Saturday, June 1, 2019

5 โรคสัตว์เลี้ยงควรระวังช่วงหน้าฝน รู้ทันป้องกันก่อนหมา-แมวป่วย




ทำความรู้จัก 5 โรคสัตว์เลี้ยงที่มาพร้อมหน้าฝน มาดูกันว่า ในช่วงหน้าฝนมีโรคอะไรที่หมา-แมวต้องระวังเป็นพิเศษบ้าง รู้ก่อนจะได้หาทางป้องกันไว้ ก่อนสัตว์เลี้ยงป่วย 

แม้ฤดูฝนจะเป็นช่วงที่อากาศกำลังเย็นสบาย ไม่อบอ้าวเหมือนหน้าร้อน แต่ทว่าก็เป็นอีกหนึ่งฤดูที่มาพร้อมกับโรคต่าง ๆ ไม่ใช่เกิดขึ้นกับตัวเราเท่านั้ แต่รวมถึง หมา-แมว สัตว์เลี้ยงตัวน้อยด้วย วันนี้กระปุกดอทคอมเลยนำ 5 โรคที่เป็นอันตรายกับสัตว์เลี้ยง ที่ควรระวังในช่วงหน้าฝนมาให้เจ้าของได้รู้จักว่า มีโรคอะไรบ้างที่ควรระวังในช่วงหน้าฝน จะได้หาทางป้องกันเอาไว้ก่อนตั้งแต่ตอนนี้ 


1. โรคฉี่หนู 

          โรคฉี่หนู หรือที่เรียกอีกชื่อหนึ่งว่า เลปโตสไปโรซิส (Leptospirosis) เป็นโรคที่เกิดจากแบคทีเรียกลุ่ม เลปโตสไปรา อินเทอโรแกนส ( Leptospira Interrogans) ส่วนใหญ่มักจะติดเชื้อจากการสัมผัสกับน้ำ ดิน โคลน หรือฉี่ของสัตว์ที่เป็นพาหะนำโรค เมื่อเชื้อชนิดนี้เข้าสู่ร่างกายทางผิวหนัง ก็จะกระจายตัวไปตามอวัยวะต่าง ๆ ผ่านทางเส้นเลือด ซึ่งกลุ่มสัตว์ที่มีความเสี่ยงที่เป็นโรคฉี่หนูมากที่สุดคือ สัตว์ที่มีอายุน้อยและหมา-แมวที่เลี้ยงนอกบ้าน แต่ทั้งนี้สามารถป้องกันได้โดยการไม่ให้สัตว์เลี้ยงเข้าไปเล่นหรือกินน้ำจากบริเวณที่มีน้ำขัง พร้อมทั้งหมั่นดูแลที่นอนและของใช้ของสัตว์เลี้ยงให้สะอาดอยู่เสมอ 

2. โรคพยาธิหนอนหัวใจ 

          อีกหนึ่งโรคอันตรายที่อยากให้ระวังเป็นพิเศษในช่วงหน้าฝนและเป็นฤดูที่มียุงชุมชุม เพราะ "ยุง" เป็นพาหะของโรคชนิดนี้ จากการที่ยุงไปกัดสัตว์ที่มีตัวอ่อนของพยาธิแล้วมากัดสัตว์เลี้ยงของเรา เมื่อพยาธิเข้าสู่ร่างกายก็จะไปเกาะอยู่ตรงบริเวณหัวใจและเส้นเลือด โดยมีอาการที่สามารถสังเกตเห็นได้ก็คือ ไอแห้ง ๆ, เป็นลม, เหนื่อยง่าย มีน้ำสะสมในช่องท้อง ทำให้ท้องขยายใหญ่ หรือที่เรียกว่า ท้องมาน ทั้งนี้สามารถป้องกันได้โดยการฉีดยา ให้ยากิน และใช้ยาหยอดหลัง 

3. โรคระบบทางเดินหายใจ 

          สำหรับกลุ่มโรคระบบทางเดินหายใจที่พบบ่อย ได้แก่ ไข้หวัด และหลอดลมอักเสบ ซึ่งมีสาเหตุมาจากเชื้อแบคทีเรีย โดยเกิดขึ้นได้กับสัตว์เลี้ยงทุกช่วงอายุ แต่ส่วนใหญ่มักจะพบในสัตว์เลี้ยงที่มีอายุน้อยมากกว่าช่วงโตเต็มวัย เนื่องจากภูมิคุ้มกันยังพัฒนาไม่เต็มที่ ส่วนสาเหตุก็เกิดจากการสัมผัสกับสัตว์ที่ป่วยหรือเชื้อโรคที่แฝงอยู่ตามสถานที่ต่าง ๆ และสัตว์ที่ไม่เคยฉีดวัคซีนป้องกันโรค ทั้งนี้สามารถป้องกันได้โดยการหลีกเลี่ยงสัมผัสกับสัตว์ที่เป็นกลุ่มเสี่ยงค่ะ 

