Wednesday, November 30, 2016

10 สัญญาณเตือน...คุณกำลังรักสัตว์มากกว่าคน




ต่างคนต่างก็มีเพื่อนและกลุ่มคนสนิทของตัวเอง เพื่อพบปะสังสรรค์และแลกเปลี่ยนประสบการณ์ความคิดเห็นกัน แต่กลับมีบางส่วนมองว่า การมีเพื่อนไม่ใช่เรื่องสำคัญ ขอแค่มีสัตว์เลี้ยงที่คอยอยู่เคียงข้างก็เพียงพอแล้ว อีกทั้งยังมีความเห็นความคิดเห็นเกี่ยวกับสัตว์เลี้ยงที่แตกต่างออกไป เพราะรู้สึกรักสัตว์มากกว่าคนนั่นเอง ซึ่งถ้าหากคุณอยากรู้ว่าตัวเองเป็นคนที่รักสัตว์มากกว่าคนหรือเปล่า วันนี้เรามีคำตอบ ก็ตามไปดูกันเลย

1. เมื่อคุณจำเป็นต้องไปร่วมปาร์ตี้กับเพื่อน ๆ แทนที่จะยืนพูดคุยกับคนอื่น ๆ ที่มาร่วมงาน คุณกลับมองหามุมเงียบจิบเครื่องดื่มคนเดียว และชอบที่จะนั่งร่วมกับสัตว์เลี้ยงของเพื่อนมากกว่า
2. คุณมักจะบอกปัดหรือปฏิเสธการเดทอยู่เสมอ หากคนคนนั้นเคยพูดจาไม่ดีเกี่ยวกับสัตว์เลี้ยงของคุณ หรือไม่สามารถปรับตัวให้เข้ากับสัตว์เลี้ยงของคุณได้

3. คุณชอบและรู้สึกประทับใจกับตุ๊กตารูปสัตว์นานาชนิดมากกว่าตุ๊กตารูปคน ตั้งแต่เด็กจนถึงตอนนี้

4. เมื่อคุณต้องเลือกระหว่างออกไปแฮงค์เอ้าท์กับเพื่อนฝูง หรือนอนบนเตียงกับสัตว์เลี้ยงของคุณ คุณจะเลือกแบบหลังมากกว่า โดยแทบไม่จำเป็นต้องใช้เวลาคิดเลย

5. ในสายตาของคุณไม่เคยรู้สึกประทับใจหรือสนุกสนานเมื่อเห็นเด็ก ๆ แกล้งหรือแหย่สัตว์เลยสักครั้ง ถึงแม้ว่าพ่อแม่ของเด็กหรือคนอื่น ๆ กำลังหัวเราะด้วยความเอ็นดูก็ตาม

6. ทุกครั้งที่เปิดโทรทัศน์คุณจะรู้สึกมีความสุขกับการดูโชว์เรียลลิตี้ติดตาม ชีวิตสัตว์ มากกว่าเรียลลิตี้ที่เกี่ยวข้องกับชีวิตดารา และเซเลบฯ ทั้งหลาย

7. หากมีโปรแกรมการแข่งขันที่เกี่ยวข้องกับสัตว์เลี้ยง และกีฬาแมชท์สำคัญในวันเดียวกัน คุณเลือกที่จะตามไปดูการแข่งขันของสัตว์เลี้ยงมากกว่า โดยไม่รู้สึกเสียดายเวลาเลย

8. ในขณะที่เพื่อน ๆ ของคุณกำลังพูดคุยเกี่ยวกับชีวิตการทำงาน หรือชีวิตครอบครัวในอนาคต คุณกลับคิดถึงเรื่องสัตว์เลี้ยงที่คุณอยากนำมาเลี้ยงในอนาคตมากกว่า

9. ไม่ว่าระหว่างทางคุณกับเพื่อนจะพูดคุยเรื่องอะไรก็ตาม หากคุณเดินเพิ่งผ่านสุนัขตัวน้อยหน้าตาน่ารักเมื่อไหร่ เป็นต้องหยิบยกเรื่องสุนัขตัวนั้นขึ้นมาประเด็นแทรกเรื่องนั้น ๆ ทันที


