 


Tip:
 
-ที่สำคัญขณะฝึก เราต้องนิ่ง สงบ ไม่ต้องพูดโวยวาย เพราะเสียงที่เจื้อยแจ้วยิ่งทำให้สุนัขตื่นเต้น และยิ่งต่อต้านการอาบน้ำ ให้เงียบไว้ดีที่สุด และที่สำคัญเมื่อถึงเวลาอาบน้ำสุนัข เราห้ามเครียดหรือกังวล เพราะเมื่อเรากังวลเมื่อถึงเวลาอาบน้ำ สุนัขจะรับรู้ได้ว่าช่วงเวลาที่ไม่พึงประสงค์กำลังจะมาถึงในไม่ช้า นั้นเองพอถึงเวลาอาบน้ำเขาก็วิ่งหนีไปแอบ เหมือนกับเขารู้เหตุการณ์ล่วงหน้า ที่จริงแล้วเขารู้ตัวว่าเขาจะถูกอาบน้ำตั้งแต่เราเริ่มมีความคิดในหัวแล้ว ว่า "วันนี้จะอาบน้ำสุนัข" แม้คุณจะยังไม่ได้แม้แต่ลุกขึ้นจากโซฟา แต่ความกังวลของคุณส่งถึงสุนัขได้

เพราะฉะนั้นทำวันอาบน้ำให้เป็นวันปกติเหมือนวันอื่นๆ และคิดแต่เรื่องดีๆในหัว เป็นวันที่สนุก ไม่ใช่วันโลกแตกถล่มถลาย

-เพื่อความสะดวกในการควบคุมสุนัขให้ยืนนิ่งๆ ให้สุนัขยืนอาบน้ำบนกะละมัง เพราะกะละมังจะเป็นจุดกำหนดถึงจุดที่ให้สุนัขยืน เขาจะได้ไม่เดินไปมาวุ่นวายขณะอาบน้ำ เหมือนเป็นตัวบังคับให้เขายืนนิ่งๆ ห้ามขาก้าวออกจากกะละมัง ทำให้ง่ายต่อการควบคุมสุนัข และ ยังมีประโยชน์ตอนล้างฟองแชมพูออกจากตัวสุนัข เพราะน้ำที่ไหลออกมาที่กะละมังยังบอกเราได้ว่า เราล้างฟองออกหมดหรือยัง เพราะเมื่อไหร่ที่น้ำในกะละมังใสไร้ฟอง ก็เตรียมปิดน้ำเช็ดตัวแห้งได้


มาจาก
 http://yojajiji.bloggang.comhttp://tonyjanhom.blogspot.com/2012/02/blog-post_739.html
เครดิตภาพ  https://www.pinterest.com/pin/555983516482521115/


Thursday, August 24, 2017

15 สายพันธุ์สุนัขที่ชื่นชอบ บ่งบอกความเป็นตัวคุณได้นะรู้เปล่า !


     รู้ไหมว่าสุนัขแต่ละสายพันธุ์ที่คุณชอบหรือเลี้ยงเอาไว้ สามารถบ่งบอกลักษณะและสะท้อนความเป็นตัวตนของคนคนนั้นได้ด้วยนะจะบอกให้ ถ้าอยากรู้ว่าสุนัขที่คุณหลงรักจะสะท้อนตัวตนของคุณได้อย่างไรก็ตามไปหาคำ ตอบกันเลย

         
 บางครั้งคนเราก็ไม่สามารถมองเห็นตัวเองได้ชัดเจนเท่าไร จึงต้องอาศัยกระจกช่วยสะท้อน ซึ่งนั่นก็หมายถึงสิ่งรอบ ๆ ตัวคุณนั่นเอง ซึ่งรู้หรือเปล่าว่าแม้แต่สายพันธุ์สุนัขที่ คุณชื่นชอบก็สามารถบ่งบอกความเป็นตัวคุณได้เหมือนกัน และในวันนี้กระปุกดอทคอมก็ได้รวบรวมสายพันธุ์สุนัขที่ชอบมาบอกเล่าตัวตนของ แต่ละคน ซึ่งจะตรงหรือไม่อย่างไรก็ตามไปดูกันเลยค่ะ

1. พิทบูล (Pitbull)

          ด้วยลักษณะสง่างามและกำยำของสุนัขแข็งแกร่งสายพันธุ์นี้ จึงสะท้อนไปยังคนที่รักสุนัขสายพันธุ์พิทบูลได้ว่า เป็นที่นับถือของคนทั่ว ๆ ไป โอบอ้อมอารีเห็นใจผู้อื่น ใจกว้าง ในขณะเดียวกันก็ไม่แคร์ว่าคนอื่นจะคิดอย่างไรกับตัวเองเหมือนกัน นอกจากนี้ยังมีความมั่นใจและความคิดสร้างสรรค์ เลยทำให้เหล่าแฟนคลับพิทบูลส่วนใหญ่อยู่ไม่ติดที่ ชอบออกไปไหนมาไหน และยังเป็นนักรักที่ร้อนแรงมากด้วยนะ

2. ปอมเมอเรเนียน (Pomeranian)

          คนที่หลงรักเจ้า 4 ขา ขนฟู ไซส์มินิอย่างปอมเมอเรเนียน ถือว่าเป็นคนที่ค่อนข้างอ่อนหวานและอ่อนโยนมากคนหนึ่งเลยทีเลยเดียว แถมยังเปิดใจให้กับทุก ๆ เรื่อง ชอบออกเดินทางเป็นชีวิตจิตใจ มีความกระตือรือร้น รักในสิ่งที่ตนเองทำ และจะลงมือทำมันด้วยความสนุกสนาน

