Thursday, May 16, 2019

พฤติกรรมเรียกร้องความสนใจของสุนัข



         พฤติกรรมเรียกร้องความสนใจของสุนัข (petnews2005)

      
    คนและสุนัขต่างก็มีความผูกพันกันมานานซึ่งไม่ใช่สิ่งที่ผิด ตราบใดที่ไม่มีการเรียกร้องกันจนเกินขอบเขต สุนัขอาจจะเห่าเพื่อเรียกเจ้าของซึ่งถือเป็นการสื่อสารกันระดับปกติ สุนัขพูดไม่ได้แต่ใช้วิธีการเรียนรู้ว่าทำวิธีไหนได้ผลในการเรียกความสนใจจากเจ้าของ และถ้าเมื่อใดเจ้าของให้ความสนใจต่อสิ่งที่สุนัขเรียกร้องมากเกินขอบเขต พฤติกรรมบางอย่างที่น่ารำคาญจะมีมามากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งอยู่บนพื้นฐานของทฤษฎี positive reinforcement สุนัขจะเรียกร้องมากขึ้น และถึงคุณจะบอกให้สุนัขหยุดก็จะไม่ได้ผลเพราะยังถือเป็นการตอบสนองและยังสื่อสารกับสุนัข

          การเห่า, คราง, และหยอกล้อเหมือนเล่นเงาตัวเองต่อหน้าเจ้าของเป็นการเรียกร้องความสนใจของสุนัข พฤติกรรมเรียกร้องความสนใจอาจกลายเป็นความเครียดของเจ้าของแทน ตัวอย่างเช่น สุนัขเห่าเรียกเจ้าของตลอดเวลาเพื่อเรียกร้องความสนใจ หรือกระโดดตะกายเจ้าของตลอดเวลา หรือเอาเท้าคอยสะกิดเจ้าของเวลาเจ้าของคุยกับเพื่อน บางตัวขโมยของไปซ่อน และกัดทำลายข้าวของเพื่อเรียกร้องความสนใจจากเจ้าของ เจ้าของสุนัขก็จะต้องหงุดหงิดเป็นธรรมดา ยิ่งคุณตะโกนดุด่าสุนัข, วิ่งไล่ตามแย่งของคืน ยิ่งเป็นการตอกย้ำความสำเร็จของสุนัขที่สามารถเบนความสนใจมาที่ตัวสุนัขได้ตามที่สุนัขต้องการ โดยเฉพาะสุนัขจะยิ่งชอบใจเมื่อคุณยกมือยกไม้และส่งเสียงดัง 

      
    บางทีสุนัขก็เรียกร้องความสนใจด้วยวิธีแปลกๆ ซึ่งดูไม่น่าเชื่อ เช่น แกล้งทำเป็นเจ็บขาเพื่อให้เจ้าของสนใจพาไปหาสัตวแพทย์ ซึ่งแสดงว่าเจ้าของให้ความสนใจมากกว่าปกติ มีสุนัขพูเดิ้ลทอยตัวหนึ่งเกาหน้าตัวเองอย่างรุนแรงเป็นเวลาแรมปี ไม่ว่าจะวินิจฉัยหาสาเหตุอย่างไรก็ไม่สามารถหาสาเหตุได้ เลือกสารพัดยามาใช้ในการรักษาก็ไม่หาย

          แต่จู่ๆ อาการหายไปเองเมื่อสุนัขอีกตัวเสียชีวิตไป และกลับมามีอาการอีกเมื่อเจ้าของนำสุนัขตัวใหม่มาเลี้ยง สรุปจากประวัติแล้วน่าจะเกิดจากการที่สุนัขต้องการเรียกร้องความสนใจจากเจ้าของ 

 วิธีการเรียกร้องความสนใจ 

          
 เห่า 

          
 ส่งเสียงครางหงิ๋งๆ 

          
 อาเจียน 

          
 แกล้งทำเป็นป่วย เช่น เจ็บขา 

          
 ไล่งับเงาตัวเอง 

          
 ไล่งับลม ท่าทางเหมือนไล่งับแมลงวัน 

          
 ทำท่าทางแปลกๆ ให้เห็น 

 จะทำอย่างไรเมื่อสุนัขเรียกร้องความสนใจ 

          ต้องเข้าใจพื้นฐานการรักษาโรคเรียกร้องความสนใจก่อนว่า ต้องไม่ใส่ใจการเรียกร้องใดๆ ของสุนัข แต่ต้องเข้าใจว่าการทำเป็นไม่สนใจในระยะแรกจะไม่ได้ผล เพราะสุนัขจะยิ่งมีอาการแย่ลง, จะมีการเรียกร้องความสนใจมากกว่าเก่า อาการเช่นนี้จะเป็นอยู่ช่วงระยะเวลาหนึ่งแล้วอาการเรียกร้องความสนใจจะค่อยๆ ลดลงเรื่อยๆ ซึ่งช่วงระยะเวลานี้เป็นช่วงที่รบกวนใจเจ้าของมาก 

          เหตุที่เป็นเช่นนี้เป็นเพราะอย่างที่เคยกล่าวมาแล้วในหลายๆ ตอนว่าสุนัขใช้วิธีการเรียนรู้จากประสบการณ์ จึงต้องเข้าใจว่าความคิดของสุนัขว่า เคยใช้วิธีเห่าเรียกร้องความสนใจแล้วได้ผล แต่คราวนี้ไม่ได้ผลสุนัขจึงต้องพยายามมากกว่าเดิมเพราะประสบการณ์บอกว่ามันเคยได้ผล 

