Sunday, March 27, 2016

15 ทริคควรทำก่อนปล่อยสัตว์เลี้ยงอยู่ลำพัง หากจะทิ้งบ้านช่วงสงกรานต์ !

       ก่อนออกไปเที่ยวช่วงวันหยุดยาวในเทศกาลสงกรานต์ ก็อย่าลืมเตรียมความพร้อมให้สัตว์เลี้ยงที่ต้องอยู่ลำพังในบ้านกันก่อนนะคะ จะได้ไปเที่ยววันสงกรานต์อย่างสบายใจและหมดห่วงเรื่องสัตว์เลี้ยงที่บ้าน
    
         เทศกาลสงกรานต์ทั้งทีมันก็ต้องออกไปเที่ยวพักผ่อนให้สบายใจกันหน่อย แต่เมื่อต้องมาเจอกับเงื่อนไขที่ไม่สามารถนำสัตว์เลี้ยงไปร่วมทริปได้ คงทำให้หลาย ๆ คนแอบกังวลใจอยู่ไม่น้อยใช่ไหมล่ะคะ ? แต่ไม่เป็นไรค่ะเพราะวันนี้กระปุกดอทคอมได้นำเอาทริคดี ๆ ในการเตรียมตัวก่อนปล่อยให้สัตว์เลี้ยงอยู่บ้านตามลำพังในช่วงวันสงกรานต์มาฝาก เพื่อให้คุณเที่ยวได้อย่างสบายใจและหมดกังวลว่าสัตว์เลี้ยงจะอยู่บ้านตามลำพังได้อย่างไร

1. ใช้บริการรับฝากสัตว์เลี้ยง

        นอกจากจะฝากสัตว์เลี้ยงสุดที่รักไว้กับญาติและเพื่อน ๆ ที่คุ้นเคยแล้ว ยังมีอีกหนึ่งทางเลือกสำหรับสัตว์ที่อยู่ลำพังไม่ได้แต่สามารถอยู่ร่วมกับคน แปลกหน้าได้นั่นก็คือ การใช้บริการรับฝากสัตว์เลี้ยงไม่ว่าจะเป็น จ้างคนดูแล ฝากไว้กับโรงแรมสัตว์เลี้ยง สปาสัตว์เลี้ยง หรือคลินิกสัตว์ที่ใช้บริการเป็นประจำ เพราะพนักงานบริการเหล่านี้จะทราบเป็นอย่างดีว่าควรดูแลสัตว์เลี้ยงของเราอย่างไร

2. ฝากไว้กับญาติ ๆ หรือเพื่อนที่คุ้นเคย

        ถ้าคิดมาแล้วว่าสัตว์ของคุณไม่สามารถอยู่เพียงลำพัง หรืออยู่กับคนแปลกหน้าไม่ได้ หรือนำไปฝากไว้กับที่ฝากเลี้ยงสัตว์เลี้ยงไม่ได้ แนะนำให้พาไปฝากไว้กับญาติหรือเพื่อน ๆ ที่รู้จักมักจี่กับเหล่าสัตว์เลี้ยงเป็นอย่างดี ดีกว่าเสี่ยงปล่อยทิ้งไว้ตามลำพัง แต่ถ้าหากมีอะไรที่อยากจะให้ดูแลเป็นพิเศษ ก็อย่าลืมบอกพวกเขาไว้ด้วยนะคะ

3. เตรียมคู่มือในการดูแลสัตว์เอาไว้

        ก่อนจะโบกมือลาสัตว์เลี้ยงของคุณไปเที่ยวพักผ่อน ก็อย่ามัวแต่เก็บของของตัวเองจนเพลิน เพราะควรเตรียมทำข้อมูลหรือคู่มือการดูแลสัตว์เลี้ยงของคุณเอาไว้ให้กับคนที่จะมาดูแล เช่น ตารางการกินอาหาร การให้น้ำ การให้ยา หรือแม้กระทั่งข้อจำกัดอื่น ๆ ที่ต้องใส่ใจเป็นพิเศษ เหล่านี้จะมีประโยชน์เป็นอย่างมากหากเกิดเหตุฉุกเฉิน