3. เกรย์ฮาวด์ (Greyhound)

          ลักษณะนิสัยที่ชัดเจนของหมาสายพันธุ์เกรย์ฮาวด์สามารถระบุตัวตนของคนที่ชอบ ได้เลยว่า เป็นคนที่ค่อนข้างเงียบขรึมและรักอิสระ แต่ภายใต้บุคลิกที่แสนสงบเงียบกลับแฝงไปด้วยความน่าเกรงขาม ครอบครัวและคนรอบข้างคือสิ่งที่สำคัญที่สุดสำหรับพวกเขาเลย มีสัญชาตญาณในการใช้ชีวิตสูง และสามารถควบคุมอารมณ์ในสภาวะกดดันได้เป็นอย่างดี

4. คอร์กี้ (Corgi)

          คนที่คลั่งไคล้น้องหมาสายพันธุ์คอร์กี้นอกจากจะเป็นคนที่มีน้ำใจต่อคนรอบ ข้างแล้ว ยังเป็นนักเข้าสังคม ชอบการพบปะ และพูดคุยกับผู้คนมากเป็นพิเศษ จนบางครั้งอาจถึงขั้นพูดไม่หยุดเลยก็มี แต่นั่นก็ไม่ได้ทำให้ความโดดเด่นในตัวของคุณลดลงเลยแม้แต่น้อย อาชีพที่เหมาะสมก็น่าจะเป็นดารานักแสดงและนักร้อง เพราะพวกเขามีเสน่ห์ที่ทำให้ใคร ๆ ก็ต่างหลงใหลได้ ขณะเดียวกันก็แฝงความดื้อรั้นไว้ในตัวอยู่ไม่น้อย จะเชื่อและทำในสิ่งที่ตัวเองเชื่อเท่านั้น

5. เยอรมันเชพเพิร์ด (German Shepherd)

          เยอรมันเชพเพิร์ดเป็นน้องหมาที่มีความโดดเด่นเรื่องกีฬา ฉะนั้นคนที่หลงรักน้องหมาพันธุ์นี้ก็มักจะเป็นคนที่แอ็คทีฟอยู่ตลอดเวลา ชอบการแข่งขัน เข้าสังคมเก่ง ดูแลเอาใจใส่คนรอบข้างได้เป็นอย่างดี และเป็นคนที่ชอบการแข่งขันในทุก ๆ เรื่องจนอาจจะทำให้คู่แข่งถึงกับต้องยอมแพ้ตั้งแต่ยังไม่เริ่มแข่งเลยที เดียว

6. คอลลี่ (Collie)

          คนที่รักน้องหมาคอลลี่มักจะให้ความสำคัญกับการทำงานจนกว่างานหรือสิ่งที่ทำ อยู่นั้นจะบรรลุผลสำเร็จไปได้ด้วยดี เพราะว่าพวกเขามีความมุ่งมั่นและตั้งใจไม่หวั่นแม้ต้องเจอกับงานหนัก แถมยังเป็นคนที่ชอบการออกไปผจญภัย ในทางกลับกันแม้ว่าพวกเขาจะดูเหมือนคนเฮฮาปาร์ตี้ แต่พวกเขากลับชอบที่จะอยู่กับครอบครัวมากกว่าการออกไปสังสรรค์กับคนหมู่มาก

7. บูลด็อก (Bulldog)

          คนรักน้องหมาจอมหน้ายุ่งอย่างบูลด็อก มักจะมีนิสัยรักอิสระที่มาพร้อมกับบุคลิกน่าเกรงขาม แต่ลักษณะภายในช่างหักมุมกับภายนอกก็ตรงที่เป็นคนรักครอบครัว โอบอ้อมอารี และมีเมตตาให้กับคนรอบข้าง ในเรื่องของความกระตือรือร้นและการตรงต่อเวลาสุด ๆ แต่ถ้าพูดเรื่องความดื้อละก็ไม่แพ้ใครเหมือนกันนะ

8. ชิวาวา (Chihuahua)

          เหล่าคนรักชิวาวาส่วนใหญ่อาจจะมีบุคลิกที่ดูโผงผาง พูดจาตรงไปตรงมาแต่เป็นคนที่ไม่คิดร้ายกับใคร จริงใจ และยอมเปิดใจที่จะรู้จักคนอื่นมากกว่าตัดสินคนที่ภายนอก ซึ่งนั่นก็เป็นหนึ่งในคุณสมบัติของคนที่มองโลกในแง่ดี ภูมิใจในสิ่งที่ตัวเองเป็นและทำ

9. ฮัสกี้ (Husky)

          คนรักน้องหมาสายพันธุ์นี้ถือว่ามีสายเลือดของความเป็นผู้นำอย่างแท้จริง มีจิตใจที่เข้มแข็ง เชื่อมั่นในตัวเองสูง และปกป้องคนในปกครองอย่างดีที่สุด คุณสามารถทำในสิ่งที่คนรอบข้างต้องการให้ได้ ไม่ชอบอยู่นิ่ง ๆ ต้องหาอะไรทำอยู่ตลอดและรักการเล่นกีฬาเป็นพิเศษ

10. ปั๊ก (Pug)

          แน่นอนว่าคนที่ชอบสุนัขพันธุ์ปั๊กจะต้องเป็นคนที่มีบุคลิกร่าเริง มีอารมณ์ขบขัน สามารถสร้างรอยยิ้มให้คนรอบข้างได้ตลอดเวลา ชอบเล่นกีฬา มีความอาร์ตอยู่ในตัว ชอบความสะดวกสบาย และดูแลเอาใจใส่คนรอบข้างเสมอ ที่สำคัญยังเป็นคนที่ชอบเปิดใจรับสิ่งใหม่ด้วยนะ  