 การรักษา 

          เมื่อเจ้าของไม่ให้ความสนใจสุนัข คือ ไม่สนใจพฤติกรรมที่ไม่ดี เช่น ขโมยของไปซ่อนหรือทำลาย, ไม่พูดหรือดุด่าสุนัข, ไม่เล่นด้วย สุนัขจะขโมยของมากขึ้น และพยายามชวนเจ้าของเล่น เช่น อาจวิ่งวนไปรอบเจ้าของเพื่อหลอกล่อให้เจ้าของเล่นด้วยหรือหันมาสนใจ เจ้าของต้องไม่สนใจสุนัขทุกอย่างที่สุนัขทำ เมื่อผ่านไประยะหนึ่งสุนัขจะเริ่มไม่มั่นใจว่าการเรียกร้องความสนใจวิธีนี้จะได้ผล สุนัขจะแสดงอาการกระตือรือร้นน้อยลง และแสดงอาการเรียกร้องลดลง ระยะยังเจ้าของยังต้องไม่ใส่ใจสุนัข การเรียกร้องของสุนัขจะลดลงไปเรื่อยๆ จนหายไปเอง 

 ข้อควรระวัง 

          การให้ความสนใจการเรียกร้องของสุนัขแม้เพียงครั้งเดียวเพราะความใจอ่อนของเจ้าของ อาการจะเป็นเหมือนตอนเริ่มต้นอีกครั้ง เจ้าของต้องรอจนกว่าสุนัขจะเรียนรู้ว่าไม่ผลจริงๆ จึงจะกลับไปให้ความสนใจสุนัขอีก ซึ่งก็เหมือนกับการเล่นเกมว่าใครทนกว่ากัน 

 ข้อควรคำนึงถึง


          ดังนั้น เพื่อเป็นการป้องกันพฤติกรรมที่เจ้าของไม่พึงประสงค์ จึงควรแน่ใจว่าวิถีชีวิตที่สุนัขเป็นถูกต้องตามหลักการหรือไม่ และควรตอบคำถามข้างล่างนี้เพื่อจะได้รู้ว่าปัญหาอยู่ที่ไหน 

          
 คุณให้สุนัขได้ออกกำลังอย่างพอเพียงหรือไม่ เวลาในการออกกำลังที่เหมาะสมอยู่ระหว่าง 20-30 นาทีต่อวัน เป็นการออกกำลังต่อเนื่องอย่างแอโรบิค 

          
สุนัขได้รับอาหารพอเหมาะหรือเปล่า อย่าให้อาหารสุนัขที่มีพลังงานสูงมากเกินไป เช่น อาหารเม็ดสูตรสุนัขใช้งาน ถ้าสุนัขของคุณใช้พลังงานส่วนเกินไม่หมดเพราะไม่ได้รับการออกกำลังอย่างเพียงพอและใช้เวลาส่วนใหญ่อยู่ในบ้าน ปัญหาการเรียกร้องจะเกิดตามมา 

          
 ระดับการสื่อสารระหว่างคุณกับสุนัขอยู่ในระดับใด คุณควรให้เวลาในการสอนให้สุนัขรู้จักคำสั่งที่เป็นคำเดียวโดดๆ เช่น นั่ง, หมอบ, ชิด, คอย, อย่า, ไม่, หยุด ฯลฯ 

          
 คุณเคยให้รางวัลกับสุนัขด้วยการ ตบไหล่เบาๆ , ชมสุนัขด้วยคำพูดที่อ่อนโยน, เกาท้องหรือหูสุนัข บ้างหรือไม่ ถ้ายังไม่เคยแนะนำให้ท่านเจ้าของเริ่มทำได้ตั้งแต่บัดนี้เลย 

          
 คุณเคยฝึกการใช้งานสุนัขบ้างหรือไม่ ถ้ายังไม่เคยเริ่มเสียตั้งแต่วันนี้เลยครับ งานที่เหมาะกับสุนัขแต่ละสายพันธุ์ควรเลือกให้เหมาะสมด้วย เช่น สุนัขตระกูลรีทรีฟเวอร์หรือสุนัขพันธุ์ที่ใช้ในการล่าสัตว์, พันธุ์ที่ใช้ในกีฬาบางอย่าง ลองเล่นให้คาบลูกบอลหรือกิ่งไม้มาหรือเล่นจานร่อน พันธุ์ที่ใช้ในการดูแลปศุสัตว์ลองให้ออกกำลังโดยการวิ่ง หรือพันธุ์ที่ใช้ดมกลิ่น เช่น ตระกูลฮาวด์ทั้งหลายลองฝึกการดมกลิ่นดู

   การที่สุนัขเรียกร้องความสนใจบ่อยๆ ต้องคิดในแง่มุมกลับด้วยว่าสุนัขมีเหตุผลในการเรียกร้องหรือไม่ เช่น สุนัขถูกปล่อยไว้ตัวเดียวในบ้านหรือเปล่า หรือสุนัขใช้เวลาในที่ส่วนตัวของสุนัขนานเกินไปหรือไม่ หรือเกิดเนื่องจากสุนัขไม่ได้รับการออกกำลังกายที่สม่ำเสมอเพียงพอ หรือเกิดเนื่องจากการกระตุ้นภาวะทางจิตใจของสุนัขเอง หรือเป็นเพราะสุนัขไม่มีอะไรจะทำ สิ่งเหล่านี้เจ้าของควรจะแยกแยะให้ออกว่ามาจากสาเหตุใดกันแน่สุนัขถึงมีพฤติกรรมเรียกร้อง ซึ่งสำคัญกว่าการหาทางหยุดพฤติกรรมที่คุณคิดว่าเป็นการรบกวนเจ้าของ การเรียกร้องความสนใจของสุนัขอาจเป็นเพียงการแสดงความไม่พอใจในสิ่งหนึ่งสิ่งใดที่กล่าวมาก็ได้


