Monday, March 13, 2017

ท่านอนบอกนิสัย น้องหมา


         คร๊อกกก ฟี้.... คร๊อกกก ฟี้ zzz เคยสังเกตบ้างไหมคะ ว่าน้องหมาของคุณขี้เซาขนาดไหน เพราะเวลาเกินกว่าครึ่งชีวิตของสุนัข หมดไปกับการงีบหลับเป็นส่วนใหญ่ มีบ้างที่บางรายชอบวิ่งเล่น ซุกซน แต่ก็จะเป็นเฉพาะในกลุ่มลูกสุนัขเท่านั้น พอก้าวสู่วัย 4 ขวบไปแล้ว เจ้าตัวน้อยก็ขยับย้ายตัวช้าลง ไม่ต่างจากคนเราที่เวลาอายุเยอะขึ้น จะทำอะไรสักอย่างก็ไม่แคล่วคล่องว่องไวเท่าตอนวัยรุ่นหนุ่มสาว

        
  เมื่อการงีบสำคัญกับเจ้าตูบขนาดนี้ เรามาวิเคราะห์พฤติกรรมกันดีกว่าว่า ลีลาท่านอนของสุนัขบ่งบอกอะไรเราได้บ้าง...ลองแอบดูท่างีบประจำตัวของน้องหมาแล้วมาดูสิว่า น้องหมาของคุณมีคาแรกเตอร์แบบไหน

นอนหงาย


 ท่านี้มีชื่อเล่นว่า "ท่าไก่ย่าง" เจ้าตัวน้อยที่มีท่างีบประจำเป็นท่านอนหงาย แบบกางแขนกางขา แสดงว่าเจ้าตัวน้อยของคุณมีความมั่นใจสูง รักอิสระ ชอบเที่ยวเล่น เสน่ห์ประจำตัว คือ ความสดใส ร่าเริง ซึ่งอาจจะมีมากไปนิดจนบางครั้งอาจสร้างความปวดหัวให้เจ้าของ ทว่าท่านี้โดยธรรมชาติไม่มีตูบตัวไหนทรงตัวอยู่ได้นาน และในความเป็นจริงมีน้อยรายมากที่จะนอนท่านี้นาน ๆ ได้ เพราะสรีระของสุนัขไม่เอื้ออำนวยเท่าที่ควร แต่ถ้าชอบทำท่านี้บ่อย ๆ ทายได้เลยว่าสุนัขตัวนั้นแสบไม่เบาแน่นอน

นอนตะแคง


      ท่าประจำตัวโดยธรรมชาติของสุนัข มักจะถนัดนอนท่านี้กันมากที่สุด และเจ้าของก็มักจะคุ้นเคยที่สุดด้วย คำทำนายที่ซ่อนอยู่ภายใต้ท่านอนอันเหมาะเจาะนี้ แสดงว่าสุนัขของคุณเป็นน้องหมามุ่งมั่น มีสมาธิสูง ในขณะเดียวกันก็หัวอ่อน บางครั้งดูจะเชื่องช้า และเซื่อง ๆ ไปบ้าง แต่ก็มักจะเป็นที่รักใคร่ของเจ้าของ เพราะความขี้อ้อน สุภาพอ่อนหวาน ซึ่งเป็นเสน่ห์มัดใจ ที่สำคัญดูจะเป็นท่าที่เหมาะสม และถูกหลักเกณฑ์ด้านสุขภาพมากที่สุด เพราะกระดูกและกล้ามเนื้อจะวางตัวอย่งเป็นระเบียบ ไม่หดเกร็งหรือถูกทับนาน ๆ เหมือนท่าอื่น

นอนแผ่คว่ำหน้า


ท่านี้นี่แหละคือ น้องหมาเอาแต่ใจตัวจริง สังเกตง่าย ๆ ว่า เจ้าของท่างีบนี้ นึกจะอยากนอนตรงไหนก็จะล้มตัวลงนอนอย่างไม่เกรงใจใครทันที ที่น่าสนใจคือ เจ้าของท่าประจำนี้มักจะฉลาด สอนง่าย ซื่อสัตย์ แต่บทจะดื้อแล้วก็ดื้อหัวชนฝา ที่สำคัญคือเป็นสุดที่รักของเจ้านายสุด ๆ ก็เพราะความฉลาด ขี้อ้อน ข้อเสียคือ เป็นท่าที่ไม่ค่อยถูกสุขลักษณะการนอนที่ดีสักเท่าไหร่ แต่ส่วนใหญ่ลองได้ติดนอนท่านี้ไปแล้ว ก็จะสบายจนติดเป็นนิสัยไม่อยากเปลี่ยนเลยทีเดียว

