Friday, June 9, 2017

อยากสุขภาพดี แฮปปี้เว่อร์ มาเลี้ยงสัตว์กันสิ



 
         สุขภาพดีได้ง่าย ๆ ด้วยการเลี้ยงสัตว์ ใครไม่เชื่อว่าแค่เลี้ยงน้องหมา น้องแมว หรือสัตว์เลี้ยงชนิดอื่น ๆ แล้วจะเพิ่มความสุข ฟิตสุขภาพให้คุณได้ รีบมาดูคำยืนยันทางการแพทย์กันเลย
          
          
ว่ากันว่าความน่ารักของสัตว์เลี้ยงจะช่วยเยียวยาความทุกข์ใจ ไม่สบายกายให้เราได้ชะงัด ยิ่งถ้าได้ใช้เวลาคลุกคลีกับเจ้าสัตว์แสนรู้ก็จะยิ่งเพิ่มอณูความสุขให้เราได้มากขึ้น หรืออย่างน้อย ๆ ก็จะหลงลืมความทุกข์ใจไปได้ชั่วคราว และที่เกริ่นมาทั้งหมดนี้ก็ไม่ได้นั่งเทียนเขียนกันลอย ๆ ด้วยนะคะ เพราะเรามีข้อมูลจากเว็บไซต์ Health มายืนยันให้เห็นกันเลย

         ว่า 12 เหตุผลดี ๆ ต่อไปนี้นี่แหละ ที่ทำให้การเลี้ยงสัตว์ช่วยฟิตสุขภาพให้เริ่ด เพิ่มความสุขเว่อร์ๆ ให้คุณได้

1. เลี้ยงน้องหมา ลดคอเรสเตอรอลได้ชิล ๆ
          
          มีงานวิจัย และผลการศึกษาถึง 2 สถาบันที่การันตีเป็นเสียงเดียวกันว่า แค่เลี้ยงสุนัข พาเขาไปเดินเล่น และเล่นกับเขาบ่อย ๆ แค่นี้ก็ช่วยปรับระดับคอเรสเตอรอลในร่างกายให้คุณได้อย่างชิล ๆ แถมยังส่งผลให้ระดับไตกลีเซอไรด์ในร่างกายลดลงด้วย

2. แค่มองสัตว์เลี้ยง ก็คลายเครียดได้
          
          ช่วงเวลาที่เราได้อยู่ใกล้ชิดสัตว์เลี้ยง หรือได้มองเห็นเขาเดิน เล่น ใช้ชีวิตตามปกติของตัวเอง หลายคนจะรู้สึกผ่อนคลาย สบายใจขึ้นมาก ซึ่งแพทย์ก็ชี้แจงว่า การคลุกคลีกับสัตว์เลี้ยงจะช่วยให้ร่างกายหลั่งสารสื่อประสาท (Neurochemical) และออกซิโตซิน (Oxytocin) ออกมา ก่อให้เกิดความรู้สึกเป็นสุข เท่ากับช่วยลดระดับคอร์ติซอล (Cortisol) และฮอร์โมนความเครียดที่มีอยู่ลงไปด้วย นอกจากนี้ยังมีการวิจัยแสดงให้เห็นอีกว่า การเล่นกับสัตว์เลี้ยง สามารถบรรเทาอาการโรคเครียดจากเหตุร้าย (PTSD = post-traumatic stress disorder) ได้อีกทางหนึ่งด้วย
  
3. ลดความดันโลหิต
          
          มหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งในนิวยอร์กทำการวิจัยแล้วพบว่า ในกลุ่มผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงที่เลี้ยงน้องหมา หรือน้องแมวไว้ในความครอบครอง และลูบคลำเจ้าสี่ขาบ่อย ๆ มีแนวโน้มจะปรับระดับความดันโลหิตให้ต่ำลงจากเดิมได้เกือบครึ่งหนึ่ง เมื่อเทียบกับกลุ่มผู้ป่วยโรคเดียวกัน แต่ไม่ได้เลี้ยงสัตว์