ขอขอบคุณข้อมูลจาก
petnews2005

Monday, May 13, 2019

วิธีดูแลหมา-แมวให้ปลอดภัยจากพายุ ป้องกันสัตว์เลี้ยงเครียดและตกใจเมื่อพายุมา



วิธีดูแลหมา-แมว เมื่อเกิดพายุ ข้อมูลที่ทาสหมา-ทาสแมวต้องรู้ เพื่อเตรียมตัวรับมือทั้งก่อนและหลังพายุเข้า พร้อมเทคนิคเอาใจใส่และเทกแคร์น้องหมา-น้องแมวให้ปลอดภัย สบายใจหายห่วงได้ในระหว่างที่มีพายุ

 ในช่วงฝนกระหน่ำ พายุเข้าแบบนี้ เจ้าของสัตว์เลี้ยงหลายคนคงรู้สึกไม่สบายใจ เพราะน้องหมาหลายตัวก็กลัวฟ้าร้อง น้องแมวหลายตัวก็กลัวฝนตก งานนี้กระปุกดอทคอมเลยขออาสารวบรวมเทคนิคการดูแลสัตว์เลี้ยงในช่วงเกิดพายุมาฝาก หากทาสหมา-ทาสแมวคนไหนที่กำลังกังวลว่าน้องหมา - น้องแมว จะตระหนกตกใจหรือตัวสั่นงันงกตอนพายุมา มาดูทริกไว้ดูแลและปลอบขวัญเจ้าสี่ขากันค่ะ

วิธีเตรียมตัวก่อนเกิดพายุ

         1. เมื่อรู้ว่าพายุจะเข้าหรือภัยธรรมชาติจะมา ให้รีบพาสัตว์เลี้ยงเข้าบ้าน พร้อมปิดประตูให้มิดชิด เพื่อป้องกันไม่ให้น้องหมา-น้องแมวหนีเตลิดหายออกไปจากบ้าน เนื่องจากรู้สึกหวาดกลัวหรือวิตกกังวล
 
          2. ตรวจเช็กปลอกคอและป้ายชื่อให้เรียบร้อย เผื่อในกรณีพลัดหลงจะได้มีข้อมูลระบุตัวตนและความเป็นเจ้าของ นอกจากนี้อย่าลืมถ่ายรูปภาพสัตว์เลี้ยงเก็บในโทรศัพท์ไว้ให้พร้อม หรือทางที่ดีจะถ่ายรูปคู่เพื่อระบุความเป็นเจ้าของเลยก็ได้
 
          3. เตรียมเครื่องมือและอุปกรณ์ฉุกเฉินให้ได้มากที่สุด ซึ่งประกอบด้วย อาหาร น้ำดื่ม ยารักษาโรค ยาฆ่าเชื้อ ที่นอน ผ้าห่ม จานข้าว เชือกจูง ไฟฉาย ของเล่น ผ้าเช็ดทำความสะอาด และถุงใส่ขยะ ไม่จำเป็นต้องหาให้ครบทั้งหมดก็ได้ แต่พยายามหาให้ได้มากที่สุด โดยทางที่ดีควรมีปริมาณเพียงพอสำหรับ 5-7 วัน แล้วก็อย่าลืมเตรียมเบอร์สัตวแพทย์หรือเบอร์ติดต่อฉุกเฉินเอาไว้ด้วย
 
          4. ติดสติ๊กเกอร์หรือทำสัญลักษณ์ที่ประตู-หน้าต่าง เพื่อแจ้งให้คนที่มาช่วยเหลือรับรู้ว่ามีสัตว์เลี้ยงอยู่ในบ้าน

วิธีดูแลสัตว์เลี้ยงระหว่างเกิดพายุ

          1. หลีกเลี่ยงการปล่อยสัตว์เลี้ยงไว้ตามลำพังในช่วงที่เกิดพายุ ถ้าหากเราจะไปไหน ก็ควรพาสัตว์เลี้ยงติดไปด้วย หรือไม่เช่นนั้นก็นำไปฝากไว้กับร้านรับเลี้ยงสัตว์ โรงพยาบาลสัตว์ หรืออาจจะให้เพื่อนสนิทหรือคนในครอบครัวมาช่วยดูแลแทนก่อน จะได้คอยช่วยกันสังเกตอาการว่าน้องหมา-น้องแมวรู้สึกเครียด หวาดกลัว หรือวิตกกังวลมากเกินไปหรือเปล่า อีกทั้งยังเป็นการเพิ่มความอุ่นใจ ความสบายใจ และทำให้สัตว์เลี้ยงไม่เหงาและไม่โดดเดี่ยวด้วย
 
          2. พาสัตว์เลี้ยงเข้าไปอยู่กับเราในบ้าน แต่ต้องปล่อยให้อยู่อย่างอิสระ เนื่องจากน้องหมา-น้องแมวบางตัวอาจจะรู้สึกเครียดเมื่อถูกขังหรือกักบริเวณ แต่ที่สำคัญคือถ้าหากในบ้านมีหน้าต่าง ก็อย่าลืมปิดผ้าม่านหรือหาผ้าคลุมเพื่อป้องกันการมองเห็นข้างนอกเอาไว้ นอกจากนี้จะลองพาสัตว์เลี้ยงเข้าไปอยู่ในห้องน้ำก็เป็นไอเดียที่เข้าท่าไม่น้อย เพราะน้องหมา-น้องแมวหลายตัวชอบห้องน้ำไม่เบาเลยทีเดียว ไม่เช่นนั้นอาจจะลองนำสัตว์เลี้ยงไปพักในห้องที่มีผนังกันเสียงก็ได้ เนื่องจากประเด็นสำคัญ คือ เราต้องทำให้สัตว์เลี้ยงห่างจากฟ้าร้อง ฟ้าแลบให้มากที่สุดนั่นเอง
 