นอนขด

          นอนขดที่ว่านี้ คือ ท่านอนที่เก็บแขน เก็บขา ในลักษณะขดเป็นวงกลม ให้นึกถึงเวลานอนในอากาศหนาว ๆ หากเจ้าตูบของคุณมีท่านอนนี้เป็นท่าประจำกาย ขอบอกว่าคุณมีแม่พลอยประจำบ้านแล้ว เพราะท่านอนแบบนี้หากไม่ได้หนาวสั่น นั่นแสดงว่าเจ้าตูบของคุณเป็นพวกสงบเสงี่ยม เรียบร้อย ไม่ชอบสุงสิงกับใคร และมีโลกส่วนตัวสูง ออกไปทางขี้เซานิด ๆ แต่ก็น่ารัก ติดเจ้าของ เป็นผู้ติดตามที่ดี ใครเห็นเป็นต้องตกหลุมรักในความขี้ประจบของน้องหนูเขาล่ะ

นอนตะแคงเอาเท้าปิดหน้า

          หากเจ้าตัวน้อยของคุณชอบนอนท่านี้ ขอแสดงความยินดีด้วย เพราะถือว่าบ้านคุณมี ร.ป.ภ คนเก่ง ที่คอยระวังภัยให้อยู่ตลอด ว่ากันว่าเจ้าตูบที่นอนท่านี้เป็นน้องหมาขี้ระแวง เห็นอะไรไม่ชอบมาพากลเมื่อไหร่ เป็นต้องส่งสัญญาณให้เจ้าของรู้ทันที อีกทั้งยังถือตัวนิด ๆ ไม่สนิทสนมกับใครง่าย ๆ แต่ถ้าลองได้ไว้ใจใครแล้ว รับรองว่าเป็นเพื่อนแท้สุด ๆ อีกทั้งยังมีเสน่ห์ในเรื่องของท่วงท่าที่สง่างาม น่าเกรงขาม แม้จะตัวจิ๋ว แต่เรื่องใจมาเต็มร้อยเลยทีเดียว 

ขอขอบคุณข้อมูลจาก
 โดย คุณ kimchi
https://pet.kapook.com/view20338.html
เครดิตภาพ  
https://www.pinterest.com/pin/1048775831947532893/

Thursday, March 2, 2017

เมื่อน้องหมา...ไฮเปอร์


         "น้องหมาไฮเปอร์" เป็นคำที่เราได้ยินกันบ่อยๆ คำว่า "ไฮเปอร์" นี้เป็นคำพูดติดปากที่ย่อมาจาก hyperactivity หมายถึง การที่น้องหมามีการแสดงออกมากกว่าปกติ จนไม่ยอมหลับยอมนอน ซึ่งมักพบในสุนัขพันธุ์เล็กและสุนัขบางสายพันธุ์ เช่น กลุ่มเทอร์เรียร์ อย่าง แจ๊ก รัสเซลส์ หรือพันธุ์บีเกิ้ล เป็นต้น 

          ทั้งนี้ อาการไฮเปอร์ของ สุนัข อาจทำให้เกิดปัญหาเพียงเล็กน้อยต่อเจ้าของ แต่ถ้ามากเกินไปจนเจ้าของไม่สามารถควบคุมได้ก็จะทำให้เริ่มรู้สึกไม่ดี หรือบางทียังสร้างความรำคาญให้กับเพื่อนบ้านได้อีกด้วย เช่น การเห่าเสียงดัง การทำลายข้าวของ เป็นต้น

อาการที่บ่งบอกว่า สุนัข มีภาวะ hyperactivity มีดังนี้

          ** ชอบวิ่งวนเป็นวงกลม หรือวิ่งไล่กัดหางตัวเอง

          ** ขี้โวยวาย หรือเห่าแบบไม่มีเหตุผล

          ** มีอาการหอบแทบจะตลอดเวลา

          ** สายตาไม่มีจุดโฟกัส

        
  ทั้งนี้ อาการไฮเปอร์อาจจะต้องแยกจากสิ่งต่อไปนี้ ซึ่งถือว่าเป็นอาการปกติค่ะ

          1. ความซุกซนไม่อยู่สุขในลูกสุนัข ถือว่าเป็นเรื่องปกติ เนื่องจากเป็นวัยกำลังเรียนรู้

