Saturday, March 7, 2020

การป้อนยาน้องหมาแบบง่าย ๆ


การป้อนยาน้องหมาแบบง่าย ๆ (Dogazine)
เรื่องโดย หนูเอื้อย, แมงมุม

          เคยรู้สึกบ้างไหมคะว่า เมื่อน้องหมาของเราต้องกินยานั้น ทำไม๊...ทำไม มันถึงได้ลำบากยากเย็นเสียจริง ๆ กว่าจะป้อนได้ก็เล่นเอาเหงื่อตกกันไปหลายหยดเลยทีเดียว ยิ่งบางตัวที่ดื้อ ๆ ไม่ยอมกินยาง่าย ก็ยิ่งปวดหัวไปกันใหญ่ วันนี้เราจึงนำวิธีป้อนยาน้องหมาแบบง่าย ๆ มาฝากกันค่ะ

วิธีการป้อนยาให้น้องหมาแบบง่าย ๆ มีดังนี้

          1. ในการให้ยาเม็ดทางปากแก่น้องหมา เมื่อจับน้องหมาอ้าปากได้ ให้เรารีบวางเม็ดยาลงที่ โคนลิ้น แล้วน้องหมาจะกลืนยาเม็ดลงคอไปเอง แต่หากวางยาเม็ดที่บริเวณปลายลิ้นหรือบริเวณอื่น ๆ ในช่องปาก น้องหมาจะสามารถขย้อนยาเม็ดนั้นอกมาแล้วคายทิ้งได้ ทำให้เสียยาไปโดยเปล่าประโยชน์

          2. การป้อนยาเม็ดด้วยมือนั้น เราจะต้องจับยาเม็ดใส่เข้าไปในปากของน้องหมา และต้องมีโอกาสสัมผัสกับน้ำลายของน้องหมาด้วย ซึ่งภายในน้ำลายนั้นอาจมีโรคติดต่อบางอย่างที่ติดถึงคนได้ โดยเฉพาะ "โรคพิษสุนัขบ้า" ที่มีอันตรายถึงตายเชียวนะคะ เพราะฉะนั้น ในกรณีที่เพื่อน ๆ จำเป็นต้องป้อนยาให้น้องหมาที่ไม่คุ้นเคย ก่อนที่จะตัดสินใจป้อนยาเม็ดด้วยมือให้เขา เราก็ควรต้องทราบประวัติน้องหมาตัวนั้นบ้างนะคะ อย่างน้องก็ต้องมั่นใจว่า เขาไม่มีโรคติดต่อร้ายแรงที่อาจทำให้ตัวเราไม่ปลอดภัย

          3. หากเป็นไปได้ ทางที่ดีเราควรป้อนยาเม็ดให้น้องหมา โดยใช้เครื่องมือ เช่น Balling Gun หรือปากคีบ จะดีกว่า ซึ่งหากใช้เครื่องมือเหล่านี้เป็นตัวช่วย มือของคนป้อนจะไม่ต้องสัมผัสน้ำลายของน้องหมาเลย

          4. ไม่ควรใช้มือไปขยำหรือนวดที่คอของน้องหมา เพื่อช่วยให้เขากลืนยาเม็ด เพราะไม่ได้ก่อประโยชน์อะไรและอาจจะยิ่งทำให้น้องหมาไม่สามารถกลืนยาได้อีกด้วย

          5. ในการให้ยาเม็ดนั้น บางครั้งเราอาจไม่จำเป็นต้องป้อนยาให้น้องหมา แต่อาจจะนำยาเม็ดนั้นแทรกลงไปในอาหารที่น้องหมาชอบกิน และโปรดปราน เช่น นำยาเม็ดสอดไส้ไว้ในขนมปังหรือฮอทด็อก แล้วนำไปให้น้องหมากิน เป็นต้น

          6. ในการป้อนยาเม็ดให้น้องหมา หากมือไปสัมผัสกับน้ำลายของน้องหมา หลังจากป้อนยาเสร็จสรรพแล้ว ก็อย่าลืมล้างมือทันทีเพื่อรักษาความสะอาดและป้องกันโรค

          7.การให้น้องหมากินยาประเภทยาน้ำ ค่อนข้างจะง่ายกว่าการป้อนยาเม็ดมาก เพราะไม่จำเป็นต้องอ้าปากน้องหมาแต่อย่างใด สามารถป้อนได้ในขณะที่น้องหมายังถูกผูกปากอยู่ นอกจากนี้ยังสามารถที่จะใช้ช้อนชา หรือกระบอกฉีดยา หรือใช้เครื่องใส่ยาน้ำสำหรับป้อนฉีดเข้าไปในกระพุ้งแก้มให้น้องหมาได้อีกด้วย

          วิธีการง่าย ๆ ในการป้อนยาน้ำแก่น้องหมา คือ ให้ใช้หลอดฉีดยาสอดเข้าเข้าแก้ม สอดเข้าไปพอประมาณ แล้วค่อย ๆ ฉีดยา ไม่ใช้แรงฉีดมากจนเกินไป และไม่ควรพยายามจะฉีดยาลงคอโดยตรง เพราะแรงฉีดอาจทำให้น้องหมาอาเจียน หรืออาจทำให้เกิดการสำลักยาเข้าหลอดลมได้ ซึ่งเป็นอันตรายต่อน้องหมา

          8. ข้อสำคัญ เครื่องมือที่ใช้ใส่ยาสำหรับป้อนนั้น ไม่ควรทำด้วยวัสดุประเภทแก้ว หรือสิ่งที่แตกง่าย เพราะว่าน้องหมาอาจจะกัดหรือดิ้น ซึ่งอาจทำให้เกิดการหล่นแตก หรืออาจจะบาดปากน้องหมาหรือบาดมือได้

Tip การเก็บรักษายา

          เมื่อได้รับยามาจากสัตวแพทย์ครั้งใด ต้องตรวจสอบดูเสมอว่าได้รับยาที่ถูกต้องหรือไม่ และเมื่อนำยากลับมาที่บ้านแล้วก็ต้องเก็บรักษาให้ถูกวิธีด้วย ซึ่งมีวิธีปฏิบัติง่าย ๆ ดังนี้ค่ะ