11. ลาบลาดอร์ (Labrador)

          ขึ้นชื่อว่าเป็นสุนัขที่ซื่อสัตย์ต่อเจ้าของเป็นที่หนึ่ง ฉะนั้นจึงมั่นใจได้เลยว่าคนที่ชอบสุนัขสายพันธุ์นี้ก็ต้องเป็นคนที่ซื่อสัตย์มากคนหนึ่งเลยทีเดียว ดำเนินชีวิตอย่างชาญฉลาด มีความสนุกสนานร่าเริง แต่ก็แอบมีอาการซุกซนอยู่ไม่น้อย ถ้าในบ้านมีคนที่รักและอาหารจานโปรดอยู่ พวกเขาจะไม่ยอมออกจากบ้านไปไหนเลยล่ะ

12. ออสเตรเลียน เชพเพิร์ด (Australian Shepherd)

          คนที่รักสุนัขพันธุ์นี้รักในการใช้ชีวิตอย่างเต็มที่ เพราะพวกเขามีพลังงานและความมุ่งมั่นที่จะทำในสิ่งที่ตนเองรักให้ประสบความ สำเร็จ เป็นคนใจกว้าง เปิดรับการเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ อยู่เสมอ

13. ร็อตไวเลอร์ (Rottweiler)

          ลักษณะนิสัยของคนที่ชอบสุนัขพันธุ์ร็อตไวเลอร์มักจะเป็นคนที่มีความมั่นใจใน ตัวเองสูง กล้าหาญไม่กลัวอันตราย และชอบปกป้องคนที่รักให้ดีที่สุด มีความเฉลียวฉลาดสูง สามารถรับมือกับปัญหาหนัก ๆ ได้อย่างดีเยี่ยม

14. โกลเด้น รีทรีฟเวอร์ (Golden Retriever)

          คนรักน้องหมาโกลเด้น รีทรีฟเวอร์ มักจะเป็นคนมีเสน่ห์ที่ใคร ๆ ก็ต่างหลงรัก อยู่ใกล้ก็รู้สึกว่าปลอดภัย ในขณะเดียวกันตัวพวกเขาเองก็ชอบทำให้คนอื่นมีความสุข ชอบเข้าสังคม อดทนต่อเรื่องต่าง ๆ และมองโลกในแง่ดี แต่ก็แอบมีอารมณ์โมโหร้ายอยู่บ้าง

15. บีเกิล (Beagle)

          คนที่รักน้องหมาบีเกิลมักจะมีนิสัยที่ชอบเรียนรู้และค้นหาสิ่งใหม่ ๆ อยู่ตลอดเวลา ต้องรู้ต้องเห็นในสิ่งที่ตัวเองสงสัยให้ได้ รักการผจญภัยไปพร้อมกับการค้นหาตัวตนบนโลกที่กว้างใหญ่ เพราะความใจเย็นและไม่เป็นคนโมโหร้ายนี่แหละ จึงทำให้เขาเป็นเพื่อนที่ดีที่สุดสำหรับทุก ๆ คน

        เป็นอย่างไรบ้างอ่านแล้วตรงกับตัวของคุณหรือคนรอบข้างบ้างหรือเปล่า แต่ทั้งนี้สิ่งที่นำมาฝากกันเป็นแค่ลักษณะนิสัยรวม ๆ เท่านั้นนะคะ


ขอขอบคุณข้อมูลจาก thedodo,  designtaxi 
เครดิตภาพ  https://www.pinterest.com/pin/379709812329510900/

Sunday, August 13, 2017

โรคลมชัก




การชักในแต่ละวงรอบจะประกอบด้วยอาการที่แสดงก่อนการชัก(Preictus)สัตว์ มักจะแสดงพฤติกรรมที่ผิดปกติ เช่น กระวนกระวาย ร้องโหยหวน เห่ามากกว่าปกติ ปัสสาวะเรี่ยราด น้ำลายไหล หลบในที่มืดซึ่งมักพบมากในแมวโดยจะใช้เวลาเป็นวินาทีหรือนาทีถึงชั่วโมงก่อน ที่เข้าสู่การชัก(Ictus)ไม่มีสติ ไม่สามารถควบคุมการทรงตัวหรือกล้ามเนื้อได้ เหยียดเกร็ง ขากระตุก ถีบเท้าเหมือนถีบจักรยาน เคี้ยวปาก ซึ่งการชักจะกินเวลาเป็นวินาทีจนถึงเป็นนาทีซึ่งไม่ควรที่จะปล่อยให้ชักเป็น เวลานานเพราะจะทำให้เซลล์สมองถูกทำลายมากขึ้น ต่อมาเมื่อระยะเวลาของการชักสิ้นสุดลงก็เข้าสู่ระยะหลังชัก (Postictus) เป็นช่วงที่สมองล้าจากการชักสัตว์มักจะแสดงอาการเดินเซเดินวน ตาบอดชั่วขณะ นอนหลับเป็นชั่วโมงหรือเป็นวัน กินเก่ง เป็นต้น ช่วงเวลาที่เหมาะในการตรวจระบบประสาทจะเป็นช่วงเวลาในการพักก่อนที่จะเข้า สู่การชักในวงรอบต่อไป(Interictus)

