Sunday, November 5, 2017

8 เหตุผล..ทำไมไม่ควรเลี้ยงหมานอกบ้าน ?




         สุนัขนั้นเป็นสัตว์สังคมที่ต้องการการมีเพื่อน และนี่จึงเป็นสาเหตุที่เจ้าตูบชอบใช้เวลาอยู่กับคุณและดีใจทุกครั้งเวลาที่คุณกลับมาบ้าน เพราะสุนัขเห็นว่าคุณคือส่วนหนึ่งของครอบครัวของมัน ดังนั้นวันนี้กระปุกดอทคอมจึงมี 8 เหตุผลว่าทำไมถึงไม่ควรเลี้ยงสุนัขไว้นอกบ้านตลอดเวลา และผลเสียที่ตามมาของการเลี้ยงเจ้าตูบนอกบ้านจะเป็นอย่างไร ลองไปทำความเข้าใจกันค่ะ

1. มีความสุขมากกว่าถ้าอยู่ในบ้าน

          การให้หมาอยู่ในบ้านจะทำให้มีความสุขมากกว่านอกบ้าน ถึงแม้ว่ามันชอบจะออกไปเล่นข้างนอกเป็นบางครั้งบางคราว แต่การให้น้องหมาอยู่ข้างนอกตลอดเวลาจะทำให้มันรู้สึกว่าขาดความอบอุ่น เพราะมันเองก็ต้องการใช้เวลาอยู่กับคุณมากกว่าใช้เวลาอยู่ตัวเดียวนอกบ้านอยู่แล้ว

2. อยู่นอกบ้านเสี่ยงอันตราย

          นอกบ้านมีอะไรมากมายที่จะหันเหความสนใจของเจ้าตูบ ไม่ว่าจะเป็นการไปขุดอะไรเล่นนอกบ้าน จนสกปรกและเป็นอันตราย และบางครั้งการที่มันอยู่นอกบ้านนาน ๆ แล้วเจอคนแปลกหน้าจะทำให้มันรู้สึกว่าไม่ปลอดภัย และอาจจะทำอันตรายต่อคนที่ผ่านไปผ่านมาได้เช่นกัน

3. ติดใจกับความอิสระ

          ไม่ควรปล่อยให้น้องหมาอยู่นอกบ้านนานเกินไป เพราะสำหรับบางตัวนั้นเมื่อใช้เวลาอยู่นอกบ้านเป็นเวลานาน ๆ ก็จะไม่อยากอยู่ในบ้านอีก และคอยจ้องแต่จะออกไปเที่ยวนอกบ้านตลอดเวลา ซึ่งคุณก็จะไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นบ้างเมื่อมันออกไปเที่ยวที่อื่น ดังนั้นควรจัดสรรการใช้เวลาอยู่นอกบ้านของน้องหมาให้ดี

4. ล่ามโซ่ไว้นอกบ้านไม่ใช่เรื่องดี

          คนเลี้ยงสุนัขหลายคนปล่อยสุนัขไว้นอกบ้านด้วยการล่ามโซ่ เพราะไม่อยากให้ไปเถลไถลที่ไหน แต่หารู้ไม่ว่านี่จะทำให้เป็นอันตรายถึงชีวิต เพราะน้องหมาเองก็ไม่อยากให้ใครมากักขังมันด้วยการล่ามโซ่ ดังนั้นเมื่อมันถูกล่ามโซ่เมื่อไร มันจะเริ่มดิ้นและโซ่อาจจะรัดคอจนถึงตายได้

5. วิ่งเล่นในกรงใหญ่ก็ได้

          ถ้าไม่มีบริเวณที่สามารถสร้างรั้วได้ และเจ้าของก็กลัวว่าถ้าปล่อยเจ้าตูบไว้นอกบ้านแล้วจะเถลไถลไปไหนไกล ก็ให้หากรงขนาดใหญ่ที่พอสำหรับวิ่งเล่นได้มาไว้ ทีนี้ก็ไม่ต้องกลัวว่าเจ้าตูบจะไปเที่ยวไหนไกล แถมยังได้ใช้เวลานอกบ้านกับการออกกำลังกายวิ่งเล่นในกรงขนาดใหญ่ ทั้งคุณและเจ้าตูบเองก็จะได้ใช้เวลาร่วมกันอย่างมีความสุข