          2. ความกระตือรือร้นของสุนัขที่ถูกฝึกไว้ใช้งาน

          3. ความกระตือรือร้นสนใจส่งเสียงเห่า เมื่อสุนัขเจอสิ่งแปลกใหม่ ซึ่งถือว่าปกติ

          แต่สำหรับ สุนัข ไฮเปอร์ จะไม่ค่อยมีสมาธิและมีการแสดงออกที่มากเกินไป ไม่รับฟังคำสั่งจากเจ้าของ และมักจะใช้พลังงานไปกับการออกกำลังกาย วิ่ง กระโดดไปรอบๆ หรือส่งเสียงเห่าหอนตลอดเวลา ชอบทำลายข้าวของ ไม่ชอบอยู่นิ่งๆ ในบ้าน และจะเงียบลงเฉพาะเวลานอนหลับเท่านั้น

        
  สำหรับสาเหตุของอาการไฮเปอร์ใน สุนัข นั้นยังไม่เป็นที่แน่ชัดว่าเกี่ยวข้องกับด้านพันธุกรรมหรือไม่ และการวินิจฉัยอาจต้องใช้สัตวแพทย์ผู้ที่มีความเชี่ยวชาญด้านพฤติกรรมสัตว์ โดยตรง หรือให้ยาสำหรับทำการทดสอบสุนัข แล้วทำการวัดอัตราการเต้นของหัวใจ อัตราการหายใจ และสังเกตพฤติกรรม โดยใน สุนัข ที่มีภาวะ hyperactivity นั้นจะมีอัตราการเหล่านี้ลดลง รวมทั้งสงบเสงี่ยมขึ้นภายหลังได้รับยา

วิธีการทำให้ สุนัข ไฮเปอร์ สงบลง

          ก่อนอื่นเจ้าของจะต้องใจเย็นๆ และไม่ควรโมโห เพราะนั่นจะยิ่งทำให้เขาแย่ลง อาจเริ่มจากการที่เจ้าของแสดงความสนใจต่อสุนัขในช่วงที่เขาสงบ และไม่สนใจ สุนัข ในช่องที่เขามีการแสดงออกมากเกินควร อาจทำการลงโทษทันทีเมื่อสุนัขแสดงอาการไม่เหมาะสม และควรต้องกระทำอย่างสม่ำเสมอ รวมทั้งลองหาสาเหตุว่าพฤติกรรมเหล่านี้เกิดจากอะไรเป็นสิ่งกระตุ้น เช่น ความกลัวสุนัขตัวอื่น หรือการต้องอยู่บ้านตัวเดียวเป็นระยะเวลานาน เป็นต้น

          และควรหาวิธีการต่างๆ ที่ดึงดูดความสนใจของเขา ทำให้มีสมาธิมากขึ้น และสงบลง ยกตัวอย่างเช่น เวลากินอาหาร อาจเพิ่มความสนใจโดยการซ่อนอาหารในของเล่น (ต้องเป็นของเล่นที่ปลอดภัยและไม่มีชิ้นส่วนที่สุนัขกินเข้าไปได้นะคะ)

         
 นอกจากนั้น การเล่นเกมกับเขาก็เป็นอีกวิธีหนึ่งที่ช่วยในการฝึกสมาธิ เช่น โยนลูกบอล จานร่อน หรือพาไปเดินเล่นนอกบ้าน หรือหาเพื่อนให้เขาแล้วปล่อยให้เล่นกันเองเพียงสองตัวเพื่อฝึกการเข้าสังคม และลดความกลัวต่อสุนัขตัวอื่น เป็นต้น

          ส่วนการควบคุมปัญหาในระยะยาวก็อาจต้องใช้ยาร่วมด้วย ซึ่งต้องปรึกษาสัตวแพทย์ต่อไปค่ะ

ขอขอขอบคุณข้อมูลจาก

https://pet.kapook.com/view3273.html
เครดิตภาพ 
https://www.pinterest.com/pin/ATqXKXa3E0iGcQ2CMPLSU9nVVkWLIBr_2I_8ql6vOw2GRFPV7MRq_X4/