โรคพยาธิเม็ดเลือด 

          โรคพยาธิในเม็ดเลือด เกิดจากเชื้อโปรโตซัวและริคเก็ตเซีย โดยมีเห็บเป็นพาหะนำโรค สัตว์เลี้ยงที่ติดเชื้อจะสังเกตอาการได้ยาก และการแสดงอาการก็ขึ้นอยู่กับชนิดของเชื้อโรคที่ได้รับเข้าไป ทั้งนี้สามารถป้องกันและลดความเสี่ยงของโรคได้ โดยการกำจัดเห็บออกจากที่พักอาศัย ไม่ให้สัตว์เลี้ยงออกไปคลุกคลีกับสัตว์จรจัด และพาไปตรวจสุขภาพอย่างเสมอ เพื่อเฝ้าระวังโรคและขอคำแนะนำการดูแลที่ถูกวิธี 

5. โรคผิวหนัง

          โรคผิวหนังของสัตว์เลี้ยงมีด้วยกัน 2 กลุ่มคือ โรคผิวหนังที่เกิดจากปรสิตกับไร และโรคผิวหนังที่เกิดเชื้อรา ซึ่งเป็นกลุ่มที่ควรระวังเป็นเป็นพิเศษ โดยส่วนมากจะเกิดกับสัตว์เลี้ยงที่มีอายุน้อยและสัตว์เลี้ยงที่มีอายุมาก เนื่องจากเป็นกลุ่มที่มีภูมิคุ้มกันต่ำ ซึ่งบริเวณที่ติดเชื้อราจะมีขนร่วงเป็นวงและมีอาการคันร่วมด้วย โดยมากมักจะพบที่ใบหูด้านใน ง่ามนิ้ว รอบจมูก และรอบดวงตา 

          
ตอนนี้ก็เข้าสู่ฤดูฝนแล้ว อย่าลืมดูแลสุขภาพของน้องหมา-น้องแมวกันด้วย โดยเฉพาะ 5 โรคที่มากับฝนเหล่านี้ พร้อมทั้งหาทางป้องกันเอาไว้ จะได้ไม่ล้มป่วยเพราะโรคเหล่านี้ 


เครดิตภาพ  https://www.pinterest.com/pin/492649947957833/



Thursday, May 16, 2019

พฤติกรรมเรียกร้องความสนใจของสุนัข



         พฤติกรรมเรียกร้องความสนใจของสุนัข (petnews2005)

      
    คนและสุนัขต่างก็มีความผูกพันกันมานานซึ่งไม่ใช่สิ่งที่ผิด ตราบใดที่ไม่มีการเรียกร้องกันจนเกินขอบเขต สุนัขอาจจะเห่าเพื่อเรียกเจ้าของซึ่งถือเป็นการสื่อสารกันระดับปกติ สุนัขพูดไม่ได้แต่ใช้วิธีการเรียนรู้ว่าทำวิธีไหนได้ผลในการเรียกความสนใจจากเจ้าของ และถ้าเมื่อใดเจ้าของให้ความสนใจต่อสิ่งที่สุนัขเรียกร้องมากเกินขอบเขต พฤติกรรมบางอย่างที่น่ารำคาญจะมีมามากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งอยู่บนพื้นฐานของทฤษฎี positive reinforcement สุนัขจะเรียกร้องมากขึ้น และถึงคุณจะบอกให้สุนัขหยุดก็จะไม่ได้ผลเพราะยังถือเป็นการตอบสนองและยังสื่อสารกับสุนัข

          การเห่า, คราง, และหยอกล้อเหมือนเล่นเงาตัวเองต่อหน้าเจ้าของเป็นการเรียกร้องความสนใจของสุนัข พฤติกรรมเรียกร้องความสนใจอาจกลายเป็นความเครียดของเจ้าของแทน ตัวอย่างเช่น สุนัขเห่าเรียกเจ้าของตลอดเวลาเพื่อเรียกร้องความสนใจ หรือกระโดดตะกายเจ้าของตลอดเวลา หรือเอาเท้าคอยสะกิดเจ้าของเวลาเจ้าของคุยกับเพื่อน บางตัวขโมยของไปซ่อน และกัดทำลายข้าวของเพื่อเรียกร้องความสนใจจากเจ้าของ เจ้าของสุนัขก็จะต้องหงุดหงิดเป็นธรรมดา ยิ่งคุณตะโกนดุด่าสุนัข, วิ่งไล่ตามแย่งของคืน ยิ่งเป็นการตอกย้ำความสำเร็จของสุนัขที่สามารถเบนความสนใจมาที่ตัวสุนัขได้ตามที่สุนัขต้องการ โดยเฉพาะสุนัขจะยิ่งชอบใจเมื่อคุณยกมือยกไม้และส่งเสียงดัง 

      
    บางทีสุนัขก็เรียกร้องความสนใจด้วยวิธีแปลกๆ ซึ่งดูไม่น่าเชื่อ เช่น แกล้งทำเป็นเจ็บขาเพื่อให้เจ้าของสนใจพาไปหาสัตวแพทย์ ซึ่งแสดงว่าเจ้าของให้ความสนใจมากกว่าปกติ มีสุนัขพูเดิ้ลทอยตัวหนึ่งเกาหน้าตัวเองอย่างรุนแรงเป็นเวลาแรมปี ไม่ว่าจะวินิจฉัยหาสาเหตุอย่างไรก็ไม่สามารถหาสาเหตุได้ เลือกสารพัดยามาใช้ในการรักษาก็ไม่หาย