6. เลี้ยงน้องหมานอกบ้านยากต่อการฝึก

          การเลี้ยงให้น้องหมาอยู่นอกบ้านบ่อย ๆ จะเป็นการยากต่อการฝึกสุนัขของคุณให้เชื่อง เพราะเมื่อน้องหมาใช้เวลานอกบ้านมากกว่าอยู่ในบ้านกับคุณ จะทำให้เจ้าตูบมีเวลาส่วนตัวและขาดปฏิสัมพันธ์กับตัวเจ้าของเอง จึงเป็นการยากที่จะฝึกให้น้องหมาทำตามคำสั่งเรา และน้องหมาจะมีพฤติกรรมที่เปลี่ยนไปเช่นเดียวกัน

7. มีพฤติกรรมที่ดุร้ายมากขึ้น

          การที่ปล่อยให้น้องหมาใช้เวลานอกบ้านนานเกินไป จะทำให้เจ้าตูบเองมีพฤติกรรมที่หวาดระแวงต่อสิ่งรอบตัว ทำให้เป็นสัตว์ที่ดุร้ายมากขึ้น เพราะน้องหมาไม่รู้จักการเข้าสังคม หรือเข้าหาเวลาที่เห็นคนแปลกหน้า จึงได้เกิดความกลัวและความระแวงเป็นเหตุทำให้มีพฤติกรรมที่ดุร้ายได้

8. เจ้าตูบจะคิดว่าไม่จำเป็นต้องปกป้องบ้านของตัวเอง

          ในเมื่อคุณปล่อยให้เจ้าตูบใช้ชีวิตนอกบ้าน มันก็จะสร้างพื้นที่ส่วนตัวที่คิดว่าควรป้องกันไม่ให้ใครมารุกราน ซึ่งแน่นอนเจ้าตูบจะไม่เห็นว่าบ้านที่มันอาศัยอยู่นั้นเป็นบ้านของมันเอง และไม่จำเป็นต้องปกป้องเมื่อมีคนแปลกหน้าหรือคนไม่รู้จักมาบ้านของคุณ ดังนั้นควรให้เจ้าตูบได้ใช้เวลาภายในบ้านมากขึ้นเพื่อให้มันรู้สึกว่านี่คือบ้านที่มันควรปกป้อง


          ไม่เพียงเท่านี้การเลี้ยงสุนัขนอกบ้านยังเป็นการทำให้คุณและเจ้าตูบขาดปฏิสัมพันธ์การใช้ชีวิตแล้วร่วมกัน เจ้าตูบเองก็จะคิดว่าคุณเป็นคนแปลกหน้าทำให้ไม่อยากอยู่บ้าน จึงต้องไปเถลไถลที่อื่นที่มันคิดว่าเป็นบ้านของมัน ถ้าคุณอยากมีความสุขกับน้องหมาของคุณไม่ควรละเลยสิ่งที่จำเป็นเหล่านี้นะคะ
                                                                                                                
เครดิตภาพ  https://www.pinterest.com/pin/518617713323668822/

Sunday, October 29, 2017

9 วิธีดูแลหมา-แมวรับปีใหม่ ฉลองอย่างไรให้สัตว์เลี้ยงมีสุข




        ฉลองปีใหม่กับเจ้าตูบและเจ้าเหมียวด้วยของขวัญสุดพิเศษกับ 9 วิธีดูแลสัตว์เลี้ยง ให้เจ้าตูบและเหมียวแข็งแรงต้อนรับปีใหม่และอยู่กับเราไปนาน ๆ