สาเหตุของการชัก
แบ่งเป็น 3 สาเหตุหลักใหญ่ ได้แก่ การชักโดยไม่ทราบสาเหตุ (Idiopathic epilepsy/Primary seizure) การชักที่เกิดจากรอยโรคในสมอง(Secondary seizure/Intracranial disorders) และการชักที่ไม่ได้เกิดจากรอยโรคในสมอง(Reactive seizure/Extracranial disorders)

การชักโดยไม่ทราบสาเหตุ เป็นสาเหตุที่พบได้บ่อยในสุนัขแต่พบได้น้อยในแมวมักจะสรุปว่าเกิดจากพันธุ กรรมหรือสายพันธุ์ซึ่งมักจะเกิดได้บ่อยในพันธุ์แท้ เช่น เยอรมันเชฟเฟิร์ด โกลเด้นรีทรีฟเวอร์ ลาบาดอร์รีทรีฟเวอร์ บีเกิ้ล ดัชชุน พุดเดิ้ล ชิห์สุ เป็นต้น พบมากในช่วงอายุ 6 เดือนถึง 6 ปี พันธุ์ใหญ่มักจะมีอาการชักที่ค่อนข้างรุนแรงกว่าพันธุ์เล็กโดยชักเกร็งทั้ง ตัว ไม่รู้สึกตัว ส่วนพันธุ์เล็กมักจะรู้สึกตัวแต่ไม่สามารถควบคุมการเคลื่อนไหวได้ มีอาการเบลอ สั่น เกร็ง การชักแบบนี้การตรวจระบบประสาทในช่วงการพักของการชักจะไม่พบความผิดปกติใดๆ

การชักที่เกิดจากรอยโรคในสมอง เกิดได้จากหลายสาเหตุ เช่น โครงสร้างที่ผิดรูป : โรคหัวบาตร (hydrocephalus), สมองไม่พัฒนามักพบในลูกสุนัข  ความบาดเจ็บหรือกระทบกระเทือน  เนื้องอกโดยเฉพาะในแมวมักพบเนื้องอกที่เยื่อหุ้มสมอง(menigioma)  การอักเสบและการติดเชื้อ ได้แก่ ไวรัส เช่น ไข้หัดสุนัข พิษสุนัขบ้า  ช่องอกและช่องท้องอักเสบในแมว เอดส์แมว, แบคทีเรีย(พบน้อย เจอในกรณีที่ภูมิคุ้มกันต่ำ)สร้างเป็นฝีกดเบียดเนื้อสมอง, เชื้อราพบในกรณีที่มีเชื้อราในโพรงจมูก เช่น Cryptococcosisในแมว Aspergillosis, โปรโตซัว, ริกเก็ตเซีย เช่น พยาธิเม็ดเลือด เยื่อหุ้มสมองและไขสันหลังอักเสบที่เกิดจากการภูมิคุ้มกันทำลายตัวเอง เช่น โรคgranulomatous menigioencephalitis, necrotizing menigioencephalitis ในพันธุ์ปั๊ก ยอร์กเชียร์เทอร์เรีย   และสารพิษ  การชักแบบนี้พบได้ทุกช่วงอายุและพบความผิดปกติทางระบบประสาทในช่วงการพัก ของการชัก เช่น เดินวน หัวเอียง ทรงตัวไม่ได้ การชักบางส่วน เช่น เคี้ยวปาก ทำท่าไล่งับแมลง

การชักที่ไม่ได้เกิดจากรอยโรคในสมอง เกิดจากความผิดปกติในระบบอื่น ๆที่ไม่ใช่ระบบประสาท เกิดได้จากหลายสาเหตุ เช่น น้ำตาลในกระแสเลือดต่ำกว่าระดับปกติ ได้แก่ ในลูกสุนัขเกิดจากการอดอาหารเป็นเวลานานส่วนในสุนัขแก่มักจะพบเนื้องอกของ เซลล์ที่มีหน้าที่ผลิตอินซูลินในตับอ่อน(Insulinoma)
โรคตับที่ทำให้ตับวายไม่สามารถทำหน้าที่เปลี่ยนของเสียแอมมโมเนียเป็นยู เรียได้(Hepatic encephalopathy) แอมโมเนียจะย้อนเข้าสู่กระแสเลือดผ่านเข้าสู่สมองทำให้ชัก หรือการเจริญของเส้นเลือดที่ผิดปกติไม่ผ่านตับ(Congenital portosystemic shunts)ทำให้ของเสียในกระแสเลือดสูงมักพบในลูกสุนัข

โรคไตเรื้อรังมีความดันโลหิตสูงทำให้สมองขาดเลือด มีภาวะปัสสาวะในกระแสเลือด(Uremia) ทำให้เลือดมีความเป็นกรด  แร่ธาตุในร่างกายที่ผิดปกติ  เช่น แคลเซียมในเลือดต่ำ โปแตสเซียมในเลือดสูง นอกจากนี้ยังมีสาเหตุอื่น ๆ เช่น สารพิษได้แก่ สารตะกั่ว ออแกโนฟอสเฟต สารให้ความหวานไซลิทอล คาเฟอีน ชอคโกแลต เอธิลลีนไกลคอล เป็นต้น สมองขาดออกซิเจนมักมีสาเหตุมาจากโรคหัวใจและหลอดเลือด อุณหภูมิร่างกายที่สูงกว่าปกติ เช่น เป็นไข้ heat stroke  การชักแบบนี้จะมีอาการของสาเหตุที่ทำให้เกิดการชักในช่วงการพักของการชัก