          แต่จู่ๆ อาการหายไปเองเมื่อสุนัขอีกตัวเสียชีวิตไป และกลับมามีอาการอีกเมื่อเจ้าของนำสุนัขตัวใหม่มาเลี้ยง สรุปจากประวัติแล้วน่าจะเกิดจากการที่สุนัขต้องการเรียกร้องความสนใจจากเจ้าของ 

 วิธีการเรียกร้องความสนใจ 

          
 เห่า 

          
 ส่งเสียงครางหงิ๋งๆ 

          
 อาเจียน 

          
 แกล้งทำเป็นป่วย เช่น เจ็บขา 

          
 ไล่งับเงาตัวเอง 

          
 ไล่งับลม ท่าทางเหมือนไล่งับแมลงวัน 

          
 ทำท่าทางแปลกๆ ให้เห็น 

 จะทำอย่างไรเมื่อสุนัขเรียกร้องความสนใจ 

          ต้องเข้าใจพื้นฐานการรักษาโรคเรียกร้องความสนใจก่อนว่า ต้องไม่ใส่ใจการเรียกร้องใดๆ ของสุนัข แต่ต้องเข้าใจว่าการทำเป็นไม่สนใจในระยะแรกจะไม่ได้ผล เพราะสุนัขจะยิ่งมีอาการแย่ลง, จะมีการเรียกร้องความสนใจมากกว่าเก่า อาการเช่นนี้จะเป็นอยู่ช่วงระยะเวลาหนึ่งแล้วอาการเรียกร้องความสนใจจะค่อยๆ ลดลงเรื่อยๆ ซึ่งช่วงระยะเวลานี้เป็นช่วงที่รบกวนใจเจ้าของมาก 

          เหตุที่เป็นเช่นนี้เป็นเพราะอย่างที่เคยกล่าวมาแล้วในหลายๆ ตอนว่าสุนัขใช้วิธีการเรียนรู้จากประสบการณ์ จึงต้องเข้าใจว่าความคิดของสุนัขว่า เคยใช้วิธีเห่าเรียกร้องความสนใจแล้วได้ผล แต่คราวนี้ไม่ได้ผลสุนัขจึงต้องพยายามมากกว่าเดิมเพราะประสบการณ์บอกว่ามันเคยได้ผล 

 การรักษา 

          เมื่อเจ้าของไม่ให้ความสนใจสุนัข คือ ไม่สนใจพฤติกรรมที่ไม่ดี เช่น ขโมยของไปซ่อนหรือทำลาย, ไม่พูดหรือดุด่าสุนัข, ไม่เล่นด้วย สุนัขจะขโมยของมากขึ้น และพยายามชวนเจ้าของเล่น เช่น อาจวิ่งวนไปรอบเจ้าของเพื่อหลอกล่อให้เจ้าของเล่นด้วยหรือหันมาสนใจ เจ้าของต้องไม่สนใจสุนัขทุกอย่างที่สุนัขทำ เมื่อผ่านไประยะหนึ่งสุนัขจะเริ่มไม่มั่นใจว่าการเรียกร้องความสนใจวิธีนี้จะได้ผล สุนัขจะแสดงอาการกระตือรือร้นน้อยลง และแสดงอาการเรียกร้องลดลง ระยะยังเจ้าของยังต้องไม่ใส่ใจสุนัข การเรียกร้องของสุนัขจะลดลงไปเรื่อยๆ จนหายไปเอง 

 ข้อควรระวัง 

          การให้ความสนใจการเรียกร้องของสุนัขแม้เพียงครั้งเดียวเพราะความใจอ่อนของเจ้าของ อาการจะเป็นเหมือนตอนเริ่มต้นอีกครั้ง เจ้าของต้องรอจนกว่าสุนัขจะเรียนรู้ว่าไม่ผลจริงๆ จึงจะกลับไปให้ความสนใจสุนัขอีก ซึ่งก็เหมือนกับการเล่นเกมว่าใครทนกว่ากัน 

 ข้อควรคำนึงถึง


          ดังนั้น เพื่อเป็นการป้องกันพฤติกรรมที่เจ้าของไม่พึงประสงค์ จึงควรแน่ใจว่าวิถีชีวิตที่สุนัขเป็นถูกต้องตามหลักการหรือไม่ และควรตอบคำถามข้างล่างนี้เพื่อจะได้รู้ว่าปัญหาอยู่ที่ไหน 

          
 คุณให้สุนัขได้ออกกำลังอย่างพอเพียงหรือไม่ เวลาในการออกกำลังที่เหมาะสมอยู่ระหว่าง 20-30 นาทีต่อวัน เป็นการออกกำลังต่อเนื่องอย่างแอโรบิค 

          
สุนัขได้รับอาหารพอเหมาะหรือเปล่า อย่าให้อาหารสุนัขที่มีพลังงานสูงมากเกินไป เช่น อาหารเม็ดสูตรสุนัขใช้งาน ถ้าสุนัขของคุณใช้พลังงานส่วนเกินไม่หมดเพราะไม่ได้รับการออกกำลังอย่างเพียงพอและใช้เวลาส่วนใหญ่อยู่ในบ้าน ปัญหาการเรียกร้องจะเกิดตามมา 