           1. เก็บยาไว้ในสถานที่ซึ่งหยิบใช้ง่าย สะดวก มีอากาศถ่ายเท แต่ไม่ถูกแสงแดด หรือความร้อนมาก และไม่ควรอยู่ในบริเวณที่น้องหมาจะสามารถเขี่ยเอายามาเล่นได้

           2. ไม่ควรเก็บยาต่รางชนิดไว้ในซองเดียวกัน หรือภาชนะบรรจุเดียวกัน เพราะเวลาจะใช้มีหวังคงลืมไปแล้วว่ายาแต่ละอย่างรูปร่างหน้าตา สีสันอย่างไร เป็นอันหยิบผิดกันพอดี

           3. ก่อนใช้ยา อย่าลืมสังเกตทุกครั้งว่า ยามีการตกตะกอนหรือเปลี่ยนสีไปหรือไม่

           4. ตรวจดูวันหมดอายุของยาหรือวันที่รับยา ซึ่งเขียนไว้ที่ซองยา ก่อนหยิบมาใช้ทุกครั้ง

           5. ปิดฝาขวดหรือถุงยาให้สนิททุกครั้งหลังจากใช้ยา

วิธีการป้อนยาให้น้องหมาด้วยมือ

          หากจะป้อนยาให้น้องหมาด้วยมือนั้น สามารถปฏิบัติตามหลักดังนี้ค่ะ

          เริ่มต้นโดยใช้มือข้างไหนก็ได้ ขึ้นอยู่กับความถนัด จับหัวน้องหมาเอาไว้ สมมติว่าใช้มือขวา ในการจับหัวน้องหมา เราก็ใช้ฝ่ามือข้างขวาคว่ำลง และจับคร่อมตรงสันจมูก ให้สันจมูกอยู่ระหว่างนิ้วหัวแม่มือกับนิ้วที่เหลือทั้ง 4 นิ้ว ปลายนิ้วทั้ง 5 นิ้วอยู่บริเวณริมฝีปากของน้องหมา จากนั้นออกแรงนิ้วทั้งหมดกดลงบริเวณริมฝีปากทั้งสองข้าง อย่างแรงมากนะคะ แต่ต้องให้แรงพอที่จะทำให้ริมฝีปากนั้นกดลงกับเหงือกและฟัน ก็จะทำให้น้องหมายอมอ้าปากได้

          เมื่อน้องหมาอ้าปากแล้ว เราก็ใช้นิ้วชี้กับนิ้วกลางของมือซ้ายคีบยาเม็ดขึ้นมา ค่อย ๆ นำไปวางลงที่โคนลิ้นของน้องหมา หลังจากนั้นให้รีบชักมือออกพร้อมกับผ่อนแรงกดของมือขวาเพื่อให้น้องหมาหุบปาก แล้วใช้มือซ้ายช่วยจับไม่ให้น้องหมาอ้าปากขย้อนยาเม็ดดังกล่าวออกมาด้วย อาจสังเกตดูได้ว่าน้องหมากลืนยาลงไปแล้วหรือไม่ โดยดูที่คอของน้องหมา จะสามารถเห็นท่าทางของการกลืน

          เป็นอย่างไรกันบ้างคะ หวังว่าคงช่วยเพื่อน ๆ ทุกคนคลายกังวลได้บ้าง หากจำเป็นต้องป้อนยาให้น้องหมาตัวโปรดในครั้งต่อไป แต่อย่างไรก็ตาม หากจะป้อนยาให้น้องหมา ก็ต้องป้อนด้วยความระมัดระวังเสมอ ไม่เช่นนั้นแล้ว น้องหมาอาจเกิดอันตรายแทนที่จะกินยาแล้วหายจากโรคนะคะ

ขอขอบคุณข้อมูลจาก

https://pet.kapook.com/view17801.html
เครดิตภาพ  https://www.pinterest.com/pin/345229127688097341/

Wednesday, March 4, 2020

เมื่อ.... น้องหมา ชอบงับ (เท้า)



เมื่อ.... น้องหมา ชอบงับ (เท้า) (thaidogcenter)

          ขั้นแรก คือการนิ่ง สยบความเคลื่อนไหว เมื่อน้องหมามางับคุณ ไม่ว่าจะแรงหรือเบา เล่น ๆ หรือเอาจริง ก็เป็นนิสัยที่ไม่ถูกไม่ควร วิธีแก้คือ คุณต้องนิ่ง หยุดการเล่นทั้งหมด ทำทีเป็นเมินเฉย ให้น้องหมารู้ว่า การงับคุณ จะทำให้การเล่นระหว่างคุณกับเค้าเป็นอันยุติลง หรือถูกเมินใส่ ความสนุกจะหายไป ต่อไปเค้าจะเรียนรู้ และเลิกงับไปเอง

          สำหรับวิธีนี้ควรใช้ควบคู่ไปกับ คำสั่ง "อย่า" พูดด้วยน้ำเสียงหนักแน่น เด็ดขาด เค้าจะรู้ว่า คุณดุเค้าอยู่

          ขั้นที่สอง คือ หาของเล่นที่เหมาะแก่การงับ ไม่อ่อนจนเกินไป ไม่แข็งจนเกินไป และไม่ควรดึงแรง ๆ ขณะที่เค้ากัดอยู่ เพื่อสุภาพของฟัน

          หากฝึกฝนอย่างนี้เป็นประจำตั้งแต่ยังเล็ก เชื่อแน่ว่า น้องหมาแสนรักของคุณจะเลิกพฤติกรรมชอบงับ(เท้า) ได้อย่างแน่นอนจ้า

ขอขอบคุณข้อมูลจาก

https://pet.kapook.com/view11836.html
เครดิตภาพ  https://www.pinterest.com/pin/1071927148784237222/

Monday, March 2, 2020

น้องหมา เกาหูบ่อย อาจเป็นโรคช่องหูอักเสบ



         การดูแลหูและโรคช่องหูภายนอกอักเสบ (โรงพยาบาลสัตว์ศาลายามหาวิทยาลัยมหิดล)


         เจ้าตูบของคุณมีอาการต่อไปนี้หรือไม่ ....คันหู เกาหูบ่อย และมีขี้หูกลิ่นรุนแรงด้วย !!!