          3. จัดหาที่หลบซ่อนที่ปลอดภัยให้กับสัตว์เลี้ยง และมีพื้นที่เล็ก ๆ ให้สัตว์เลี้ยงวิ่งเล่นได้บ้าง เช่น กรงหรือกั้นคอกเล็ก ๆ ใช้ตะกร้าหรือลังพลาสติกเป็นที่นอน โดยถ้าหากน้องหมา-น้องแมวไม่คุ้นชิน ก็อย่าลืมนำของที่สัตว์เลี้ยงคุ้นเคย เช่น จานข้าว ที่นอน และของเล่น เข้ามาเพื่อความสบายใจด้วย อ้อ ที่สำคัญอย่าลืมเปิดกรงหรือตะกร้าเอาไว้ เพราะสัตว์เลี้ยงจะได้ไม่ต้องรู้สึกเหมือนถูกขังอยู่ค่ะ
 
          4. ปิดบ้านให้มิดชิด เพราะถ้าหากเสียงฟ้าร้อง เสียงพายุดังเข้ามา สัตว์เลี้ยงหลาย ๆ ตัวอาจจะกลัวจนวิ่งเตลิดหนีหายไปได้
 
          5. ลองเปิดเพลงคลอเบา ๆ เพื่อช่วยลดเสียงฟ้าร้องให้เบาลง หรือจะหลอกล่อน้องหมา-น้องแมวด้วยขนมสุดโปรด ของเล่นสุดเลิฟ เพื่อให้มันหันมาสนใจกับสิ่งที่ชอบจนลืมพายุไปก็ได้

วิธีดูแลสัตว์เลี้ยงหลังเกิดพายุ

          1. อย่าเพิ่งรีบปล่อยสัตว์เลี้ยงออกเดินเตร็ดเตร่ทันทีหลังพายุสงบ เพราะอาจจะมีเศษขยะหรือสิ่งสกปรกที่ทำให้น้องหมา-น้องแมวเผลอไปเหยียบแล้วทำให้ได้รับบาดเจ็บได้ ยิ่งไปกว่านั้นน้องหมา-น้องแมว อาจจะเกิดความสับสน งุนงง จนสามารถวิ่งเตลิดหนีออกไปจากบ้านได้
 
          2. หลังจากเกิดพายุอาจจะทำให้ดินแฉะหรือเป็นโคลน ฉะนั้นต้องหมั่นใส่ใจตรวจเช็กและทำความสะอาดให้กับสัตว์เลี้ยงบ่อย ๆ รวมถึงต้องระวังยุงที่มักจะมากับน้ำ เพื่อป้องกันไม่ให้น้องหมา น้องแมวเจ็บป่วยหรือเป็นโรคอันตรายด้วย
 
          3. พยายามฝึกฝนให้สัตว์เลี้ยงนิ่ง สงบ พร้อมให้รางวัลเมื่อทำตามคำสั่ง เพราะคราวหน้าหากเกิดพายุจะได้ควบคุมและดูแลได้อย่างง่ายดายขึ้น
 
          4. ลดความกลัวเสียงฟ้าร้อง โดยมีขั้นตอนฝึกคือ ให้ขนม ให้ของกิน หรือเล่นกับน้องหมา-น้องแมวขณะที่กำลังเปิดเสียงฟ้าร้องเบา ๆ คลอไปด้วย แต่ถ้าหากสัตว์เลี้ยงตัวไหนกลัวมาก ก็ให้หยุดก่อน แล้วค่อยพยายามลองใหม่ทีหลัง จนกระทั่งน้องหมา-น้องแมวเริ่มชิน ก็เพิ่มระดับเสียงขึ้นเรื่อย ๆ ทีละนิด พร้อมทั้งต้องหยุดเล่นหรือหยุดให้กินเมื่อเสียงฟ้าร้องจบ จะได้ทำให้น้องหมา-น้องแมวเคยชินกับความรู้สึกมีความสุขเวลาที่มีเสียงฟ้าร้องนั่นเอง
 
          5. หาซื้อเสื้อยืดขนาดเล็กพอดีตัว มาทำเป็นชุดเตรียมไว้ใส่ให้ความอบอุ่นกับน้องหมา-น้องแมวในยามที่พายุเข้า

          ไม่ว่าฝนจะตก ฟ้าจะร้อง หรือพายุจะรุนแรงสักแค่ไหน แต่ถ้าหากเรารู้จักเตรียมตัวและเตรียมพร้อมรับมือกับภัยธรรมชาตินี้ได้อย่างถูกวิธี รับรองว่าจะช่วยดูแลและป้องกันสัตว์เลี้ยงต่าง ๆ ได้อย่างสบายใจ หายห่วงแน่นอนค่ะ

ขอขอบคุณข้อมูลจาก metro.co.uk, purina, petplan, cesarsway, pets.webmd และabcnews

Wednesday, April 24, 2019

ฮีทสโตรก โรคอันตรายของน้องหมาที่มากับหน้าร้อน





           โรคฮีทสโตรก โรคร้ายในหน้าร้อนที่เจ้าของสุนัขควรศึกษาวิธีสังเกตอาการ ดูแลรักษา และป้องกันเอาไว้ ก่อนที่หน้าร้อนอันแสนสนุกของคุณกับสุนัข จะกลายเป็นความเศร้า