10. คุณคิดมาตลอดว่า การอยู่กับสัตว์เลี้ยงนั้นดีกว่าการมีคนรัก เพราะนอกจากจะตั้งใจฟังทุกคำพูดของคุณแล้ว สัตว์เลี้ยงยังซื่อสัตย์ทำให้วางใจได้ด้วยว่า พวกมันไม่คิดนอกใจอย่างแน่นอน

           
 อย่าง ไรก็ตาม ไม่ว่าคุณจะรักสัตว์มากกว่าคนแค่ไหน อย่างน้อย ๆ ก็อย่าลืมดูแลและให้ความสำคัญกับคนข้างกาย โดยเฉพาะคนในครอบครัวด้วย ก่อนที่พวกเขาจะรู้สึกน้อยใจ แล้วค่อย ๆ ห่างเหินไปในที่สุด

เรียบเรียงข้อมูลโดยกระปุกดอทคอม
เครดิตภาพ https://www.pinterest.com/explore/%E0%B8%A5%E0%B8%B9%E0%B8%81%E0%B8%AB%E0%B8%A1%E0%B8%B2-926280143987/

Tuesday, November 29, 2016

ลาบราดอร์ แชมป์สุนัขที่นิยมเลี้ยงในอเมริกา



สุนัขพันธุ์ลาบราดอร์ รีทรีฟเวอร์ ครองแชมป์เป็นปีที่ 23 ติดต่อกัน ในฐานะสายพันธุ์สุนัขที่คนนิยมเลี้ยงมากที่สุดในสหรัฐ

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงวอชิงตันประเทศสหรัฐ เมื่อวันที่ 1 ก.พ. 2557 ว่า ลาบราดอร์ รีทรีฟเวอร์ เป็นสุนัขที่คนนิยมเลี้ยงมากที่สุดในอเมริกาโดยเป็นแชมป์ติดต่อกันเป็นปี ที่23  

โดยอเมริกัน เคนเนล คลับ(เอเคซี) ระบุว่า สุนัขสายพันธุ์ลาบราดอร์ รีทรีฟเวอร์ ยังคงเป็นแชมป์สุนัขที่คนนิยมเลี้ยงมากสุดในสหรัฐติดต่อกันมานานหลายสิบปี ซึ่งเอเคซีรวบรวมการจัดอันดับประจำปีของสุนัขที่นิยมเลี้ยงมากที่สุดด้วย จำนวนสุนัขที่ลงทะเบียนทั่วประเทศ


ส่วนอันดับ 2 ได้แก่ สุนัขพันธุ์เยอรมันเชพเพิร์ด 

ตามมาด้วย สุนัขพันธุ์โกลเดนรีทรีฟเวอร์ 

และ บีเกิ้ล 


นอกจากนี้ มีสุนัขบางสายพันธุ์กำลังได้รับความนิยมอย่างมาก รวมทั้ง สุนัขพันธุ์โดเบอร์แมน พินเชอร์ จากอันดับ 20 ขึ้นมาอยู่อันดับที่ 12  


และ สุนัขพันธ์เกรทเดน ก้าวกระโดดถึง 11 อันดับมาอยู่ที่อันดับ 16  


ขณะที่ สุนัขพันธุ์อิงลิช บูลด็อก เป็นสุนัขที่คนนิยมเลี้ยงมากที่สุดในนครนิวยอร์ก 



เช่นเดียวกับ สุนัขพันธุ์เฟรนช์ บูลด็อก ก็ขยับขึ้นมา 3 อันดับอยู่ที่อันดับ 11 เนื่องจากว่า สุนัขพันธุ์นี้มีขนาดเล็กเหมาะแก่การเลี้ยงในอพาร์ตเมนต์ ซึ่งลิซา ปีเตอร์สัน โฆษกของเอเคซีบอกว่า สุนัขพันธุ์เฟรนช์ บูลด็อกดูแลและเลี้ยงง่าย


  
แหล่งที่มา  เดลินิวส์
เครดิตภาพ   https://www.pinterest.com/explore/labrador-retriever/

Monday, November 28, 2016

น่ารักอะ...เจ้าตูบตัวน้อยชอบขี่หลังเซนต์เบอร์นาร์ดตัวใหญ่ พี่ไปไหนน้องก็ขอไปด้วยคน !