         ถ้าคำตอบคือ ใช่ ...น้องหมาของคุณอาจจะกำลังเป็นหูอักเสบก็เป็นได้


สาเหตุของปัญหาหูอักเสบ แบ่งออกเป็น 2 ปัจจัยหลัก ได้แก่...

         1. สาเหตุโน้มนำ

          ลักษณะโครงสร้างประจำพันธุ์ของสุนัขที่มีช่องหูตีบแคบ ใบหูพับลง หรือมีขนภายในช่องหูมาก

         2. สาเหตุหลัก เช่น ปรสิตภายนอก (เช่น เห็บ, หมัด หรือไรขี้เรื้อน), เชื้อโรค (เช่น แบคทีเรีย หรือรา) หรือ การแพ้ต่างๆ เช่น สิ่งสูดดม, อาหาร หรือสิ่งสัมผัส เป็นต้น

          การติดเชื้อแบคทีเรีย

          การติดเชื้อยีสต์หรือเชื้อรา

          การติดพยาธิภายนอก เช่น ไรขี้เรื้อนเปือก หรือไรขี้เรื้อนแห้ง เป็นต้น

          การแพ้ เป็นความผิดปกติของระบบภูมิคุ้มกันซึ่งตอบสนองไวเกินไป จัดเป็นสาเหตุหลักที่สำคัญของปัญหาหูอักเสบ ได้แก่ การแพ้สิ่งสูดดม การแพ้อาหาร การแพ้สิ่งสัมผัส หรือแพ้ยา

          สิ่งแปลกปลอมหรือการได้รับบาดเจ็บต่างๆ สุนัขจะเกาหรือทำร้ายตัวเองจนเกิดบาดแผลและเป็นผลให้เกิดการติดเชื้อแทรกซ้อนตามมาได้

          ความผิดปกติทางฮอร์โมน เนื่องจากความไม่สมดุลของฮอร์โมน

การทำความสะอาดช่องหู

         ช่องหูของสุนัขและแมวจะลักษณะเป็นท่อรูปตัว  L มักมีขนขึ้นมากในช่องหู ต้องถอนออกให้เรียบร้อย

         การใช้น้ำยาล้างหู โดยหยอดน้ำยาลงในช่องหูแล้วนวดเบาๆบริเวณโคนหูประมาณ30 วินาที แล้วจึงซับให้แห้งด้วยสำลีสะอาดและใช้ก้านไม้ที่พันด้วยสำลีที่ชุ่มน้ำยาทำ ความสะอาดช่องหู ทำซ้ำกันจนไม่พบว่ามีเศษเนื้อเยื่อ หรือขี้หูหลงเหลืออยู่ในช่องหูอีก หลังจากทำความสะอาดหูแล้ว ปล่อยให้เค้าสะบัดหู หรือสะบัดหัว สัปดาห์ละ 2-3 ครั้ง เนื่องจากการเช็ดหูบ่อยเกินไปอาจทำให้เยื่อบุช่องหูระคายเคืองได้

การป้องกันโรคหู

         เนื่องจากโดยปกติหูที่มีสุขภาพดีจะมีความสามารถในการป้องกันจากการติด เชื้อจุลินทรีย์นี้ได้ดี แต่ถ้าสิ่งแวดล้อมในช่องหูมีการเปลี่ยนแปลงไปอันเนื่องมาจากการแพ้ หรือมีความผิดปกติทางฮอร์โมน หรือมีความชื้น เชื้อแบคทีเรียและยีสต์จะสามารถเจริญเติบโตได้เป็นอย่างดี เป็นผลทำให้ไปทำลายกลไกการป้องกันการติดเชื้อที่ร่างมีอยู่ ดังนั้น สิ่งสำคัญที่ทำให้ช่องหูมีสุขภาพดีคือ ความสะอาด ควรตรวจสอบช่องหูของสัตว์เลี้ยงเป็นประจำอย่างสม่ำเสมอ

         โดยถ้ามีขี้หูเพียงเล็กน้อยถือว่าเป็นสิ่งปกติ แต่ถ้าสัตว์เลี้ยงชอบเล่นน้ำมาก หรือมีใบหูยาวห้อย หรือมีประวัติโรคของช่องหู ควรทำความสะอาดช่องหูเป็นประจำ(2-3 ครั้งต่อสัปดาห์) นอกจากนี้ช่องหูที่มีขนยาวมากก็ควรตัดให้สั้น เพื่อให้มีอากาศถ่ายเทได้สะดวก การรักษาโรคของช่องหูควรรักษา หรือกำจัดสาเหตุของโรค ซึ่งเป็นเหตุโน้มนำทำให้เกิดปัญหาของช่องหูจึงจะทำให้การรักษาประสบผลสำเร็จ และไม่กลับมาเป็นซ้ำอีก

การรักษา

         การรักษาจะขึ้นอยู่กับสาเหตุของปัญหาและภาวะแทรกซ้อนที่เกิดขึ้น ได้แก่

          การติดเชื้อแบคทีเรียจะรักษาโดยการใช้ยาปฏิชีวนะที่เหมาะสมต่อชนิดของแบคทีเรียที่ก่อโรคนั้น

          การติดเชื้อยีสต์จะรักษาด้วยยาต้านเชื้อราแบบเฉพาะที่ในช่องหู เพียงอย่างเดียว ถ้าในกรณีติดเชื้อรุนแรงนั้นจะรักษาด้วยยาต้านเชื้อราแบบเฉพาะที่ในช่องหู ร่วมกับการกินยาฆ่าเชื้อยีสต์ร่วมด้วย