การวินิจฉัย
การวินิจฉัยหาสาเหตุของการชักต้องอาศัยสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้
1. อายุ เพศ พันธุ์ ตัวอย่างเช่น ลูกสุนัขมักเกิดจากโครงสร้างที่ผิดปกติ การติดเชื้อ เช่น ไข้หัดสุนัข หรือน้ำตาลในกระแสเลือดต่ำ ส่วนสุนัขแก่มักเป็นพวกเนื้องอก   สุนัขเพศเมียเป็นมะเร็งเต้านมและมีการแพร่กระจายไปที่สมอง
2. การซักประวัติ ทำให้ทราบรูปแบบการชัก สิ่งกระตุ้นที่ทำให้ชัก เช่น อาหาร สิ่งแวดล้อม สารพิษ ยา โรคประจำตัว โรคบางอย่างที่มีผลมาจากพันธุกรรม
3.การตรวจร่างกายทั่วไปเพื่อตรวจการทำงานของระบบอื่นๆและการตรวจระบบประสาท
4.การตรวจทางห้องปฏิบัติการ : การตรวจเม็ดเลือดเพื่อดูว่ามีการติดเชื้อ การอักเสบ ค่าเอนไซม์ตับและไต น้ำตาลกลูโคสในกระแสเลือด ค่าอิเล็กโตรไลท์  การตรวจวิเคราะห์น้ำในสมองแลไขสันหลัง
5.การถ่ายภาพรังสีที่เห็นโครงสร้างของสมอง ได้แก่ CT scan และ MRI

การรักษา
สิ่งที่สำคัญในการรักษาคือต้องหาสาเหตุที่แท้จริงของการชักว่าเกิดจาก ความผิดปกติที่ระบบประสาทหรือฟความผิดปกติในระบบอื่นๆของร่างกาย ยาที่สำคัญที่มักใช้ระงับอาการชักคือฟีโนบาร์บิทอล(Phenobarbital) ซึ่งอาจมีการใช้ร่วมกับโปแตสเซียมโบรไมด์ในกรณีที่การใช้คือฟีโนบาร์บิทอ ลเพียงอย่างเดียวไม่สามารถคุมอาการชักได้ แต่จะต้องมีการตรวจเลือดหลังจากที่กินคือฟีโนบาร์บิทอลไป 2 อาทิตย์เพื่อดูว่าระดับยาในกระแสเลือดอยู่ในระดับที่สามารถคุมการชักได้หรือ ไม่ นอกจากนียังมีไดอะซีแพม (Diazepam) ซึ่งมักใช้ในกรณีฉุกเฉินมักให้เข้าเส้นเลือดจะให้ผลได้ดีกว่าการกิน แต่บางครั้งเจ้าของจะได้รับการจ่ายยาชนิดนี้กลับไปที่บ้านเพื่อไว้ใช้สวนก้น กรณีที่สุนัขและแมวมีอาการชักที่บ้าน

สิ่งที่อยากจะบอกกับเจ้าของในการดูแลปฏิบัติสุนัขและแมวที่เป็น โรคลมชัก คืออย่าปล่อยให้สุนัขและแมวชักเป็นเวลานานเนื่องจากว่าเซลล์สมองจะถูกทำลาย มากขึ้น จะทำให้ครั้งต่อไปสุนัขและแมวจะมีอาการชักบ่อยขึ้นหรือถ้าชักนานกว่า 20 นาทีก็มีโอกาสทำให้สมองตายได้ ควรรีบนำสัตว์มาโรงพยาบาลทันทีที่มีอาการชักหรือถ้าสวนก้นด้วยไดอะซีแพม 2 ครั้ง แล้วยังไม่หยุดชัก  ให้เจ้าของคอยสังเกตอาการก่อนชัก ระหว่างชักและหลังชัก แล้วจดบันทึกความถี่ของการชักในแต่ละวันรวมถึงระยะเวลาห่างของการชักในแต่ละ วงรอบ ที่เรียกว่าปฏิทินการชักเพื่อที่จะได้รับมือสำหรับการชัก  และในระหว่างชักสิ่งสำคัญที่ต้องระวังคืออย่าให้หัวสัตว์กระแทกกับพื้นให้หา เบาะหรือผ้านิ่มปูรองและพยายามเรียกเพื่อให้สุนัขและแมวรู้สึกตัว

เรียบเรียงโดย  สัตวแพทย์หญิงนันทพร บัวแย้ม
http://www.vs.mahidol.ac.th/hospital/index.php?option=com_content&view=article&id=134:seizure&catid=35:article1&Itemid=73
เครดิตภาพ  https://www.pinterest.com/explore/happy-lab/ 

Sunday, July 9, 2017

วิธีรักษาสุนัขขนร่วง




สุนัขขนร่วงเพราะเป็นโรคผิวหนัง อาจจะมีหลายสาเหตุ

  - ขนร่วง เนื่องจากเป็นเชื้อรา
 - ขนร่วง เนื่องจากแพ้อาหาร แพ้โปรตีน เกิดจากการแพ้จากหลายสาเหตุ จะอธิบายแยกออกเป็นเรื่องๆ พร้อมทั้งการสังเกตุ และการรักษาเบื้องต้น


ลักษณะขนร่วงที่เกิดจากการเป็น "เชื้อรา" 

          ส่วนมากที่บางแก้วเราจะเป็นมาก ก็จะเป็นที่หาง และลำตัว สุนัขจะชอบกัดแทะในบริเวณนั้น ทำให้ลักษณะของผิวหนังจะอักเสบ ถ้าเราสังเกตุดีๆ จะเห็นลักษณะของผิวหนังเป็นสะเก็ดดำๆ และมีร่องรอยของการอักเสบที่เกิดจากกัดแทะ