4. ยิ่งเล่น ยิ่งฟิตเฟิร์ม
          
          แค่ขยับก็เท่ากับออกกำลังกาย สโลแกนนี้ยังเป็นจริงอยู่ทุกเมื่อค่ะ โดยเฉพาะคนที่เลี้ยงน้องหมา หรือน้องแมว และต้องพาจอมซนไปเดินเล่นบ่อย ๆ ผลวิจัยจากอเมริกาก็การันตีไว้เลยว่า Pet Lover เหล่านี้มีแนวโน้มได้ฟิตเฟิร์มร่างกายมากกว่าคนทั่วไปถึง 56% หรือเปรียบเทียบง่าย ๆ ก็ได้ว่า คนที่เลี้ยงสัตว์
จะเดินราว ๆ 300 นาทีต่อสัปดาห์ ในขณะที่คนไม่ได้เลี้ยงสัตว์ จะมีอัตราการเดินเพียงแค่ 168 นาทีต่อสัปดาห์เท่านั้น ต่างกันไม่เบาเลยเนอะ

5. ใช้เวลากับสัตว์เลี้ยง เท่ากับลดความเสี่ยงโรคหลอดเลือดหัวใจ
          
          การออกกำลังกายจะช่วยลดความเสี่ยงโรคความดันโลหิต ลดความเสี่ยงโรคหลอดเลือดหัวใจ ซึ่งก็สอดคล้องกับงานวิจัยที่บอกว่า การเลี้ยงสัตว์จะช่วยเปิดโอกาสให้คุณได้ขยับร่างกายบ่อยขึ้น ซึ่งก็ถือว่าเป็นการออกกำลังกายไปด้วยในตัว ดังนั้นเจ้าของสัตว์เลี้ยงทั้งหลายก็เฮได้เลยค่ะ เพราะเรามีความเสี่ยงเป็นโรคหลอดเลือดหัวใจต่ำลงแล้ว

6. เสริมภูมิคุ้มกันให้ลูกน้อย
          
          การปล่อยให้สัตว์เลี้ยงคลุกคลีอยู่กับเด็กเล็ก เป็นเรื่องที่ทำให้คุณพ่อคุณแม่กังวลอยู่ไม่น้อย ด้วยเกรงว่าน้องหมา น้องแมวจะเป็นต้นเหตุให้ลูกรักเป็นโรคภูมิแพ้ แต่จริง ๆ แล้วแพทย์ได้ชี้แจงว่า ช่วงอายุ 6 เดือนแรกของเด็กทารก จะเป็นช่วงที่เขาสร้างภูมิคุ้มกันให้ตัวเอง ดังนั้นการใกล้ชิดกับน้องหมา น้องแมวจึงเป็นเรื่องที่ไม่น่าเป็นห่วงนัก แต่กลับให้ผลลัพธ์ที่ดีในเรื่องสร้างภูมิคุ้มกันโรคภูมิแพ้ โรคผิวหนัง โรคไข้ละอองฟาง รวมทั้งโรคทางระบบหายใจอื่น ๆ แทนต่างหาก

7. กำจัดความรู้สึกกดดันได้ชะงัด
          
          ปกติแล้วสัตว์เลี้ยงจะคุ้นเคย และค่อนข้างจงรักภักดีกับเจ้าของ การแสดงออกด้วยความไร้เดียงสาของน้องหมาน้องแมวเลยดูเข้าข้าง และรักเจ้าของมากกว่าบุคคลอื่น ๆ ซึ่งทางจิตวิยาก็ชี้แจงว่า ลักษณะท่าทางจงรักภักดีของสุนัข สามารถเยียวยาความรู้สึกกดดัน ไม่มั่นใจในตัวเอง และความรู้สึกลดคุณค่าของตัวเองในมนุษย์ได้ชะงัด อีกทั้งการแสดงความรักซึ่งกันและกันยังช่วยเสริมสร้างความแข็งแกร่งทางจิตใจ ให้ทั้งคน และสัตว์เลี้ยงไปพร้อม ๆ กันด้วยนะคะ