          การติดไรในหู หลักสำคัญในการกำจัดไรในหูให้ได้ผลนั้น จะต้องจะรักษาด้วยยากำจัดไรทั้งที่อยู่ในช่องหูและตามส่วนอื่นของร่างกาย ด้วย ดังนั้นการหยอดหูเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ จำเป็นต้องใช้ยากำจัดปรสิตภายนอกที่อยู่ตามร่างกายร่วมด้วย

          การรักษาการแพ้มักจะรักษาด้วยการหมั่นทำความสะอาดช่องหูอย่าง สม่ำเสมอด้วยน้ำยาทำความสะอาดหู กินยาแก้แพ้ และเสริมกรดไขมันบางชนิด บางครั้งอาจจำเป็นต้องให้ยาลดอักเสบที่มีผลกดระบบภูมิคุ้มกันร่วมด้วย

         กรณีปัญหาช่องหูที่เกิดมาจากโรคอื่นๆในร่างกาย เช่น ความผิดปกติทางฮอร์โมน หรือการแพ้ จะต้องให้การรักษาสัตว์ทั้งตัว ไม่เฉพาะแต่ช่องหู เช่น การรักษาการแพ้สิ่งสูดดมนั้น จะต้องตรวจทดสอบการแพ้แล้วพยายามหลีกเลี่ยงสารดังกล่าว หรือการเสริมฮอร์โมนที่ผิดปกติ เป็นต้น

ขอขอบคุณข้อมูลจาก
โรงพยาบาลสัตว์ศาลายามหาวิทยาลัยมหิดล
https://pet.kapook.com/view18514.html
เครดิตภาพ  https://www.pinterest.com/pin/34621490877501296/

Sunday, March 1, 2020

13 หมาพันธุ์เล็กสำหรับเลี้ยงในบ้านและคอนโด !



        หมาพันธุ์เล็ก 13 สายพันธุ์ที่เหมาะสำหรับผู้ที่อยากเลี้ยงหมาในบ้านและคอนโด ไว้เป็นเพื่อนแก้เหงา อยากรู้ว่ามีหมาพันธุ์เล็กพันธุ์ไหนที่เข้ากับไลฟ์สไตล์ของคุณบ้างก็ตามไปดูกันเลย


        บางคนอาจจะอยากเลี้ยงเจ้าตูบ 4 ขาเอาไว้เป็นเพื่อนเล่นและช่วยดูแลบ้าน แต่กังวลเรื่องไม่มีพื้นที่หรือสนามหญ้ากว้าง ๆ ให้พวกมันวิ่งเล่น อีกทั้งยังเรื่องเสียงเห่าของน้องหมาที่กลัวว่าจะไปรบกวนเพื่อนข้างห้องเข้า วันนี้กระปุกดอทคอมจึงได้รวบรวม 13 หมาพันธุ์เล็ก ที่เหมาะกับการเลี้ยงในบ้านและคอนโดมาฝาก ซึ่งจะมีสุนัข สายพันธุ์อะไรบ้างนั้นไปดูกันเลยจ้า


1. บอสตัน เทอร์เรียร์ (Boston Terrier)

         สุนัขพันธุ์นี้มีนิสัยสุภาพมากที่สุดในบรรดาสายพันธุ์สุนัขทั้งหมด ไม่เห่าส่งเสียงดัง และยังซื่อสัตย์เป็นที่หนึ่ง ขนาดตัวเล็กกะทัดรัดแค่พื้นที่คอนโดก็อยู่ได้ ไม่จำเป็นต้องพาไปวิ่งเล่นตามสนามหญ้ากว้าง ๆ แค่พาพวกมันไปเดินเล่นบ้างก็พอแล้ว

2. คาวาเลียร์ คิง ชาลส์ สแปเนียล (Cavalier King Charles Spaniel)


         พันธุ์สุนัขที่นิยมเลี้ยงไว้ในบ้านตั้งแต่สมัยโบราณ เพราะปรับตัวเก่ง เงียบ ซื่อสัตย์ และรักเจ้าของมาก ชอบที่จะนอนเล่นบนฟูกนุ่ม ๆ ข้างคุณมากกว่าวิ่งเล่นตามสนามหญ้า อีกทั้งยังมีขนาดตัวเล็กกะทัดรัด เพราะฉะนั้นจึงเหมาะกับการเลี้ยงในบ้านหรือคอนโดสุด ๆ

3. ชิวาวา (Chihuahua)

         สายพันธุ์สุนัขที่มีขนาดลำตัวเล็กมาก ๆ มีนิสัยสุภาพ ปกติแล้วจะไม่ส่งเสียงดัง ยกเว้นถูกทำให้ตกใจหรือมีผู้รุกล้ำอาณาเขต โดยผู้เลี้ยงสามารถปล่อยให้ชิวาวาไปออกกำลังกายได้เองภายในสวนหรือพื้นที่จำกัด


4.  ดัชชุน (Dachshund)

         สุนัขพันธุ์เล็กแสนรู้ ขี้ประจบ เอาใจเก่ง ขี้สงสาร และไม่ค่อยสร้างความยุ่งยาก ไม่ว่าจะอยู่ในบ้านหรือนอกบ้าน แต่มักจะมีปัญหาเรื่องกระดูกเพราะหลังยาวเป็นเหตุ ฉะนั้นคนเลี้ยงจึงควรพาดัชชุนออกไปเดินเล่นอย่างสม่ำเสมอ

5. อิงลิช บูลด็อก (English Bulldog)

         สุนัขสายพันธุ์อิงลิช บูลด็อก เป็นสายพันธุ์ที่นิยมเลี้ยงกันมากในคอนโด เพราะจอมขี้เกียจตัวนี้จะไม่เห่ารบกวนคุณและเพื่อนบ้านแน่นอน ไม่จำเป็นต้องพาไปตัดขนหรือออกกำลังบ่อย แต่ควรหมั่นเช็กสุขภาพให้ดีเพราะมักจะมีปัญหาเกี่ยวกับการหายใจ และควรเลี้ยงไว้ในบ้านที่มีเครื่องปรับอากาศเพราะสุนัขพันธุ์นี้ขี้ร้อนเอามาก ๆ