          
 ระดับการสื่อสารระหว่างคุณกับสุนัขอยู่ในระดับใด คุณควรให้เวลาในการสอนให้สุนัขรู้จักคำสั่งที่เป็นคำเดียวโดดๆ เช่น นั่ง, หมอบ, ชิด, คอย, อย่า, ไม่, หยุด ฯลฯ 

          
 คุณเคยให้รางวัลกับสุนัขด้วยการ ตบไหล่เบาๆ , ชมสุนัขด้วยคำพูดที่อ่อนโยน, เกาท้องหรือหูสุนัข บ้างหรือไม่ ถ้ายังไม่เคยแนะนำให้ท่านเจ้าของเริ่มทำได้ตั้งแต่บัดนี้เลย 

          
 คุณเคยฝึกการใช้งานสุนัขบ้างหรือไม่ ถ้ายังไม่เคยเริ่มเสียตั้งแต่วันนี้เลยครับ งานที่เหมาะกับสุนัขแต่ละสายพันธุ์ควรเลือกให้เหมาะสมด้วย เช่น สุนัขตระกูลรีทรีฟเวอร์หรือสุนัขพันธุ์ที่ใช้ในการล่าสัตว์, พันธุ์ที่ใช้ในกีฬาบางอย่าง ลองเล่นให้คาบลูกบอลหรือกิ่งไม้มาหรือเล่นจานร่อน พันธุ์ที่ใช้ในการดูแลปศุสัตว์ลองให้ออกกำลังโดยการวิ่ง หรือพันธุ์ที่ใช้ดมกลิ่น เช่น ตระกูลฮาวด์ทั้งหลายลองฝึกการดมกลิ่นดู

   การที่สุนัขเรียกร้องความสนใจบ่อยๆ ต้องคิดในแง่มุมกลับด้วยว่าสุนัขมีเหตุผลในการเรียกร้องหรือไม่ เช่น สุนัขถูกปล่อยไว้ตัวเดียวในบ้านหรือเปล่า หรือสุนัขใช้เวลาในที่ส่วนตัวของสุนัขนานเกินไปหรือไม่ หรือเกิดเนื่องจากสุนัขไม่ได้รับการออกกำลังกายที่สม่ำเสมอเพียงพอ หรือเกิดเนื่องจากการกระตุ้นภาวะทางจิตใจของสุนัขเอง หรือเป็นเพราะสุนัขไม่มีอะไรจะทำ สิ่งเหล่านี้เจ้าของควรจะแยกแยะให้ออกว่ามาจากสาเหตุใดกันแน่สุนัขถึงมีพฤติกรรมเรียกร้อง ซึ่งสำคัญกว่าการหาทางหยุดพฤติกรรมที่คุณคิดว่าเป็นการรบกวนเจ้าของ การเรียกร้องความสนใจของสุนัขอาจเป็นเพียงการแสดงความไม่พอใจในสิ่งหนึ่งสิ่งใดที่กล่าวมาก็ได้


ขอขอบคุณข้อมูลจาก
petnews2005

Monday, May 13, 2019

วิธีดูแลหมา-แมวให้ปลอดภัยจากพายุ ป้องกันสัตว์เลี้ยงเครียดและตกใจเมื่อพายุมา



วิธีดูแลหมา-แมว เมื่อเกิดพายุ ข้อมูลที่ทาสหมา-ทาสแมวต้องรู้ เพื่อเตรียมตัวรับมือทั้งก่อนและหลังพายุเข้า พร้อมเทคนิคเอาใจใส่และเทกแคร์น้องหมา-น้องแมวให้ปลอดภัย สบายใจหายห่วงได้ในระหว่างที่มีพายุ

 ในช่วงฝนกระหน่ำ พายุเข้าแบบนี้ เจ้าของสัตว์เลี้ยงหลายคนคงรู้สึกไม่สบายใจ เพราะน้องหมาหลายตัวก็กลัวฟ้าร้อง น้องแมวหลายตัวก็กลัวฝนตก งานนี้กระปุกดอทคอมเลยขออาสารวบรวมเทคนิคการดูแลสัตว์เลี้ยงในช่วงเกิดพายุมาฝาก หากทาสหมา-ทาสแมวคนไหนที่กำลังกังวลว่าน้องหมา - น้องแมว จะตระหนกตกใจหรือตัวสั่นงันงกตอนพายุมา มาดูทริกไว้ดูแลและปลอบขวัญเจ้าสี่ขากันค่ะ

วิธีเตรียมตัวก่อนเกิดพายุ

         1. เมื่อรู้ว่าพายุจะเข้าหรือภัยธรรมชาติจะมา ให้รีบพาสัตว์เลี้ยงเข้าบ้าน พร้อมปิดประตูให้มิดชิด เพื่อป้องกันไม่ให้น้องหมา-น้องแมวหนีเตลิดหายออกไปจากบ้าน เนื่องจากรู้สึกหวาดกลัวหรือวิตกกังวล
 
          2. ตรวจเช็กปลอกคอและป้ายชื่อให้เรียบร้อย เผื่อในกรณีพลัดหลงจะได้มีข้อมูลระบุตัวตนและความเป็นเจ้าของ นอกจากนี้อย่าลืมถ่ายรูปภาพสัตว์เลี้ยงเก็บในโทรศัพท์ไว้ให้พร้อม หรือทางที่ดีจะถ่ายรูปคู่เพื่อระบุความเป็นเจ้าของเลยก็ได้
 