Sunday, February 26, 2017

สุนัขกับการดื่มน้ำ




ปัจจุบันคนนิยมเลี้ยงสุนัขด้วยอาหารแห้ง (อาหารสุนัขสำเร็จรูป) ผมคิดว่าน้ำเป็นส่วนสำคัญในการให้ควบคู่กันกับการให้กินอาหารแห้งนะครับเพราะน้ำจะเข้าไปทำละลายพวกอาหารเม็ดให้ย่อยง่าย ไตจะได้ไม่ต้องทำงานหนัก ถ้าสุนัขไม่กินน้ำหรือกินน้ำน้อย ร่างกายขาดน้ำ อาจเกิดปัญหาเรื่องความร้อนภายในร่างกายสูงเกิน ซึ่งจะส่งผลต่ออวัยวะภายใน สุดท้ายไม่รอดครับ 

ดังนั้นควรมีน้ำดื่มที่สะอาดเตรียมไว้ตลอด คราวนี้เรามาดูประโยชน์ของน้ำบ้างนะครับ เป็นที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่าน้ำเป็นบ่อเกิดของชีวิต เราต้องการน้ำ สุนัขก็ต้องการน้ำเช่นกัน แต่ต้องการในปริมาณเท่าไรและเมื่อไรที่มันต้องการน้ำ

1. สุนัขต้องการน้ำเพื่อการดำรงชีวิต มันควรจะได้รับน้ำดื่มที่สะอาดอย่างน้อย 3 ครั้ง ต่อ วัน หรือถ้าเอาให้ง่ายเข้าไปอีกคือมันต้องการน้ำในปริมาณ 2 เท่าของอาหารที่คุณให้พวกมันกินต่อวัน (อาหารแห้ง) ยกตัวอย่างเช่น สมมุติว่าคุณให้
อาหารในปริมาณ 500 กรัมต่อวัน นั้นหมายถึง คุณควรจะให้สุนัขของคุณได้รับน้ำดื่มในปริมาณ 1 ลิตรต่อวัน

2. สุนัขต้องการดื่มน้ำที่สะอาดและเย็น อุณหภูมิของน้ำดื่มขึ้นอยู่กับอากาศ เช่น อากาศร้อนก็ต้องให้น้ำที่เย็นมากหน่อย และยังขึ้นอยู่กับปริมาณการออกกำลังกายและอายุของสุนัขด้วย  

3. ในกรณีที่ต้องพาสุนัขออกไปนอกบ้านควรให้น้ำกับสุนัขอย่างน้อย 3 - 4 ชม. ล่วงหน้าก่อนการเดินทาง

4. สำหรับลูกสุนัขที่เลี้ยงไว้ในบ้านก่อนพาเข้ามานอน ควรให้น้ำดื่มอย่างน้อย 3 ชม. เพื่อป้องกันการขับถ่ายในบ้าน

5. คุณต้องหมั่นสังเกตุปริมาณน้ำดื่มที่สุนัขของคุณดื่มอยู่เสมอ ถ้าสุนัขของคุณดื่มน้ำน้อยเกินไปหรือน้อยกว่าปกติมันอาจมีอาการผิดปกติเกิดขึ้นกับสุนัขของคุณ

6. ในทางกลับกันถ้าสุนัขของคุณดื่มน้ำมากผิดปกติหรือดื่มน้ำมากเกินไปหลังจากที่คุณพาออกไปออกกำลังกาย น้ำที่ดื่มนั้นอาจส่งผลกระทบต่อตัวสุนัขได้ พึงระวัง

  
แล้วปริมาณน้ำเท่าไรที่สุนัขต้องการต่อวัน 

เจ้าของสุนัขหลาย ๆ คนวางถาด/ชามน้ำให้กับสุนัขของตนเองตลอดเวลาโดยคิดว่าถ้าสุนัขหิวน้ำก็จะมากินเอง แต่คุณรู้หรือเปล่าว่ามันเพียงพอต่อความต้องการของสุนัขของคุณ มันอาจจะมากไปหรือน้อยไปก็เป็นไปได้ แล้วเท่าไรที่คิดว่ามันเพียงพอสำหรับสุนัขล่ะ การเฝ้าสังเกตุว่าสุนัขของคุณดื่มน้ำมาก/น้อยเพียงไร มีผลต่อสุขภาพของสุนัขของคุณ การดื่มน้ำในปริมาณที่เหมาะสมจะช่วยป้องกันการเจ็บป่วยและป้องกันภาวะการขาดน้ำ สุนัขในธรรมชาติจะดื่มน้ำด้วยตัวของมันเอง บางครั้งก็น้อยไปบางครั้งก็มากไป การดื่มน้ำน้อยอาจเกิดอาการขาดน้ำ ซึ่งจะทำให้ไตแห้ง อวัยวะภายในทำงาน
ผิดปกติจนกระทั่งอาจตายได้ ในทางกลับกันถ้าดื่มน้ำมากเกินไปสุนัขจะท้องบวม การย่อยไม่สมดุล และหรืออาจเกิดอาการน้ำเป็นพิษได้ 

