Friday, December 13, 2019

7 เรื่องลับ ๆ ของสุนัขพันธุ์ชิวาวา ที่คุณอาจไม่เคยรู้


         เรื่องลับ ๆ ของสุนัขพันธุ์ชิวาวา ที่คุณอาจไม่เคยรู้ เจ้าหมาตัวน้อยตาโต ตัวเล็กน่ารัก ที่ได้ใจคนรักหมาไปทั่วโลก

             สุนัขมีมากมายหลากหลายสายพันธุ์ ไม่ว่าจะเป็นสุนัขสายพันธุ์เล็ก กลาง หรือขนาดใหญ่  แต่หนึ่งในบรรดาสุนัขพันธุ์เล็กที่ได้รับความสนใจ และนิยมเลี้ยงกันอย่างมาก คงจะหนีไม่พ้นพลพรรคชิวาวา เจ้าหมาตัวน้อยตาโต ที่มีใบหน้าแสนน่ารักบ้องแบ๊วได้ใจคนรักสุนัขทั่วโลก ซึ่งเราเชื่อว่ายังมีเรื่องราวอีกมากมายที่เกี่ยวกับน้องหมากระเป๋าพันธุ์นี้ที่คุณอาจะไม่เคยรู้ วันนี้กระปุกดอทคอมก็ได้นำเรื่องราวลับ ๆ ของเหล่าชิวาวามาบอกกันด้วยล่ะ

1. สุนัขตัวเล็กแต่ใจใหญ่ 

         หากคุณจะเลือกสุนัขสักตัวมาเป็นเพื่อนคู่ใจ ก็อย่าเพิ่งตัดสินใจอะไร ๆ จากภายนอกนะคะ เพราะถึงแม้ภายนอกของสุนัขพันธุ์ชิวาวาจะดูอ่อนหวาน นิ่ง ๆ และไม่ค่อยสนใจสิ่งรอบ ๆ ตัวเท่าไหร่ แต่จริง ๆ แล้วชิวาวานั้นเป็นสุนัขที่มีความมั่นใจในตัวเองสูง ไม่ชอบหยุดนิ่งอยู่กับที่ และมีความกล้าหาญกว่าที่คุณคิดเอาไว้มาก ที่นี้ก็รู้แล้วใช่ไหมว่าทำไมเราจึงบอกว่าอย่าเพิ่งตัดสินชิวาวาจากภายนอก

2. ร่างกายแข็งแรงสุด ๆ  


         เจ้าตัวจิ๋วชิวาวา มีอายุเฉลี่ยถึง 13-15 ปีเลยทีเดียว และบางตัวก็อาจจะมีอายุยืนกว่านี้ นั่นเป็นเพราะร่างกายของชิวาวานั้นแข็งแรงมากและไม่ค่อยพบปัญหาเกี่ยวกับสุขภาพสักเท่าไหร่เมื่อเทียบกับสุนัขพันธุ์อื่น ๆ เนื่องมาจากชิวาวาเป็นสุนัขที่มีนิสัยร่าเริง ไม่ค่อยมีความเครียดจึงทำให้พวกมันมีสุขภาพที่ดี และมีหน้าตายิ้มแย้มแจ่มใส พร้อมที่จะทำให้เจ้าของมีความสุขไปกับพวกมันด้วย


3. ซื่อสัตย์กับเจ้าของมาก  

         สุนัขพันธุ์ชิวาวาก็มีนิสัยรักและซื่อสัตย์ต่อเจ้านายของตัวเองมาก ๆ เช่นเดียวกับพันธุ์อื่น ๆ ดังนั้นชิวาวาจะมีความสุขมาก หากเห็นคุณรักและเอาใจใส่มันเพียงตัวเดียว แต่ถ้าคุณกลัวชิวาวาจะเหงา อยากจะหาสุนัขอีกสักตัวมาอยู่เป็นเพื่อน ก็ควรเลือกสุนัขสายพันธุ์เดียวกับชิวาวาเอาไว้ดีกว่า เพราะพวกมันจะยินดีต้อนรับสุนัขสายพันธุ์เดียวกันมากกว่าสุนัขต่างสายพันธุ์


4. เป็นเพื่อนที่ตายแทนได้

         ถ้าใครได้ก้าวเข้ามาอยู่ในใจของสุนัขตัวเล็กสายพันธุ์ชิวาวาแล้ว พวกมันไม่มีวันปล่อยให้คุณต้องอยู่อย่างโดดเดี่ยวเดียวดายแน่นอน เพราะชิวาวาจะจับสังเกตคุณอยู่ตลอดเวลาไม่ว่าคุณจะทำอะไรอยู่ที่ไหน เสมือนเป็นเงาตัวน้อย ๆ ของคุณนั่นเอง นอกจากนี้พวกมันก็เต็มใจทำตามคำสั่งของคุณโดยไม่ขัดขืนหรือแสดงอาการก้าวร้าวอีกด้วย ฉะนั้นคุณก็อย่าลืมเอาใจใส่และให้ความรักพวกมันอย่างเต็มที่เหมือนที่พวกมันมอบให้คุณด้วยนะ


5. ไม่ชอบอากาศหนาวอย่างแรง  
         
         ถึงแม้ชิวาวานั้นจะมีร่างกายและจิตใจที่สมบูรณ์แข็งแรงแค่ไหนก็ตาม แต่บางครั้งชิวาวาก็ไม่สามารถเอาชนะอากาศที่หนาวเย็นได้ ฉะนั้นหากที่บ้านของคุณเริ่มมีอากาศหนาวเย็นก็อย่าลืมหาเสื้อผ้าอุ่น ๆ ใส่ให้พวกมันด้วยนะ เพราะความเย็นเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดโรคข้อกระดูกเสื่อม ทางที่ดีก็เลี้ยงเอาไว้ในห้องที่มีอุณหภูมิปกติดีกว่าจ้า


6. ฉลาดเป็นกรด

         ชิวาวามีนิสัยกระตือรือร้น อยากรู้อยากเห็นเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว จึงทำให้พวกมันสามารถพัฒนาทักษะต่าง ๆ และเรียนรู้สิ่งรอบตัวได้อย่างรวดเร็ว แต่พวกมันจะทำตรงกันข้ามเมื่อรู้สึกเบื่อหรือเซ็ง ซึ่งถ้าเกิดชิวาวาของคุณมีอาการแบบนี้ คุณก็ควรเอาใจใส่และดูแลพวกมันเป็นพิเศษขึ้นอีกสักนิด เดี๋ยวพวกมันก็กลับมาสดใสเหมือนเดิมแล้วล่ะ


7. สุนัขตัวโปรดของเหล่าเซเลบ 

         สุนัขพันธุ์ชิวาวาถือเป็นสุนัขที่ออกกล้องกับเหล่าเซเลบ บ่อยที่สุด ไม่ว่าสาวไฮโซสุดเซ็กซี่อย่างปารีส ฮิลตัน หรืออดีตนางเอกสาวที่ผันตัวไปเป็นผู้กำกับอย่าง รีส วิสเทอร์สปูน ก็มักจะอุ้มชิวาวาตัวโปรดมาปรากฏตัวพร้อมกับพวกเธอบ่อย ๆ และหากย้อนกลับไปอีกนิดก็จะเห็นว่าสุนัขพันธุ์นี้ยังเป็นสุนัขที่เจ้าแม่วงการหนังอย่าง มาริรีน มอนโร สนใจอีกด้วย เหตุผลเพียงแค่นี้พอจะทำให้คุณสนใจชิวาวามากขึ้นหรือยังคะ

         ภายใต้รูปร่างเล็ก ๆ กะทัดรัดที่แสนจะธรรมดา แต่กลับมีเรื่องราวอีกมากมายที่น่าค้นหา ด้วยสาเหตุนี้เองที่ทำให้สุนัขสายพันธุ์ชิวาวามีเสน่ห์และเป็นที่สนใจของคนทั่วไป... หากจะหาสุนัขดี ๆ สักตัวก็อย่าลืมชิวาวาที่แสนน่ารักกันนะคะ 


https://pet.kapook.com/view47798.html
เครดิตภาพ  https://www.pinterest.com/pin/616852480195430323/

Thursday, December 12, 2019

ความจำสั้น แต่รัก ตูบ ยาว




ความจำสั้น แต่รัก ตูบ ยาว (Dogazine Healthy)
เรื่องหมาน่ารู้ เรื่องโดย : Mr.กุ๊กกู๋

          เมื่อพูดถึงความจำ หลายคนคงเคยสงสัยว่าสุนัขมีความจำหรือไม่ แล้วมันสามารถจดจำเรื่องราวเกี่ยวกับอะไรได้บ้างและยาวนานแค่ไหน อาทิ ถ้าสุนัขคลอดลูกออกมาหนึ่งคอก แล้วถูกจับแยกกันตั้งแต่ลูกสุนัขยังเล็ก เมื่อลูกสุนัขโตขึ้น แม่สุนัขจะจดจำลูก ๆ ของตัวเองได้ไหม หรือลูกสุนัขจะจดจำแม่ตัวเองได้หรือไม่

          แน่นอนครับว่าสุนัขมีความทรงจำเกี่ยวกับเหตุการณ์ต่าง ๆ เพียงแต่สุนัขไม่สามารถนึกย้อนไปถึงเรื่องราวหรือเหตุการณ์ต่าง ๆ ได้ด้วยตัวเอง แตกหากมีสิ่งเร้าเข้ามากระตุ้นให้จัดใต้สำนึกของมันเชื่อมโยงเข้ากับสิ่งนั้น ไม่ว่าจะเป็นกลิ่นเสียง รวมทั้งความรู้สึกด้านดีและไม่ดีในความทรงจำเก่า ๆ มันก็จะจำเหตุการณ์นั้น ๆ ได้ เช่น เมื่อมีขโมยเข้าบ้าน และถือไม้หน้าสามมาขู่สุนัข เหตุการณ์นี้เป็นความทรงเจ้าที่ไม่ดีของสุนัข แต่พอเวลาผ่านไปไม่นาน สุนัขก็จะลืมเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ทว่าในวันที่ขโมยคนเดิมถือไม้หน้าสามเข้ามาละแวกบ้านอีก มันจะจำเหตุการณ์เก่า ๆ ได้ เนื่องจากขโมยและไม้หน้าสาม คือสิ่งเร้าที่ทำให้สุนัขระลึกเหตุการณ์ครั้งก่อนได้


 ประเภทความทรงจำของสุนัข

1. ความทรงจำด้านเหตุการณ์

          สุนัขสามารถจดจำเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเช่นเดียวกับที่ได้อธิบายไปในข้างต้นว่า เมื่อมีสิ่งเร้าเข้ามากระตุ้น สุนัขย่อมสามารถนึกถึงเหตุการณ์ครั้งก่อนได้