           ถึงแม้หน้าร้อนจะเป็นช่วงที่สุนัขสามารถออกไปวิ่งเล่นนอกบ้านได้โดยไม่ต้องกังวลเรื่องฝน แต่ด้วยอุณหภูมิที่สูงขึ้นทุกขณะ บางครั้งความร้อนก็กลับกลายเป็นอาวุธที่ทำให้สุนัขเสียชีวิตได้เนื่องจากโรคฮีทสโตรก (Heatstroke) หรือโรคลมแดด ดังนั้นก่อนที่น้องหมาจะเป็นอะไรไป กระปุกดอทคอมได้รวบรวมข้อมูลทั้ง สาเหตุ อาการ วิธีการดูแลรักษา และป้องกันโรคฮีทสโตรกในน้องหมามาฝากกัน

ที่มาของโรคฮีทสโตรกในสุนัข
 
        
  โรคฮีตสโตรกจะเกิดขึ้นกับสุนัขที่สูญเสียการควบคุมอุณหภูมิในร่างกาย เนื่องจากสุนัขไม่ได้ขับเหงื่อทางร่างกายเหมือนกับคน แต่จะระบายความร้อนผ่านการหายใจ ซึ่งถ้าหากสุนัขอยู่ในบริเวณที่มีการถ่ายเทความร้อนได้ไม่รวดเร็วพอ ก็จะทำให้เป็นโรคฮีทสโตรกได้ เพราะโดยปกติแล้วอุณหภูมิร่างกายของสุนัขจะอยู่ที่ประมาณ 38-39 องศาเซลเซียส ซึ่งถ้าอุณหภูมิสูงถึง 40 องศาเมื่อไร ก็จะแสดงอาการของโรคฮีทสโตรกให้เห็น และจะเริ่มเป็นอันตรายกับตับ ไต หัวใจ รวมไปถึงสมอง เมื่อร่างกายของสุนัขมีอุณหภูมิสูงถึง 41-42 องศา นอกจากนี้จริง ๆ แล้วโรคฮีตสโตรกสามารถเกิดขึ้นได้ทุกช่วงเวลาและทุกฤดู เพียงแต่ว่าช่วงหน้าร้อนเป็นช่วงที่มีความเสี่ยงที่จะเกิดโรคมากที่สุดเท่านั้น 

อาการโรคฮีทสโตรกในสุนัข

          อาการโรคฮีตสโตรกสามารถสังเกตได้จากการที่สุนัขแลบลิ้นออกมามากจนผิดปกติ มีอาการเหนื่อย หอบ หายใจลำบาก กระหายน้ำรุนแรง น้ำลายเหนียวหรือยืด เหงือกมีสีแดงเข้มแล้วเปลี่ยนเป็นสีน้ำเงินหรือม่วง เหงือกหรือจมูกแห้ง มีอาการเซ สับสนมึนงง ชัก อาเจียนบ่อย ท้องเสียเฉียบพลัน นอนนิ่งเกร็งขาทั้ง 4 ข้าง ตามตัวมีอุณหภูมิสูง อีกทั้งอาจจะเลือดกำเดาไหลหรือชัดร่วมด้วย หากอาการรุ่นแรงก็อาจถึงขั้นเสียชีวิตได้ 

          ทั้งนี้ความรุนแรงของโรคฮีทสโตรกในสุนัขมีความแตกต่างกันไปตามขนาดรูปร่างของสุนัขและระยะเวลาที่อยู่ในที่ร้อนจัด ยิ่งอยู่ในพื้นที่นานและร้อนจัดมาก ๆ ก็ยิ่งเป็นอันตรายกับสุนัขมากขึ้น

วิธีดูแลและรักษาเมื่อมีอาการฮีทสโตรก
 
1. นำสุนัขออกจากบริเวณที่มีความร้อนสูง

          หากเป็นไปได้ควรพาสุนัขมาอยู่ในที่ร่มที่มีลมโกรก หรือบริเวณที่มีไอเย็นจากเครื่องปรับอากาศ นอกจากนี้ควรห้ามไม่ให้สุนัขออกไปทำกิจกรรมกลางแจ้ง และวิ่งเล่นกลางแดดในช่วงเวลาดังกล่าว จนกว่าจะตรวจเช็กจนมั่นใจว่า สุนัขหายเป็นปกติแล้ว

2. ให้สุนัขดื่มน้ำเย็น

          ในระหว่างนี้ควรให้สุนัขดื่มน้ำเย็นหรือน้ำอุณหภูมิห้องทีละน้อย เพราะถ้าปล่อยให้สุนัขดื่มน้ำมากเกินไปในเวลาอันรวดเร็ว อาจทำให้สุนัขอาเจียนได้ ส่วนในกรณีที่สุนัขไม่สนใจให้ใช้น้ำซุปไก่หรือน้ำซุปเนื้อแทนได้ แต่อย่างไรก็ตามไม่ควรบังคับให้สุนัขดื่มน้ำ หากสุนัขไม่ยอมดื่มด้วยตัวเอง

3. หลีกเลี่ยงการใช้ผ้าเย็นเช็ดตัว

          เจ้าของสุนัขสามารถใช้ผ้าเย็นเช็ดตัวสุนัขเพื่อช่วยลดความร้อนในร่างกายได้ โดยเฉพาะบริเวณใต้อุ้งเท้าและใต้ท้อง แต่ไม่ควรใช้ผ้าเย็นห่มตัวสุนัขทิ้งไว้ เพราะนอกจากจะเป็นการลดการระบายอากาศแล้ว ยังเป็นการเพิ่มความร้อนให้กับร่างกายของสุนัขด้วย อีกทั้งควรหลีกเลี่ยงสถานที่ปิด เช่น กรงสุนัข แต่ให้พาสุนัขไปอยู่ในที่มีการถ่ายเทอากาศดี ก็ช่วยลดอุณหภูมิในร่างกายได้