การดื่มน้ำมากไปหรือน้อยไปเป็นสัญญาณของอาการเจ็บป่วย การดื่มน้ำน้อย อาจบ่งชี้ถึงการติดเชื้อลำไส้อักเสธ (Parvo) โรคเรื้อน หรือ โรคตับอักเสบ การดื่มน้ำมากเกินไปอาจเป็นเพราะระบบการย่อยมีปัญหา 


ปริมาณที่เหมาะสมของน้ำดื่ม ขึ้นอยู่กับปัจจับต่าง ๆ ดังต่อไปนี้
 
   ขึ้นอยู่กับขนาดตัวและน้ำหนัก: โดยเฉลี่ยแล้วประมาณ25 - 50 มิลลิลิตรต่อ 1 กิโลกรัมต่อน้ำหนักตัวต่อวัน เช่น สุนัขของคุณน้ำหนัก 30 กิโลกรัม พวกมันควรที่จะดื่มน้ำประมาณ750ซีซี - 1500ซีซี ต่อวัน เป็นต้น
 
    อาหาร: อาหารที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพจำเป็นเท่า ๆ กับน้ำดื่ม สุนัขที่กินแต่อาหารแห้งอย่างเดียวจำเป็นจะต้องได้กินน้ำในปริมาณที่มากกว่าสุนัขที่กินอาหารสดและที่สำคัญหลีกเลี่ยงอาหารที่มีปริมาณโซเดียมสูงเพราะโซเดียมจะดูดน้ำภายในร่างกายของสุนัขทำให้พวกมันกระหายน้ำหรือขาดน้ำได้
 
    อายุ: ลูกสุนัขจำเป็นจะต้องดื่มน้ำทุก ๆ 2 ชั่วโมง ครั้งละประมาณ 1/2 ถ้วยและจำเป็นที่จะต้องเฝ้าดูอย่างเคร่งครัด สำหรับสุนัขแก่ก็เช่นกัน

    การออกกำลังกาย: หลังจากที่ออกกำลังเสร็จคุณควรจะเตรียมน้ำดื่มให้กับสุนัขของคุณ ให้น้ำแข็งซะก้อนเป็นตัวนำเพื่อลดความร้อนในร่างกาย

    สภาพอากาศ: หน้าร้อนคุณก็ต้องเพิ่มปริมาณน้ำดื่มให้กับสุนัขของคุณ
 
    ช่วงให้ยารักษาโรค: ในกรณีที่สุนัขป่วยและอยู่ในช่วงรักษาหรือฟื้นฟู คุณควรที่จะถามกับสัตว์แพทย์ของคุณว่าปริมาณเท่าไรถึงจะเพียงพอต่อความต้องการในแต่ละวัน ตรวจสอบสภาวะขาดน้ำหรือสภาวะการดื่มน้ำมากเกินไป

การดูว่าสุนัขของคุณอยู่ในสภาวะขาดน้ำ ให้คุณดึงหนังบริเวณหลังคอของสุนัขดึงให้ตึงจากนั่นก็ปล่อย ถ้าสุนัขของคุณอยู่ในสภาพปกติมันจะเด้งกับมาอย่างรวดเร็ว ถ้าอยู่ในสภาวะขาดน้ำมันจะเด้งกลับช้า ๆ (ไม่ยึดหยุ่น) นอกจากนี้คุณ
ยังสามารถดูได้จากเหงือกของสุนัข ถ้าเหงือกเปียกและลื่นหมายถึงสุขภาพดี แต่ถ้าขุ่นหรือเหนียวแสดงว่าเกิดอาการขาดน้ำ

ส่วนสุนัขที่ดื่มน้ำมากเกินไปจะมีอาการอาเจียน เอื้อย ๆ เนือย ๆ


แหล่งที่มา  http://www.dogfunpark.com/forum/index.php?topic=129.0
เครดิตภาพ https://www.pinterest.com/pin/574420127445485632/