2. ความทรงจำด้านเหตุผล

          สุนัขสามารถจำข้อเท็จจริงต่างๆ ได้ เช่น การที่สุนัขบางตัวจะเกลียดใครสักคน มันย่อมมีเหตุผลที่มันจะเกลียดใครคนนั้น เช่น มีผู้ชายสูงอายุหนวดเครารุงรังคนหนึ่ง เวลาเดินผ่านเข้ามาในอาณาเขต (หน้าบ้าน) ของมัน ชายสูงอายุคนนั้นมักเขวี้ยงก้อนหินใส่มัน สุนัขจึงมีสิทธิ์และมีเหตุผลที่จะเกลียดคนๆ นั้น เพราะชายสูงอายุมักทำให้มันเจ็บตัว และในวันต่อๆ ไป มันอาจจะจำเวลาที่ชายสูงอายุเดนิผ่านหน้าบ้านได้ เมื่อถึงเวลานั้นมันอาจจะหลบ หรือตั้งหน้าตั้งตาเห่าด้วยความเกลียดขังตามการตัดสินใจของมัน

3. ความทรงจำด้านการเคลื่อนที่

          สุนัขสามารถจำการเคลื่อนไหวแบบต่างๆ ได้ เช่น วิธีรับหรือจับอะไรบางอย่าง อาจเป็นการโยนลูกบอล หรือโยนห่วง หากเจ้าของเคยฝึกสุนัขให้วิ่งไปรับลูกบอลหรือรับห่วง ใบครั้งต่อๆ ไปมันย่อมจำได้ว่า เมื่อเจ้าของโยนสิ่งของเหล่านั้นออกไปจะต้องวิ่งไปคาบคืนมาในลักษณะใด

4. ความทรงจำด้านพื้นที่

          สุนัขสามารถจำสถานที่และสามารสร้างแผนที่ความทรงจำของบริเวณรอบๆ บ้านได้ สำหรับความทรงจำในข้อนี้ การทดสอบกับสุนัขตาบอดเห็นผลได้ชัดเจนที่สุด หากเจ้าของไม่ได้ย้ายของหรือจัดแผนผังบ้างใหม่ สุนัขตาบอดย่อมมีความจำเรื่องการเดินทางในช่วงที่ตายังไม่บอด สำหรับสถานที่เดิมๆ ได้เป็นอย่างดี แต่หากเจ้าของเคลื่อนย้ายสิ่งของ สุนัขตาบอดก็จะเกิดความสับสนและหลงทาง จนท้ายที่สุดมันอาจจะลืมแผนที่แห่งความทรงจำในบริเวณบ้านเลยก็เป็นได้

5. ความทรงจำด้านสังคม

          สุนัขสามารถจำได้ว่า คนหรือสัตว์ตัวไหนเป็นมิตรหรือศัตรู เช่น ในกรณีที่คนสองคนเป็นฝาแฝดกัน คนหนึ่งรักสุนัขมาก แต่อีกคนหนึ่งเกลียดสุนัขมาก ซึ่งแม้จะหน้าตาเหมือนกันแต่การแสดงออกไม่เหมือนกัน เมื่อคู่แฝดเจอกับสุนัขครั้งแรก แฝดคนที่รักสุนัขนั่งเล่นกับมันด้วยความอ่อนโยน ทว่าแฝดคนที่เกลียดสุนัขไม่สนใจสุนัขเลยแม้แต่น้อย แถมยังตะโกนด่าเมื่อสุนัขวิ่งมาหา หลังจากที่มันรับรู้ว่าใครรักมันมากกว่า ในการเจอกันครั้งต่อไป มันย่อมจดจำได้ว่าใครที่มีความรู้สึกที่ดีต่อมันมากกว่า

ความทรงจำระยะสั้น กับ ความรักระยะยาว...

ความจำของสุนัขแบ่งเป็นระยะสั้นกับระยะยาว

          1. ความจำระยะสั้น คือ การบันทึกเหตุการณ์ชั่วคราวที่เกิดขึ้นแบบหนเดียวจบ

          2. ความจำระยะยาว คือ การเก็บประสบการณ์ที่จะมีผลสำคัญต่อชีวิตคนหรือสัตว์ตัวนั้น ๆ ไว้ในหัวสมอง ซึ่งเราคงเคยได้ยินกันมาบ่อย ๆ ใช่ไหมครับว่า สุนัขสามารถบันทึกความทรงจำได้แค่เพียง 5 นาที กล่าวได้ว่าสุนัขเป็นสัตว์ที่ไม่เก่งเรื่องความจำเอาเสียเลย แต่หากสุนัขได้เก็บเกี่ยวเหตุการณ์เดิม ๆ การฝึกแบบเดิมบ่อยๆ จนกลายเป็นกิจวัตรประจำวันแล้วล่ะก็สุนัขจะสามารถจดจำสิ่งเหล่านั้นได้ และหากต้องกระทำในครั้งต่อ ๆ ไป โดยเฉพาะถ้ามีกลิ่นหรือเสียงมากระตุ้นก็ยิ่งจะทำให้ความจำของมันกลับมาได้ง่ายขึ้น เช่น เมื่อเรายกถาดอาหาร มันก็จะเห่าดีใจรู้ว่าถึงเวลาอาหารแล้ว หรือหากเราหยิบสายจูง มันก็จะดีใจ และรับรู้ว่ากำลังจะได้ออกไปเดินเล่นกับเจ้าของ เป็นต้น

          เมื่อพูดถึงเรื่อง "กลิ่น" สำหรับสุนัขแล้วเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่ง เพราะสุนัขอาศัยกลิ่นในการจดจำมากกว่าภาพหรือเสียง เนื่องจากสุนัขมีความสามารถในการคมที่เป็นเลิศอยู่แล้ว ลูกสุนัขแรกเกิดอาศัยการดมกลิ่นเพื่อที่จะคลานไปดูดนมแม่สุนัข และหากแม่สุนัขถูกพรากลูกไปตั้งแต่ยังเล็กเมื่อกลับมาเจอกันอีกครั้ง ตามทฤษฎีที่กล่าวมาจึงทำให้ลูกสุนัขและแม่สุนัขจำกันได้

 ความจำระหว่างสุนัขที่มีต่อคน...

          หลายคนคงสงสัยกับทฤษฎีที่ว่า สุนัขมีความทรงจำเพียง 5 นาที แต่ทำไมเวลาเราหายไปจากบ้านเป็นเวลานานหลายชั่วโมง พอเรากลับมาถึงบ้าน สุนัขมันก็กระดิกหางรอต้อนรับเราด้วยความที่มันจำได้ว่าเราคือใคร

          สุนัขแต่ละตัวมีนิสัยที่แตกต่างกัน แต่สิ่งที่เหมือนกันก็คือ สุนัขรู้ว่าใครคือเจ้าของ โดยรับรู้จากกลิ่น และเสียงเป็นหลักทุกครั้งที่กลับบ้าน มันมีวิธีการจดจำของมันเอง เมื่อเห็นภาพของเจ้าของ มันก็จะจำเหตุการณ์ในครั้งก่อนระหว่างมันและเจ้าของได้ เมื่อมันรู้ว่าคนนี้คือคนที่รักและเอ็นดูมัน มันก็มีวิธีการตอบแทนและแสดงออกตามสัญชาตญาณ

          สำหรับสุนัขแล้ว พวกมันอาจจะมีความจำสั้น แต่ความรักของพวกมันที่มีต่อเจ้าของยาวกว่ามาก ความรัก ความผูกพัน ที่สุนัขมีต่อเราและเรามีต่อสุนัข มันมากจนเกินคำบรรยาย หากจะกล่าวว่าพวกมันจะรักเราไปจนชีวิตหาไม่ ก็คงไม่เกินไปนัก ในเมื่อเรารู้เช่นนี้แล้ว อย่าลืมมอบความทรงจำดี ๆ ให้กับพวกเขาเยอะ ๆ นะครับ สุนัขก็มีความคิด ความรู้สึก อารมณ์ และความทรงจำไม่ต่างจากมนุษย์อย่างเรา ๆ

ขอขอบคุณข้อมูลจาก

https://pet.kapook.com/view36484.html
เครดิตภาพ https://www.pinterest.com/pin/177821885277653010/

Monday, December 9, 2019

แบบทดสอบ คุณพร้อมจะเลี้ยง สุนัข จริง ๆ หรือไม่


เริ่มต้นเลี้ยงสุนัขด้วยความเข้าใจ (ตัวคุณเอง) (Dogazine)
โดย Freedom Dog

          สำหรับคนที่กำลังคิดจะเลี้ยงสุนัข หรือบางท่านที่เลี้ยงอยู่แล้ว ลองตอบคำถามเหล่านี้ดู คุณจะได้มั่นใจว่าการที่คุณได้นำสุนัขมาเลี้ยงเป็นสิ่งที่ควรกระทำหรือไม่ เอ้า...เตรียมกระดาษและดินสอมาลองตอบกันว่า "ใช่" หรือ "ไม่" กันเลย

          1. ฉันตั้งใจมั่นว่าจะพาสุนัขไปเดินอย่างน้อยชั่วโมงครึ่งทุกวัน ใช่หรือไม่ (หรือ ฉันจะแค่ปล่อยให้สุนัขไปอยู่ที่สนามหลังบ้าน และหาเหตุผลเข้าข้างตัวเองว่า สุนัขได้ออกกำลังกายนอกบ้านอย่างเต็มที่แล้ว ใช่หรือไม่)

          2. ฉันตั้งใจมั่นที่จะเรียนรู้วิธีที่จะกลายเป็นจ่าฝูงที่สุขุม สงบ มั่นคงให้กับสุนัขของฉัน ใช่หรือไม่ (หรือ ฉันจะยอมตามใจสุนัขทุกเรื่อง เพราะทำได้ง่ายกว่า ใช่หรือไม่)

          3. ฉันตั้งใจมั่นว่าจะกำหนดกฎระเบียบ ขอบเขต และข้อจำกัดที่ชัดเจนในบ้านของฉัน ใช่หรือไม่ (หรือ ฉันจะปล่อยให้สุนัขของฉันทำอะไรก็ได้ หรือเมื่อไรก็ได้ที่สุนัขต้องการ ใช่หรือไม่)

          4. ฉันตั้งใจมั่นว่าจะจัดหาอาหารและน้ำให้กับสุนัขของฉันเป็นประจำ ใช่หรือไม่ (หรือ ฉันจะให้อาหารเฉพาะเวลาที่ฉันจำได้ ใช่หรือไม่)

          5.ฉันตั้งใจมั่นว่าจะให้ความรักเฉพาะเวลาที่เหมาะสมเท่านั้น และเมื่อสุนัขอยู่ในภาวะที่สงบยอมจำนน ใช่หรือไม่ (หรือ ฉันจะกอดและจูบสุนัขเมื่อเกิดความกลัวหรือก้าวร้าว หรือเมื่อเวลาที่ฉันอยากแสดงความรัก ใช่หรือไม่)