8. บรรเทาอาการเจ็บปวดเรื้อรังอย่างเห็นผล

          ยืนยันด้วยผลการวิจัยจากสถาบันสุขภาพแห่งหนึ่งในอเมริกาที่พิสูจน์แล้วว่า ผู้ป่วยโรคข้อที่อยู่ในสภาวะพักฟื้นหลังการผ่าตัด จะมีอาการดีขึ้นเมื่อได้อยู่กับสัตว์เลี้ยง เนื่องจากความน่ารักของเหล่าสัตว์สี่ขา จะช่วยให้ร่างกายหลั่งสารแห่งความสุข หรือที่รู้จักกันดีในชื่อสารเอ็นดอร์ฟินออกมา ซึ่งเจ้าสารตัวนี้ก็มีฤทธิ์ไม่ต่างอะไรกับยาแก้ปวด ที่จะเข้าไปช่วยบรรเทาอาการเจ็บปวดในร่างกายได้อย่างเห็นผลโดยชัดเจน หรือแม้แต่กับคนที่เริ่มมีอาหารปวดตามบริเวณต่าง ๆ ของร่างกาย แค่ใช้เวลาอยู่กับสัตว์เลี้ยงก็จะช่วยบรรเทาอาการเจ็บปวดได้เหมือนกันนะคะ
  
9. เสริมบุคลิก และทักษะความสัมพันธ์
          
          ถึงจะประกาศตัวว่าเป็นทาสแมว หรือทาสน้องหมา แต่ยังไงเจ้าของสัตว์เลี้ยงก็มีอำนาจ และเป็นฝ่ายควบคุมจอมซนสี่ขาอยู่ดี และความได้เปรียบในข้อนี้ก็จะช่วยเสริมทักษะในการเป็นผู้นำ รวมทั้งเติมเต็มความกล้าพูดคุย กล้าแสดงออกให้คุณโดยทางอ้อมด้วย

10. เป็นสัญญาณเตือนเรื่องสุขภาพ
          
          สุนัขจัดว่าเป็นสัตว์ที่ไวต่อกลิ่น และเสียงอยู่แล้ว ดังนั้นเมื่อมีความเปลี่ยนแปลงทางร่างกายเกิดขึ้นกับเจ้าของ สุนัขก็จะส่งสัญญาณด้วยท่าทางบางลักษณะ เป็นต้นว่า หากเจ้าของมีโรคเบาหวานเป็นโรคประจำตัว และในขณะนั้นเกินภาวะน้ำตาลต่ำ หรืออยู่ในสภาวะกรดเกินเนื่องจากสารคีโตน น้องหมาก็จับกลิ่นลมหายใจที่ผิดปกติไปได้ และอาจจะมาวอแว หรือเลียเนื้อตัวเจ้าของอยู่ตลอดเวลา ซึ่งอาจจะทำให้คุณฉุกคิดขึ้นมาได้ว่า น่าจะมีความผิดปกติเกิดขึ้นกับร่างกายเราแน่ ๆ จนในที่สุดก็ต้องไปตรวจสอบกับแพทย์ให้แน่ใจ

11. ความไร้เดียงสาก่อให้เกิดความสบายใจ
          
          อยู่กับสัตว์เลี้ยงบางทีก็รู้สึกสบายใจกว่าอยู่กับมนุษย์ด้วยกันเองว่าไหมคะ เพราะน้องหมาไม่มีการแบ่งแย่งชนชั้น ไม่แก่งแย่งแข่งกันเด่น ไม่พูดจาส่อเสียด ไม่ใส่หน้ากาก หรือว่าร้ายใคร แต่มีแค่ทีท่าไร้เดียงสา หน้าตาตลก ๆ กับตาใสแบ๊วที่คอยออดอ้อนคลอเคลียเราไม่ห่าง สร้างความสุขกาย สบายใจให้มนุษย์อย่างเรา ๆ ยอมเป็นทาสแมว ทาสหมาอย่างเต็มใจยิ่งเลยทีเดียว
         