          3. เตรียมเครื่องมือและอุปกรณ์ฉุกเฉินให้ได้มากที่สุด ซึ่งประกอบด้วย อาหาร น้ำดื่ม ยารักษาโรค ยาฆ่าเชื้อ ที่นอน ผ้าห่ม จานข้าว เชือกจูง ไฟฉาย ของเล่น ผ้าเช็ดทำความสะอาด และถุงใส่ขยะ ไม่จำเป็นต้องหาให้ครบทั้งหมดก็ได้ แต่พยายามหาให้ได้มากที่สุด โดยทางที่ดีควรมีปริมาณเพียงพอสำหรับ 5-7 วัน แล้วก็อย่าลืมเตรียมเบอร์สัตวแพทย์หรือเบอร์ติดต่อฉุกเฉินเอาไว้ด้วย
 
          4. ติดสติ๊กเกอร์หรือทำสัญลักษณ์ที่ประตู-หน้าต่าง เพื่อแจ้งให้คนที่มาช่วยเหลือรับรู้ว่ามีสัตว์เลี้ยงอยู่ในบ้าน

วิธีดูแลสัตว์เลี้ยงระหว่างเกิดพายุ

          1. หลีกเลี่ยงการปล่อยสัตว์เลี้ยงไว้ตามลำพังในช่วงที่เกิดพายุ ถ้าหากเราจะไปไหน ก็ควรพาสัตว์เลี้ยงติดไปด้วย หรือไม่เช่นนั้นก็นำไปฝากไว้กับร้านรับเลี้ยงสัตว์ โรงพยาบาลสัตว์ หรืออาจจะให้เพื่อนสนิทหรือคนในครอบครัวมาช่วยดูแลแทนก่อน จะได้คอยช่วยกันสังเกตอาการว่าน้องหมา-น้องแมวรู้สึกเครียด หวาดกลัว หรือวิตกกังวลมากเกินไปหรือเปล่า อีกทั้งยังเป็นการเพิ่มความอุ่นใจ ความสบายใจ และทำให้สัตว์เลี้ยงไม่เหงาและไม่โดดเดี่ยวด้วย
 
          2. พาสัตว์เลี้ยงเข้าไปอยู่กับเราในบ้าน แต่ต้องปล่อยให้อยู่อย่างอิสระ เนื่องจากน้องหมา-น้องแมวบางตัวอาจจะรู้สึกเครียดเมื่อถูกขังหรือกักบริเวณ แต่ที่สำคัญคือถ้าหากในบ้านมีหน้าต่าง ก็อย่าลืมปิดผ้าม่านหรือหาผ้าคลุมเพื่อป้องกันการมองเห็นข้างนอกเอาไว้ นอกจากนี้จะลองพาสัตว์เลี้ยงเข้าไปอยู่ในห้องน้ำก็เป็นไอเดียที่เข้าท่าไม่น้อย เพราะน้องหมา-น้องแมวหลายตัวชอบห้องน้ำไม่เบาเลยทีเดียว ไม่เช่นนั้นอาจจะลองนำสัตว์เลี้ยงไปพักในห้องที่มีผนังกันเสียงก็ได้ เนื่องจากประเด็นสำคัญ คือ เราต้องทำให้สัตว์เลี้ยงห่างจากฟ้าร้อง ฟ้าแลบให้มากที่สุดนั่นเอง
 
          3. จัดหาที่หลบซ่อนที่ปลอดภัยให้กับสัตว์เลี้ยง และมีพื้นที่เล็ก ๆ ให้สัตว์เลี้ยงวิ่งเล่นได้บ้าง เช่น กรงหรือกั้นคอกเล็ก ๆ ใช้ตะกร้าหรือลังพลาสติกเป็นที่นอน โดยถ้าหากน้องหมา-น้องแมวไม่คุ้นชิน ก็อย่าลืมนำของที่สัตว์เลี้ยงคุ้นเคย เช่น จานข้าว ที่นอน และของเล่น เข้ามาเพื่อความสบายใจด้วย อ้อ ที่สำคัญอย่าลืมเปิดกรงหรือตะกร้าเอาไว้ เพราะสัตว์เลี้ยงจะได้ไม่ต้องรู้สึกเหมือนถูกขังอยู่ค่ะ
 
          4. ปิดบ้านให้มิดชิด เพราะถ้าหากเสียงฟ้าร้อง เสียงพายุดังเข้ามา สัตว์เลี้ยงหลาย ๆ ตัวอาจจะกลัวจนวิ่งเตลิดหนีหายไปได้
 
          5. ลองเปิดเพลงคลอเบา ๆ เพื่อช่วยลดเสียงฟ้าร้องให้เบาลง หรือจะหลอกล่อน้องหมา-น้องแมวด้วยขนมสุดโปรด ของเล่นสุดเลิฟ เพื่อให้มันหันมาสนใจกับสิ่งที่ชอบจนลืมพายุไปก็ได้