          6. ฉันตั้งใจมั่นว่าจะพาสุนัขไปหาสัตวแพทย์เป็นประจำสม่ำเสมอ ทำให้มั่นใจว่าสุนัขจะได้ทำหมันและตอน สุนัขจะได้รับการตรวจสุขภาพ และได้รับการฉีดยาที่เหมาะสมจำเป็น ใช่หรือไม่ (หรือว่าฉันจะพาสุนัขไปหาหมอเฉพาะเวลาที่ป่วยหรือได้รับบาดเจ็บ ใช่หรือไม่)

          7. ฉันต้องทำให้มั่นใจว่า สุนัขของฉันชอบเข้าสังคม และ/หรือรับการฝึกอย่างเหมาะสม ดังนั้นสุนัขจะไม่เป็นอันตรายต่อสัตว์อื่นหรือผู้คน ใช่หรือไม่ (หรือ ฉันได้แต่หวังว่าสุนัขจะทำตัวดีและคอยเตือนผู้คนให้ถอยห่างจากสุนัขของฉัน ใช่หรือไม่)

          8. ฉันเต็มใจจะเก็บอุจจาระหลังจากที่สุนัขถ่ายทุกครั้ง เมื่อพาสุนัขไปเดิน ใช่หรือไม่ (หรือ ฉันคิดว่าอุจจาระสุนัขของฉัน ควรเป็นภาระของคนอื่นที่ต้องเก็บแทน ใช่หรือไม่)

          9. ฉันเต็มใจจะเรียนรู้จิตวิทยาสุนัขในเรื่องทั่ว ๆ ไป และความต้องการที่เฉพาะเจาะจงในสายพันธุ์ของสุนัขแบบลงในรายละเอียด ใช่หรือไม่ (หรือ ฉันเพียงแค่ทำไปตามสัญชาตญาณ ใช่หรือไม่)

          10. ฉันเต็มใจที่จะเตรียมเงินไว้บางส่วน เผื่อไว้ในกรณีที่ต้องเรียกหาผู้เชี่ยวชาญในการปรับพฤติกรรม หรือต้องรีบไปหาสัตวแพทย์กับการรักษาแบบฉุกเฉินใช่หรือไม่ (หรือ สุนัขจะได้หรือไม่ได้อะไร ก็ขึ้นอยู่กับสิ่งที่ฉันสามารถจะหาให้ได้ในขณะนั้น ใช่หรือไม่)

          แนะนำว่าคุณควรตอบ "ใช่" กับส่วนแรกของคำถามที่สำคัญเหล่านี้ทุก ๆ ข้อ และตอบว่า "ไม่" กับส่วนของคำถามที่อยู่ในวงเล็บทุกข้อ

          เพื่อน ๆ สอบผ่านกันไหม? ตอบใช่และไม่ครบทุกข้อหรือเปล่า ...ถ้าหากว่าสอบผ่าน คุณก็พร้อมที่จะเลี้ยงสุนัขแล้วล่ะ แต่ถ้าไม่ คุณอาจจะต้องคิดทบทวนใหม่ว่าจะทำอย่างไรกับสัตว์ที่จะซื้อหรือรับมาเลี้ยง เพราะคุณอาจต้องรอให้มีความพร้อมในเรื่องของความรับผิดชอบมากกว่านี้ แล้วค่อยมาตอบคำถามทั้ง 10 ข้อ ใหม่อีกครั้ง


ขอขอบคุณข้อมูลจาก

https://pet.kapook.com/view8804.html
เครดิตภาพ  https://www.pinterest.com/pin/747597606879392402/

Sunday, December 8, 2019

10 สุนัขเห่าน้อย เจ้าของสบายใจ คนข้างบ้านสบายหู

cr. pic. https:/1www.pinterest.com/pin/A_KMzwAQgMADoNec5VKynYU/



         10 สายพันธุ์สุนัขที่เห่าน้อยที่สุด อยู่ด้วยแล้วไม่เสียงดังโวยวาย เป็นสุนัขเงียบ ๆ แต่ไม่เรียบร้อยไปซะทุกตัวนะจ๊ะ

          หลายครั้งเสียงเห่าของสุนัขก็กวนจิตกวนใจทั้งเจ้าของและบ้านใกล้เรือนเคียงอยู่มากทีเดียว จนทำให้หลายคนอยากมองหาสุนัขพันธุ์ที่เห่าน้อย ๆ มาเลี้ยงดูบ้าง เว็บไซต์ vetstreet.com ก็เลยทำการรวบรวบข้อมูลจากสัตวแพทย์กว่า 200 คนมาให้ชมกัน เพื่อให้รู้จักกับ สายพันธุ์สุนัขที่เห่าน้อยที่สุด แบบที่เลี้ยงแล้วสบายใจทั้งคนเลี้ยงและคนรอบข้าง ลองไปดูกันนะคะว่ามีพันธุ์อะไรบ้าง

1.  นิวฟันด์แลนด์ (Newfoundland)

          แม้จะมีเสียงเห่าที่ดังจนน่าตกใจ แต่สุนัขนิวฟันด์แลนด์กลับไม่ค่อยได้เสียงสักเท่าไร อีกทั้งถึงหน้าตาของมันออกจะเชื่อง ๆ เซื่องซึมเหมือนหมาง่วงนอน แต่กลับเป็นสุนัขที่มีความกล้าหาญและเฉลียวฉลาดมากทีเดียว นอกจากนี้ยังใจดี รักเด็ก มีความซื่อสัตย์ ช่วยเหลือคนที่ประสบอุบัติเหตุทางน้ำมาแล้วมากมาย ด้วยทักษะการว่ายน้ำที่ติดตัวมาแต่เกิด ซึ่งสิ่งที่เจ้าของควรทำก็คือ หมั่นทำความสะอาดขนให้มันอยู่เสมอ เนื่องจากเป็นสุนัขที่มีขนยาวและหนาทำให้สกปรกได้ง่าย



เครดิตภาพ  https://www.pinterest.com/pin/499266308692086068/

2. เกรทเดน (Great Dane)

          เป็นสุนัขรูปร่างสูงใหญ่ที่รักความสงบเป็นอย่างยิ่ง ดังนั้นจึงไม่ค่อยได้ยินเกรทเดนเห่าสักเท่าไร แต่ถ้าส่งเสียงสักครั้งอาจทำให้ตกใจได้ง่าย ๆ เพราะเป็นเสียงต่ำที่ดังกว่าสุนัขพันธุ์อื่น ๆ เยอะเลย ส่วนเรื่องนิสัยก็ค่อนข้างน่ารักทีเดียว เพราะนอกจากจะชอบนอนในที่แคบ ๆ ชอบคลุกคลีกับคนเหมือนเป็นสุนัขตัวเล็ก ๆ แล้ว ยังเป็นสุนัขที่ไม่ค่อยเจอปัญหาอะไรด้วย



เครดิตภาพ  https://www.pinterest.com/pin/283656476517977530/

3. เกรท ไพรีนีส (Great Pyrenees)

          สำหรับสุนัขตัวใหญ่สายพันธุ์นี้ หากได้รับการอบรมฝึกฝนที่ดีพอ ก็จะทำให้มันกลายเป็นสุนัขที่เรียบร้อย สุภาพ และสามารถปกป้องเจ้าของได้ แต่อย่างไรก็ตามผู้ที่เป็นเจ้าของจะต้องทำการบ้านมาอย่างดี จึงจะช่วยให้สุนัขหัวดื้อสายพันธุ์นี้มีพฤติกรรมอย่างที่ต้องการ ทั้งยังมีความมั่นใจ กล้าหาญ ซื่อสัตย์ และมีมารยาทกับคนและสัตว์อื่น ๆ ด้วย



เครดิตภาพ  https://www.pinterest.com/pin/279152876889218275/

4. อิตาเลียน เกรฮาวด์ (Italian Greyhound)

          เป็นสุนัขรักความสงบที่มาพร้อมกับรูปร่างปราดเปรียว ฉลาด มีนิสัยขี้เล่น ร่าเริง อ่อนโยน และในขณะเดียวกันก็ชอบความท้าทายด้วย อีกทั้งยังไม่ก้าวร้าว ฝึกง่ายชอบอยู่กับเจ้าของ แถมยังเป็นมิตรกับเด็กและสัตว์เลี้ยงตัวอื่นอีกต่างหาก สิ่งที่เจ้าของควรทำก็คือ ควรพามันออกไปวิ่งเล่นบ่อย ๆ แต่ก็ควรมีสายจูงติดไปด้วยเพราะความกระตือรือร้นเกินไปของมัน อาจทำให้เกิดอุบัติเหตุได้ง่าย ๆ



เครดิตภาพ  https://www.pinterest.com/pin/228909593548028674/

5. วิปเพ็ท (Whippet)

          ถึงจะเป็นสุนัขแสนรู้ มีร่างกายที่ปราดเปรียว สามารถเคลื่อนไหวได้อย่างคล่องแคล่ว แถมยังชอบเห่าเวลาที่รู้สึกไม่พอใจ หรือต้องการบางสิ่งบางอย่าง แต่ลึก ๆ แล้วก็เป็นสุนัขที่รักสงบ เห่าน้อย และชอบนอนหลับใกล้ ๆ กับเจ้าของมากกว่า แต่อย่างไรก็ตามด้วยนิสัยที่มีความกระตือรือร้นสูงของสุนัข ดังนั้นเจ้าของจึงควรพาออกไปวิ่งเล่นเป็นประจำ และอยู่ภายใต้การควบคุมเป็นอย่างดี



เครดิตภาพ  https://www.pinterest.com/pin/596586281871147560/

6. มาสทิฟฟ์ (Mastiff)

          แม้จะเป็นสุนัขที่ค่อนข้างดื้อ แต่ก็เห่าน้อยและมีนิสัยที่น่ารักมากทีเดียว เพราะพวกมันพร้อมจะปกป้องครอบครัวอันเป็นที่รักอยู่เสมอ นอกจากนี้ยังมีความซื่อสัตย์ สุภาพ เข้ากับเด็กหรือสัตว์เลี้ยงตัวอื่นได้เป็นอย่างดี อีกทั้งยังปรับตัวให้เข้ากับสภาพแวดล้อมได้ง่าย แต่อย่างไรก็ตามควรได้รับการฝึกฝน และออกกำลังกายอย่างถูกต้องเหมาะสมด้วย



เครดิตภาพ  https://www.pinterest.com/pin/322711129549849555/

7. เบอร์นีส เมาน์เทน ด็อก (Bernese Mountain dog)