4. ทิ้งข้อมูลส่วนตัวไว้ให้เป็นช่องทางการติดต่อ

        ไม่ใช่แค่ข้อมูลสัตว์เลี้ยงเพียงอย่างเดียวที่เราจะต้องทำทิ้งเอาไว้ แต่ข้อมูลส่วนตัวของเราเองก็สำคัญด้วยเช่นกัน ทั้งช่องทางการติดต่อ เบอร์โทรศัพท์ญาติพี่น้อง หรืออาจจะบอกลงไปด้วยเลยว่าเราไปเที่ยวที่ไหน หากเกิดเหตุฉุกเฉินอะไรขึ้นมาจะได้ติดต่อได้อย่างสะดวกและรวดเร็ว

5. จัดสถานที่ไว้ให้สัตว์เลี้ยงแก้เหงา

        ถ้าไม่อยากให้สัตว์เลี้ยงของคุณต้องรู้สึกอึดอัดอยู่ในกรงตลอดทั้งวันหยุดยาวนี้ แนะนำให้มองมุมเหมาะ ๆ ที่สัตว์เลี้ยงชอบไปนั่งเล่นเพื่อกั้นให้เป็นที่อยู่ให้กับมัน ที่สำคัญต้องไม่คับแคบจนเกินไป อยู่ใกล้ช่องระบายอากาศ จัดเตรียมสิ่งอำนวยความสะดวกสบายไว้อย่างครบถ้วน เพื่อให้มันมีความสุขและไม่รู้สึกเหงา

6. ฝึกให้สัตว์เลี้ยงอยู่ลำพังก่อนปล่อยให้อยู่ลำพังจริง ๆ

        อย่าปล่อยให้สัตว์อยู่ตามลำพังแบบกะทันหัน เพราะจะทำให้มันไม่คุ้นเคยและแสดงพฤติกรรมแปลก ๆ ออกมา เช่น สุนัขก็จะเห่าหอนทั้งวันทั้งคืน แต่เราควรจะวางแผนและฝึกไว้ล่วงหน้า เริ่มจากลองปล่อยให้สัตว์เลี้ยงอยู่ลำพัง แล้วเฝ้าดูพฤติกรรมอยู่ห่าง ๆ จากนั้นค่อยปล่อยทิ้งเอาไว้ทั้งวัน แล้วค่อย ๆ เพิ่มจำนวนวันและเวลาเพื่อให้สัตว์เลี้ยงเกิดความเคยชิน

7. เตรียมอุปกรณ์สำหรับสัตว์เลี้ยงให้พร้อม

        เมื่อฝึกฝนสัตว์เลี้ยงให้พร้อมอยู่ลำพังและสามารถกินอาหารตามเวลาได้เองแล้ว ขั้นต่อไปให้เตรียมข้าวของให้พร้อม เช่น กะประมาณอาหารให้เพียงพอกับระยะเวลาที่ไม่อยู่ ตวงน้ำให้มากขึ้นกว่าเดิมเล็กน้อยเพื่อป้องกันการระเหย แต่ถ้าหากเป็นปลาก็ควรจะใช้เครื่องให้อาหารแบบอัตโนมัติและเตรียมอุปกรณ์ต่าง ๆ ที่จำเป็นต่อสัตว์เลี้ยงให้พร้อม

9. เก็บสายไฟและอุปกรณ์ไฟฟ้าให้พ้นทางสัตว์เลี้ยง

        ที่สำคัญก่อนจะทิ้งบ้านควรจะเก็บอุปกรณ์ไฟฟ้า ทั้งปลั๊กไฟ เต้ารับ เครื่องใช้ไฟฟ้าต่าง ๆ ให้เรียบร้อยและอยู่ห่างจากสัตว์เลี้ยง ที่สำคัญอย่าลืมถอดปลั๊กและปิดสวิตช์ไฟให้เรียบร้อยด้วย เพราะไม่เช่นนั้นสัตว์เลี้ยงอาจจะเล่นซนแล้วเผลอไปชนจนเกิดความเสียหายขึ้น ได้