6. เฟรนช์ บูลด็อก (French Bulldog)

         เฟรนช์ บูลด็อก จะมีลักษณะนิสัยคล้ายกับอิงลิช บูลด็อก คือ ไม่เสียงดัง อดทน ซื่อสัตย์ และร่าเริง แต่มันก็ไม่ได้ขี้เกียจและชอบนอนเท่ากับสุนัขพันธุ์อิงลิช บูลด็อก การออกกำลังกายทำได้โดยพาเดินเล่นรอบ ๆ บ้านหรือเล่นเกมโยนลูกบอล ที่สำคัญผู้เลี้ยงต้องสังเกตการหายใจให้เป็น ถ้าหายใจทางปากถี่ขึ้นจนผิดปกติ ควรรีบนำมันเข้าที่ร่มหรือห้องแอร์โดยเร็ว

7. มอลทีส (Maltese)

         สุนัขพันธุ์เล็กที่มีนิสัยรักสงบ ไม่มีปัญหาเรื่องเสียงเห่ารบกวน ซื่อสัตย์ และน่ารักไม่แพ้สุนัขพันธุ์อื่น ๆ อีกทั้งยังเป็นสุนัขที่มีนิสัยสุภาพอ่อนโยนมากในหมู่สุนัขเล็กด้วยกัน แถมยังกระตือรือร้น ร่าเริง กระฉับกระเฉง และขี้เล่น ชอบอยู่ในบ้านมากกว่าออกไปเล่นข้างนอก การดูแลไม่ต้องมากมายแค่หมั่นแปรงและตัดแต่งขนให้เจ้ามอลทีสเป็นประจำก็พอแล้ว

8. ปาปิยอง (Papillon)

         เนื่องจากเป็นสุนัขพันธุ์เล็กที่มีเฉลียวฉลาด จึงถูกฝึกให้เป็นสุนัขบำบัดและฝึกแสดงโชว์บ่อย ๆ มีนิสัยเด่นตรงที่รักเจ้าของ รักเด็ก และเชื่อฟังคำสั่งอย่างดี  สำหรับคนที่คิดจะเลี้ยงเจ้าปาปิยองควรจะพาไปเดินเล่นข้างนอกบ่อย ๆ อาบน้ำสัปดาห์ละครั้ง และหมั่นแปรงขนเป็นประจำ

9. ปอมเมอเรเนียน (Pomeranian)

         เจ้าสุนัขตัวเล็กสายพันธุ์นี้ก็เป็นอีกสายพันธุ์หนึ่งที่นิยมเลี้ยงกันเพราะมีขนาดตัวเล็ก ตาแป๋ว ขนฟูนุ่ม ซื่อสัตย์ รักเจ้าของ ร่าเริง และตื่นตัวอยู่เสมอ ในทางกลับกันเป็นสุนัขที่ค่อนข้างตกใจง่าย เห่าเก่งอยู่สักหน่อย แต่สามารถฝึกได้เพราะ ปอมเมอเรเนียนมีความเฉลียวฉลาดไม่แพ้สุนัขพันธุ์อื่นเลย

10. พูเดิล (Poodle)

        เป็นสุนัขที่มีความเฉลียวฉลาด ร่าเริง มีชีวิตชีวา และเป็นมิตรกับทุกคน ส่วนการดูแลก็ไม่ยากแค่พาไปเดินออกกำลังเป็นประจำ และหมั่นตัดแต่งขนของพูเดิลอย่างสม่ำเสมอก่อนที่ขนจะจับตัวเป็นก้อนแข็งจนดูแลยากเท่านั้นเอง

11. ปั๊ก (Pug)

         เจ้าหมาปั๊กเป็นหมาที่พลังเยอะ เล่นได้ไม่หยุด ชอบอยู่กับเจ้าของ สามารถอยู่ในที่เล็ก ๆ และอยู่ร่วมกันหลายตัวได้ ออกกำลังกายโดยการพาไปเดินเล่นก็พอ แต่อย่าให้มันออกกำลังกายหนักในช่วงที่มีอากาศร้อนหรือหลังกินอาหารเสร็จเท่านั้นเอง

12. ชิสุ (Shih – Tzu)

        เป็นสุนัขที่ถูกเพาะพันธุ์ให้เป็นสุนัขบ้าน มีความเฉลียวฉลาด จงรักภักดี ขี้เล่น เข้ากับเด็ก ๆได้ดี ขอแค่เจ้าของพามันออกไปวิ่งออกกำลังกายบ้างก็ทำให้เจ้าชิสุมีความสุขแล้ว

13. ยอร์คเชียร์ เทอร์เรีย (Yorkshire Terrier)

         สามารถอยู่ได้แม้ในคอนโดที่มีพื้นที่น้อย นิสัยปรับตัวได้ง่าย เป็นมิตร และชอบเห่า แต่สามารถฝึกเพื่อปรับนิสัยได้ การอาบน้ำให้ยอร์คเชียร์ แค่ 1 ครั้งต่อเดือน และหมั่นแปรงขนทุก ๆ 2 วัน เพื่อไม่ให้ขนพันกันยุ่งก็พอแล้วค่ะ

        เอาเป็นว่าใครที่อยากจะเลี้ยงสุนัขไว้ที่บ้านหรือคอนโด แต่ยังไม่รู้จะเลือกสุนัขพันธุ์ไหนไปเลี้ยงดี ก็หวังว่า 13 หมาพันธุ์เล็ก ที่นำมาฝากกันในวันนี้จะช่วยให้คุณตัดสินใจได้ง่ายขึ้นนะคะ

ขอขอบคุณข้อมูลจาก Petguidepets.amerikankimomallwomenstalk และ dogtime
เครดิตภาพ  https://www.pinterest.com/pin/70437487506374/

Friday, February 28, 2020

เมื่อน้องหมาเป็นโรคพยาธิเม็ดเลือด!