          ส่วนสุนัขที่มีความสามารถหลากหลาย จนถูกนำมาใช้เป็นทั้งสุนัขลากเลื่อน ต้อนสัตว์ หรือสุนัขเฝ้าบ้าน แม้ตอนที่ยังเป็นลูกสุนัขบางตัวอาจจะปากเปราะ ดูกระตือรือร้น และแอบเจ้าเล่ห์นิด ๆ แต่เมื่อโตขึ้นกลับเป็นสุนัขที่รักสงบและเห่าน้อยทีเดียว ทั้งนี้เนื่องจากเป็นสุนัขขนาดใหญ่ ทำให้มีปัญหาสุขภาพหลายอย่าง ดังนั้นมันจึงเหมาะกับเจ้าของที่มีเวลาดูแลเท่านั้น




8. บูล มาสทิฟฟ์ (Bullmastiff)

          สุนัขที่เกิดจากการผสมพันธุ์ระหว่างบูลด็อกและมาสทิฟฟ์ ดังนั้นนอกจากจะเห่าน้อย มีความแข็งแรง ว่องไว ฉลาด และซื่อสัตย์กับเจ้าของมาก ๆ แล้วยังเป็นมิตรกับคนอื่น ๆ ในครอบครัว รวมไปถึงเด็กด้วย ยกเว้นแมวหรือสุนัขตัวอื่น ๆ โดยเฉพาะเพศเดียวกัน และหากคิดจะเลี้ยงก็ควรมีพื้นที่มากพอให้บลูมาสทิฟฟ์วิ่งเล่นได้ด้วย



เครดิตภาพ  https://www.pinterest.com/pin/414542340700755643/

9. เซนต์เบอร์นาร์ด (St. Bernard)

          แม้จะเป็นสุนัขที่มีนิสัยน่ารัก ร่าเริง ขี้อาย และซุกซน แต่ถ้าหากได้รับการฝึกฝนอย่างเหมาะสม ก็จะเป็นสุนัขเห่าน้อยที่เหมาะกับครอบครัวที่กำลังมองหาสุนัขมาเลี้ยงไว้เป็นเพื่อนเล่นสักตัว ทั้งนี้มีข้อควรระวังอย่างหนึ่งคือ เนื่องจากเซนเบอร์นาร์ดเป็นสุนัขที่มีรูปร่างใหญ่ ทำให้มีโอกาสเป็นโรคต่าง ๆ ได้ง่าย ดังนั้นผู้เลี้ยงจึงจำเป็นต้องดูแลเอาใจใส่มันเป็นอย่างมาก



เครดิตภาพ  https://www.pinterest.com/pin/840484349190148691/


10. คาวาเลียร์ คิง ชาร์ลส์ สแปเนียล (Cavalier King Charles Spaniel)

          แม้ คาวาเลียร์ คิง ชาร์ลส์ สแปเนียล จะเป็นสุนัขพันธุ์เล็ก ที่มีนิสัยขี้เล่น ติดคน และไม่ชอบการอยู่ลำพัง แต่กลับเป็นสุนัขที่เห่าน้อย ซึ่งอาจจะมีการเห่าคนแปลกหน้าบ้างเป็นบางครั้ง ถึงอย่างนั้นการส่งเสียงของมันก็เป็นการผูกมิตรมากกว่าตั้งใจจะขับไล่ โดยสุนัขพันธุ์นี้มีน้ำหนักอยู่ที่ระหว่าง 13-18 ปอนด์ อายุเฉลี่ยประมาณ 9-15 ปี ก็เลยทำให้กลายเป็นหนึ่งในสุนัขกลุ่มทอยที่มีขนาดใหญ่ที่สุด แต่ก็เหมาะกับเจ้าของที่ต้องการเลี้ยงเอาไว้ในบ้านด้วยเหมือนกัน



เครดิตภาพ  https://www.pinterest.com/pin/633178028843656452/

          ก็หวังว่าข้อมูลที่นำมาฝากกันในวันนี้ จะเป็นประโยชน์สำหรับคนที่คิดจะเลี้ยงสุนัข แต่อยากได้สุนัขเห่าน้อยมาเป็นเพื่อนข้างกายกันนะคะ


https://pet.kapook.com/view105275.html
เรียบเรียงข้อมูลโดยกระปุกดอทคอม

ขอขอบคุณข้อมูลจาก vetstreet.com

Saturday, December 7, 2019

ก่อนจะเลี้ยงหมา...ต้องรู้อะไรบ้าง?


ก่อนจะเลี้ยงหมา...ต้องรู้อะไรบ้าง? (Dogazine Healthy)
เรื่องโดย : D.Dogs Kennel, TH.

             ตามตำราเขาว่า "ถ้าเริ่มต้นด้วยดี จะสำเร็จไปแล้วครึ่งหนึ่ง" ก็คงจะจริงถ้าต้องการเลี้ยงหมาให้ดี เนื่องจากผู้ที่จะเลี้ยงหมาให้ได้ดีจำเป็นต้องรู้เรื่องของหมาให้ดี เหมือนการเริ่มต้นการเลี้ยงที่ต้องเรียนรู้เรื่องหมาให้ดี เหมือนการเริ่มต้นการเลี้ยงที่ต้องเรียนรู้เรื่องหมาทั้งภาคทฤษฎีและปฏิบัติ เนื่องจากการเลี้ยงหมาเป็นได้ทั้งวิชาการและศิลปะ มันมีชีวิตและจิตใจเหมือนกัน

             การเริ่มเลี้ยงหมา ก่อนอื่นต้องรู้จักสายพันธุ์ของหมาซึ่งมีอยู่มากมาย ทั้งที่ได้รับการขึ้นทะเบียนไว้กับสมาคมฯ และไม่ได้ขึ้นทะเบียน เช่น หมาที่ใช้ในการกีฬา หมาที่ใช้ในการทำงานเป็นต้น เมื่อรู้แล้วก็ต้องถามตัวเองว่าชอบอะไร เท่านั้นก็คงไม่พอ เพราะการเลี้ยงหมาต้องมีคนเข้ามาเกี่ยวข้องด้วยหลายคนโดยเฉพาะคนในครอบครัว ถ้าเราชอบอยู่คนเดียวคงไม่ดีแน่เนื่องจากเราไม่ได้อยู่กับหมาตลอดเวลา

             เมื่อรู้แล้วว่าเราชอบอะไรก็ต้องหาวิธีศึกษาสายพันธุ์ ทำความรู้จักถึงประวัติ ที่มาที่ไป ทั้งนี้เพื่อประโยชน์ในการเลี้ยงอย่างสูงสุด เนื่องจากหมาแต่ละสายพันธุ์ แต่ละตัวก็มีความแตกต่างกันไม่เหมือนกัน เราต้องศึกษาถึงถิ่นกำเนิด เนื่องจากหมาที่มาจากต่างถิ่นก็จะมีพื้นฐานที่ไม่เหมือนกัน เช่น หมาที่มาจากยุโรป หรือทางเอเชีย เพราะแต่ละทวีปย่อมมีความแตกต่างด้านอุณหภูมิภูมิคุ้มกันต่างๆ ของหมาก็ต่างกัน ดังนั้นความต้านทานต่อสิ่งรอบข้างของหมาย่อมต่างกัน การเลี้ยงดู การให้อาหาร การสร้างภูมิคุ้มกันก็ต้องต่างกัน

             มาดูสิ่งที่เหมือนกัน คือ หมาทุกตัวจะมีสรีระที่เหมือนกันความต้องการพื้นฐานที่เหมือนกัน แม้อาจมีโรคภัยไข้เจ็บที่ต่างกันอยู่บ้าง เช่น หมาบางสายพันธุ์อาจมีความอ่อนไหวต่อโรคบางโรคมากกว่าหมาอีกสายพันธุ์หนึ่ง ขณะที่หมาอีกสายพันธุ์หนึ่งมีความต้านทานโรคหนึ่งได้ดีกว่า แต่อ่อนไหวต่ออีกโรคหนึ่ง ซึ่งเรื่องดังกล่าวผู้เลี้ยงจะต้องมีประสบการณ์ในการเลี้ยงมาเป็นอย่างดี

             เรื่องการผสมพันธุ์ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่การเลี้ยงหมาจะประสบผลสำเร็จหรือไม่ อาจเรียกได้ว่าสำคัญที่สุดก็ได้ เพราะการผสมพันธุ์เป็นทั้งศาสตร์และศิลป์ดังที่กล่าวไปแล้ว เนื่องจากผู้เลี้ยงหมาไม่อาจเป็นผู้ผสมพันธุ์หมาได้ทั้งหมด ก่อนอื่นถ้าเรามาพิจารณาเอกสารใบพันธุ์ประวัติ จะมีช่องที่ระบุว่าใครเป็นผู้ผสมพันธุ์ ถ้าไม่มีความสำคัญคงไม่มีที่ให้ระบุไว้ ดังนั้นผู้ผสมพันธุ์จึงมีความสำคัญอย่างมาก อย่างน้อยชื่อของผู้ผสมพันธุ์จะต้องอยู่ในเอกสารใบพันธุ์ประวัติของหนาไปจนเอกสารนั้นหมดอายุหรือถูกยกเลิกไป นั่นก็คือหนาตัวนั้นหมดอายุหรือตายไปนั่นเอง

เมื่อผู้ผสมพันธุ์มีความสำคัญดังกล่าวแล้ว จึงทำให้มีความรู้สึกว่า ถ้าได้ทำความรู้จักกับผู้ผสมพันธุ์น่าจะได้ความรู้เพิ่มขึ้น ก็จริงอยู่ ถ้าผู้ผสมพันธุ์หมาท่านนั้นเป็นผู้ผสมพันธุ์ที่มีชื่อเสียงจริง แต่ในทางตรงข้าม จากที่ได้พบมาหลายท่านไม่เป็นเช่นนั้น ดังนั้นจึงต้องดูให้ดีว่าท่านกำลังพูดคุยอยู่กับใคร บางคนเพียงแต่นำชื่อไปใส่ไว้เท่านั้น การกระทำดังกล่าวถือเป็นการไม่ให้เกียรติวงการเป็นอย่างมาก สิ่งที่ผู้ผสมพันธุ์จะต้องแสดงออกให้วงการรู้ ได้แก่ ความรู้เรื่องการผสมพันธุ์ตามที่ตนเองมีอยู่ อย่างน้อยก็ความรู้เรื่องหมาที่ตัวเองเลี้ยงหรือเคยเลี้ยง เพราะบางครั้งธรรมชาติของหมาแต่ละสายพันธุ์ก็ไม่เหมือนกันหรือต่างกันอยู่แล้ว เช่น บางแก้ว พูเดิล เป็นต้น เรื่องดังกล่าวสำหรับผู้เลี้ยงบางแก้วและพูเดิลต่างก็ทราบดี ดังนั้นท่านที่ต้องการจะเลี้ยงหมาสองสายพันธุ์นี้จำเป็นจำต้องศึกษาให้ดี ว่ามีความเหมือนหรือแตกต่างกันอย่างไรการเลี้ยงหมาของท่านจึงจะประสบผลสำเร็จ