3. รดน้ำบนตัวสุนัข 

          ควรใช้น้ำที่มาจากก๊อกน้ำหรือสายยางรดน้ำลงบนตัวสุนัขด้วยระดับความดันน้ำที่ไม่แรงจนเกินไป และพยายามหลีกเลี่ยงการพาสุนัขไปแช่น้ำโดยตรง ไม่ว่าจะเป็นอ่างอาบน้ำหรือสระว่ายน้ำ เพราะการแช่น้ำจะทำให้อุณหภูมิในร่างกายของสุนัขลดลงเร็วเกินไป ก็จะทำให้มีอาการอื่น ๆ ตามมา เช่น หัวใจวายเฉียบพลัน หรือท้องอืด

4. พาไปพบสัตวแพทย์

          ถึงแม้จะดูแลเป็นอย่างดีแต่ก็ไม่ควรวางใจเสียทีเดียว หากเป็นไปได้ควรพาไปพบสัตวแพทย์ด้วย เพราะแม้ภายนอกจะดูเป็นปกติดี แต่อวัยวะภายในร่างกายของสุนัขอาจมีบางส่วนที่เกิดความเสียหายจากโรคฮีตสโตรกได้ และถ้าหากไม่วินิจฉัยให้ละเอียดก็อาจทำให้สุนัขถึงตายได้

5. ใช้แอลกอฮอล์ลูบใต้ฝ่าเท้า

          เนื่องจากสุนัขระบายความร้อนที่ผ่านผิวหนังใต้อุ้งเท้า ฉะนั้นการใช้แอลกอฮอล์ลูบที่บริเวณดังกล่าวก็ช่วยให้การระบายความร้อนในร่างกายดีขึ้น ส่วนปริมาณของแอลกอฮอล์ไม่ควรใช้มากเกินไป เพราะจะเป็นอันตรายหากสุนัขเผลอเลียอุ้งเท้า


วิธีป้องกันการเกิดโรคฮีทสโตรก

 1. เลี่ยงต้นเหตุของโรคหรือทำให้อาการกำเริบ

          สุนัขที่มีอายุมาก เป็นโรคอ้วน และเคยมีประวัติโรคฮีตสโตรก หรือโรคชักมาก่อน มีโอกาสที่เป็นโรคฮีทสโตรกได้ง่าย จึงทำให้มีความเสี่ยงมากกว่าสุนัขทั่วไปโดยเฉพาะสุนัขจมูกสั้น เช่น ปั๊ก หรือบูลด็อก ส่วนสุนัขพันธุ์อื่น ๆ ก็มีโอกาสเป็นได้เช่นกัน ดังนั้นควรหลีกเลี่ยงบริเวณที่มีสภาพอากาศร้อนจัดไว้ก่อนจะดีกว่า

2. ไม่ควรปล่อยให้สุนัขอยู่ในรถ

          หากไม่จำเป็นจริง ๆ ในช่วงฤดูร้อนไม่ควรให้สุนัขอยู่ในรถ ถึงแม้ว่าอากาศภายในรถจะไม่ร้อน หรือเปิดหน้าต่างรถทิ้งไว้ก็ตาม เพราะอุณหภูมิในรถช่วงฤดูร้อนแบบนี้สามารถเพิ่มสูงขึ้นได้อย่างรวดเร็วภายในเวลาไม่กี่นาที ซึ่งถือเป็นเรื่องที่อันตรายกับสุนัขมากทีเดียว

3. ตัดแต่งขนสุนัข

          ในหน้าร้อนแบบนี้เจ้าของควรพาสุนัขไปโกนหรือตัดขนให้สั้นลงด้วย โดยเฉพาะสุนัขที่มีขนทั้งหนาและยาว เพื่อลดความสะสมความร้อน ที่สำคัญหากเป็นไปได้ควรพาสุนัขไปตัดขนกับผู้เชี่ยวชาญ เพื่อจะได้ออกแบบขนไปในตัวด้วย

4. นำสุนัขมาเลี้ยงไว้ในบ้านในวันที่มีแดดร้อนจัด

          หากอากาศร้อนจัดควรพาสุนัขมาอยู่ในห้องที่มีเครื่องปรับอากาศ ระหว่างวันที่มีแดดร้อนมาก ๆ หากไม่สามารถทำได้ก็ควรพาสุนัขไปอยู่ในที่ที่มีร่มเงา และมั่นใจว่าปลอดภัยกับสุนัขแทน

5. จัดหาน้ำและที่ร่มให้

          สำหรับบ้านที่เลี้ยงสุนัขไว้นอกบ้านควรเตรียมน้ำ และหาที่พักที่มีร่มเงาไว้ให้กับสุนัขด้วย นอกจากนี้ยังมีบางคนเทน้ำแข็งลงบนพื้นเอาไว้ให้สุนัขนอนกลิ้งในวันที่มีอากาศร้อนอีกต่างหาก

6. พาสุนัขไปเล่นน้ำ

          หากบ้านอยู่ใกล้กับแม่น้ำ หรือมีสระน้ำอยู่ในบ้าน ก็ควรหาโอกาสพาสุนัขไปเล่นน้ำ หรือไม่ก็ใช้น้ำลูบตัวสุนัขบ้าง ก็จะช่วยป้องกันโรคฮีทสโตรกได้ทางหนึ่งแต่อย่างไรก็ตามไม่ควรให้สุนัขลงเล่นน้ำลึกจนเกินไปนัก หากสุนัขมีทักษะการว่ายน้ำไม่ดีพอ

          และนี่คือโรคร้ายที่ก่ออันตรายให้กับสุนัขซึ่งเจ้าของควรระวัง ถึงแม้ไม่เคยมีประวัติก็อาจเป็นได้ อีกทั้งยังเป็นอันตรายถึงชีวิต ฉะนั้นเตรียมพร้อมรับมือเอาไว้ก่อนกันดีกว่านะคะ