เมื่อน้องหมาเป็นโรคพยาธิเม็ดเลือด! (โลกสัตว์เลี้ยง)
   
          เชื่อว่าในหมู่คนเลี้ยงน้องหมาคงเคยได้ยินเรื่องโรคพยาธิเม็ดเลือดมาพอสมควร พยาธิเม็ดเลือจัดเป็นสิ่งมีชีวิตขนาดเล็ก ซึ่งในสุนัขมีทั้งหมด 3 ชนิด โดยแต่ละชนิดจะอาศัยอยู่ในเม็ดเลือดแตกต่างกันไป แต่วันนี้จะขอกล่าวถึงพยาธิเม็ดเลือดที่พบบ่อยที่สุดในประเทศไทย ซึ่งนั่นคือ ชนิด Ehrlichia canis หรือเรียกกันย่อๆ ว่า E. Canis พยาธิเม็ดเลือดชนิดนี้พบได้ในสุนัขทุกเพศ ทุกพันธุ์ ทุกอายุ โดยมีพาหะนำโรคคือ เห็บ นั่นเอง

          ทั้งนี้ หลายท่านก็แอบสงสัยว่าน้องหมาของตัวเองไม่มีเห็บเลย แต่ทำไมถึงเป็นโรคนี้ได้ อาจเพราะมีจำนวนไม่มากพอ เราจึงไม่เห็นมากกว่า หรืออาจจะเป็นช่วงที่เห็บลงจากตัวน้องหมาไปลอกคราบ หรือลงไปวางไข่พอดี ทำหให้เราไม่เจอเห็บบนตัวสุนัขก็เป็นได้ และการเป็นโรคพยาธิในเม็ดเลือดนั้น ไม่จำเป็นต้องมีเห็บเยอะหรือหลายๆ ตัว แม้มีแค่ตัวเดียว แต่ถ้าตัวที่มีกัดมีพยาธิเม็ดเลือดอยู่ ก็สามารถเป็นโรคได้แล้ว

          เมื่อเห็บดูดเลือดจากสุนัขที่มีเชื้อ E. Canis เข้าไป เชื้อจะเข้ามาอยู่ในตัวเห็บ จากนั้นถูกปล่อยออกไปกับน้ำลายของเห็บขณะที่กินเลือดสุนัขอีกตัว เมื่อเข้าร่างกายสุนัขแล้ว พยาธิจะอาศัยอยู่ในเม็ดเลือดขาวชนิดโมโนไซต์ และลิมโฟไซต์ และมีระยะฟักตัว 8-20 วัน ก่อนจะปรากฎอาการ

อาการ

          สำหรับอาการที่พบทั่วไปมี 2 ระยะ คือ แบบเฉียบพลัน (1-4 สัปดาห์) สุนัขจะมีไข้ขึ้นๆ ลงๆ ซึม เบื่ออาหาร ต่อมน้ำเหลืองโต ม้ามโต บางตัวพบว่าเลือดกำเดาไหลข้างเดียว จุดเลือดออกตามตัว จากนั้นสุนัขที่มีภูมิคุ้มกันดีจะสามารถพัฒนาภูมิคุ้มกันมาทำลายเชื้อได้

          แต่ถ้าภูมิคุ้มกันไม่ดีพอ เชื้อพยาธิเม็ดเลือดจะพัฒนาเข้าสู่อาการในแบบเรื้อรัง (40-120 วัน) ซึ่งจะมีอาการตั้งแต่ ซึม อ่อนแรง เบื่ออาหาร น้ำหนักลด เยื่อเมือกซีด มีไข้สูง เลือดกำเดาไหลมาก ปัสสาวะเป็นเลือด หายใจลำบาก จนถึงไขกระดูกทำงานบกพร่อง ภูมิคุ้มกันทำลายกันเอง ทำให้โลหิตจาง เม็ดเลือดขาวและเกล็ดเลือดต่ำ ไตวาย ตับอักเสบ ข้ออักเสบ เยื่อหุ้มสมองอักเสบ และนำไปสู่การเสียชีวิตได้

การรักษาและวิธีการป้องกัน

          วิธีการรักษาส่วนใหญ่คือ การให้ยาฆ่าพยาธิเม็ดเลือดและการรักษาตามอาการ โดยจะต้องรักษาต่อเนื่อง อย่างน้อย 3-4 สัปดาห์ ร่วมกับตรงจเลือดเพื่อประเมิณค่าเม็ดเลือดแดงและเกล็ดเลือดเป็นระยะ และต้องติดตามผลต่ออีก 6 เดือน ถึง 1 ปี

          การป้องกันพยาธิเม็ดเลือดนั้นจะต้องอาศัยการเอาใจใส่ดูแลจากเจ้าของ โดยการป้องกันการติดเห็บ ปัจจุบันมีหลายวิธีและหลายผลิตภัณฑ์มาให้เลือกตามความเหมาะสม เช่น ตามลักษณะพื้นที่อยู่อาศัยและลักษณะการเลี้ยง เป็นต้น นอกจากนี้ควรตรวจเลือดน้องหมาอย่างน้อยปีละครั้งด้วยค่ะ


ขอขอบคุณข้อมูลจาก

https://pet.kapook.com/view1453.html
เครดิตภาพ  https://www.pinterest.com/pin/656258976966146498/

Monday, February 24, 2020

การเล่นสำคัญกับลูกสุนัขอย่างไร ?