             นอกจากจะต้องทราบความแตกต่างแล้ว อีกเรื่องที่สำคัญไม่แพ้กัน ได้แก่ การฝึกสอน เพราะการเลี้ยงหมา ถ้าจะว่าไปแล้ว ใครก็สามารถเลี้ยงได้ไม่แตกต่าง แต่การทำให้หมามีคุณค่านั้น เป็นอีกเรื่อง ซึ่งถ้าทำได้จะเกิดความแตกต่างและเป็นที่ต้องการเพิ่มขึ้น การฝึกหมามีตำราให้เรียนรู้มากมาย ท่านที่สนใจก็สามารถนำมาศึกษาไดด้วยตนเอง เพราะไม่ได้ยากหรือเกินความสามารถที่จะทำได้ โดยมีเคล็ดลับในการฝึกสอนที่เหมือนกัน ได้แก่ ผู้ที่จะฝึกหมาจะต้องใจเย็นและไม่โมโหเท่านั้น ส่วนอื่นๆ ก็ให้ปฏิบัติตามที่ได้เรียนรู้มา

             เคล็ดลับอีกอย่างที่ผู้จะทำการฝึกหมาจะต้องรู้ ได้แก่ ธรรมชาติของหมาเป็นสัตว์ที่ต้องการเรียนรู้อยู่แล้ว มีความจงรักภักดี และอยากอยู่ใกล้ชิดผู้เป็นเจ้าของ ดังนั้นผู้ที่จะทำการฝึกสอนหมาที่ฉลาดจะต้องนำคุณสมบัติดังกล่าวออกมาใช้ให้เป็นประโยชน์หรือแม้แต่ต้องค้นหาคุณสมบัติดังกล่าว แล้วนำออกมาใช้ก็จะประสบผลสำเร็จได้ไม่ยาก การนำธรรมชาติของหมาออกมาใช้ก่อนอื่นจะต้องรู้ว่าหมาที่จะนำมาฝึกสอนนั้นเป็นหมาที่มีคุณสมบัติอย่างไร เช่น หมาอารักขา ก็จะต้องฝึกใช้งานด้านอารักขา หมาทางด้านการกีฬาก้องฝึกให้ใช้งานทางด้านกีฬา เป็นต้น ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับรูปร่างลักษณะของหมาแต่ละตัว หรือแต่ละสายพันธุ์เป็นสำคัญ ถ้าดูแล้วเห็นว่าเป็นสายพันธุ์อะไรก็ต้องฝึกสอนให้ไปทางนั้น นี่ก็เป็นเคล็ดที่ไม่ลับ ทว่าบางคนก็ไม่นำมาใช้ เพราะมักทำตามใจตัวเองก็จะไม่สำเร็จ ความใจเย็นในการฝึกสอนหมาก็เป็นหัวใจในการฝึกสอนด้วยเช่นกัน

 จริงอยู่หมาทุกตัวมีสัญชาติญาณในการต่อสู้ โดยเฉพาะการต่อสู้เพื่อเจ้านาย แต่ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับลักษณะรูปร่างของมันด้วยการนำพูเดิลไปฝึกเป็นหมาอารักขาก็น่าจะไม่แปลก เพราะหมาทุกตัวก็มีความเป็นหมาด้วยกันทั้งนั้น ทว่าที่แปลกก็คือพูเดิลไม่ได้มีสายเลือดอารักขาและรูปร่างก็ไม่เหมาะสม ดังนั้นพูเดิลก็ต้องฝึกให้เป็นพูเดิลครับ ส่วนหมาอารักขาก็มีอยู่มากมายที่จะนำมาฝึกใช้งานให้เป็นหมาอารักขาที่ดีได้ ไม่ว่าจะเป็น รอตต์ไวเลอร์เยอรมัน เชพเพิร์ด หรือโดเบอร์แมนน์

             นอกจากหมาพวกนี้จะนำมาฝึกสอนให้เป็นหมาใช้งานด้านอารักขาแล้ว ยังสามารถนำมาฝึกใช้งานอย่างอื่นได้ เช่น นำมาฝึกสอนให้ช่วยเป็นหมานำทางคนตาบอด หรือหมาเฝ้ายามก็ได้
            
             หมานั้นสามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้อย่างมากมาย ขึ้นอยู่กับว่าเราจะนำมาใช้ประโยชน์อย่างไร หรือด้านใด ทั้งในทางที่ถูกและผิด ผู้เลี้ยงหมาต้องเป็นผู้ค้นหาในเรื่องทำนองนี้ ซึ่งก็จะทำให้หมาที่เลี้ยงมีคุณค่า ยิ่งถ้าเป็นการเลี้ยงเพื่อธุรกิจ การฝึกสอนก่อนการจำหน่ายมักจะทำให้จำหน่ายได้ในราคาที่สูงกว่า เนื่องจากหมาของเรามีคุณค่าที่สูงกว่าหมาที่มีขายทั่วไปในท้องตลาดเชื่อว่าผู้ซื้อก็ต้องพิจารณาคุณค่าก่อนหมาที่ไม่มีคุณค่าอะไร

             จงจำไว้ว่าการเลี้ยงหมานั้น ผู้เลี้ยงจะต้องรู้จักหมาที่จะเลี้ยง แล้วจะประสบผลสำเร็จ ถ้าไม่รู้ก็ต้องหาวิธีศึกษา ไม่ใช่ว่าสักแต่ว่าเลี้ยง ก็จะเลี้ยงได้ไม่ดี สิ่งสำคัญเมื่อเลี้ยงแล้วต้องเลี้ยงให้ดี การนำหนาไปปล่อยให้เป็นภาระของสังคมเป็นการกระทำที่ไม่ถูกต้องและไม่สมควร ถ้ารักหมาไม่ควรทำอย่างนั้น จงรู้ไว้เสมอว่าหมาเป็นเพื่อนที่ดีที่สุดของคนเรา

Friday, December 6, 2019

ภาษากายที่ สุนัข ใช้ในการสื่อสาร


ภาษากายที่สุนัขใช้ในการสื่อสาร (โรงพยาบาลสัตว์ทองหล่อ)

          สุนัข เป็นสัตว์ที่ฉลาด มีไอคิวที่สูงกว่าสัตว์เลี้ยงอื่นๆ สุนัขสามารถแปลสัญญาณต่าง ๆ ทั้งที่มนุษย์ หรือสุนัขอื่น ๆ พยายามสื่อถึง ด้วยลักษณะนี้เองทำให้สุนัขเข้าใจมนุษย์ และพวกเดียวกันได้อย่างไม่ยากเย็นนัก

การดมกลิ่น

          สุนัข ใช้สัญญาณต่าง ๆ ในการติดต่อสื่อสารกัน และการดมกลิ่นก็เป็นการสื่อสารอย่างหนึ่ง ที่สุนัขใช้กันมาก สุนัขกำหนดเขตแดนของตน โดยการปัสสาวะบ่อยๆ และโดยการเกา หรือขีดข่วนพื้น เพื่อทิ้งกลิ่นเหงื่อจากต่อมเหงื่อที่อุ้งเท้า นอกจากนี้ สุนัขยังชอบที่จะกลิ้งตัวไปตามพื้น เพื่อทิ้งกลิ่นตัวเองไว้ นัยว่า แผ่นดินนี้ เราจองนะ

ภาษากาย

          นอกจากทิ้งกลิ่นแล้ว สุนัขยังได้พัฒนาภาษากายขึ้น เพื่อสื่อสารกับพวกเดียวกันเอง สัตว์อื่นๆ รวมถึงมนุษย์ด้วย ภาษาที่ว่านี้ คือ การแสดงออกทางสีหน้า เช่น การแยกเขี้ยวยิงฟัน การแกว่งหาง เป็นต้น ซึ่งภาษาเหล่านี้แสดง ให้เห็นถึงความรู้สึกของสุนัขอย่างตรงไปตรงมา ที่เข้าใจได้ง่ายๆ เช่น การเห่าคำรามอย่างดุดัน ก็หมายถึง อย่ามายุ่งกับฉันนะ ถ้าเข้ามา ฉันกัดเธอแน่ เป็นต้น ต่อไปนี้เป็นตัวอย่างของภาษากาย และความหมายที่สุนัขพยายามสื่อ
         
           อาการ กระดิกหาง หมายถึง การแสดงความรัก และดีใจ

           อาการ หางตั้งขึ้น หมายถึง การสงสัยอะไรบางอย่าง

           อาการ หางจุกตูด หมายถึง การแสดงความกลัว หรือยอมแพ้

           อาการ เอาจมูกแตะกัน หมายถึง การที่สุนัขทำความรู้จักกัน เป็นการหยั่งเชิงซึ่งกันและกัน

           อาการ นอนหงาย หมายถึง การแสดงการยอมแพ้ เพื่อจะได้ไม่ถูกทำร้าย

           อาการ ฉี่ (ปิ๊ด..ปี๊ด) หมายถึง การประกาศอาณาเขตที่อยู่

           อาการ เดินวนไปมา หมายถึง การจับจองบริเวณ แสดงความเป็นเจ้าถิ่น

           อาการ เลีย และเคล้าเคลีย หมายถึง การแสดงความรัก และเป็นมิตร

           อาการ ใช้จมูกดมตามพื้น หมายถึง การหาที่ขับถ่าย

           อาการ เห่า หมายถึง การแสดงอาการระวังภัย

ขอขอบคุณข้อมูลจาก

https://pet.kapook.com/view6458.html
เครดิตภาพ  https://www.pinterest.com/pin/747597606915579503/

50 ความลับเล็ก ๆ ที่เหล่าสัตว์เลี้ยงอยากบอกให้คุณรู้


เรียบเรียงข้อมูลโดยกระปุกดอทคอม

          คนรักสัตว์ส่วนใหญ่อาจจะเคยศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับสัตว์เลี้ยงมาแล้วมากมาย ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลทั่วไปของสัตว์แต่ละตัว ทั้งรูปร่าง ขนาด ส่วนสูง หรืออุปนิสัย แต่ข้อมูลส่วนใหญ่ก็จะเป็นข้อมูลภาพรวมไม่ได้เจาะจงให้ลึกลงไป ทั้งที่จริง ๆ แล้วมีสิ่งที่พวกคุณควรรู้มากกว่านั้น โดยเฉพาะ 50 ความลับต่อไปนี้ของเจ้าสัตว์เลี้ยงตัวน้อย ที่อาจจะอยากบอกออกมาให้คุณได้รับรู้ ลองไปดูกันนะคะ