ขอขอบคุณข้อมูลจาก wikihow, thesprucepets, โรงพยาบาลสัตว์ทองหล่อ และ

***อัปเดตข้อมูลล่าสุดเมื่อวันที่ 23 เมษายน 2562

เครดิตภาพ  https://www.pinterest.com/pin/58335757667006482/


Tuesday, April 23, 2019

วิธีคลายร้อนสำหรับสุนัขและแมว ร้อนเบอร์ไหนก็อยู่ได้สบายมาก




         วิธีคลายร้อนสำหรับสุนัข และ วิธีคลายร้อนสำหรับแมว ช่วยให้อยู่ได้สบาย ๆ แม้ในวันที่อากาศร้อนที่สุด ไปดูกันว่าจะสามารถลดอุณหภูมิอากาศที่ร้อนระอุในบ้าน ด้วยวิธีคลายร้อนสำหรับสุนัขและแมวได้อย่างไรบ้าง

          นับวันอากาศยิ่งร้อนขึ้นเรื่อย ๆ แม้แต่คนยังทนไม่ค่อยจะได้ แล้วนับประสาอะไรกับสุนัขและแมวที่มีขนเต็มตัว คงรู้สึกไม่สบายตัวแน่ ๆ จะเปิดแอร์เลี้ยงสุนัขและแมวทั้งวัน ก็คงจ่ายค่าไฟไม่ไหว วันนี้กระปุกดอทคอมเลยรวบรวมวิธีคลายร้อนสำหรับสุนัขและแมวมาฝาก วิธีคลายร้อนสำหรับสุนัขและแมวง่าย ๆ ไม่ต้องพึ่งแอร์ แต่ก็ช่วยดับร้อนได้เยี่ยมเลยล่ะ 


วิธีคลายร้อนสำหรับสุนัข 

1. หมั่นเติมน้ำดื่ม หรือก้อนน้ำแข็ง

          วิธีที่ง่ายที่สุดที่จะช่วยบรรเทาความร้อน คือหมั่นเติมน้ำดื่มให้สุนัขของคุณอยู่เรื่อย ๆ เพราะอากาศร้อนแบบนี้แน่นอนว่าน้องหมาจะต้องหิวน้ำเป็นพิเศษ ลองใช้น้ำเย็น หรือใส่ก้อนน้ำแข็งลงไปด้วย น้องหมาบางตัวก็ชอบเลียน้ำแข็งให้คลายร้อนด้วยนะ

 2. เปิดพัดลม

          เพิ่มความเย็นสบายให้สุนัขของคุณ ด้วยการเปิดพัดลม ยิ่งโดยเฉพาะสุนัขที่มีขนเยอะ มักจะร้อนมากเป็นพิเศษ ถ้าได้พัดลมเป่าให้ขนปลิวดูบ้าง น้องหมาคงจะอารมณ์ดีมากขึ้น

3. ผ้าเย็นแขวนพัดลม

          ถ้ากลัวว่าสุนัขของคุณจะเย็นไม่พอ ลองใช้ผ้าเย็นที่แช่ตู้เย็นจนเย็นเฉียบ นำไปแขวนไว้กับพัดลมแล้วปล่อยพัดลมช่วยเป่าไอเย็นให้ไปสัมผัสสุนัขของคุณ เพิ่มความสดชื่นได้อีกนิด

4. เจลเย็น หรือผ้าห่อน้ำแข็ง

          ลองใช้คูลเจลสำหรับลดไข้ แช่ตู้เย็นให้เย็นจัด แล้วห่อด้วยผ้าขนหนูนุ่ม ๆ เอามาวางให้น้องหมาของคุณกอดรัดฟัดเหวี่ยง หรือจะวางรอง ให้นอนเกลือกกลิ้งอยู่บนความเย็นเลยก็ได้ ถ้าไม่มีเจลเย็นให้ลองใช้น้ำแข็งห่อผ้าขนหนูแทน

5. เบาะนอนเก็บความเย็น

          ลองหาซื้อเบาะเจลสำหรับรองนอน แล้วนำไปแช่ตู้เย็น จากนั้นเอามารองนอนให้กับน้องหมาของคุณ ถ้าหมดเย็นแล้วให้นำเอาไปแช่ตู้เย็นได้เรื่อย ๆ 

6. กะละมังอาบน้ำ

          วิธีการนี้อาจจะเปียกเลอะเทอะหน่อย แต่ก็ได้ผลดีอยู่เหมือนกันนะ แค่รองน้ำใส่กะละมังอาบน้ำ หรืออ่างอาบน้ำของน้องหมา พอถึงเวลาที่น้องหมาของคุณร้อนจนทนไม่ไหวละก็ มันจะลงไปแช่น้ำเองตามธรรมชาติ แต่พอมันขึ้นจากน้ำแล้ว คงต้องตามเช็ดบ้านกันสักนิด

7. เช็ดตัวด้วยผ้าเย็น

          ถ้ามีเวลาว่าง หมั่นเช็ดตัวให้สุนัขของคุณด้วยผ้าเย็น หรือผ้าชุบน้ำแข็งก็ได้ ค่อย ๆ เช็ดตามซอกหลืบที่ทำให้น้องหมาของคุณกระวนกระวายใจ โดยเฉพาะที่ท้อง จะทำให้อุณหภูมิในร่างกายของน้องหมาเย็นลง และสบายตัวขึ้น


วิธีคลายร้อนสำหรับแมว 

1. วางน้ำแข็งคลายร้อน

          ในวันที่คุณต้องออกไปนอกบ้านทั้งวัน ไม่มีเวลาดูแลเจ้าเหมียวในตอนบ่ายที่อากาศร้อนจัด ก่อนออกจากบ้านให้นำน้ำแข็งสัก 3-4 ก้อนใส่ชามใส่น้ำของเจ้าเหมียว ถึงแม้น้ำแข็งจะละลายแล้วแต่น้ำก็ยังเย็นอยู่ ไว้ให้น้องเหมียวดื่มคลายร้อนระหว่างวัน 