วิธีดูแลสัตว์เลี้ยงหลังเกิดพายุ

          1. อย่าเพิ่งรีบปล่อยสัตว์เลี้ยงออกเดินเตร็ดเตร่ทันทีหลังพายุสงบ เพราะอาจจะมีเศษขยะหรือสิ่งสกปรกที่ทำให้น้องหมา-น้องแมวเผลอไปเหยียบแล้วทำให้ได้รับบาดเจ็บได้ ยิ่งไปกว่านั้นน้องหมา-น้องแมว อาจจะเกิดความสับสน งุนงง จนสามารถวิ่งเตลิดหนีออกไปจากบ้านได้
 
          2. หลังจากเกิดพายุอาจจะทำให้ดินแฉะหรือเป็นโคลน ฉะนั้นต้องหมั่นใส่ใจตรวจเช็กและทำความสะอาดให้กับสัตว์เลี้ยงบ่อย ๆ รวมถึงต้องระวังยุงที่มักจะมากับน้ำ เพื่อป้องกันไม่ให้น้องหมา น้องแมวเจ็บป่วยหรือเป็นโรคอันตรายด้วย
 
          3. พยายามฝึกฝนให้สัตว์เลี้ยงนิ่ง สงบ พร้อมให้รางวัลเมื่อทำตามคำสั่ง เพราะคราวหน้าหากเกิดพายุจะได้ควบคุมและดูแลได้อย่างง่ายดายขึ้น
 
          4. ลดความกลัวเสียงฟ้าร้อง โดยมีขั้นตอนฝึกคือ ให้ขนม ให้ของกิน หรือเล่นกับน้องหมา-น้องแมวขณะที่กำลังเปิดเสียงฟ้าร้องเบา ๆ คลอไปด้วย แต่ถ้าหากสัตว์เลี้ยงตัวไหนกลัวมาก ก็ให้หยุดก่อน แล้วค่อยพยายามลองใหม่ทีหลัง จนกระทั่งน้องหมา-น้องแมวเริ่มชิน ก็เพิ่มระดับเสียงขึ้นเรื่อย ๆ ทีละนิด พร้อมทั้งต้องหยุดเล่นหรือหยุดให้กินเมื่อเสียงฟ้าร้องจบ จะได้ทำให้น้องหมา-น้องแมวเคยชินกับความรู้สึกมีความสุขเวลาที่มีเสียงฟ้าร้องนั่นเอง
 
          5. หาซื้อเสื้อยืดขนาดเล็กพอดีตัว มาทำเป็นชุดเตรียมไว้ใส่ให้ความอบอุ่นกับน้องหมา-น้องแมวในยามที่พายุเข้า

          ไม่ว่าฝนจะตก ฟ้าจะร้อง หรือพายุจะรุนแรงสักแค่ไหน แต่ถ้าหากเรารู้จักเตรียมตัวและเตรียมพร้อมรับมือกับภัยธรรมชาตินี้ได้อย่างถูกวิธี รับรองว่าจะช่วยดูแลและป้องกันสัตว์เลี้ยงต่าง ๆ ได้อย่างสบายใจ หายห่วงแน่นอนค่ะ

ขอขอบคุณข้อมูลจาก metro.co.uk, purina, petplan, cesarsway, pets.webmd และabcnews

Wednesday, April 24, 2019

ฮีทสโตรก โรคอันตรายของน้องหมาที่มากับหน้าร้อน





           โรคฮีทสโตรก โรคร้ายในหน้าร้อนที่เจ้าของสุนัขควรศึกษาวิธีสังเกตอาการ ดูแลรักษา และป้องกันเอาไว้ ก่อนที่หน้าร้อนอันแสนสนุกของคุณกับสุนัข จะกลายเป็นความเศร้า

           ถึงแม้หน้าร้อนจะเป็นช่วงที่สุนัขสามารถออกไปวิ่งเล่นนอกบ้านได้โดยไม่ต้องกังวลเรื่องฝน แต่ด้วยอุณหภูมิที่สูงขึ้นทุกขณะ บางครั้งความร้อนก็กลับกลายเป็นอาวุธที่ทำให้สุนัขเสียชีวิตได้เนื่องจากโรคฮีทสโตรก (Heatstroke) หรือโรคลมแดด ดังนั้นก่อนที่น้องหมาจะเป็นอะไรไป กระปุกดอทคอมได้รวบรวมข้อมูลทั้ง สาเหตุ อาการ วิธีการดูแลรักษา และป้องกันโรคฮีทสโตรกในน้องหมามาฝากกัน

ที่มาของโรคฮีทสโตรกในสุนัข
 
        
  โรคฮีตสโตรกจะเกิดขึ้นกับสุนัขที่สูญเสียการควบคุมอุณหภูมิในร่างกาย เนื่องจากสุนัขไม่ได้ขับเหงื่อทางร่างกายเหมือนกับคน แต่จะระบายความร้อนผ่านการหายใจ ซึ่งถ้าหากสุนัขอยู่ในบริเวณที่มีการถ่ายเทความร้อนได้ไม่รวดเร็วพอ ก็จะทำให้เป็นโรคฮีทสโตรกได้ เพราะโดยปกติแล้วอุณหภูมิร่างกายของสุนัขจะอยู่ที่ประมาณ 38-39 องศาเซลเซียส ซึ่งถ้าอุณหภูมิสูงถึง 40 องศาเมื่อไร ก็จะแสดงอาการของโรคฮีทสโตรกให้เห็น และจะเริ่มเป็นอันตรายกับตับ ไต หัวใจ รวมไปถึงสมอง เมื่อร่างกายของสุนัขมีอุณหภูมิสูงถึง 41-42 องศา นอกจากนี้จริง ๆ แล้วโรคฮีตสโตรกสามารถเกิดขึ้นได้ทุกช่วงเวลาและทุกฤดู เพียงแต่ว่าช่วงหน้าร้อนเป็นช่วงที่มีความเสี่ยงที่จะเกิดโรคมากที่สุดเท่านั้น 