Monday, February 20, 2017

อันตราย ! เก็บสิ่งของ 9 อย่างนี้ให้มิดชิด ไม่งั้นอาจทำหมา-แมวป่วยได้


          สิ่งของที่เป็นอันตรายต่อสัตว์เลี้ยง อย่าปล่อยให้สัตว์ของคุณต้องเจ็บป่วยด้วยสิ่งของที่เป็นอันตรายเหล่านี้เลยค่ะ มาเช็กกันหน่อยดีกว่าว่ามีอะไรบ้าง แล้วก็จัดการจัดเก็บให้พ้นสัตว์เลี้ยงซะเลย
 

          “เพราะความรู้เท่าไม่ถึงการณ์นี่คงเป็นวลีที่คนเลี้ยงสัตว์ใช้อ้างเมื่อยามเกิดเหตุกับสัตว์เลี้ยง แต่จะดีกว่าไหมถ้าคุณไม่มีโอกาสได้พูดมันออกมาเลย แถมสัตว์เลี้ยงก็ยังอยู่รอดปลอดภัยและใช้ชีวิตได้อย่างมีความสุขในแบบที่เราอยากเห็น กระปุกดอทคอมเลยนำเอาสิ่งของต้องห้ามที่อาจเป็นอันตรายต่อสัตว์เลี้ยงมาให้เช็กกันค่ะ หากบ้านไหนยังมีอยู่หรือวางสิ่งของเหล่านี้ไว้ล่อตาล่อใจสัตว์เลี้ยงก็ควรจะเก็บได้แล้วล่ะ

1. ขนมปัง

          แม้ขนมปังจะขึ้นชื่อว่าเป็นอาหาร แต่ก็ไม่ได้แปลว่าเป็นอาหารสำหรับสัตว์เลี้ยงด้วยนะคะ เพราะถ้าสัตว์เลี้ยงกินขนมปังเข้าไป มันก็จะไปขยายและพองอืดอยู่ในกระเพาะ ขวางทางหลอดเลือดเลี้ยงหัวใจและต้องแก้ไขด้วยการผ่าตัดเพียงอย่างเดียว รวมไปถึงยีสต์ที่เป็นส่วนประกอบในการทำขนมปังจะเข้าไปทำลายระบบทางเดินหายใจของสัตว์เลี้ยงอีกด้วย

2. ดอกลิลลี่

          ในความสวยงามของดอกลิลลี่ก็ยังมีอันตรายแฝงอยู่ ซึ่งอันตรายเหล่านั้นจะไม่ส่งผลต่อมนุษย์อย่างเรา แต่กลับเป็นพิษภัยต่อสัตว์เลี้ยงโดยเฉพาะน้องแมว ถ้าน้องแมวเผลอไปเล่นดอกลิลลี่ พิษที่อยู่ในดอกก็จะเข้าไปทำลายระบบการทำงานของไต ทำให้เกิดภาวะไตวายได้เลยนะคะ นอกจากนี้ยังมีพืชชนิดอื่น ๆ ที่ต้องเลี่ยงให้ห่าง อย่างเช่น ชวนชม มิสเซิลโท และไม้ประดับในตระกูลฟิโลเดนดรอน

3. ยา

          แม้ว่าสัตว์จะมีชีวิตเหมือนเราแต่การรักษาทางร่างกายนั้นกลับแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง เช่นเดียวกับยาที่ใช้รักษาโรค ยาแก้ไข ยาบำรุง วิตามิน หรือแม้กระทั่งครีมบำรุงผิวของคนทั้งหลาย ต่างก็มีพิษและเป็นอันตรายกับสัตว์เลี้ยงเป็นอย่างมาก ดังนั้นเราจึงต้องเก็บยาเหล่านี้ให้เป็นที่เป็นทาง อย่าวางเกะกะให้ล่อตาล่อใจสัตว์เลี้ยงเด็ดขาด

4. กระดูก

          อย่าให้เจตนาดีของเราต้องทำให้น้องหมาเจ็บตัวเลยนะคะ การที่โยนกระดูกให้น้องหมาเคี้ยวเล่นนั้นเป็นอันตรายอาจถึงขั้นทำให้น้องหมาเจ็บไข้ได้ป่วยเลยทีเดียว เคี้ยวดีไม่ดียังไง เศษกระดูกเหล่านั้นอาจจะเข้าไปติดคอและทำให้น้องหมาเกิดอาการช็อกขึ้นมาได้ ทางที่ดีหาซื้อกระดูกเคี้ยวเล่นที่ไม่เป็นอันตรายมาให้มันดีกว่าค่ะ