10. ซ่อนอาหารแห้งสำรองไว้เมื่อไม่มีอะไรจะกิน

        ถึงจัดเตรียมน้ำและอาหารไว้ให้พร้อมแล้ว ก็ควรจะมีอาหารสำรองเตรียมไว้ด้วย แนะนำให้ซ่อนอาหารแห้งไว้ในที่ที่ใกล้กับถาดอาหารสัตว์เลี้ยง และก็ไม่ต้องกังวลว่ามันจะค้นเอาออกมากินจนหมด เพราะถ้ามันยังมีอาหารเหลือเพียงพอมันก็จะไม่สนใจ แต่ถ้าเมื่อไหร่ที่อาหารหมดหรือเกิดสิ่งที่ไม่คาดคิดขึ้น มันก็จะค้นหาอาหารแห้งจนเจอเอง

11. เปิดช่องลมเล็ก ๆ ให้ถูกทิศ สัตว์เลี้ยงจะได้ไม่ร้อน

        ช่วงเทศกาลสงกรานต์อากาศก็ร้อนอบอ้าวจนคนจะทนแทบไม่ได้ แล้วนับประสาอะไรกับสัตว์ที่จะทนอยู่ในบ้านร้อน ๆ ฉะนั้นควรเปิดช่องรับลมเอาไว้ เพื่อให้ลมพัดเข้ามาในบ้านบ้าง ไม่ร้อนอบอ้าวจนเกินไป 

12. ย้ายพืชมีพิษให้ไกลจากสัตว์เลี้ยง

        ใช่ว่าจะเก็บแต่อุปกรณ์ไฟฟ้าและสิ่งของที่เสี่ยงอันตรายในบ้านแล้วจะวางใจได้ หากวันดีคืนดีสัตว์เลี้ยงเกิดออกไปเดินเล่นในสวนและเจอกับต้นไม้มีพิษขึ้นมา ก็จะแย่กันไปใหญ่ แนะนำให้ถอนทิ้งหรือนำกระถางไปวางไว้ในที่ที่สัตว์เลี้ยงมองไม่เห็นหรือเดินไปเจอ

13. ซ่อนกุญแจสำรองเอาไว้สำหรับเหตุฉุกเฉิน


        หากเกิดเหตุอะไรขึ้นกับสัตว์แล้วเข้าไปช่วยไม่ทันเพราะเข้าบ้านไม่ได้จะยิ่งกลายเป็นเรื่องร้ายไปกันใหญ่ ฉะนั้นก่อนจะออกจากบ้านแนะนำให้ซ่อนกุญแจสำรองไว้หน้ามุมลับหน้าบ้าน อย่างน้อยหากเกิดเหตุร้ายขึ้นคนรู้จัก เช่น เพื่อนข้างบ้านหรือญาติพี่น้องจะได้เข้าไปช่วยได้ทัน แต่อย่าลืมบอกตำแหน่งที่ซ่อนกุญแจด้วยนะคะ

14. ติดกล้องวงจรปิดดูสถานการณ์

        หากบ้านไหนที่ติดตั้งระบบกล้องวงจรปิดไว้แล้วก็ดีไป แต่ถ้าบ้านไหนที่ยังไม่มีแนะนำให้ติดตั้งก่อนทิ้งสัตว์ให้อยู่ลำพัง เพราะคุณสามารถดูความเคลื่อนไหวและตรวจสอบสถานการณ์ประจำไว้ได้อย่างนาทีต่อนาที หากเกิดอะไรขึ้นก็สามารถโทรแจ้งขอความช่วยเหลือได้เลยทันที

15. ทำทุกอย่างให้เป็นปกติก่อนไปเที่ยว

        ข้อนี้ถือว่าสำคัญเป็นอย่างมาก เตือนตัวเองเอาไว้เลยว่าไม่ควรตื่นเต้นกับทริปท่องเที่ยวจนเกินไปเพราะสัตว์เลี้ยงของคุณรับรู้ได้ เพียงแค่ทำทุกอย่างให้เป็นปกติเหมือนในทุก ๆ วันที่ทำมา และไม่ต้องเอ่ยคำอำลาหรือกอดรัดเสมือนจะไม่ได้เจอกันอีกนานเชียวล่ะ เพราะพวกมันจะรู้ได้ทันทีว่ากำลังจะโดนเจ้าของทิ้งให้อยู่บ้านตามลำพังอีกแล้ว