        ชมความน่ารักของเพื่อนซี้ต่างไซส์ระหว่างเจ้าลูลู่ หมาเจแปนนิส ชิน (Japanese Chin) ตัวน้อย ผู้ชื่นชอบขี่หลังเจ้าตูบ บลิซซาร์ด เพื่อนตัวใหญ่ใจดี ไม่ว่าจะดูทีวีอยู่บ้าน นอนเล่น ออกไปเดินเล่น หรือแม้กระทั่งไปออกเดินป่า


          ความน่าเอ็นดูของเพื่อนซี้ที่ชาวเน็ตต้องขอแชร์ เพราะปกติหมาเห็นหมาตัวอื่นจะกัดกัน แต่หมา 2 ตัวนี้นอกจากจะไม่ได้เกิดมาคอกเดียวกัน แถมขนาดตัวเรียกว่าต่างกันลิบลับ แต่เจ้าลูลู่ หมาเจแปนนิส ชิน (Japanese Chin) ตัวน้อย กับเจ้าบลิซซาร์ด หมาเซนต์เบอร์นาร์ดพี่ใหญ่ กลายเป็นคู่ซี้ต่างไซส์ต่างสายพันธุ์ที่เข้ากันได้ดี แถมเจ้าบลิซซาร์ดยังยอมให้เจ้าลูลู่ขี่หลังไปไหนมาไหน ดูแลเหมือนน้องนุ่งตัวหนึ่งเลยล่ะ 


          เดวิดผู้เป็นเจ้าของได้เล่าว่า ตอนแรกที่เจ้าลูลู่เห็นเจ้าบลิซซาร์ดมันก็ไม่ลังเลที่จะเข้าไปทำความรู้จัก เนื่องจากเจ้าลูลู่ตัวเล็กมาก มันจึงหวังให้เจ้าบลิซซาร์ดที่มีขนาดตัวใหญ่กว่าเป็นที่พึ่ง หลังจากนั้นเจ้าลูลู่ก็คอยเดินตามและนั่งใกล้ ๆ เจ้าบลิซซาร์ดตลอด พอสนิทแล้วก็ปีนขึ้นไปนั่งบนหลัง ซึ่งเจ้าบลิซซาร์ดก็ไม่ได้หงุดหงิดอะไร ยอมให้เพื่อนตูบตัวเล็กนอนบนหลังของตัวเองแต่โดยดี แม้กระทั่งตอนที่เจ้าบลิซซาร์ดยืนเจ้าลูลู่ก็จะกระโดดจนสามารถขึ้นไปอยู่บนหลังจนสำเร็จ ไม่ว่าจะตอนอยู่บ้าน ออกไปเดินเล่น หรือจะไปผจญภัยข้างนอก เจ้าลูลู่ก็จะขี่หลังเจ้าบลิซซาร์ดตลอด และเวลาออกไปข้างนอกพวกมันก็มักจะมีคนมาขอถ่ายรูปเสมอ ๆ ด้วย 









ขอขอบคุณข้อมูลจาก boredpanda, laughingsquid และ metro
ขอขอบคุณภาพประกอบจาก  อินสตาแกรม blizzardandlulu
http://pet.kapook.com/view161341.html