วิธีการรักษาเบื้องต้น

เราจะใช้แชมพูยาฆ่าเชื้อรา ที่เป็นของคนเราใช้ เช่น แชมพูไนโซรอล นอร์ร่า หรือแชมพูยี่ห้ออะไรก็ได้ ที่มีส่วนผสมของสารที่ชื่อ คีโตโคนาโซน มาใช้ฟอกในบริเวณนั้นๆ - ให้ยาทานที่ชื่อ คีโตโนโซน สามารถหาซื้อได้จาก ร้ายขายยาของคน 

-ยาทาก็ใช้ ยาทาที่ใช้ทารักษาโรคเชื้อราของคนเรานี่แหละ ที่เป็นกลุ่มที่มีสาร คีโตโคนาโซน มาทา เช่น ไนโซรัล นอร์ร่า โทนาฟ (ชนิดที่รักษาเชื้อรา)


 ลักษณะขนร่วงที่เกิดจากการเป็น "การแพ้" 

          ขนร่วงเนื่องจากการแพ้ อาการของการแพ้นั้น เราจะสังเกตุได้จาก ลักษณะของผิวหนังมีผื่นแดง และเป็นผื่นคัน มีการอักเสบ มีลักษณะขนร่วง ทั้งสองข้างของลำตัวเท่าๆกัน ถ้าเราแบ่งตัวสุนัขจากกลางกระดูกสันหลัง เราจะเห็นว่า ขนจะหลุดร่วงและมีผื่นคันทั้งสองข้างของลำตัวเท่าๆกัน 

          เราต้องทราบถึงสาเหตุของการแพ้ โดยต้องสังเกตุดูว่าสุนัขของเราแพ้อะไร การแพ้นั้นมีสาเหตุมาจากหลายๆอย่าง แต่ที่เราพบเห็นกันบ่อย ก็จะเป็นอาการที่แพ้ อาหาร แพ้แชมพู แพ้น้ำลายของเห็บหมัด และการแพ้ยา ฯลฯ

          เราต้องสังเกตุว่า ช่วงก่อนที่จะเริ่มมีอาการ เราได้เปลี่ยนอาหารหรือไม่เปลี่ยนแชมพูหรือไม่หรือทำสิ่งใดที่เปลี่ยนแปลงไปจากปรกติที่เคยทำ แล้วเกิดอาการที่ผิดปรกติของสุนัขไป เช่น เปลี่ยนอาหาร การให้กินเนื้อไก่ การให้อาหารมันๆ การให้ยา การเปลี่ยนแชมพู ฯลฯ ถ้ามีการเปลี่ยนสิ่งใดสื่งหนึ่งแล้วเกิดอาการผิดปรกติ เราต้องหยุดอาหาร หยุดการใช้แชมพู แล้วกลับมาใช้แบบเดิมตามปรกติ


วิธีการรักษา 


           เราต้องให้ทานยาแก้แพ้ (คลอเฟร) และทานยาแก้อักเสบในกรณีที่เกิดการอักเสบ หากอาการต่างๆไม่ดีขึ้น เราต้องรีบปรึกษาแพทย์โดยเร็ว...


แหล่งข้อมูลที่มา    คุณ Nu-Freever (Frever Lofty)
                              www.guru.google.co.th 
เครดิตภาพ  https://www.pinterest.com/pin/411235009727291264/

Friday, June 9, 2017

อยากสุขภาพดี แฮปปี้เว่อร์ มาเลี้ยงสัตว์กันสิ



         สุขภาพดีได้ง่าย ๆ ด้วยการเลี้ยงสัตว์ ใครไม่เชื่อว่าแค่เลี้ยงน้องหมา น้องแมว หรือสัตว์เลี้ยงชนิดอื่น ๆ แล้วจะเพิ่มความสุข ฟิตสุขภาพให้คุณได้ รีบมาดูคำยืนยันทางการแพทย์กันเลย
          
          
ว่ากันว่าความน่ารักของสัตว์เลี้ยงจะช่วยเยียวยาความทุกข์ใจ ไม่สบายกายให้เราได้ชะงัด ยิ่งถ้าได้ใช้เวลาคลุกคลีกับเจ้าสัตว์แสนรู้ก็จะยิ่งเพิ่มอณูความสุขให้เราได้มากขึ้น หรืออย่างน้อย ๆ ก็จะหลงลืมความทุกข์ใจไปได้ชั่วคราว และที่เกริ่นมาทั้งหมดนี้ก็ไม่ได้นั่งเทียนเขียนกันลอย ๆ ด้วยนะคะ เพราะเรามีข้อมูลจากเว็บไซต์ Health มายืนยันให้เห็นกันเลย

         ว่า 12 เหตุผลดี ๆ ต่อไปนี้นี่แหละ ที่ทำให้การเลี้ยงสัตว์ช่วยฟิตสุขภาพให้เริ่ด เพิ่มความสุขเว่อร์ๆ ให้คุณได้

1. เลี้ยงน้องหมา ลดคอเรสเตอรอลได้ชิล ๆ
          
          มีงานวิจัย และผลการศึกษาถึง 2 สถาบันที่การันตีเป็นเสียงเดียวกันว่า แค่เลี้ยงสุนัข พาเขาไปเดินเล่น และเล่นกับเขาบ่อย ๆ แค่นี้ก็ช่วยปรับระดับคอเรสเตอรอลในร่างกายให้คุณได้อย่างชิล ๆ แถมยังส่งผลให้ระดับไตกลีเซอไรด์ในร่างกายลดลงด้วย