        ปีใหม่นี้ถ้าใครยังไม่มีของขวัญให้ให้สัตว์เลี้ยงที่บ้าน อยากจะบอกว่าไม่ต้องหาซื้อให้ยุ่งยากเลย นอกเหนือจากจากขนมและของเล่นแล้วคุณยังสามารถให้ของขวัญอย่างอื่นกับพวกมันได้ อย่างเช่น ใช้เวลาอยู่กับน้องเหมียวมากขึ้น หรืออาจจะพาเจ้าตูบไปเดินเล่นบ่อยขึ้น และวันนี้กะปุกดอทคอมก็มี 9 วิธีดูแลน้องหมาและน้องแมวมาฝากกัน ถือซะว่าเป็นเป็นการให้ของขวัญชิ้นพิเศษสำหรับเจ้าตูบและเจ้าเหมียว

1. พาไปตรวจสุขภาพประจำปี

        ไม่ใช่มีแต่คนเท่านั้นนะที่ต้องไปตรวจสุขภาพประจำปี หากที่บ้านมีน้องหมาน้องแมวอยู่ ก็อย่าลืมพาพวกเขาไปตรวจสุขภาพประจำปีด้วยนะคะ เพราะนอกจากจะได้เช็กความแข็งแรงของร่างกายแล้ว ยังทำให้รู้ล่วงหน้าอีกด้วยว่าสัตว์เลี้ยงของเราเสี่ยงต่อการเป็นโรคอะไรบ้าง แล้วในฐานะที่เราเป็นเจ้าของควรจะระมัดระวังเรื่องอะไรบ้าง มีอะไรบ้างที่ทำได้และมีอะไรบ้างที่ทำไม่ได้ เพราะโรคบางอย่างไม่มีอาการเตือนใด ๆ ถ้ามีอาการปุ๊บอาจหมายถึงชีวิตเลยก็ได้ เช่น โรคมะเร็ง ฉะนั้นปีใหม่นี้หากจะหาของขวัญให้สัตว์เลี้ยงสัตว์อย่าง พาพวกเขาไปตรวจสุขภาพประจำปีก็น่าจะเป็นไอเดียที่ดีมากทีเดียวค่ะ
2. ให้อาหารที่มีประโยชน์

        ของอ้วน ๆ มักจะอร่อยกว่าของที่มีประโยชน์เสมอ ซึ่งหมา-แมวเองก็คงเบื่อหากต้องกินอะไรซ้ำ ๆ เดิม ๆ ทุกวัน ฉะนั้นสำหรับเจ้าของที่อยากหาอะไรอร่อย ๆ ให้พวกเขาทาน เช็กส่วนผสมสักหน่อยว่ามีส่วนประกอบของอาหารที่เป็นอันตรายหรือเปล่า แล้วควรให้กินในปริมาณเท่าไรถึงจะพอดี แม้จะเป็นของอร่อยที่พวกเขาชอบกินมาก ก็อย่าใจอ่อนเพราะเจ้าตัวน้อยส่งสายตาปิ๊ง ๆ เพื่อขอขนมเพิ่มเชียว ทำใจแข็งเข้าไว้หรือคิดถึงสุขภาพของพวกเขาให้มาก ๆ จะได้อยู่กับเราไปนาน ๆ เพราะหากปล่อยให้กินตามใจปากเยอะ ๆ แล้วมาป่วยทีหลัง เป็นสิ่งที่ไม่คุ้มค่าแน่ ๆ เช่น เสี่ยงต่อการเป็นโรคเบาหวานหรือไขข้ออักเสบ

        ส่วนอาหารหลักก็ควรให้ที่เหมาะสมกับวัยและชนิดของสัตว์เลี้ยงด้วย ซึ่งตอนนี้อาหารสัตว์ก็มีบอกไว้ในฉลากอยู่แล้ว โดยข้อดีของการให้อาหารสำเร็จรูปก็คือส่วนใหญ่มีสารอาหารครบถ้วนในปริมาณที่พอเหมาะกับร่างกายของหมากับแมวอยู่แล้ว หากไม่มั่นใจก่อนซื้อควรปรึกษาสัตวแพทย์ก่อนสักนิด สัตว์เลี้ยงจะได้มีสุขภาพแข็งแรงและอยู่กับเราไปนาน ๆ