 1. สุนัขกระดิกหาง ไม่ใช่การเชื้อเชิญให้เล่นด้วย
          การที่สุนัขกระดิกหางไม่ได้หมายความว่า พวกมันอยากจะเล่นกับคุณเสมอไป เพราะนักวิจัยชาวอิตาลีพบว่า การกระดิกหางของสุนัขมีนัยสำคัญมากกว่านั้น โดยสุนัขจะกระดิกหางไปทางขวาเล็กน้อยเมื่อเจอบางอย่างที่พวกมันชอบ และจะกระดิกหางไปทางซ้ายเล็กน้อย เมื่อพวกมักเผชิญหน้ากับบางสิ่งบางอย่างที่พวกมันต้องการหลีกหนีต่างหาก

 2. แปรงแต่งขนมือสอง น้องหมาก็ใช้ได้

          หากคุณต้องการจะประหยัดค่าใช้จ่าย โดยการซื้อแปรงเก่ามาใช้ตกแต่งขนสุนัข คุณก็สามารถทำได้ไม่ว่ากัน แต่ขอให้เป็นแปรงที่เหมาะสมกับขนสุนัขของคุณด้วยจากการดูลักษณะของแปรง โดยแปรงแบบยางจะช่วยในเรื่องของการไหลเวียนเลือดและการกำจัดสิ่งสกปรกออกจากผิวหนัง ในขณะที่แปรงขนสัตว์สามารถช่วยกำจัดเส้นขนที่ตายแล้วได้ดีกว่า

 3. อย่าใช้แสงเล่นกับแมวให้สับสน

          เพราะแสงต่าง ๆ ทำให้แมวสับสน แทนที่จะรู้สึกสนุกสนานอย่างที่คุณคิด เนื่องจากพวกมันไม่สามารถจับต้องแสงเหล่านั้นได้ และถ้าหากคุณอยากเล่นกับแมวจริง ๆ แนะนำว่า ควรใช้ของเล่นที่แมวสามารถจับต้องได้ดีกว่า

 4. อย่าให้อาหารเป็นรางวัลทุกครั้ง

          ปกติเจ้าของมักจะให้ขนมเป็นของขวัญสัตว์เลี้ยงหลังการฝึกอะไรสักอย่าง ซึ่งบางครั้งปริมาณอาหารก็มากเกินกว่าที่ร่างกายของสุนัขหรือแมวต้องการ ฉะนั้นหากคุณต้องการให้รางวัลสักชิ้นกับสัตว์เลี้ยงที่สามารถทำตามคำสั่งของคุณได้ ก็ควรสับเปลี่ยนเป็นของเล่น หรือรางวัลชนิดอื่นบ้าง

 5. ไม่ควรใช้ไดร์เป่าผม เป่าขนสุนัข

          หากคุณอยากให้ขนสุนัขดูฟูฟ่องแทนที่จะใช้ไดร์เป่าผมแบบที่เคยทำมา ให้เปลี่ยนเป็นการใช้ผ้าเช็ดบริเวณโคนขน และหมั่นแปรงขนให้พวกมันแทนดีกว่า เพราะวิธีนี้จะช่วยดูดซับน้ำมันพร้อมกับทำให้ขนดูฟูฟ่องตามที่ต้องการ อีกทั้งยังไม่พันกันเป็นก้อนด้วย การใช้ไดร์เป่าผมบางครั้งก็ร้อนมากเกินไปจนสัตว์เลี้ยงไม่ปลื้ม

 6. อย่าเร่งเร้าสุนัขในขณะที่พวกมันกำลังจะขับถ่าย

          เพราะสุนัขทุกตัวมีสัญชาตญาณที่เกี่ยวข้องกับสนามแม่เหล็กของโลก ดังนั้นคุณจึงไม่ควรเร่งเร้าสุนัขให้รีบ ๆ ทำธุระ ในขณะที่พวกมันกำลังเดินวนไปมา เพื่อหาสถานที่สำหรับขับถ่าย แต่ควรรออย่างใจเย็นจะดีกว่า

7. สุนัขนอนเยอะไม่ใช่เรื่องดี

          คุณอาจคิดว่าที่สุนัขนอนเยอะ ๆ เป็นเรื่องที่ดีที่จะได้พักผ่อน แต่ที่จริงแล้วก็ไม่ใช่เรื่องดีเสมอไป และกระทบกับบุคลิกของสุนัขด้วย ทั้งนี้แก้ไขได้โดยการพาสุนัขออกไปเดินเล่นทุก ๆ วัน หรือแค่คุณยอมเล่นกับพวกมันบ้างอย่างน้อย 20 นาทีต่อวันก็พอแล้ว

8. สุนัขที่แก่ตัวลงก็กินยากขึ้น

          สุนัขที่ค่อย ๆ แก่ตัวลง อาจจะกินได้ไม่ง่ายเหมือนแต่ก่อน ยิ่งถ้าสุนัขของคุณเป็นโรคข้อต่ออักเสบ พวกมันจะมีความสุขมากกว่าหากคุณมีสิ่งของหรืออาหารที่ช่วยให้อาการดีขึ้น ซึ่งอาหารเสริมที่ดีต่อโรคนี้ก็คือ อาหารที่ประกอบด้วย กลูโคซามีน คอนโดรอิทิน และซัลเฟต และให้กินสลับกับอาหารทั่วไปที่เหมาะสมกับวัยของสุนัข

 9. การทำหมันไม่ได้ช่วยให้สัตว์เลี้ยงเลิกฉี่สร้างอาณาเขต

          เจ้าของหลายคนอาจจะเข้าใจว่า การทำหมันจะช่วยหยุดนิสัยไม่ให้แมวหรือสุนัขฉี่สะเปะสะปะได้ ซึ่งความจริงแล้วบางตัวก็ยังมีนิสัยเดิมอยู่ โดยเฉพาะถ้าหากมีสัตว์ตัวอื่นเข้ามาอยู่ในบ้าน

 10. พฤติกรรมที่เปลี่ยนไป เป็นสัญญาณว่าอาจป่วย

          หากสุนัขของคุณกินอาหารโดยใช้เวลาเป็นชั่วโมงกว่าจะหมดถ้วย ทั้งที่ปกติสามารถกินหมดภายในเวลาไม่กี่นาที หรือแสดงอาการเหนื่อยเร็ว มีปริมาณฉี่มากผิดปกติ และดื่มน้ำมากกว่าทุก ๆ วัน ควรพาสัตว์เลี้ยงไปพบสัตวแพทย์โดยด่วน เพราะสุนัขอาจกำลังป่วยอยู่ก็ได้

 11. เลี้ยงไว้ในบ้านไม่ใช่เรื่องแปลก

          ไม่ว่าสัตว์เลี้ยงของคุณจะเป็นแมวหรือสุนัข จะส่งผลดีกับพวกมันมากกว่าหากคุณจะเลี้ยงพวกมันเอาไว้ภายในบ้านเพียงอย่างเดียว เพราะพวกมันก็ไม่อยากถูกรถชน โดนขโมย หรือหายตัวไปจากครอบครัวอันเป็นที่รักของพวกมันรักนักหรอก

12. ควรแนะนำคนแปลกหน้าตั้งแต่สัตว์เลี้ยงยังเด็ก

          ผู้เชี่ยวชาญบางคนกล่าวว่า ควรให้สุนัขทำความรู้จักกับคนหน้าใหม่จำนวน 100 คน ที่มีขนาดลำตัว เพศ และเชื้อชาติที่แตกต่างกันในช่วง 100 วันแรกนับตั้งแต่ที่สุนัขลืมตาดูโลก ซึ่งหนึ่งในนั้นควรมีคนที่สวมหมวก ใส่แว่น หรือมีเครื่องประดับที่คิดว่าสามารถทำให้พวกมันรู้สึกกลัวได้รวมอยู่ด้วย เพื่อให้สุนัขสามารถแยกแยะได้นั่นเอง

13. สุนัขเอาก้นถูพรมไม่ใช่เรื่องน่ารัก

          หลายคนอาจจะคิดว่าพฤติกรรมดังกล่าวเป็นเรื่องน่ารัก แต่ความจริงแล้วหากคุณเห็นสุนัขเอาก้นถูกับพรม นั่นหมายความว่า พวกมันกำลังคันและมีอะไรผิดปกติ เมื่อเป็นเช่นนั้นเจ้าของก็ควรพาสุนัขไปพบกับสัตวแพทย์ เพราะอาจจะเป็นโรคต่อมข้างก้นอักเสบ พยาธิ หรือโรคผิวหนังก็ได้

14. หาวิธีรับมือกับสัตว์เลี้ยงก่อนพาเพื่อนใหม่เข้าบ้าน

          หากคุณต้องการจะนำสัตว์เลี้ยงตัวใหม่เข้ามาอยู่ในบ้าน ควรถามเทรนเนอร์หรือหาวิธีทดสอบอารมณ์สัตว์เลี้ยงเพื่อดูปฏิกิริยาตอบรับเสียก่อน เพื่อหาวิธีรับมือหากมีปัญหาเขม่นกันขึ้น หรือสัตว์เลี้ยงตัวเก่าตรอมใจจนหมดเรี่ยวแรง

15. อยากให้สุนัขสนใจ ไม่ต้องใช้ของสำหรับสุนัขก็ได้

          หากคุณต้องการให้สุนัขหันมาสนใจคุณ เมื่อคุณต้องการจะฝึกพวกมันละก็ ไม่จำเป็นต้องใช้อุปกรณ์หรือขนมเฉพาะสุนัขมาหลอกล่อหรอก ขอแค่เป็นของที่มีประกายแวววาว หรืออาหารหอม ๆ อย่างเช่น ไก่ทอด ก็ได้ผลแล้ว

 16. หากเห็นสุนัขหรือแมวกินหญ้าไม่ต้องตกใจ

          ที่บอกว่าไม่ต้องตกใจหรือจำเป็นต้องเข้าไปห้ามเมื่อเห็นสุนัขกินหญ้า ก็เพราะในขณะนั้นสุนัขอาจจะพยายามรักษาตัวเอง ต้องการสารอาหารมากขึ้น หรือแค่เคี้ยวเล่น ๆ ไปตามสัญชาตญาณเท่านั้นเอง หากจะห้ามก็ควรห้ามสุนัขที่กำลังจะกินหญ้าเคลือบยาฆ่าแมลงดีกว่า

 17. เสื้อผ้าที่กองบนพื้น อาจถูกแทะแบบไม่รู้ตัว

          อย่าคิดว่าสัตว์เลี้ยงจะไม่สนใจกองเสื้อผ้าของคุณ โดยเฉพาะชุดชั้นใน เพราะพวกมันอาจจะนำมาแทะหรือกัดกินจนเสียหายได้ ซึ่งสิ่งนี้สามารถยืนยันได้จากรายงานของสัตวแพทย์ ที่มีรายงานการผ่าตัดเสื้อผ้าออกจากท้องของสุนัขกว่าร้อยชิ้นในแต่ละปี