Sunday, November 27, 2016

วิธีแก้น้องหมาไม่ยอมให้จับตัว



ไม่ยอมให้จับส่วนไหนยิ่งต้องจับ จนกว่าเขาจะยอม และ ยืนเฉยๆ ยอมให้จับ

ตอนแรกที่เราจับบางจุดที่เขาไม่ชอบ เขาอาจขู่แยกเขี้ยว หรือ หันหัวจะมางับ คนส่วนใหญ่มักจะกลัวตกใจ ชักมือหนี คราวนี้สุนัขจะได้ใจทันที จะใช้วิธีการขู่ แยกเขี้ยว ยิงฟัน หันมางับ เป็นอาวุธไว้สู้กับเราเวลาเขาถูกขัดใจ เพราะทำทีไร ได้ผลทุกครั้ง เพราะเราจะถอยห่างทันทีร่วมกับกลัวตัวสั่นงันงก นี่คือจิตวิทยาสุนัขที่เขาเอาไว้เอาชนะเรา ใครถอยก่อน ฝ่ายนั้นแพ้ เพราะฉะนั้นเราจะแก้ปัญหาพฤติกรรมสุนัข เราก็ต้องใช้จิตวิทยาสุนัขไว้ต่อกรกับเขา เพราะฉะนั้นเราห้ามถอย ห้ามกลัว ห้ามชักมือหนี


ในการปรับพฤติกรรม มีวิธีป้องกันการถูกกัด ก็คือ ใส่สายจูงแบบเชือกหรือโซ่กระตุก เพราะจะควบคุมส่วนหัวของสุนัขไม่ให้เขาหันมางับได้ แต่ถ้าเป็นสายจูงธรรมดาที่ติดกับปลอกคอ หรือ สายรัดอก เราจะคุมส่วนหัวของเขาไม่ได้ และนั่นเองเขาจะหันกลับมางับมือเราได้สะดวกทีเดียว


จับสายจูงให้มั่นเพื่อควบคุมส่วนหัว ถ้าเรายังควบคุมความกลัวไม่ได้ให้หาที่ครอบปากมาใส่ให้สุนัข ป้องกันการถูกกัดและทำให้เรามั่นใจมากขึ้น เมื่อเรามั่นใจเราก็มีโอกาสชนะในศึกครั้งนี้ไปเกินครึ่ง สูดหายใจลึกๆ และใช้มือที่ว่างลูบคลำส่วนที่สุนัขไม่ชอบ เมื่อไหร่มีเสียงขู่หรือเขาหันมางับ เรากระตุกสายจูงทันที ถ้าขู่แยกเขี้ยวหรือหันมางับอีกก็กระตุกอีก ทำอย่างนี้จนกว่าสุนัขจะยืนเฉยๆ ยอมให้จับแต่โดยดี


ท่าทางที่บ่งบอกว่าเขายอมก็คือ ยืนเฉยๆ หน้าตาผ่อนคลาย ตาหรี่เล็ก มีการกระพริบตาตามปกติ ตาไม่แข็ง ไม่เย็นชา ตาไม่เบิกกว้างแบบลอกแลก ปากอ้าผ่อนคลาย ลิ้นห้อย การหายใจปกติ หรือ เร็วนิดหน่อยถ้าเหนื่อย นั้นคือเขายอมให้เราจับ เราชนะแบบใสสะอาด