3. ป้องกันสัตว์เลี้ยงสูดควันบุหรี่

        ควันบุหรี่ไม่ได้เป็นอันตรายกับคนเท่านั้น แต่ยังเป็นอันตรายกับน้องหมาและน้องแมวด้วย เพราะจะทำให้ระบบทางเดินหายใจของพวกเขามีปัญหาหลังสูดควันเข้าไป อีกทั้งยังเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เกิดโรคมะเร็ง เมื่อเผลอเลียนขนที่มีควันบุหรี่ติดอยู่ด้วย หากรักกันจริงปีใหม่นี้ลองเลิกสูบบุหรี่เพื่อตัวเอง คนที่รัก และสัตว์เลี้ยงตัวน้อย ๆ ในบ้านดูนะคะ
4. ให้เวลากับสัตว์เลี้ยงมากขึ้น

        หากก่อนหน้านี้แทบไม่มีเวลาให้กับสัตว์เลี้ยงเลยหรือมีเวลาให้แค่ตอนที่คุณไม่มีใครเท่านั้น ลองคิดดูสิว่าตอนนี้พวกเขาอยู่บ้านตัวเดียวมันเหงาขนาดไหน ปีใหม่นี้ลองลดกิจกรรมอื่น ๆ ในชีวิตแล้วเพิ่มเวลาดูแลสัตว์เลี้ยงให้มากขึ้น เช่น หลังเลิกงานถ้าวันไหนไม่มีธุระเร่งด่วนก็รีบกลับบ้านมาพาพวกเขาออกไปเดินเล่น ออกกำลังกาย หรือเปลี่ยนสถานที่เที่ยวบ้างช่วงเสาร์-อาทิตย์ วิธีนี้ไม่เพียงแต่จะทำให้สัตว์เลี้ยงมีความสุขอย่างเดียว แต่คุณอาจจะได้พบปะ พูดคุย แลกเปลี่ยนประสบการณ์ และมีเพื่อนใหม่ ๆ จากกลุ่มคนที่เลี้ยงสัตว์ชนิดเดียวกันด้วย
5. อย่ามองข้ามเรื่องการออกกำลังกาย

        ทุกวันนี้พบว่าสัตว์เลี้ยงเป็นโรคอ้วนกันมากขึ้น ซึ่งสาเหตุหลักเลยก็คือออกกำลังกายน้อยเกินไปหรือเจ้าของไม่ได้พาไปออกกำลังกายเลย และตอนนี้ก็มีหมา 53% กับแมวอีก 55% ที่เป็นโรคนี้ หากเป็นแล้วก็จะมีโรคข้างเคียงตามมาอีกมากมาย ทั้งโรคเบาหวาน ไขมันอุดตันในเส้นเลือด โรคความดัน ฯลฯ ดังนั้นเจ้าของควรพาสัตว์เลี้ยงไปออกกำลังกายด้วยตามความเหมาะสมกับอายุ เพศ และสายพันธุ์
6. หมั่นดูแลความสะอาดของร่างกาย

        แม้แมวจะทำความสะอาดตัวเองได้ แต่เจ้าของอย่างเราก็ควรช่วยดูแลความสะอาดไปพร้อมกันด้วย เช่น หมั่นตัดเล็บให้มีความยาวที่พอเหมาะ สามารถเดินได้สะดวกและยังใช้ป้องกันตัวเองได้ ไม่ตัดจนสั้นกุดหรือปล่อยยาวจนเดินลำบาก สำหรับน้องหมาหากมีเวลาควรอาบน้ำให้พวกเขาสัปดาห์ละครั้งและเช็ดขนให้แห้งทันทีหลังอาบน้ำเสร็จเพื่อป้องกันโรคปวดบวม นอกจากนี้ควรหมั่นแปรงฟันให้สะอาดอยู่เสมอ โดยใช้ยาสีฟันที่ระบุว่าใช้สำหรับสัตว์เลี้ยง เพราะยาสีฟันมีส่วนผสมของฟลูออไรด์ในปริมาณที่เป็นพิษกับน้องหมาที่อาจทำให้เสียชีวิตได้เลย