การเล่นสำคัญกับลูกสุนัขอย่างไร ? (โลกสัตว์เลี้ยง)

          ว่ากันว่าลูกสุนัขก็เหมือนกับเด็ก ๆ ที่รักการเล่น ชอบที่จะซุกซนไปทั่ว ความซุกซนของเด็กถ้ามองในแง่ดีเหมือนที่โบราณเค้าว่าเอาไว้ว่า เด็กที่ซุกซนนั้นเป็นเด็กที่ฉลาด เพราะสามารถเรียนรู้อะไรได้เร็ว แต่ถ้าเป็นเจ้าตัวน้อยสี่ขาของเราล่ะ ถ้าเค้าเป็นลูกสุนัขที่ซุกซนแล้ว เขาจะเป็นสุนัขที่ฉลาดเหมือนโบราณว่าไว้ไหมน๊า

          ลูกสุนัขชอบที่จะเล่นซุกซน เมื่อครั้งที่สุนัขยังเป็นสัตว์ป่า การเล่นของลูกสุนัขมีบทบาทสำคัญ เพราะเป็นการฝึกให้ลูกสุนัขเรียนรู้ทักษะการล่าสัตว์เบื้องต้น แม้ปัจจุบัน สุนัขจะกลายเป็นสัตว์บ้านแล้ว แต่การเล่นก็ยังคงมีความสำคัญ ทั้งนี้เพราะ สุนัขเป็นสัตว์สังคมที่ชอบอยู่ร่วมกันเป็นฝูง การเล่นจึงช่วยพัฒนาให้สุนัขรู้จักการเข้าสังคม และรู้จักที่จะเป็นเพื่อนกับมนุษย์ เพื่อจะได้พัฒนาเป็นสุนัขเต็มวัยที่มีสุขภาพจิตดีต่อไป

          ลูกสุนัขอายุ 28-35 วัน จะเริ่มแสดงพฤติกรรมทางสังคม คือ ลูกสุนัขจะเริ่มเล่น หยอกล้อกัน สุนัขที่ตัวโตกว่า จะแสดงการข่มขู่สุนัขตัวเล็ก แสดงความเป็นจ่าฝูงออกมา ระยะนี้ถือเป็นหัวเลี้ยวหัวต่อของพฤติกรรมสุนัข เพราะสุนัขจะมีพฤติกรรมในอนาคตเช่นไร จะเขึ้นกับการเรียนรู้ และจดจดในช่วงเวลาดังกล่าวนี้ เช่น ลูกสุนัขที่ถูกแกล้งให้ตกใจกลัว เมื่อโตขึ้นอาจกลายเป็นหมาขี้ระแวง หรือถึงขั้นเป็นหมาโรคประสาทได้ หากตกใจมาก ๆ หรือลูกสุนัขที่ตกใจเพราะเสียงดัง โตขึ้นอาจกลัวเสียงฟ้าร้อง หรือประทัด เป็นต้น

          ลูกสุนัขที่ถูกกักขัง หรือกีดกันไม่ให้พบปะผู้คน ในช่วงอายุ 3-10 สัปดาห์ ซึ่งเป็นช่วงที่ลูกสุนัขชอบที่จะเล่นซุกซนที่สุด มักจะไม่สามารถปรับตนให้เข้ากับสังคมทั้งคนและสุนัขด้วยกันเองได้ ที่ร้ายที่สุดคือ เมื่อเติบโตขึ้น มันอาจจะมีอาการทางประสาท ไม่ชอบพบปะผู้คน จนเจ้าของยากจะควบคุม

          สำหรับสุนัขเต็มวัยก็ชื่นชอบการเล่นเช่นกัน การเล่นทำให้สุนัขได้ออกกำลังกายไปในตัว และช่วงลดความเครียดของสุนัข อย่าลืมว่า สุนัขนั้นเคยเป็นสัตว์ป่ามาก่อน เคยมีพฤติกรรมที่จะต้องออกล่าหาอาหาร ถ้าให้สุนัขจับเจ่าอยู่กับบ้าน อาจทำให้สุนัขเครียดได้ โดยสุนัขแต่ละพันธุ์มีการเล่นที่โปรดปรานแตกต่างกันไป ทั้งนี้ขึ้นกับพฤติกรรมของบรรพบุรุษของแต่ละสายพันธุ์

          สุนัขก็เหมือนกับคน ที่อาจมีทั้งนิสัยดี และไม่ดี สุนัขบางพันธุ์อาจมีนิสัยก้าวร้าว ชอบแสดงพฤติกรรมนักรบ แย่งชิงความเป็นจ่าฝูง ก่อให้เกิดความปวดเศียรเวียนเกล้าให้แก่เจ้าของ ดังนั้น เจ้าของอย่างเรา ๆ จึงควรหมั่นสังเกตพฤติกรรมสุนัขตั้งแต่ยังเล็กว่า มีแนวโน้มที่จะก้าวร้าวเมื่อโตขึ้นหรือไม่ เช่น เมื่อนำสุนัขตัวใหญ่มาเลี้ยง มันขู่คำรามไม่เป็นมิตรหรือไม่ หรือเมื่อเจอคนแปลกหน้า มันขู่คำรามหรือไม่ หรือเมื่อออกไปนอกบ้าน มันไปเที่ยวข่มขู่สุนัขที่ตัวเล็กกว่าหรือไม่ ถ้าคำตอบคือ ใช่ แสดงว่าสุนัขของคุณมีแนวโน้มที่จะก้าวร้าวในอนาคต

          การฝึกให้สุนัขเชื่อฟังคำสั่งจึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง เพื่อจะได้ควบคุมสุนัขได้และไม่ก่อให้เกิดความวุ่นวายในภายหลัง ซึ่งการแก้ไขปัญหา ขณะสุนัขโตแล้ว ทำได้ยากมาก เพราะพื้นฐานการเลี้ยงดูที่ดีจะนำพาไปซึ่งคุณสมบัติของสุนัขที่ดีได้ การให้ความรัก การดูแลเอาใจใส่ ตั้งแต่เค้ายังเป็นสุนัขตัวเล็ก ๆ โตขึ้นไปเค้าก็จะกลายเป็นสุนัขที่ดีได้(ว่าไหม)

ขอขอบคุณข้อมูลจาก

https://pet.kapook.com/view17256.html
เครดิตภาพ  https://www.pinterest.com/pin/1688918597849771/