อาการโรคฮีทสโตรกในสุนัข

          อาการโรคฮีตสโตรกสามารถสังเกตได้จากการที่สุนัขแลบลิ้นออกมามากจนผิดปกติ มีอาการเหนื่อย หอบ หายใจลำบาก กระหายน้ำรุนแรง น้ำลายเหนียวหรือยืด เหงือกมีสีแดงเข้มแล้วเปลี่ยนเป็นสีน้ำเงินหรือม่วง เหงือกหรือจมูกแห้ง มีอาการเซ สับสนมึนงง ชัก อาเจียนบ่อย ท้องเสียเฉียบพลัน นอนนิ่งเกร็งขาทั้ง 4 ข้าง ตามตัวมีอุณหภูมิสูง อีกทั้งอาจจะเลือดกำเดาไหลหรือชัดร่วมด้วย หากอาการรุ่นแรงก็อาจถึงขั้นเสียชีวิตได้ 

          ทั้งนี้ความรุนแรงของโรคฮีทสโตรกในสุนัขมีความแตกต่างกันไปตามขนาดรูปร่างของสุนัขและระยะเวลาที่อยู่ในที่ร้อนจัด ยิ่งอยู่ในพื้นที่นานและร้อนจัดมาก ๆ ก็ยิ่งเป็นอันตรายกับสุนัขมากขึ้น

วิธีดูแลและรักษาเมื่อมีอาการฮีทสโตรก
 
1. นำสุนัขออกจากบริเวณที่มีความร้อนสูง

          หากเป็นไปได้ควรพาสุนัขมาอยู่ในที่ร่มที่มีลมโกรก หรือบริเวณที่มีไอเย็นจากเครื่องปรับอากาศ นอกจากนี้ควรห้ามไม่ให้สุนัขออกไปทำกิจกรรมกลางแจ้ง และวิ่งเล่นกลางแดดในช่วงเวลาดังกล่าว จนกว่าจะตรวจเช็กจนมั่นใจว่า สุนัขหายเป็นปกติแล้ว

2. ให้สุนัขดื่มน้ำเย็น

          ในระหว่างนี้ควรให้สุนัขดื่มน้ำเย็นหรือน้ำอุณหภูมิห้องทีละน้อย เพราะถ้าปล่อยให้สุนัขดื่มน้ำมากเกินไปในเวลาอันรวดเร็ว อาจทำให้สุนัขอาเจียนได้ ส่วนในกรณีที่สุนัขไม่สนใจให้ใช้น้ำซุปไก่หรือน้ำซุปเนื้อแทนได้ แต่อย่างไรก็ตามไม่ควรบังคับให้สุนัขดื่มน้ำ หากสุนัขไม่ยอมดื่มด้วยตัวเอง

3. หลีกเลี่ยงการใช้ผ้าเย็นเช็ดตัว

          เจ้าของสุนัขสามารถใช้ผ้าเย็นเช็ดตัวสุนัขเพื่อช่วยลดความร้อนในร่างกายได้ โดยเฉพาะบริเวณใต้อุ้งเท้าและใต้ท้อง แต่ไม่ควรใช้ผ้าเย็นห่มตัวสุนัขทิ้งไว้ เพราะนอกจากจะเป็นการลดการระบายอากาศแล้ว ยังเป็นการเพิ่มความร้อนให้กับร่างกายของสุนัขด้วย อีกทั้งควรหลีกเลี่ยงสถานที่ปิด เช่น กรงสุนัข แต่ให้พาสุนัขไปอยู่ในที่มีการถ่ายเทอากาศดี ก็ช่วยลดอุณหภูมิในร่างกายได้

3. รดน้ำบนตัวสุนัข 

          ควรใช้น้ำที่มาจากก๊อกน้ำหรือสายยางรดน้ำลงบนตัวสุนัขด้วยระดับความดันน้ำที่ไม่แรงจนเกินไป และพยายามหลีกเลี่ยงการพาสุนัขไปแช่น้ำโดยตรง ไม่ว่าจะเป็นอ่างอาบน้ำหรือสระว่ายน้ำ เพราะการแช่น้ำจะทำให้อุณหภูมิในร่างกายของสุนัขลดลงเร็วเกินไป ก็จะทำให้มีอาการอื่น ๆ ตามมา เช่น หัวใจวายเฉียบพลัน หรือท้องอืด