        ข้อแนะนำสำหรับการแปรงฟันให้น้องหมาก็คือ ในช่วงแรกหากมีอาการขัดขืนให้ใช้ผ้าชุบน้ำขัดฟันไปก่อน เริ่มจากฟันด้านในแล้วค่อยขยับมาแปรงฟันหน้า ทำเช่นนี้ไปเรื่อย ๆ ประมาณ 1 สัปดาห์แล้วค่อยเปลี่ยนมาใช้แปรงสีฟัน

7. หากิจกรรมให้ทำเวลาว่าง

        รู้หรือไม่ว่าน้องหมาก็สามารถทำประโยชน์ให้กับสังคมได้ โดยเฉพาะหมาที่เป็นมิตร เข้ากับคนได้ง่าย และปรับตัวเก่งเมื่อเจอสิ่งแวดล้อมใหม่ ๆ นั่นเป็นสัญญาณว่าน้องหมาอาจเป็นหมาบำบัดที่ดีได้ เช่น สุนัขพยาบาลบำบัดผู้ป่วยโรคต่าง ๆ ที่บ้านหรือตามโรงพยาบาล หรือช่วยฝึกทักษะการอ่านของเด็ก ๆ เป็นต้น
8. พาเข้าสังคมใหม่ ๆ

        น้องหมาน้องแมวอาจจะเข้ากับเจ้าของได้ดีก็จริง แต่อาจจะเกิดความกลัวเมื่อเจอคนแปลกหน้าหรือสัตว์ตัวอื่น ๆ และอาจเกิดการทำร้ายได้เพื่อป้องกันตัว ฉะนั้นควรฝึกให้น้องหมาน้องแมวได้พบปะกับคนและสัตว์เลี้ยงตัวอื่น ๆ ด้วย

9. ทำประกันสัตว์เลี้ยง

        อุบัติเหตุสามารถเกิดขึ้นได้ทุกเวลาไม่เว้นแม้กระทั่งกับสัตว์เลี้ยง ฉะนั้นจึงควรจะทำประกันให้กับพวกเขาด้วย ส่วนหลักการเลือกซื้อประกันคือ ให้เลือกประกันที่ครอบคลุมทั้งการประกันอุบัติเหตุ สุขภาพและการรักษาพยาบาลโรคทั่วไป

        อย่างไรก็ตามการเลี้ยงสัตว์นั้นไม่ใช่แค่การเอาใจใส่ในด้านใดด้านหนึ่ง ควรดูแลพวกมันทั้งในด้านจิตใจและสุขภาพเจ้าตูบและเจ้าเหมียวจะได้อยู่กับเราไปนาน ๆ ปีใหม่นี้ก็อย่าลืมหันมาดูแลสัตว์เลี้ยงกันให้มากขึ้นนะคะ

เครดิตภาพ  https://www.pinterest.com/spooon56/dogs-and-cats-pictures/

Wednesday, October 25, 2017

ข้อควรจำและเคล็ดลับ สำหรับเจ้าของ สุนัข ที่อ้วน




ข้อควรจำและเคล็ดลับสำหรับเจ้าของสุนัขที่อ้วน (Dogazine)
โดย สพ.ญ.พรวดี ยังสุขสถาพร

          เจ้าของควรจำไว้เสมอว่า ความอ้วนนั้นจัดเป็นโรคชนิดหนึ่ง ที่จำเป็นต้องได้รับการรักษา

          ส่วนสำคัญที่สุดในการลดน้ำหนักให้กับสุนัข ก็คือ เจ้าของกว่า 50% ของสุนัขอ้วนลดน้ำหนักไม่สำเร็จ เพราะเจ้าของบางคนเห็นสุนัขมาขออาหารหรือขนมก็อดให้ไม่ได้ จึงทำให้การลดน้ำหนักไม่สำเร็จ