        ก่อนออกไปเที่ยวในวันสงกรานต์ก็ควรเตรียมความพร้อมให้สัตว์เลี้ยงของเราด้วยนะคะ กับทริคดี ๆ ที่เรานำมาฝากให้คนรักสัตว์เลี้ยงได้เตรียมก่อนปล่อยให้สัตว์เลี้ยงอยู่บ้านตามลำพัง


ขอขอบคุณข้อมูลจาก dogtagart, Thebarefootnomad, Metroparent, Ugolog และ Wikihow

Friday, March 25, 2016

ร็อกโก้ หมาปั๊กหน้าย่นตัวน้อย ที่ขอผันตัวเป็นบาร์เทนเดอร์สุดเท่ !




         เผยภาพน่ารักแสนรู้ของเจ้า ร็อกโก้ (Rocco) หมาปั๊กที่ขอเพิ่มสถานะตนเองให้กลายเป็นบาร์เทนเดอร์สุดเท่ งานนี้จะทำให้คนที่เป็นบาร์เทนเดอร์ตัวจริงรู้สึกหนาว ๆ ร้อน ๆ บ้างไหมนั้นต้องไปดู


          อะไร จะรู้งานขนาดนั้น ! เมื่อเจ้าหมาพันธุ์ปั๊กนามว่า ร็อกโก้ (Rocco) ตัวนี้เกิดอยากเป็นบาร์เทนเดอร์ขึ้น มาซะอย่างนั้น จนกลายเป็นที่มาของภาพ "ปั๊กเทนเดอนร์" ให้เราได้ดูกัน จากคำบอกเล่าของลิลลี่ (Lilly) ที่ทำให้รู้อีกว่าเจ้าร็อกโก้เขาไม่มาเล่น ๆ แต่พี่แกเอาจริงเอาจังกับการเป็นบาร์เทนเดอร์เซเลบที่ต้องการให้โลกออนไลน์ เทใจให้หมดหน้าตัก 

 
          เมื่อ 8 ปีที่แล้วลิลลี่ได้ช่วยชีวิตเจ้าร็อกโก้เอาไว้และนำมามันเลี้ยงดู จนมันเริ่มฉายแววความอยากเป็นบาร์เทนเดอร์ออกมา ก็ตอนที่ลิลลี่ผสมเครื่องดื่มค็อกเทลเพื่อถ่ายรูปและส่งไปให้สามีดู มันก็พยายามเข้ามาร่วมเฟรมซะให้ได้ จะว่าไปก็เหมือนรู้งานจริง ๆ เพราะเจ้าร็อกโก้นั้นรีบวิ่งมายืน 2 ขา แล้วใช้ 2 ขาหน้ายันพื้นโต๊ะเอาไว้ ประหนึ่งว่าเครื่องดื่มแก้วนี้มันทั้งคิดและผสมขึ้นเองกับมือ  

 

          ความแสนรู้ของมันยังไม่หมดเพียงเท่านี้ ลิลลี่ยังบอกอีกว่ากว่าจะถ่ายแต่ละภาพออกมาได้นั้น ต้องใช้เวลาในการแต่งตัวและจัดท่าทางราว ๆ 3-5 นาที แต่มันก็ยอมให้ทำเพราะมันรู้ว่าภาพถ่ายเท่ ๆ เหล่านี้สามารถเรียกยอดฟอลโลในโลกออนไลน์ให้มันได้ยังไงล่ะ
















 



ขอขอบคุณภาพประกอบจาก อินสตาแกรม roccothepug
http://pet.kapook.com/view144733.html

Tuesday, March 15, 2016

เมื่อ 2 ตูบอยากเป็นพี่น้องกับเป็ดน้อย เรื่องน่ารัก ๆ จึงเกิดขึ้น !