4. พาไปพบสัตวแพทย์

          ถึงแม้จะดูแลเป็นอย่างดีแต่ก็ไม่ควรวางใจเสียทีเดียว หากเป็นไปได้ควรพาไปพบสัตวแพทย์ด้วย เพราะแม้ภายนอกจะดูเป็นปกติดี แต่อวัยวะภายในร่างกายของสุนัขอาจมีบางส่วนที่เกิดความเสียหายจากโรคฮีตสโตรกได้ และถ้าหากไม่วินิจฉัยให้ละเอียดก็อาจทำให้สุนัขถึงตายได้

5. ใช้แอลกอฮอล์ลูบใต้ฝ่าเท้า

          เนื่องจากสุนัขระบายความร้อนที่ผ่านผิวหนังใต้อุ้งเท้า ฉะนั้นการใช้แอลกอฮอล์ลูบที่บริเวณดังกล่าวก็ช่วยให้การระบายความร้อนในร่างกายดีขึ้น ส่วนปริมาณของแอลกอฮอล์ไม่ควรใช้มากเกินไป เพราะจะเป็นอันตรายหากสุนัขเผลอเลียอุ้งเท้า


วิธีป้องกันการเกิดโรคฮีทสโตรก

 1. เลี่ยงต้นเหตุของโรคหรือทำให้อาการกำเริบ

          สุนัขที่มีอายุมาก เป็นโรคอ้วน และเคยมีประวัติโรคฮีตสโตรก หรือโรคชักมาก่อน มีโอกาสที่เป็นโรคฮีทสโตรกได้ง่าย จึงทำให้มีความเสี่ยงมากกว่าสุนัขทั่วไปโดยเฉพาะสุนัขจมูกสั้น เช่น ปั๊ก หรือบูลด็อก ส่วนสุนัขพันธุ์อื่น ๆ ก็มีโอกาสเป็นได้เช่นกัน ดังนั้นควรหลีกเลี่ยงบริเวณที่มีสภาพอากาศร้อนจัดไว้ก่อนจะดีกว่า

2. ไม่ควรปล่อยให้สุนัขอยู่ในรถ

          หากไม่จำเป็นจริง ๆ ในช่วงฤดูร้อนไม่ควรให้สุนัขอยู่ในรถ ถึงแม้ว่าอากาศภายในรถจะไม่ร้อน หรือเปิดหน้าต่างรถทิ้งไว้ก็ตาม เพราะอุณหภูมิในรถช่วงฤดูร้อนแบบนี้สามารถเพิ่มสูงขึ้นได้อย่างรวดเร็วภายในเวลาไม่กี่นาที ซึ่งถือเป็นเรื่องที่อันตรายกับสุนัขมากทีเดียว

3. ตัดแต่งขนสุนัข

          ในหน้าร้อนแบบนี้เจ้าของควรพาสุนัขไปโกนหรือตัดขนให้สั้นลงด้วย โดยเฉพาะสุนัขที่มีขนทั้งหนาและยาว เพื่อลดความสะสมความร้อน ที่สำคัญหากเป็นไปได้ควรพาสุนัขไปตัดขนกับผู้เชี่ยวชาญ เพื่อจะได้ออกแบบขนไปในตัวด้วย

4. นำสุนัขมาเลี้ยงไว้ในบ้านในวันที่มีแดดร้อนจัด

          หากอากาศร้อนจัดควรพาสุนัขมาอยู่ในห้องที่มีเครื่องปรับอากาศ ระหว่างวันที่มีแดดร้อนมาก ๆ หากไม่สามารถทำได้ก็ควรพาสุนัขไปอยู่ในที่ที่มีร่มเงา และมั่นใจว่าปลอดภัยกับสุนัขแทน

5. จัดหาน้ำและที่ร่มให้

          สำหรับบ้านที่เลี้ยงสุนัขไว้นอกบ้านควรเตรียมน้ำ และหาที่พักที่มีร่มเงาไว้ให้กับสุนัขด้วย นอกจากนี้ยังมีบางคนเทน้ำแข็งลงบนพื้นเอาไว้ให้สุนัขนอนกลิ้งในวันที่มีอากาศร้อนอีกต่างหาก

6. พาสุนัขไปเล่นน้ำ

          หากบ้านอยู่ใกล้กับแม่น้ำ หรือมีสระน้ำอยู่ในบ้าน ก็ควรหาโอกาสพาสุนัขไปเล่นน้ำ หรือไม่ก็ใช้น้ำลูบตัวสุนัขบ้าง ก็จะช่วยป้องกันโรคฮีทสโตรกได้ทางหนึ่งแต่อย่างไรก็ตามไม่ควรให้สุนัขลงเล่นน้ำลึกจนเกินไปนัก หากสุนัขมีทักษะการว่ายน้ำไม่ดีพอ

          และนี่คือโรคร้ายที่ก่ออันตรายให้กับสุนัขซึ่งเจ้าของควรระวัง ถึงแม้ไม่เคยมีประวัติก็อาจเป็นได้ อีกทั้งยังเป็นอันตรายถึงชีวิต ฉะนั้นเตรียมพร้อมรับมือเอาไว้ก่อนกันดีกว่านะคะ


ขอขอบคุณข้อมูลจาก wikihow, thesprucepets, โรงพยาบาลสัตว์ทองหล่อ และ

***อัปเดตข้อมูลล่าสุดเมื่อวันที่ 23 เมษายน 2562

เครดิตภาพ  https://www.pinterest.com/pin/58335757667006482/