          การลดน้ำหนักไม่ใช่การลดปริมาณอาหาร แต่เป็นการลดพลังงานและไขมันที่ได้จากอาหาร

          ขนมสุนัขที่ให้พลังงาน และอาจมีส่วนทำให้อ้วน ดังนั้น เมื่อสุนัขเริ่มโปรแกรมลดน้ำหนัก เจ้าของต้องแจ้งสัตวแพทย์ด้วยว่าปกติให้ขนมสุนัขอะไรบ้าง ให้มากน้อยแค่ไหน

          เจ้าของต้องแจ้งให้กับทุกคนในบ้านทราบด้วยว่า สุนัขของตนกำลังเริ่มโปรแกรมลดน้ำหนัก และแจ้งถึงข้อควรปฏิบัติแก่ทุกคนในบ้าน

          อย่าใจร้อน ดังที่กล่าวมาแล้วว่า การลดน้ำหนักที่ดีต้องไม่เร็วเกินไป ถ้าลดลงเร็วเกินไปอาจทำให้สุนัขสุขภาพทรุดโทรมได้

          สังเกตว่าสุนัขมีอาการหิว หรือรู้สึกไม่อิ่มหรือไม่ หลังจากเปลี่ยนมาเป็นอาหารที่ใช้ในช่วงลดน้ำหนัก ถ้ามีอาการหิวตลอดเวลา ควรกลับไปแจ้งให้สัตวแพทย์ที่ทำการรักษาหรือให้คำแนะนำทราบ และปรับปริมาณหรือเปลี่ยนชนิดอาหารที่ให้กิน อาจใช้วิธีคำนวณปริมาณอาหารทั้งหมดที่ต้องให้ต่อวัน แล้วแบ่งให้วันละ 3-4 มื้อก็ได้

          ถ้าสุนัขไม่ยอมกินอาหารลดน้ำหนัก อาจเริ่มจากให้อาหารเดิมผสมกับอาหารลดน้ำหนัก แล้วค่อย ๆ ลดอาหารเดิมลงไปเรื่อย ๆ จนสุดท้ายเป็นอาหารลดน้ำหนักอย่างเดียว

          ถ้าเลี้ยงสุนัขหลายตัวในบ้าน จำเป็นต้องแยกชามอาหารของสุนัขที่อ้วนออกมาต่างหาก และต้องกันไม่ให้สุนัขไปแอบกินอาหารของตัวอื่นด้วย

          การป้องกันโรคอ้วนในสุนัขนั้น เจ้าของต้องคอยหมั่นสังเกตสุนัข ถ้ารู้สึกว่าสุนัขเริ่มมีน้ำหนักตัวมากขึ้น ควรไปพบสัตวแพทย์เพื่อขอคำแนะนำ และเริ่มการควบคุมน้ำหนัก

ขอขอบคุณข้อมูลจาก
Dogazine
โดย สพ.ญ.พรวดี ยังสุขสถาพร
เครดิตภาพ https://www.pinterest.com/pin/432134526719145407/

Monday, October 23, 2017

เคล็ดลับเพิ่มทักษะให้สุนัข ทั้งฉลาดและแสนรู้




          เจ้าของหลายคนคงจะรู้วิธีการฝึกสุนัขกันดีอยู่แล้ว อย่างเช่น จำชื่อตัวเอง กินข้าว การขับถ่าย และทำตามคำสั่งง่าย ๆ เป็นต้น แต่การฝึกเบื้องต้นแบบนี้ อาจจะน้อยไป เนื่องจากสุนัขก็เหมือนกับเด็กที่ต้องฝึกทักษะใหม่ ๆ อยู่เสมอเพื่อให้สุนัขมีพฤติกรรมและแสดงออกอย่างเหมาะสมตามการเจริญเติบโตของร่างกาย ตั้งแต่วัยเด็ก วัยรุ่น ไปจนถึงวัยเจริญพันธุ์