2. ตั้งเวลาเปิด-ปิดแอร์ตอนไม่อยู่บ้าน

          ไม่จำเป็นต้องเปิดแอร์ให้ทั้งวัน เปิดแค่ตอนที่คุณไม่อยู่บ้าน โดยให้ตั้งเวลาเปิด-ปิดแอร์ในตอนบ่ายประมาณ 1-2 ชั่วโมงต่อวันไว้ช่วงที่ร้อนที่สุดของวัน ถ้ากลัวน้องแมวจะร้อนอีก ก็เปิดพัดลมไปพร้อมกันเพื่อให้มีลมเย็นหมุนวนอยู่ตลอดก็ได้ค่ะ 

3. ตั้งพัดลมเล็กประจำที่

          ถ้าใครกลัวสู้ค่าไฟไม่ไหว ซื้อพัดลมตัวเล็ก ๆ ให้เจ้าเหมียว สมัยนี้หาซื้อได้ง่ายแถมราคายังไม่กี่ร้อย แต่วิธีนี้ต้องใช้เวลาที่คุณอยู่บ้านด้วยเท่านั้น เดี๋ยวเจ้าเหมียวเห็นพัดลมแล้วอาจจะนึกว่าเป็นของเล่น จะยิ่งเสี่ยงอันตรายเข้าไปใหญ่

4. เคลียร์พื้นบ้านให้เจ้าเหมียวนอนเล่น

          พื้นบ้านเป็นส่วนที่เย็นที่สุดในช่วงหน้าร้อน การได้นอนเกลือกกลิ้งไปตามพื้นบ้านเย็น ๆ โล่ง ๆ ก็ช่วยคลายร้อนได้เหมือนกัน ฉะนั้นแล้วพื้นบ้านต้องโล่ง ไม่มีพรมหรือข้าวของวางระเกะระกะ

5. ขวดน้ำแช่แข็งคลายร้อน

          ให้นำขวดน้ำไปแช่ช่องฟรีซให้แข็ง จากนั้นน้ำผ้าขนหนูห่อขวดน้ำไว้ นำไปวางมุมโปรดของเจ้าเหมียว ให้เจ้าเหมียวได้นอนเกลือกกลิ้งข้าง ๆ ขวด เจ้าเหมียวจะได้รู้สึกเย็นชื่นใจแถมยังตัวไม่เปียกด้วย

6. หมั่นเปลี่ยนน้ำบ่อย ๆ

          น้ำที่ให้เจ้าเหมียวดื่มนั้นควรจะสะอาดและเย็นอยู่เสมอ อากาศร้อนจะทำให้น้ำมีอุณหภูมิสูงขึ้น ระหว่างวันควรเปลี่ยนน้ำบ่อย ๆ โดยน้ำที่เปลี่ยนใหม่ไม่จำเป็นต้องเป็นน้ำเย็น ใช้น้ำอุณหภูมิห้องแทนได้ค่ะ 

7. ปิดม่านกันแดด

          ถ้าคุณไม่อยู่บ้านก็ไม่ควรเปิดผ้าม่านไว้ เพราะในตอนบ่ายแดดอาจส่องเข้ามาในบ้านและไม่สามารถสะท้อนออกไปได้ ทำให้อุณหภูมิในบ้านสูงขึ้นไปอีก ถ้าไม่อยากให้บ้านมืดทึบก็หาผ้าม่านโปร่ง ๆ หรือฟิลม์กรองแสงมาติดแทนก็ได้ค่ะ 

8. ตัดขน

          ถ้าน้องแมวของคุณเป็นสายพันธุ์ที่มีขนยาวหนาฟูฟ่อง ให้ตัดขนแบบไลอ้อนคัท (Lion Cut) หรือการตัดขนส่วนลำตัวให้สั้นแล้วเหลือไว้แค่ส่วนหัว ถ้าแมวมีขนสีขาวเลี่ยงไปตัดส่วนท้องแทน เพราะผิวหนังอาจไหม้แดดได้

9. หลีกเลี่ยงเจลประคบเย็น

          ถึงแม้ว่าเจลประคบเย็นจะทำมาจากสารที่ไม่เป็นพิษต่อร่างกายของคน เพราะแพ็กเกจที่เป็นพลาสติกไม่สามารถทนเล็บคม ๆ ของเจ้าเหมียวได้แน่ ๆ หากเจ้าเหมียวเผลอข่วนแล้วเลียเจลที่ไหลออกมาละก็เป็นเรื่องแน่ ๆ 

10. ห้ามปล่อยแมวไว้ในรถเด็ดขาด

          รถในหน้าร้อนไม่ต่างกับเตาอบสำหรับเจ้าเหมียว ฉะนั้นไม่ควรปล่อยเจ้าเหมียวไว้ในรถเด็ดขาด ไม่ว่าจะเป็นช่วงเวลาสั้น ๆ ก็ตาม 

          อย่างไรก็อย่าลืมเอาวิธีคลายร้อนที่เรานำมาฝากนี้ไปใช้กับสุนัขและแมวที่บ้านนะคะ จะได้รู้สึกสบายเนื้อสบายตัว ร่าเริง และขี้อ้อน ไม่งอแงหรือขี้หงุดหงิดจนทาสอย่างเราต้องปวดหัวไปตาม ๆ กัน 


ขอขอบคุณข้อมูลจาก Catster และ Bynature
เครดิตภาพ  https://www.pinterest.com/pin/39899146689953784/