5. ช็อกโกแลต

          ช็อกโกแลตเป็นหนึ่งในของหวานยอดนิยมที่เรารู้จักกันเป็นอย่างดี แม้รสชาติของมันจะละมุนนุ่มลิ้นและช่วยให้เราผ่อนคลายได้ดีแค่ไหน แต่มันกลับเป็นยาพิษที่มีฤทธิ์รุนแรงระดับ 10 กะโหลกไขว้ต่อสัตว์เลี้ยงเลยทีเดียว เนื่องจากในช็อกโกแลตมีสารที่ทำให้หัวใจของสัตว์เลี้ยงเต้นเร็ว จนทำให้เกิดเอฟเฟกต์ในทางลบต่อร่างกายจนอาจถึงขั้นตายเลยก็เป็นได้

6. ไหมขัดฟัน

          ถึงไหมขัดฟันจะมีขนาดเล็กที่ดูไม่น่ามีอันตรายร้ายแรงเท่าไร แต่ถ้าหากสัตว์เลี้ยงคิดว่ามันคือของเล่นและเผลอกินเข้าไป รับรองได้เลยว่างานนี้ต้องถึงมือหมอแน่นอน เนื่องจากเส้นใยของไหมขัดฟันเหล่านั้นจะเข้าไปอุดตันในลำไส้และทำให้เกิดการบีบรัดลำไส้ได้ นอกจากนี้บรรดาเส้นด้าย หนังยาง และเชือกก็เป็นอันตรายเหมือนกัน

7. ถ่านไฟฉาย/แบตเตอรี่

          หลังเปลี่ยนถ่านไฟฉายเสร็จเรียบร้อยแล้ว ก็อย่าลืมทิ้งถ่านอันเก่าให้เป็นที่เป็นทางด้วยนะคะ มิเช่นนั้นน้องสัตว์เลี้ยงจะคิดว่าเป็นของเล่นที่พวกมันเอามากัดเล่นได้ แล้วถ้าหากมันกัดเข้าไปละก็ เศษถ่านไฟฉายคม ๆ ก็จะเข้าไปบาดภายในช่องปาก ลำไส้ และกระเพาะของพวกมันและทำให้เป็นฝีได้
 
8. แผ่นอบแห้ง


          บ้านไหนที่นิยมใช้แผ่นอบแห้งแทนน้ำยาปรับผ้านุ่มก็ต้องระวังให้ดี ๆ  เพราะถ้าทิ้งสิ่งของเหล่านี้ไว้ไม่เป็นที่เป็นทาง เจ้าสัตว์เลี้ยงแสนซนของคุณก็อาจจะคาบไปฟัดเล่นก็ได้นะคะ ซึ่งจะทำให้ภายในช่องปาก ลำไส้ และกระเพาะของสัตว์เลี้ยงเป็นฝีเอาได้ ฉะนั้นถ้าไม่อยากทนเห็นสัตว์ที่รักเจ็บไข้ได้ป่วย ก็ควรจัดการกับแผ่นอบแห้งให้เป็นระเบียบด้วยนะคะ

9. บุหรี่

          ไม่ว่าจะอย่างไร บุหรี่ก็ยังคงเป็นอันตรายต่อร่างกายอยู่ดี ไม่ว่าจะเป็นคนหรือแม้กระทั่งสัตว์เลี้ยง และถ้าสัตว์เลี้ยงเผลอไปงับบุหรี่มากัดกินเล่น สารนิโคตินก็จะเข้าไปทำลายระบบต่าง ๆ ภายในร่างกาย เกิดอาการตัวสั่น อาเจียน และอาจถึงขั้นตายเลยก็ได้นะคะ จะให้ดี คนเลี้ยงสัตว์ควรจะลด ละ และเลิกบุหรี่ไปเลยดีกว่า ถ้าไม่อยากเห็นสัตว์เลี้ยงที่รักต้องมาเจ็บป่วยเพราะเราเอง