          การฝึกทักษะใหม่ ๆ นั้น ไม่ใช่แค่การเริ่มต้นเรียนรู้ประสบการณ์ใหม่ เพียงอย่างเดียว แต่รวมไปถึงการฝึกฝนทักษะที่มีความซับซ้อนและยากกว่าการฝึกให้ ทำตามคำสั่งทั่วไป แต่ทั้งนี้หากสุนัขไม่สามารถทำอย่างที่คุณต้องการได้ ควรจะให้เวลา และหลีกเลี่ยงการลงโทษ หรือดุด่า เนื่องจากพฤติกรรมเหล่านี้อาจทำให้สุนัขเกิดความสับสน ไม่มีความสุข หรือมีพฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์มากขึ้น

          โดยเริ่มจากเปลี่ยนวิธีให้อาหาร จากเดิมที่เคยเทอาหารใส่จานข้าวแบบธรรมดา นำของเล่นมาใช้ให้เกิดประโยชน์ อย่างเช่น การนำอาหารใส่ลงไปในของเล่นที่ต้องกัด แกะ ฉีก หรือนำขนมไปซ่อนเอาไว้ตามจุดต่าง ๆ ของบ้าน ส่วนอีกวิธีหนึ่งก็คือ ใส่อาหารลงไปในถาดหลุม แล้วนำของเล่นหรือลูกบอลปิดปากหลุมเอาไว้ จากนั้นปล่อยให้สุนัขแก้ไขปัญหาเอง หลังจากที่สุนัขเคยชินแล้ว ก็เปลี่ยนชนิดของของเล่นกับตำแหน่งที่ซ่อนอาหารไปเรื่อย ๆ

          เจ้าของหลายคนคงจะรู้วิธีการฝึกสุนัขกันดีอยู่แล้ว อย่างเช่น จำชื่อตัวเอง กินข้าว การขับถ่าย และทำตามคำสั่งง่าย ๆ เป็นต้น แต่การฝึกเบื้องต้นแบบนี้ อาจจะน้อยไป เนื่องจากสุนัขก็เหมือนกับเด็กที่ต้องฝึกทักษะใหม่ ๆ อยู่เสมอเพื่อให้สุนัขมีพฤติกรรมและแสดงออกอย่างเหมาะสมตามการเจริญเติบโตของร่างกาย ตั้งแต่วัยเด็ก วัยรุ่น ไปจนถึงวัยเจริญพันธุ์

          การฝึกทักษะใหม่ ๆ นั้น ไม่ใช่แค่การเริ่มต้นเรียนรู้ประสบการณ์ใหม่ เพียงอย่างเดียว แต่รวมไปถึงการฝึกฝนทักษะที่มีความซับซ้อนและยากกว่าการฝึกให้ ทำตามคำสั่งทั่วไป แต่ทั้งนี้หากสุนัขไม่สามารถทำอย่างที่คุณต้องการได้ ควรจะให้เวลา และหลีกเลี่ยงการลงโทษ หรือดุด่า เนื่องจากพฤติกรรมเหล่านี้อาจทำให้สุนัขเกิดความสับสน ไม่มีความสุข หรือมีพฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์มากขึ้น

          โดยเริ่มจากเปลี่ยนวิธีให้อาหาร จากเดิมที่เคยเทอาหารใส่จานข้าวแบบธรรมดา นำของเล่นมาใช้ให้เกิดประโยชน์ อย่างเช่น การนำอาหารใส่ลงไปในของเล่นที่ต้องกัด แกะ ฉีก หรือนำขนมไปซ่อนเอาไว้ตามจุดต่าง ๆ ของบ้าน ส่วนอีกวิธีหนึ่งก็คือ ใส่อาหารลงไปในถาดหลุม แล้วนำของเล่นหรือลูกบอลปิดปากหลุมเอาไว้ จากนั้นปล่อยให้สุนัขแก้ไขปัญหาเอง หลังจากที่สุนัขเคยชินแล้ว ก็เปลี่ยนชนิดของของเล่นกับตำแหน่งที่ซ่อนอาหารไปเรื่อย ๆ

เครดิตภาพ  https://www.pinterest.com/pin/136796907406250867/