12. เชื่อมความสัมพันธ์ระหว่างครอบครัว
          
          หลายคนตัดสินใจซื้อสัตว์มาเลี้ยงก็เพื่อแก้เหงา หรือไม่ก็อยากให้น้องหมา น้องแมวเป็นสะพานเชื่อมความสัมพันธ์ระหว่างคนในครอบครัว ซึ่งจริง ๆ แล้วประโยชน์ที่คุณได้รับจากสัตว์เลี้ยงยังมีเยอะกว่าที่ว่ามานี้ด้วยนะคะ โดยเฉพาะกับครอบครัวที่มีเด็กวัยกำลังซน หนู ๆ วัยกำลังเสริมทักษะต่าง ๆ ถ้าเขาได้เลี้ยงน้องหมา น้องแมวสักตัว เขาจะมีความเมตตามากขึ้น รู้จักการแบ่งปัน ช่วยให้เป็นเด็กร่าเริง และสอนให้เขารู้จักรับผิดชอบกับสิ่งมีชีวิตด้วยกันเองอีกด้วยค่ะ


          ใครที่อยากเลี้ยงสัตว์ แต่ยังลังเลในเรื่องต่าง ๆ อยู่ ได้เห็นข้อดีของการเลี้ยงสัตว์เหล่านี้ไปแล้ว ก็น่าจะตัดสินใจรับน้องหมา น้องแมวมาเลี้ยงได้สักทีแล้วเนอะ



Monday, June 5, 2017

วิธีดูแลสุนัขที่ถูกต้อง





 เพื่อให้สุนัขของท่านมีสุขภาพดี และมีความสุข สุนัขจำเป็นที่จะได้รับโภชนาการที่ให้ความสมดุลต่อร่างกาย การดูแลรักษาจากสัตวแพทย์โดยสม่ำเสมอ การออกกำลังกาย และที่สำคัญคือการได้ความรักความเอ็นดูจากเจ้าของ
 

ที่อยู่อาศัย

           **สุนัขที่อยู่นอกบ้านควรจะมีที่กำบังจากแดด ฝน และลมหนาว

           **สุนัขต้องการที่หลับนอนที่อบอุ่น/เย็นสบาย

           **ถ้าจะผูกสุนัขไว้ ควรใช้เชือก/โซ่ยาว โปรดระวังโซ่หรือเชือกจะพันรอบตัวสุนัขทำให้ได้รับความเจ็บปวด

การให้อาหารและน้ำดื่ม

           **สุนัข ต้องการสารอาหารเพื่อสร้างสมดุลร่าง กาย ประกอบด้วย โปรตีน และไฟเบอร์ อาหารเหลือจากครัวเรือน ย่อมไม่เพียงพอที่จะสร้างความแข็งแรง และรักษาสุขภาพที่ดีของร่างกายสุนัขได้

           **อาหารที่เป็นเศษกระดูกแหลมคม อาจจะทิ่มลำคอหรือก่อให้เกิดปัญหาในลำไส้ ถ้าสุนัขกลืนเข้าไป

           **น้ำควรจะมีให้สุนัขได้ดื่มกินเสมอในภาชนะที่สะอาด
การออกกำลังกาย    

           **ไม่ควรผูกสุนัขไว้ตลอดเวลา เพราะสุนัขต้องการออกกำลังกายสม่ำเสมอ

           **ควร ให้สุนัขได้มีโอกาสออกเดินในแต่ละวัน หรือเล่นสนุกกับของเล่นหรือลูกบอล ซึ่งจะทำให้สุนัข กระฉับกระเฉง กระปรี้กระเปร่า ไม่ซึมเศร้า