        ไปดูความสัมพันธ์น่ารัก ๆ ของพี่น้องต่างสายพันธุ์อย่างพี่ตูบและน้องเป็ด ที่ตกลงปลงใจจะดูแลและปกป้องกันไปเป็นครอบครัวเดียวกัน แต่กลับรักกันมากกว่าสัตว์พันธุ์เดียวกันซะอีก
 

          ใครว่าหมาอ่อนโยนไม่เป็น งั้นดูนี่หน่อยแล้วจะรู้ว่ามันไม่ใช่อย่างที่คิดเลย หลังเว็บไซต์ thedodo เผยภาพเรื่องราวของ 2 หมาที่ขออาสาเป็นตูบพี่ใหญ่ดูแลและปกป้อง 2 น้องเป็ดน้อยอย่างทะนุถนอม
 

          จากที่เคยคลุกคลีอยู่กับเพื่อนหมาสปีชีส์เดียวกัน ก็กลายเป็นว่าเจ้าตูบทั้ง 2 ตัวต้องมาสวมบทบาทเป็นพี่ใหญ่ที่คอยปกป้องและเล่นกับ เพนกวิน (Penguin) และ ป๊อปปินเจย์ (Popinjay) น้องเป็ดน้อยทั้ง 2 ตัวนี้อย่างน่ารัก บ้างก็ให้น้องเป็ดปีนขึ้นหัว บ้างก็นั่งกอดเอาไว้ในอ้อมแขนอย่างอบอุ่น พอเจ้าของแกล้งเอากล้องเข้าไปใกล้ ๆ เจ้าตูบก็ยกอุ้งเท้าหยุดกล้องไว้ทันที ประหนึ่งกล้องเป็นอาวุธที่จะมาทำร้ายเป็ดน้อยอย่างนั้นแหละ

          เจ้าของเผยข้อมูลกับแหล่งข่าวว่า เจ้าพิกเล็ต (Pikelet) และเจ้าแพทตี้ เค้ก (Patty Cakes) เป็นหมาที่เคยเรียกร้องอยากมีน้องเป็นเป็ดมานานแล้ว ซึ่งก็มีแต่ตุ๊กตาเป็ดเท่านั้นที่พอจะช่วยแก้เหงาไปวัน ๆ ได้ เจ้าของทั้ง 2 คนเลยตัดสินใจเอาลูกเป็ดจากองค์กรพิทักษ์สัตว์มาเลี้ยง

          เห็นแบบนี้แล้วมันก็รู้สึกอบอุ่นใจอย่างบอกไม่ถูก ไม่ว่าจะต่างสายพันธุ์กันขนาดไหนความรักก็เข้าถึงได้ทั้งนั้น ดูจากภาพแล้วเชื่อเลยค่ะว่าน้องเป็ดเป็นเสมือนแก้วตาดวงใจของเจ้าตูบพี่ใหญ่ จริง ๆ หากขาดกันไป พี่ตูบคงใจสลายแน่นอน 

 
นี่คือวิธีการเรียกร้องว่า พวกเราอยากเป็นพี่น้องกับเป็ดฮะ


เย้ ! และแล้วความฝันก็เป็นจริง นี่คือน้องเป็ดตัวเป็น ๆ ของพวกเรานะฮะ ไม่ใช่ตุ๊กตา


เอ่เอ๊นอนซะนะเป็ดน้อยของพี่ตูบ


อ้าวอุตส่ากล่อมให้นอน กลับมาปีนหัวพี่ซะงั้น !!!


พี่ตูบก็น้องเป็ดไม่ง่วงอะ ! งั้นเรามาเซลฟี่กันดีกว่า


พี่ตูบดูแลน้องเป็ดมามากพอแล้ว คราวนี้น้องเป็ดขอเป็นฝ่ายดูแลพี่บ้าง มา ๆ น้องนวดให้


ขอขอบคุณภาพประกอบจาก เฟซบุ๊ก Life of Pikelet
http://pet.kapook.com/view143720.html

Monday, March 14, 2016

เรื่องราวสุดซึ้ง ชายป่วยคนหนึ่งรับเลี้ยงสุนัขอ้วน แล้วมันก็ช่วยยื้อชีวิตเขา




         เรื่องราวชวนน้ำตาซึมในสายสัมพันธ์ที่ค่อย ๆ ก่อตัวขึ้นระหว่างคนและน้องหมา เมื่อต่างคนต่างได้ช่วยชีวิตกันและกัน เป็นเพื่อนร่วมเส้นทางสู่การเปลี่ยนแปลงที่พลิกชีวิตผู้เป็นเจ้าของขึ้นใหม่ อีกครั้ง แม้สุดท้ายต้องจบด้วยการจากลาตลอดกาล