2. แค่มองสัตว์เลี้ยง ก็คลายเครียดได้
          
          ช่วงเวลาที่เราได้อยู่ใกล้ชิดสัตว์เลี้ยง หรือได้มองเห็นเขาเดิน เล่น ใช้ชีวิตตามปกติของตัวเอง หลายคนจะรู้สึกผ่อนคลาย สบายใจขึ้นมาก ซึ่งแพทย์ก็ชี้แจงว่า การคลุกคลีกับสัตว์เลี้ยงจะช่วยให้ร่างกายหลั่งสารสื่อประสาท (Neurochemical) และออกซิโตซิน (Oxytocin) ออกมา ก่อให้เกิดความรู้สึกเป็นสุข เท่ากับช่วยลดระดับคอร์ติซอล (Cortisol) และฮอร์โมนความเครียดที่มีอยู่ลงไปด้วย นอกจากนี้ยังมีการวิจัยแสดงให้เห็นอีกว่า การเล่นกับสัตว์เลี้ยง สามารถบรรเทาอาการโรคเครียดจากเหตุร้าย (PTSD = post-traumatic stress disorder) ได้อีกทางหนึ่งด้วย
  
3. ลดความดันโลหิต
          
          มหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งในนิวยอร์กทำการวิจัยแล้วพบว่า ในกลุ่มผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงที่เลี้ยงน้องหมา หรือน้องแมวไว้ในความครอบครอง และลูบคลำเจ้าสี่ขาบ่อย ๆ มีแนวโน้มจะปรับระดับความดันโลหิตให้ต่ำลงจากเดิมได้เกือบครึ่งหนึ่ง เมื่อเทียบกับกลุ่มผู้ป่วยโรคเดียวกัน แต่ไม่ได้เลี้ยงสัตว์

4. ยิ่งเล่น ยิ่งฟิตเฟิร์ม
          
          แค่ขยับก็เท่ากับออกกำลังกาย สโลแกนนี้ยังเป็นจริงอยู่ทุกเมื่อค่ะ โดยเฉพาะคนที่เลี้ยงน้องหมา หรือน้องแมว และต้องพาจอมซนไปเดินเล่นบ่อย ๆ ผลวิจัยจากอเมริกาก็การันตีไว้เลยว่า Pet Lover เหล่านี้มีแนวโน้มได้ฟิตเฟิร์มร่างกายมากกว่าคนทั่วไปถึง 56% หรือเปรียบเทียบง่าย ๆ ก็ได้ว่า คนที่เลี้ยงสัตว์
จะเดินราว ๆ 300 นาทีต่อสัปดาห์ ในขณะที่คนไม่ได้เลี้ยงสัตว์ จะมีอัตราการเดินเพียงแค่ 168 นาทีต่อสัปดาห์เท่านั้น ต่างกันไม่เบาเลยเนอะ

5. ใช้เวลากับสัตว์เลี้ยง เท่ากับลดความเสี่ยงโรคหลอดเลือดหัวใจ
          
          การออกกำลังกายจะช่วยลดความเสี่ยงโรคความดันโลหิต ลดความเสี่ยงโรคหลอดเลือดหัวใจ ซึ่งก็สอดคล้องกับงานวิจัยที่บอกว่า การเลี้ยงสัตว์จะช่วยเปิดโอกาสให้คุณได้ขยับร่างกายบ่อยขึ้น ซึ่งก็ถือว่าเป็นการออกกำลังกายไปด้วยในตัว ดังนั้นเจ้าของสัตว์เลี้ยงทั้งหลายก็เฮได้เลยค่ะ เพราะเรามีความเสี่ยงเป็นโรคหลอดเลือดหัวใจต่ำลงแล้ว

6. เสริมภูมิคุ้มกันให้ลูกน้อย
          
          การปล่อยให้สัตว์เลี้ยงคลุกคลีอยู่กับเด็กเล็ก เป็นเรื่องที่ทำให้คุณพ่อคุณแม่กังวลอยู่ไม่น้อย ด้วยเกรงว่าน้องหมา น้องแมวจะเป็นต้นเหตุให้ลูกรักเป็นโรคภูมิแพ้ แต่จริง ๆ แล้วแพทย์ได้ชี้แจงว่า ช่วงอายุ 6 เดือนแรกของเด็กทารก จะเป็นช่วงที่เขาสร้างภูมิคุ้มกันให้ตัวเอง ดังนั้นการใกล้ชิดกับน้องหมา น้องแมวจึงเป็นเรื่องที่ไม่น่าเป็นห่วงนัก แต่กลับให้ผลลัพธ์ที่ดีในเรื่องสร้างภูมิคุ้มกันโรคภูมิแพ้ โรคผิวหนัง โรคไข้ละอองฟาง รวมทั้งโรคทางระบบหายใจอื่น ๆ แทนต่างหาก

7. กำจัดความรู้สึกกดดันได้ชะงัด
          
          ปกติแล้วสัตว์เลี้ยงจะคุ้นเคย และค่อนข้างจงรักภักดีกับเจ้าของ การแสดงออกด้วยความไร้เดียงสาของน้องหมาน้องแมวเลยดูเข้าข้าง และรักเจ้าของมากกว่าบุคคลอื่น ๆ ซึ่งทางจิตวิยาก็ชี้แจงว่า ลักษณะท่าทางจงรักภักดีของสุนัข สามารถเยียวยาความรู้สึกกดดัน ไม่มั่นใจในตัวเอง และความรู้สึกลดคุณค่าของตัวเองในมนุษย์ได้ชะงัด อีกทั้งการแสดงความรักซึ่งกันและกันยังช่วยเสริมสร้างความแข็งแกร่งทางจิตใจ ให้ทั้งคน และสัตว์เลี้ยงไปพร้อม ๆ กันด้วยนะคะ