          เมื่อได้รู้อย่างนี้แล้วคนรักสัตว์และคนที่เลี้ยงสัตว์อาจจะสะดุ้งกันไปเลยทีเดียว เพราะสิ่งของเหล่านี้ไม่ได้มีอันตรายต่อมนุษย์ แต่กลับส่งผลร้ายต่อสัตว์เลี้ยงของเรามากมาย ถ้าไม่อยากเห็นสัตว์เลี้ยงเจ็บป่วยก็ควรจะจัดการกับสิ่งของเหล่านี้ให้ดี ๆ อย่าให้มีเหตุการณ์รู้เท่าไม่ถึงการณ์อีกเลยค่ะ

ขอขอบคุณข้อมูลจาก housebeautiful และ vetstreet
เครดิตภาพ  https://www.pinterest.com/pin/2674081015114141/

Sunday, February 19, 2017

เสียงเห่าสุนัข...บอกอะไรเราได้บ้าง




สำหรับสุนัข การเห่า คือการสื่อสาร สังเกตได้ว่าในการเห่าแต่ละครั้งจะมีโทนเสียงที่ต่างกัน มีสั้นยาวไม่เท่ากัน รวมถึงความถี่และจำนวนครั้งที่แตกต่างกัน และนั่นก็เป็นคำพูดที่เขาต้องการใช้สื่อสารให้คุณรับรู้อีกด้วย



ทั้งนี้ ผู้เชี่ยวชาญทางด้านพฤติกรรมของสุนัข ได้ทำการแยกประเภทและความหมายของเสียงเห่าแต่ละชนิดไว้ ดังนี้ 

การเห่าสั้น ๆ 2-3 ครั้ง

เป็นการทักทายกันยามปกติ...เช่นเมื่อคุณกลับเข้าบ้าน หรือเมื่อเจอกันตอนเช้าหลังตื่นนอน เป็นต้น
แปลความหมายได้ว่า.. "สวัสดีเจ้านาย"

เห่าแล้วหยุด...เห่าแล้วหยุด ติดต่อกันเป็นเวลานาน

เป็นการบอกว่า "เหงาจัง" มาเล่นเป็นเพื่อนหน่อยซิ

การเห่ารัว ๆ และดังขึ้นเรื่อย ๆ
 
เป็นการบ่งบอกว่าเค้าตื่นเต้น และกำลังสนุกจริง ๆ

การเห่าครั้งเดียวสั้น ๆ

หากคุณหรือใครอื่นกำลังยุ่งวุ่นวายกะเค้าอยู่แล้วมีการเห่าสั้น ๆ ขึ้นนั้น มีความหมายว่า "รำคาญนะ อย่ามายุ่ง อยากอยู่คนเดียว"
 
แต่ถ้าไม่มีใครวุ่นวายกะเค้าอยู่ละก้อ...มีความหมายว่า "อยากเข้าห้องน้ำ หรือถึงเวลาให้อาหารแล้ว" 

การเห่าติดต่อกันนาน ๆ
 
ถ้าเป็นลูกสุนัขไม่มีอะไรมากหรอก..เขาแค่ต้องการให้คุณอยู่ใกล้ๆ  และสนใจตลอดเวลา ประมาณว่าออดอ้อนอะไรทำนองนั้น


การเห่าเร็ว ๆ ติด ๆ
 
เป็นการเตือนภัยว่าจะมีอะไรเข้ามาใกล้ หรือในเวลาที่หมาน้อยมองเห็น ได้กลิ่นของคนแปลกหน้า

มีความหมายว่า "ระวังนะ!!! กำลังมีอันตรายเข้ามาใกล้เราแล้ว..."
 
แต่ถ้าโทนเสียงต่ำ ๆ ติด ๆ ละก็มีความหมายว่า "อันตรายมาถึงแล้วนะ" หรือเป็นการขู่คนร้ายว่า "อย่าเข้ามานะ เดี๋ยวกัดเลย"


การเห่าเป็นชุด ๆ ละ 3-4 ครั้ง แล้วหยุดเป็นระยะ
 
เป็นการชักชวนให้คุณมาดูอะไรบางอย่าง....
 
แปลความหมายได้ว่า..."มาดูอะไรนี่สิ"

ทีนี้คงเข้าใจเจ้าตูบของคุณกันมากขึ้นแล้วนะคะ...ค่อย ๆ เรียนรู้และทำความเข้าใจกันต่อไป สักวันคุณก็จะเข้าใจเจ้าตูบมากขึ้นแน่ ๆ 

แหล่งที่มา  โลกสัตว์เลี้ยงhttp://pet.kapook.com/view16025.html
เครดิตภาพ  https://uk.pinterest.com/pin/419819996497647277/