           **สุนัขที่ถูกกักไว้มักจะเห่าหอนรบกวนเพื่อนบ้าน

อนามัย 

           **สุนัขที่ไม่ได้รับการเหลียวแล มักจะเกิด ไร ริ้น หมัด เหา และสัตว์กินเลือดต่างๆรบกวน โปรดปรึกษากับสัตวแพทย์

           **รักษาสุนัขและที่อยู่อาศัยของเขาให้สะอาดเสมอ

การฉีดวัคซีน    

           **สุนัขมักจะมีความเสี่ยงจากโรคร้ายต่างๆ ซึ่งเป็นอันตรายต่อสุนัข และทำให้เสียค่าใช้จ่ายในการรักษา

           **การทำวัคซีนสุนัขจะช่วยป้องกันสุนัขเจ็บป่วยหรือเกิดโรค ซึ่งอาจแพร่ระบาดไปยังสุนัขตัวอื่นๆได้
 
     
การขยายพันธุ์สุนัข    

           **ทุกๆ ปี สุนัขเป็นจำนวนนับพันนับหมื่นถูกทำลาย เพราะไม่มีที่อยู่อาศัยที่เพียงพอ

           **สุนัข เพศเมียสามารถให้กำเนิดลูกสุนัขได้ เป็นจำนวนหลายๆ ตัวในแต่ละปี ภายในระยะเวลา 6 ปี สุนัขแต่ละคู่สามารถผลิตลูกได้ถึง 67,000 ตัว โดยการให้กำเนิดและเลี้ยงลูก