8. บรรเทาอาการเจ็บปวดเรื้อรังอย่างเห็นผล

          ยืนยันด้วยผลการวิจัยจากสถาบันสุขภาพแห่งหนึ่งในอเมริกาที่พิสูจน์แล้วว่า ผู้ป่วยโรคข้อที่อยู่ในสภาวะพักฟื้นหลังการผ่าตัด จะมีอาการดีขึ้นเมื่อได้อยู่กับสัตว์เลี้ยง เนื่องจากความน่ารักของเหล่าสัตว์สี่ขา จะช่วยให้ร่างกายหลั่งสารแห่งความสุข หรือที่รู้จักกันดีในชื่อสารเอ็นดอร์ฟินออกมา ซึ่งเจ้าสารตัวนี้ก็มีฤทธิ์ไม่ต่างอะไรกับยาแก้ปวด ที่จะเข้าไปช่วยบรรเทาอาการเจ็บปวดในร่างกายได้อย่างเห็นผลโดยชัดเจน หรือแม้แต่กับคนที่เริ่มมีอาหารปวดตามบริเวณต่าง ๆ ของร่างกาย แค่ใช้เวลาอยู่กับสัตว์เลี้ยงก็จะช่วยบรรเทาอาการเจ็บปวดได้เหมือนกันนะคะ
  
9. เสริมบุคลิก และทักษะความสัมพันธ์
          
          ถึงจะประกาศตัวว่าเป็นทาสแมว หรือทาสน้องหมา แต่ยังไงเจ้าของสัตว์เลี้ยงก็มีอำนาจ และเป็นฝ่ายควบคุมจอมซนสี่ขาอยู่ดี และความได้เปรียบในข้อนี้ก็จะช่วยเสริมทักษะในการเป็นผู้นำ รวมทั้งเติมเต็มความกล้าพูดคุย กล้าแสดงออกให้คุณโดยทางอ้อมด้วย

10. เป็นสัญญาณเตือนเรื่องสุขภาพ
          
          สุนัขจัดว่าเป็นสัตว์ที่ไวต่อกลิ่น และเสียงอยู่แล้ว ดังนั้นเมื่อมีความเปลี่ยนแปลงทางร่างกายเกิดขึ้นกับเจ้าของ สุนัขก็จะส่งสัญญาณด้วยท่าทางบางลักษณะ เป็นต้นว่า หากเจ้าของมีโรคเบาหวานเป็นโรคประจำตัว และในขณะนั้นเกินภาวะน้ำตาลต่ำ หรืออยู่ในสภาวะกรดเกินเนื่องจากสารคีโตน น้องหมาก็จับกลิ่นลมหายใจที่ผิดปกติไปได้ และอาจจะมาวอแว หรือเลียเนื้อตัวเจ้าของอยู่ตลอดเวลา ซึ่งอาจจะทำให้คุณฉุกคิดขึ้นมาได้ว่า น่าจะมีความผิดปกติเกิดขึ้นกับร่างกายเราแน่ ๆ จนในที่สุดก็ต้องไปตรวจสอบกับแพทย์ให้แน่ใจ

11. ความไร้เดียงสาก่อให้เกิดความสบายใจ
          
          อยู่กับสัตว์เลี้ยงบางทีก็รู้สึกสบายใจกว่าอยู่กับมนุษย์ด้วยกันเองว่าไหมคะ เพราะน้องหมาไม่มีการแบ่งแย่งชนชั้น ไม่แก่งแย่งแข่งกันเด่น ไม่พูดจาส่อเสียด ไม่ใส่หน้ากาก หรือว่าร้ายใคร แต่มีแค่ทีท่าไร้เดียงสา หน้าตาตลก ๆ กับตาใสแบ๊วที่คอยออดอ้อนคลอเคลียเราไม่ห่าง สร้างความสุขกาย สบายใจให้มนุษย์อย่างเรา ๆ ยอมเป็นทาสแมว ทาสหมาอย่างเต็มใจยิ่งเลยทีเดียว
         
12. เชื่อมความสัมพันธ์ระหว่างครอบครัว
          
          หลายคนตัดสินใจซื้อสัตว์มาเลี้ยงก็เพื่อแก้เหงา หรือไม่ก็อยากให้น้องหมา น้องแมวเป็นสะพานเชื่อมความสัมพันธ์ระหว่างคนในครอบครัว ซึ่งจริง ๆ แล้วประโยชน์ที่คุณได้รับจากสัตว์เลี้ยงยังมีเยอะกว่าที่ว่ามานี้ด้วยนะคะ โดยเฉพาะกับครอบครัวที่มีเด็กวัยกำลังซน หนู ๆ วัยกำลังเสริมทักษะต่าง ๆ ถ้าเขาได้เลี้ยงน้องหมา น้องแมวสักตัว เขาจะมีความเมตตามากขึ้น รู้จักการแบ่งปัน ช่วยให้เป็นเด็กร่าเริง และสอนให้เขารู้จักรับผิดชอบกับสิ่งมีชีวิตด้วยกันเองอีกด้วยค่ะ


          ใครที่อยากเลี้ยงสัตว์ แต่ยังลังเลในเรื่องต่าง ๆ อยู่ ได้เห็นข้อดีของการเลี้ยงสัตว์เหล่านี้ไปแล้ว ก็น่าจะตัดสินใจรับน้องหมา น้องแมวมาเลี้ยงได้สักทีแล้วเนอะ