 18. พาสุนัขไปเลือกที่นอนด้วยตัวเองยิ่งดี

          ความต้องการของแต่ละคนไม่เหมือนกัน และสุนัขก็มีความรู้สึกแบบเดียวกันนี้ด้วยเช่นกัน ดังนั้นหากคุณคิดจะเลือกที่นอนให้กับสุนัข ทางที่ดีควรพาสุนัขไปเลือกด้วยตัวเองดีกว่า หรือเลือกที่นอนให้เหมาะสมกับลักษณะการนอนของพวกมัน ถ้าหากพวกมันชอบนอนโดยยื่นขาออกมาข้างหน้าควรเลือกที่นอนแบบราบและเปิดด้านข้าง แต่ถ้าหากสุนัขชอบนอนขดตัวก็ให้เลือกแบบที่มีขอบเตียง เป็นต้น

 19. สุนัขกับเด็ก เข้ากันไม่ได้อย่างที่คิด

          สุนัขอาจจะไม่ได้เข้ากับเด็กได้ดีอย่างที่คิด โดยเฉพาะถ้าหากคุณเห็นว่า สุนัขกำลังเลีย ลดหูไปด้านหลัง หันหัวไปทางอื่น หรือหาวบ่อย ๆ ในขณะที่เด็ก ๆ กำลังเล่นอยู่กับสุนัขแล้วละก็ อยากให้รู้เอาไว้ว่าตอนนี้สุนัขกำลังไม่พอใจเป็นอย่างมาก และคงจะดีกว่าหากคุณจะช่วยห้ามเด็ก ๆ ไม่ให้ดึงหาง ก่อนที่สุนัขจะสูญเสียหางของมันไป

 20.  อย่าตัดขนสุนัขเพราะคิดว่าพวกมันจะร้อน

          ไม่ว่าเครื่องตรวจจับอุณหภูมิจะแสดงระดับความร้อนกี่องศา และขนของสุนัขจะยาวแค่ไหน สุนัขก็ไม่ได้ต้องการหรือขอร้องให้คุณช่วยตัดขนพวกมันอยู่ดี เนื่องจากพวกมันมีกลไกที่ช่วยป้องกันความร้อนในตัวอยู่แล้ว หากคิดจะช่วยก็แค่พาพวกมันไปอยู่ในที่ที่มีอากาศเย็น ส่วนคุณก็แค่หมั่นแปรงขน และปรับระบบระบายอากาศให้ดีขึ้นก็พอ

 21. อย่าปล่อยสุนัขไว้ในสวนแล้วคิดว่าพวกมันสนุก

          หลาย ๆ คนอาจจะคิดว่า สุนัขจะรู้สึกสนุกสนานมากกว่าหากพาพวกมันไปปล่อยทิ้งไว้ที่หลังบ้าน ทั้งที่ความจริงแล้วไม่ใช่เลย เพราะสุนัขจะเดินไปหลบอยู่ที่มุมแล้วนอนรอให้คุณเดินกลับมาหาพวกมัน และจะยินดีมากกว่าหากคุณยอมวิ่งเล่นไปกับพวกมันด้วยมากกว่า

 22. สุนัขส่วนใหญ่ชอบเล่นจับจานบิน แต่ควรเลือกคุณภาพด้วย

          เพราะจานบินบางยี่ห้อเป็นพลาสติกแข็ง ซึ่งค่อนข้างเป็นอันตรายกับฟันและเหงือกของสุนัข ดังนั้นหากคุณต้องการจะเล่นกับพวกมันควรหาจานบินที่ทำจากพลาสติกนิ่ม ๆ หรือสามารถยืดหยุ่นได้ดีกว่า

23. สุนัขไม่ชินกับคนแปลกหน้า และอย่าเอามือไปจับ

          นอกจากนี้สุนัขยังอยากให้เจ้าของรู้เอาไว้ว่า พวกมันไม่รู้สึกยินดีเลยสักครั้งหากมีคนแปลกหน้ามาแตะต้องตัวพวกมัน และก็ไม่ต้องแปลกใจหากพวกมันจะกัด เพราะคนแปลกหน้าก็เหมือนชิ้นเนื้อดี ๆ นี่เอง ซึ่งคงจะดีกว่าหากให้คนแปลกหน้ายื่นมือมาให้พวกมันดมกลิ่นก่อน ก่อนที่จะจับหรือลูบขน

24. การถอดเล็บแมว เจ็บปวดและไม่ใช่เรื่องดี

          เจ้าของหลายคนตัดสินใจถอดเล็บแมวออก เพราะไม่อยากให้ข้าวของเสียหาย ซึ่งการถอดเล็บแมวก็ไม่ต่างอะไรจากการตัดนิ้วมือ ที่นอกจากจะเจ็บปวดมากแล้วยังทำให้พวกมันไม่เหลือความเป็นแมวอีกเลยด้วย

 25. แมวฉี่นอกกระบะทรายเพราะความเครียด

          หากคุณเห็นแมวฉี่นอกกระบะทราย ก็อยากให้รู้เอาไว้ว่า พวกมันไม่ได้มีเจตนาร้ายหรอกนะ เพราะพวกมันจะทำแบบนั้นก็ต่อเมื่อตกอยู่ในภาวะเครียด หรือกังวล อย่างเช่น มีคนแปลกหน้า สัตว์เลี้ยงตัวอื่น หรือเฟอร์นิเจอร์ชิ้นใหม่ เข้ามาอยู่ในบ้าน

 26. บ้านหมา บ้านแมว ดีไซน์แปลก อาจไม่ได้อยู่สบาย

          หยุดคิดสักนิดก่อนซื้อบ้านแมว หรือบ้านหมา หน้าตาแปลก ๆ ถึงแม้ว่ามันจะดูสวยงามดีอยู่ แต่สัตว์เลี้ยงของคุณไม่ได้อยากอยู่ในบ้านหน้าตาประหลาด แต่นอนไม่สบายหรอกนะ ลองเลือกบ้านหน้าตาพื้น ๆ แต่ให้สัตว์เลี้ยงอยู่แล้วมีความสุขดีกว่าเยอะ

 27. แมวทุกตัวสามารถฝึกให้ทำตามคำสั่งของคุณได้

          หลาย ๆ คนอาจจะคิดว่า การฝึกแมวเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ ทั้งที่จริงแล้วสามารถทำได้ง่าย ๆ โดยการเรียนรู้ทริกการสอนจากในเว็บไซต์ต่าง ๆ ทั้งการสั่งให้นั่ง ยืน กระโดดข้ามห่วง เดินมาหา หรือแม้แต่แตะมือกับคุณ เป็นต้น

 28. แมวเกร็งตัวเมื่อเอามือลูบหลัง ให้ระวังเอาไว้

          หากแมวตัวแข็งทื่อทุกครั้งที่คุณวางมือลงบนหลังของพวกมันให้ระวังให้ดี เพราะจากการศึกษาในปี 2013 ที่ตีพิมพ์ลงในวารสาร Physiology and Behavior ระบุว่า แมวที่ยืนตัวแข็งทื่อหลังจากที่มีคนลูบหลังมักจะเป็นแมวที่มีความเครียดสูงกว่าแมวที่เดินหนีการสัมผัส

29. แมวมองโลกแบบแนวตั้ง ไม่ใช่แนวนอน

          ฉะนั้นอย่าเพิ่งโกรธแมวของตัวเอง หากพวกมันบังเอิญทำของตกหรือหล่นจากที่สูง และคงจะดีกว่าหากมีทางพิเศษสำหรับแมวไว้รอบ ๆ ห้อง โดยการทำชั้นวางเป็นทางเดินให้กับแมว เพื่อให้แมวสามารถเดินลงมาที่พื้นหลังจากกระโดดขึ้นไปอยู่บนที่สูง ๆ ได้

30. เสียงครางของแมวไม่ได้แปลว่ามีความสุขเสมอไป

          แม้คุณจะได้ยินเสียงครางของแมว ก็ไม่ได้หมายความว่าพวกมันกำลังมีความสุขเสมอไปหรอกนะ เพราะการครางของแมวยังสามารถบ่งบอกถึง อาการเจ็บป่วย หรือกำลังกลัวสุดขีดด้วย ตามปฏิกิริยาตอบสนองอัตโนมัติ

31. คิดให้รอบคอบก่อนหาสัตว์เลี้ยงใหม่เข้าบ้าน 

          หากคุณคิดจะนำสัตว์เลี้ยงตัวใหม่เข้ามาในบ้าน ควรจะปรึกษากับสัตวแพทย์ก่อน เกี่ยวกับการแนะนำให้พวกมันทำความรู้จักซึ่งกันและกัน เพราะการจับพวกมันไปไว้ในห้องเดียวกันไม่ใช่วิธีการที่ถูกต้องเลย อีกทั้งอาจจะทำให้พวกมันทะเลาะกันด้วย ส่วนคนที่มีสัตว์เลี้ยงที่มีอายุมากแล้ว ก็ไม่จำเป็นต้องหาเพื่อนใหม่ให้พวกมันหรอกนะ เพราะพวกมันเคยชินกับการอยู่ตัวเดียวแล้ว และอยู่ได้สบายมาก

32. แมวเอาก้นมาใกล้หน้า อย่าเพิ่งโกรธ

          การที่แมวทำแบบนี้ไม่ได้ต้องการจะกวนหรือแกล้งคุณ แต่เป็นเพราะพวกมันอยากให้คุณช่วยทำความสะอาดก้นให้เหมือนกับตอนที่อยู่กับแม่แท้ ๆ ของพวกมันนั่นเอง

33. ซื้อของเล่นให้แมวไม่ต้องแพงนักก็ได้

          แมวทุกตัวต่างก็ชอบมีของเล่นด้วยกันทั้งนั้น แต่แมวไม่ได้เลือกของแพงมียี่ห้อสักหน่อย เพราะของธรรมดา ๆ ก็สามารถนำมาทำเป็นของเล่นให้แมวเล่นได้เหมือนกัน อย่างเช่น กล่องกระดาษ ถุงพลาสติก ขยำฟอยล์ห่ออาหารให้เป็นลูกบอลกลม ๆ หรืออะไรก็ตามที่ดูแวววาวมีประกายและสะท้อนแสงได้ แค่นี้ก็ทำให้แมวมีความสุขแล้วล่ะ

34. สอนสัตว์เลี้ยงได้ทันที ไม่ต้องรอครบ 6 เดือน

          หากคุณคิดจะสอนหรือสั่งห้ามไม่ให้สัตว์เลี้ยงทำอะไร ก็สามารถฝึกได้เลยทันที โดยไม่ต้องรอให้ถึงกำหนด 6 เดือนตามตำรา แต่ต้องแน่ใจว่าเจ้าสัตว์เลี้ยงของคุณรับรู้ได้ครบถ้วนแล้วนะคะ