           **แม่สุนัขจะมีสุขภาพทรุดโทรมลง

           **แม่สุนัขที่ตั้งท้อง ย่อมต้องการอาหารเป็นพิเศษ


           **ลูกสุนัขตามปกติจะกินน้ำนมจากแม่ประมาณ 3 สัปดาห์ แล้วจะเริ่มกินอาหารได้ด้วยตัวเอง

           **แม่สุนัขตามปกติจะดุและหวงลูกๆในช่วงเวลาดังกล่าว จึงควรจัดสถานที่ที่เงียบสงบปราศจากการรบกวนให้แม่สุนัขกับลูกๆได้อยู่

           **เพื่อป้องกันในกรณีที่ไม่ต้องการลูกสุนัข โปรดนำสุนัขของท่านไปตอน/ทำหมัน จากสัตวแพทย์

การแปรงและทำความสะอาดขน     

           **การแปรงขนเป็นประจำจะทำให้สุนัขสะอาดปราศจากกลิ่นหมักหมมแลดูเรียบร้อยและในขณะเดียวกันจะช่วยตรวจสอบพวกปรสิตได้

           **การแปรงขนจะช่วยให้สุนัขเกิดความเคยชินเป็นนิสัยอีกด้วย
 
      
การทำหมัน     

           **เครื่องมือและเวชภัณฑ์แพทย์สมัยใหม่ทำให้การผ่าตัดปลอดภัย ไม่เจ็บปวด แต่ฟื้นตัวเร็ว

           **ปรดสอบถามกับสัตวแพทย์ว่าเมื่อใดที่เหมาะสมที่จะทำหมันและฉีดยาให้สุนัข

           **สุนัขของท่านไม่จำเป็นที่จะรอให้ถึงระยะมีระดูก่อนทำหมัน

           **การทำหมันตั้งแต่ต้นอายุ 8 สัปดาห์ ขณะนี้กำลังเป็นที่นิยมโดยทั่วไป

           **เมื่อสุนัขตัวเมียได้ทำหมัน ก็จะไม่กลับมาเป็นสัดอีก และจะไม่เป็นที่สนใจของสุนัขตัวผู้

           **การทำหมันสุนัขตัวเมียสามารถช่วยลดความเสี่ยงเนื้องอกในเต้านมสุนัขได้

           **นอกจากนี้ การทำหมันยังช่วยลดอาการดุร้ายและการเตร็ดเตร่ออกนอกบ้าน


ปรึกษาสัตวแพทย์ในกรณีต่อไปนี้     

           **โภชนาการสุนัข การฝึกสุนัข

           **การรักษาป้องกันพวกเชื้อโรคปรสิต

           **การทำวัคซีน

           **การตอน/ทำหมัน

           **เรื่องอันเกี่ยวกับสุขภาพสุนัขโดยทั่วไป


แหล่งที่มา  http://pet.kapook.com, (TSCPA)
เครดิตภาพ  https://uk.pinterest.com/explore/golden-retriever-puppies/

Sunday, May 28, 2017

อันตราย!!...จากการให้กระดูกกับน้องหมา




        เป็นที่รู้กันดีว่า "กระดูก" กับน้องหมา เป็นของคู่กันจนแทบแยกไม่ออก แต่การให้กระดูกที่ไม่ใช่กระดูกสำหรับน้องหมาเป็นประจำ อาจส่งผลให้เกิดอันตรายกับร่างกายของเขาได้ ซึ่งรู้หรือไม่ว่าการให้กระดูกกับน้องหมาเป็นเรื่องต้องห้ามในหลายประเทศของซีกโลกฝั่งตะวันตก โดยเฉพาะสหรัฐอเมริกาที่เข้มงวดมากจนอาจเป็นไปได้ว่าจะกลายเป็นกฎหมายในอนาคต

          เอ...เพราะอะไรจึงต้องเข้มงวดกันถึงขนาดห้ามให้ "กระดูก" ซึ่งเป็นของขบเคี้ยวสุดโปรดของน้องหมา เรามาดูกันเลยค่ะ

         **  กระดูก อาจทำให้สุนัขฟันหักได้ นอกจากจะส่งผลเสียกับสุนัขแล้ว เจ้าของยังต้องเสียเงินซะด้วยสิ

          ** กระดูก อาจทำให้เกิดบาดแผลที่ปากและลิ้นของน้องหมาได้ แล้วทีนี้จะกินอะไรก็ไม่อร่อย (จริงไหม)

          ** กระดูก อาจติดคอน้องหมาได้ และหากเขาพยายามอาเจียนออก แต่ถ้าไม่สำเร็จล่ะ...แย่สิทีนี้

          ** กระดูก อาจไปอุดตันที่หลอดอาหาร แก้ไขได้ทางเดียวคือ ผ่าตัด

          ** กระดูก อาจไปติดที่หลอดลม ทำให้น้องหมาหายใจไม่ออก และอาจถึงแก่ชีวิต !!

          ** กระดูก อาจไปติดที่กระเพาะ หรือลำไส้ ทำให้ลำไส้อุดตัน ก็ต้องพาไปผ่าตัดอีก

          ** กระดูก หากกินเยอะเกินไป น้องหมาก็จะประสบภาวะท้องอืด เจ้าของอาจต้องลำบากช่วยสวนทวาร

          ** กระดูก อาจไปทิ่มทางเดินอาหาร ทำให้เลือดออกได้ แล้วอย่างนี้ใครจะรู้...จนกว่าน้องหมาจะแสดงอาการสินะ

          ** กระดูก อาจแทงทะลุลำไส้ ทำให้เกิดการติดเชื้อที่ช่องท้อง ซึ่งเสี่ยงเสียชีวิต


         
 และทั้งหมดนี้คือเหตุผลว่า ทำไมจึงต้องห้ามให้กระดูกแก่น้องหมา ดังนั้น อย่าใจอ่อน เมื่อเห็นตาละห้อยของเจ้าตัวโปรดมายืนขอ "กระดูก" กันนะคะ เปลี่ยนมาให้ "กระดูกเทียม" กันดีกว่า (เนอะ)

เครดิตภาพ https://www.pinterest.com/explore/english-lab-puppies/