Sunday, February 23, 2020

โรคเบาหวานในสุนัขและแมว


โรคเบาหวานในสุนัขและแมว  (โรงพยาบาลสัตว์บางนา)

          โรคเบาหวาน คือ โรคที่มีระดับน้ำตาลในกระแสเลือดสูง ซึ่งปกติแล้วการที่ร่างกายจะสามารถนำน้ำตาลในกระแสเลือดไปใช้ได้นั้นจะต้องอาศัยฮอร์โมน  insulin  ที่ผลิตมาจากตับอ่อน ซึ่งสาเหตุของการเกิดโรคเบาหวานนั้นแบ่งออกได้เป็น 2 แบบ คือ 

          ตับอ่อนไม่สามารถผลิตฮอร์โมน insulin ให้เพียงพอต่อความต้องการของร่างกายได้   หรือ  ตับอ่อนสามารถผลิตฮอร์โมน insulin ได้ปกติ แต่มีความบกพร่องในการออกฤทธิ์ของฮอร์โมน insulin ดังนั้นจึงส่งผลให้มีระดับน้ำตาลในกระแสเลือดสูงกว่าปกติ ซึ่งก็เป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดโรคเบาหวานขึ้นนั่นเอง 

 อาการของสุนัขและแมวที่เป็นโรคเบาหวาน 

          สุนัขหรือแมวที่เป็นโรคเบาหวานนั้น มักจะมีอาการ คือ ทานน้ำบ่อย ปัสสาวะบ่อย อ่อนเพลีย น้ำหนักตัวลดลง   และในสุนัขอาจพบว่าตาเป็นต้อกระจกได้

 การรักษาสุนัขและแมวที่เป็นโรคเบาหวาน 

          เมื่อสัตวแพทย์ได้ทำการเจาะเลือดเพื่อตรวจวัดระดับน้ำตาลในกระแสเลือดในขณะที่สุนัขอดอาหารมาแล้วอย่างน้อย  8 ชั่วโมง ให้แก่สุนัขหรือแมวของท่านแล้วพบว่าระดับน้ำตาลในกระแสเลือดสูงกว่าปกติ   นั่นอาจแสดงว่าสุนัขหรือแมวของท่านได้ป่วยเป็นโรคเบาหวาน 

          โดยปกติแล้ว สุนัขที่ป่วยเป็นโรคเบาหวานนี้ไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ แต่แมวที่ป่วยเป็นโรคเบาหวานมีโอกาสหายได้ เนื่องจากสาเหตุที่ทำให้สุนัขเป็นโรคเบาหวานนั้นมักมาจากตับอ่อนไม่สามารถผลิตฮอร์โมน insulin ได้ ซึ่งเป็นไปอย่างถาวร   ส่วนแมวนั้นมักจะมีสาเหตุมาจากความบกพร่องในการออกฤทธิ์ของฮอร์โมน insulin ซึ่งในบางครั้งสามารถกลับมาสู่ภาวะปกติได้ ดังนั้นสิ่งสำคัญในการรักษาโรคเบาหวาน คือ การรักษาและควบคุมให้ระดับน้ำตาลในกระแสเลือดอยู่ในระดับที่เหมาะสมภายใต้การดูแลรักษาของสัตวแพทย์   และทำให้สุนัขหรือแมวที่เป็นโรคเบาหวานนั้นมีสุขภาพและคุณภาพชีวิตที่ดี สามารถดำเนินชีวิตได้ตามปกติ

 การรักษาโรคเบาหวาน

          ที่สำคัญ คือ การฉีดฮอร์โมน insulin  เพื่อควบคุมระดับน้ำตาลในกระแสเลือด ในระยะแรกของการรักษา     สัตวแพทย์จะแนะนำให้ท่านฝากสุนัขหรือแมวไว้ที่โรงพยาบาลประมาณ 1 สัปดาห์   เพื่อที่จะประเมินและปรับขนาดของฮอร์โมน insulin ที่จะใช้โดยจะทำการเจาะเลือดก่อนและหลังการฉีดฮอร์โมน insulin จนกว่าจะได้ขนาดของฮอร์โมน insulin ที่เหมาะสมและปลอดภัยต่อสุนัขหรือแมวของท่าน หลังจากนั้นท่านอาจสามารถกลับไปฉีดฮอร์โมน insulin ให้แก่สุนัขหรือแมวของท่านที่บ้านได้ 

          สัตวแพทย์จะทำการนัดสุนัขหรือแมวของท่านมาตรวจวัดระดับน้ำตาลในกระแสเลือดรวมทั้ง  ตรวจปัสสาวะเป็นระยะ ๆ เพื่อประเมินผลการรักษาและปรับขนาดของฮอร์โมน  insulin นอกจากการฉีดฮอร์โมน insulin แล้ว สิ่งที่ท่านต้องให้การดูแลแก่สุนัขหรือแมวที่เป็นโรคเบาหวานเป็นพิเศษ คือ 

          1.  การให้มื้ออาหารในเวลาที่แน่นอนและการให้อาหารควรให้อาหารเฉพาะโรค

          2.  ควรมีการออกกำลังกายที่พอเหมาะ 

          3.  การควบคุมน้ำหนักตัว โดยการจำกัดปริมาณอาหารให้พอเหมาะ 

          เมื่อสุนัขหรือแมวของท่านเป็นโรคเบาหวาน สิ่งสำคัญคือการดูแลเอาใจใส่อย่างใกล้ชิด หากท่านสามารถทำได้ดังกล่าวข้างต้น สุนัขและแมวของท่านจะมีคุณภาพชีวิตที่ดีและสามารถใช้ชีวิตได้ตามปกติอย่างเป็นสุขต่อไป  และในปัจจุบันได้มีการพัฒนาฮอร์โมน  insulin  เพื่อสัตว์เลี้ยงที่ป่วยเป็นโรคเบาหวานโดยเฉพาะ

ขอขอบคุณข้อมูลจาก

https://pet.kapook.com/view4404.html
เครดิตภาพ  https://www.pinterest.com/pin/914862416352498/