35. อย่าไล่ตะเพิดสุนัข เมื่อพวกมันมาต้อนรับเจ้านายกลับบ้าน

          สุนัขจะรู้สึกสับสนทันทีหากคุณไล่ตะเพิดพวกมัน หลังจากที่พวกมันกระโดดใส่เพื่อต้อนรับเจ้านายกลับบ้าน ในเมื่อทุกคนต่างก็อยากได้สัตว์เลี้ยงที่ดี ฉะนั้นไม่ควรทำให้พวกมันรู้สึกสับสน โดยการไล่ตะเพิดพวกมันออกไป แค่เพราะพวกมันพยายามจะกระโดดใส่คุณอย่างดีใจเท่านั้น

36. เตรียมที่ฝนเล็บให้สัตว์เลี้ยงดีกว่าเสี่ยงเฟอร์นิเจอร์พัง

          คุณควรจะหาผ้าเก่า ๆ หรือสิ่งของอื่น ๆ อย่างเช่น อะลูมิเนียมฟอยล์ แผ่นพลาสติก และเทปกาว มาห่อหุ้มเฟอร์นิเจอร์ในบ้านเอาไว้ เพราะอย่างน้อยสิ่งของเหล่านี้ก็สามารถป้องกันไม่ให้เกิดรอยขีดข่วนได้ชั้นหนึ่ง จากนั้นก็เอาที่อุปกรณ์สำหรับฝนเล็บโดยเฉพาะ มาสอนให้สัตว์เลี้ยงฝึกข่วนอย่างเป็นที่

37. อย่ายอมให้สัตว์เลี้ยงนอนบนโซฟาตั้งแต่ยังเด็ก

          ถ้าคุณยอมให้สัตว์เลี้ยงนอนบนโซฟาของคุณ ในขณะที่พวกมันยังตัวเล็ก ๆ และน่ารักอยู่ละก็ พวกมันก็จะเคยชินกับการนอนบนโซฟา และคิดว่าเป็นสิ่งที่พวกมันสามารถทำได้ ไม่ว่าพวกมันจะโตขึ้นกี่ปีแล้วก็ตาม คราวนี้จะไล่ก็ยากแล้วนะ

38. สุนัขอายุมากก็ยังเรียนรู้ได้

          เจ้าของหลาย ๆ คนอาจจะคิดว่า สุนัขมีอายุจะฝึกยาก ทั้งที่จริงแล้วเจ้าของสามารถฝึกฝนสุนัขให้เรียนรู้ทักษะใหม่ ๆ ได้ตลอดชีวิตของพวกมันเลย ไม่ว่าพวกมันจะมีอายุเท่าไหร่ก็ตาม

 39. ให้สุนัขดมฉี่ตัวเอง เพื่อฉี่จุดเดิมไม่ได้ผลเสมอไป

          หากคุณเคยทำแบบนี้เพราะต้องการให้พวกมันฉี่จุด ๆ เดียวแล้วละก็ คุณคิดผิดแล้วล่ะ เพราะพวกมันไม่รู้หรอกว่า คุณทำแบบนั้นไปทำไม และแทนที่จะทำแบบนั้น คุณควรพาพวกมันออกไปนอกบ้าน เมื่อเห็นพวกมันมีทีท่าว่าจะฉี่ดีกว่า

40. หาของมาล่อสุนัขเมื่ออยากใส่สายจูงพาไปเดินเล่น

          หากคุณต้องการใส่สายจูงให้กับสุนัข คุณก็ควรจะหาสิ่งของมาดึงดูความสนใจพวกมันด้วย เมื่อเห็นว่าพวกมันพยายามหันไปทางอื่น เดินหนี หรือหยุดเดินแบบไม่มีเหตุผลในขณะที่คุณพาพวกมันไปเดินเล่น เพราะสิ่งของเหล่านั้นจะช่วยให้สุนัขรู้สึกอยากเดิน และทำตามคำสั่งของคุณขณะใส่สายจูงมากกว่า

41. พื้นผิวขรุขระบนโซฟา ช่วยแก้ปัญหาสัตว์เลี้ยงขึ้นมานอนได้

          หากคุณเหนื่อยกับการปัดขนแมวหรือขนสุนัขออกจากโซฟา คุณควรหาแผ่นพลาสติกที่มีผิวขรุขระ หรือเสื่อปูพื้นสำหรับรถยนต์แล้วนำมาวางบนโซฟา เท่านี้สัตว์เลี้ยงของคุณไม่ขึ้นมานอนบนโซฟาแล้วล่ะ เพราะพวกมันไม่ชอบนอนบนอุปกรณ์ขรุขระเหล่านี้สักเท่าไหร่

42. สุนัขเห่า กระโดด รื้อข้าวของ เพราะเรียกร้องความสนใจ

          หากเห็นสุนัขเห่า กระโดด หรือพยายามทึ้ง ดึงสิ่งของลงจากโต๊ะ อย่าเพิ่งดุหรือตีพวกมันนะ เพราะพวกมันไม่ได้ตั้งใจจะทำลายข้าวของของคุณหรอก แต่สุนัขกำลังอ้อนวอนให้คุณวางโทรศัพท์แล้วหันมาเล่นกับพวกมันบ้างต่างหาก

43.  ควรปลอบสุนัขเวลาฟ้าร้อง

          หากสุนัขของคุณกลัวฟ้าร้อง หรืออะไรก็ตามที่ส่งเสียงดัง ควรหาผ้ามาคลุมให้พวกมันด้วย หากไม่มีผ้าหรือเสื้อมาคลุมตัวพวกมัน ก็อาจจะอุ้มพวกมันมากอดเอาไว้กับตัวก็ได้ หรือจะลูบขนช่วงลำตัวเบา ๆ ก็เป็นวิธีที่ช่วยลดความตึงเครียดให้กับพวกมันได้เช่นเดียวกัน

44. อาหารบางชนิดก็ไม่ดีกับสัตว์เลี้ยง

          อย่าลืมว่าระบบย่อยอาหารของสัตว์เลี้ยงแตกต่างกับคนโดยสิ้นเชิง เพราะฉะนั้นจึงไม่ควรให้สัตว์เลี้ยงกินอาหารสุ่มสี่สุ่มห้า โดยเฉพาะลูกเกด องุ่น สาเหตุหลักที่ทำให้สุนัขเป็นโรคไตได้ นอกจากนี้ยังมีอาหารอันตรายอื่น ๆ อีกมากมายที่ไม่ควรให้พวกมันกิน ซึ่งรวมไปถึง ช็อกโกแลต กาแฟ แมคคาเดเมีย ถั่วต่าง ๆ และอะโวคาโด

 45. ถ้าอยากให้ขนของสัตว์เลี้ยงเส้นเล็กและดูเงางาม 

          คุณควรจะเลือกอาหารที่ประกอบด้วยกรดไขมันที่จำเป็น ซึ่งอาหารสัตว์เลี้ยงที่ได้มาตรฐานส่วนใหญ่ก็จะมีสารอาหารตัวนี้กับสารอาหารอื่น ๆ ในปริมาณที่สมดุลและเพียงพอกับความต้องการอยู่แล้ว แต่ถ้าหากเป็นอาหารสัตว์เลี้ยงที่ไม่ได้มาตรฐานหรือเป็นอาหารที่เจ้าของทำขึ้นเองมักจะมีสารอาหารที่ไม่สมดุล หรือไม่เพียงพอกับความต้องการ ก็เลยส่งผลให้ขนของสัตว์เลี้ยงดูแข็ง ๆ และหยาบกระด้างนั่นเอง

 46. สารอาหารควรมีให้ครบถ้วน

          เช็กประเภทอาหารและปริมาณสารอาหารที่สัตว์เลี้ยงต้องการ ก่อนทำอาหารให้พวกมันกิน เพราะนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนียในสหรัฐอเมริกาเผยว่า ในปี 2013 มีสุนัขจำนวน 95 เปอร์เซ็นต์เป็นโรคขาดสารอาหาร เนื่องจากอาหารที่ทำโดยเจ้าของมักมีสารอาหารไม่ครบถ้วน

47. ไม่ควรหลงเชื่อคำโฆษณาเกี่ยวกับอาหารของสัตว์เลี้ยงมากจนเกินไป

          จริงอยู่ที่การให้สัตว์เลี้ยงของคุณกินอาหารเม็ดเป็นส่วนสำคัญในการช่วยปรับสมดุลสารอาหารในร่างกายของพวกมัน แต่ทั้งนี้ก็ไม่ได้หมายความว่าอาหารเหล่านั้นจะเหมาะสมกับสัตว์เลี้ยงทุกตัวเสมอไป ทางที่ดีแนะนำว่า หากคิดจะซื้ออาหารยี่ห้อใหม่มาให้สัตว์เลี้ยงกิน ก็ควรจะปรึกษาสัตวแพทย์ก่อนดีกว่า

 48. หากคุณให้สุนัขกินอาหารดิบ พวกมันอาจจะตายด้วยโรคฟันร้าวหรือติดเชื้อได้

          นอกจากนี้การให้สุนัขกินอาหารดิบยังเพิ่มความเสี่ยงการเป็นโรคภูมิคุ้มกันอ่อนแอในสุนัขด้วย ก็เลยเป็นสาเหตุให้ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคของประเทศสหรัฐอเมริกา และองค์กรอื่น ๆ ต่อต้านการให้สุนัขกินอาหารดิบนั่นเอง

 49. หากสุนัขหายตัวไป

          สิ่งแรกที่คุณควรทำก็คือ ให้ลองโทรศัพท์หาสถานที่รับเลี้ยงสุนัขที่อยู่ห่างออกไปจากบ้านของคุณในระยะ 10 กิโลเมตร จากนั้นจึงค่อยสอบถามหรือตามหาจากสถานที่ที่คาดว่าพวกมันจะไป และสถานรับเลี้ยงสัตว์ใกล้ ๆ บ้าน แล้วประกาศตามหาสัตว์เลี้ยงอีกครั้งหากยังไม่พบสัตว์เลี้ยงตามวิธีที่กล่าวมาข้างต้น

 50. อาหารของสัตว์เลี้ยงควรมีการรับรองอย่างถูกต้อง

          หากคุณคิดจะซื้ออาหารให้สัตว์เลี้ยงกิน บนถุงอาหารควรมีการรับรองมาตรฐานระบุไว้ด้วย เพราะอาหารเหล่านี้เป็นอาหารที่ได้คุณภาพและมีสารอาหารตามที่สุนัขต้องการอย่างครบถ้วน


          ก็หวังเป็นอย่างยิ่งว่าความลับของสัตว์เลี้ยงที่เรานำมาฝากกันในวันนี้ จะช่วยให้คุณมีความเข้าใจเกี่ยวกับการเลี้ยงสัตว์ และดูแลพวกมันกันอย่างถูกต้องด้วยวิธีที่เหมาะสมมากขึ้นนะคะ

เครดิตภาพ  https://www.pinterest.com/pin/422281195766893/