          สุนัข นอกจากจะเป็นเพื่อนที่ดีที่สุดของมนุษย์แล้ว ยังมีผลการศึกษาหลาย ๆ ชิ้นในช่วงที่ผ่านมา บ่งชี้ว่า การเลี้ยงสุนัขยังทำให้ผู้เป็นเจ้าของสุขภาพดีขึ้นด้วย และนั่นเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้ "อีริค โอเกรย์" ชายร่างท้วมชาวอเมริกัน จากซานโฮเซ รัฐแคลิฟอร์เนีย ได้พบกับเจ้า "พีตี้" สุนัขตัวใหญ่สีขาว-ดำ ซึ่งเขาตัดสินใจรับเลี้ยงมาจากศูนย์ Humane Society Silicon Valley ในละแวกบ้าน

          เว็บไซต์ NPR ได้หยิบยกหนังสั้นซึ่งเป็นเรื่องราวระหว่างอีริคและพีตี้มาให้ชม โดยคู่ 1 คน 1 ตูบนี้ ได้รับเลือกจากทางศูนย์ให้เป็นตัวอย่างนำเสนอความสัมพันธ์แบบ Mutual Rescue คือทั้งคนและหมาต่างช่วยชีวิตกันและกัน แต่ในคำจำกัดความง่าย ๆ นี้ ยังได้ซ่อนมิตรภาพและความผูกพันเกินประมาณค่าได้ ระหว่างอีริคกับเจ้าพีตี้เอาไว้ด้วย

          ในปี 2010 อีริค ในวัย 51 ปี เผชิญวิกฤตด้านสุขภาพอย่างเลวร้าย เขามีน้ำหนักตัวถึง 145 กิโลกรัม ต้องเสียค่ายาตกเดือนละ 35,000 บาท เพื่อเยียวยาโรคเบาหวานประเภท 2, ความดันโลหิตสูง และระดับคอเลอเตอรอลสูงจัด แพทย์ถึงกับแนะนำให้เขาเตรียมซื้อที่ไว้ฝังศพตัวเองได้แล้ว เพราะดูอาการเขาแล้วไม่น่ามีชีวิตอยู่ได้เกินอีก 5 ปี

  
         แต่แล้วอีริคก็เจอเหตุการณ์หนึ่งที่ทำให้มาถึงจุดเปลี่ยน เขาตัดสินใจรับการรักษาตามวิถีธรรมชาติ แต่คำแนะนำแรกที่เขาได้มา นอกจากให้ปรับเรื่องอาหารการกิน ก็คือ "ลองรับน้องหมาที่เป็นเหมือนกับคุณมาเลี้ยงดูสิ"

          อีริคตรงดิ่งไปยังศูนย์ช่วยเหลือเพื่อมนุษยธรรมใกล้ ๆ บ้าน ขอรับอุปการะสุนัขที่เป็น "สุนัขผู้ใหญ่ตัวอ้วน" และเขาก็ได้พบกับ "พีตี้" เจ้าตูบตัวท้วมลายสีขาว-ดำ ผู้จะมาเป็นบัดดี้เขาในการต่อสู้เพื่อชีวิตใหม่กับสุขภาพที่ดีขึ้น


       อีริคยังได้ทราบประวัติของเจ้าพีตี้อีกว่า มันเป็นสุนัขที่เจ้าของไม่ใส่ใจ ล่ามมันทิ้งไว้ที่หลังบ้าน ไม่เคยพาออกไปเดินเล่น ไม่มีใครเล่นกับมัน และแทบไม่ได้มีปฏิสัมพันธ์ใด ๆ กับใครเลย ซึ่งก็ไม่ต่างจากตัวเขามากนัก ด้วยรูปร่างที่อ้วนฉุแบบนี้ ทำให้เขาขาดความมั่นใจ และเก็บตัวไม่ค่อยเขาสังคม นับได้ว่าช่างเป็นสุนัขที่เหมือนกับเขามากจริง ๆ


          นับตั้งแต่รับ เจ้าพีตี้มาเลี้ยง อีริคและเพื่อนสี่ขาตัวนี้ก็มีกิจวัตรประจำวันออกไปวิ่งจ็อกกิ้งด้วยกันเป็น เวลาครึ่งชั่วโมงทุก ๆ เช้า การมีบัดดี้ร่วมชะตากรรมมาฝ่าฟันเพื่อสิ่งเดียวกันทำให้การวิ่งเป็นเรื่อง ไม่น่าเบื่อ ในระยะเวลาเพียง 1 ปี การวิ่งร่วมกับการควบคุมอาหาร ทำให้อีริคสามารถลดน้ำหนักลงได้ถึง 63 กิโลกรัม ส่วนเจ้าพีตี้ก็ผอมลงตั้ง 11 กิโลกรัม กลายเป็นคู่เจ้าของและน้องหมาที่ฟิตสุด ๆ

  
            ไม่เพียงสุขภาพที่ดีขึ้นเท่านั้น ความรักและความผูกพันที่ต่างคนต่างมีให้กันก็เพิ่มมากขึ้นทุก ๆ วันด้วย พีตี้เป็นทั้งแรงผลักดันและกำลังใจคนสำคัญของอีริค ทำให้เขามีความเชื่อมั่นว่าเขาจะฟันฝ่าทุก ๆ อุปสรรคไปได้ แม้แต่การวิ่งมาราธอน ที่คนเคยอ้วนอย่างเขาไม่เคยคิดว่าตัวเองจะทำได้มาก่อน

          "พีตี้สอนให้ ผมรู้จักความซื่อสัตย์ภักดีที่ไม่อาจหาได้ที่ไหน และนอกจากความรักไร้เงื่อนไขที่พีตี้มอบให้ผมแล้ว พีตี้มองผมด้วยสายตาราวจะบอกว่า ผมคือคนที่เจ๋งที่สุดในโลกนี้ และนั่นทำให้ผมตัดสินใจว่า ผมจะเป็นคนแบบที่เจ้าพีตี้มองผมว่าเป็นอย่างนั้นให้ได้"



            นับตั้งแต่มีเจ้าพีตี้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในชีวิต ชีวิตของอีริคก็เปลี่ยนไปจากเดิมมาก เขาสุขภาพดีขึ้น ใช้ชีวิตอย่างระมัดระวังมากขึ้น และแน่นอนว่าได้ลบล้างคำสบประมาทของหมอลง เขาจะไม่ตายในอีก 5 ปีนี้แน่ ๆ...แต่กลับไม่ใช่สำหรับเจ้าพีตี้ อีริครู้ดีว่ามันแก่ลงเรื่อย ๆ และเวลาของมันคงจวนจะมาถึงอีกไม่นาน แต่ก็ไม่เคยคาดคิดจะต้องมาพบว่า พีตี้มีมะเร็งก้อนใหญ่ผุดในร่างกาย และมันลุกลามจนแพทย์ไม่สามารถทำอะไรได้อีกแล้ว

  
         และแล้ววาระสุดท้ายของเจ้าพีตี้ก็มาถึง อีริคทำได้เพียงล้มตัวลงนอนกอดเพื่อนสี่ขาแสนรักเอาไว้ ดวงตาคู่ที่เคยเป็นประกายสดใสนั้นจ้องมองมาที่เขา และในตอนนั้นเองเขาก็สัมผัสได้ว่า พีตี้จากเขาไปแล้ว ตลอดกาล...

          อีริคเผยด้วยน้ำตาคลอว่า เขารักมันมาก เขาเสียใจ และยังคงรู้สึกทำใจไม่ได้นักจนถึงตอนนี้ การที่ชีวิตเขาเปลี่ยนแปลงมาได้ไกลขนาดนี้ เกิดขึ้นได้เพราะเจ้าพีตี้ทั้งนั้น มันคือเหตุผลที่เขาตื่นขึ้นมาวิ่งทุกวัน และพยายามเปลี่ยนแปลงตัวเองให้เป็นคนที่ดีที่สุดเท่าที่จะเป็นได้ ไม่ใช่แค่เขาที่ได้ช่วยชีวิตมันไว้ พีตี้ต่างหากที่ได้ช่วยชีวิตของเขา


ภาพจาก Mutual Rescue
http://pet.kapook.com/view143838.html