ในขบวนการปรับพฤติกรรมสุนัข ผู้ปรับจะถูกสุนัขกัดหรือไม่ มีอยู่ 2 ปัจจัย


ความกลัว ไม่กล้า ถ้าเรามีพลังลบแบบนี้ จะทำให้เราถูกกัดได้เพราะความกลัว ความกังวล ความไม่มั่นใจหรือความไม่นิ่งถือว่าเป็นพลังที่อ่อนแอ เมื่อสุนัขรับรู้ว่าเราอ่อนแอ เขาก็จะสู้กลับทันทีเพราะเขาจะอยู่ในภาวะเหนือกว่า แต่ถ้าเราไม่กลัว นิ่งๆ หัวโล่งๆ เขาก็จะนิ่งเช่นกัน ถ้าเราไม่ชักมือหนี และไม่กลัวตกใจเวลาเขาจะงับหรือแยกเขี้ยวใส่ เขาจะเรียนรู้ว่าใช้วิธีกัดหรือขู่แยกเขี้ยวกับเราไม่ได้ผลอีกต่อไป ไม่ได้ทำให้เรากลัวหรือปล่อยให้เขาเป็นอิสระ แต่การที่เขายืนเฉยๆ ยอมให้เราจับในส่วนที่เขาเคยหวง เมื่อเราจับเสร็จเราก็ปล่อยเขาเป็นอิสระ นั่นเองเขาจะไม่ใช้การกัดการแยกเขี้ยวมาต่อกรกับเรา แต่เขาจะยืนนิ่งๆ แทน เพราะการยืนนิ่งและยอมให้เราจับอย่างโดยดี นั้นเองจะทำให้เขาเป็นอิสระโดยเร็ว แล้วในที่สุดสุนัขจะเลิกหวงตัว

การจับสายจูง ถ้าจับถูกวิธี สายจูงคล้องอยู่ตำแหน่งหลังหูสุนัข (คอส่วนบน) ซึ่งเป็นตำแหน่งที่ควบคุมส่วนหัวของสุนัขได้ดี จะทำให้เราไม่ถูกสุนัขกัด


คำเตือน

เจ้าของต้องประเมินสถานการณ์ ต้องรู้นิสัย รู้จังหวะสุนัขของตนเป็นอย่างดี และ ต้องประเมินตนเองด้วยว่า ทำไหวไหม กลัวไหม สู้แรงเขาไหวไหม ถ้าไม่มั่นใจ หรือ กลัว ก็ไม่ต้องทำเพราะเป็นวิธีที่ค่อนข้างเสี่ยงต่อการถูกกัด แต่ถ้าเรามั่นใจ คุมไหว เอาอยู่ ไว้ใจสุนัขของเรา วิธีที่แนะนำก็เป็นวิธีที่ได้ผลไวที่สุด และ สุนัขเข้าใจ

Tip  ระหว่างการฝึก เราอาจใส่ถุงมือหนังทำสวน เพื่อป้องกันสุนัขกัดเข้าเนื้อ ถือเป็นการสร้างความมั่นใจให้เราระดับหนึ่ง เมื่อเราฝึกจนไว้ใจ มั่นใจแล้ว ให้ฝึกโดยไม่ต้องสวมถุงมือหนัง

มีอีกหลายวิธีที่ไม่เสี่ยง ไม่อันตราย แต่อาจใช้เวลานานกว่าในการแก้ปัญหา และ จนกว่าน้องหมาจะเข้าใจ ก็เลือกใช้ได้ตามความเหมาะสมคะ


ที่มา http://yojajiji.bloggang.com, http://www.thaipetlovers.com
เครดิตภาพ https://www.pinterest.com/pin/286471226269616669/

วิธีแก้น้องหมาไม่ยอมให้จับตัว



ไม่ยอมให้จับส่วนไหนยิ่งต้องจับ จนกว่าเขาจะยอม และ ยืนเฉยๆ ยอมให้จับ

ตอนแรกที่เราจับบางจุดที่เขาไม่ชอบ เขาอาจขู่แยกเขี้ยว หรือ หันหัวจะมางับ คนส่วนใหญ่มักจะกลัวตกใจ ชักมือหนี คราวนี้สุนัขจะได้ใจทันที จะใช้วิธีการขู่ แยกเขี้ยว ยิงฟัน หันมางับ เป็นอาวุธไว้สู้กับเราเวลาเขาถูกขัดใจ เพราะทำทีไร ได้ผลทุกครั้ง เพราะเราจะถอยห่างทันทีร่วมกับกลัวตัวสั่นงันงก นี่คือจิตวิทยาสุนัขที่เขาเอาไว้เอาชนะเรา ใครถอยก่อน ฝ่ายนั้นแพ้ เพราะฉะนั้นเราจะแก้ปัญหาพฤติกรรมสุนัข เราก็ต้องใช้จิตวิทยาสุนัขไว้ต่อกรกับเขา เพราะฉะนั้นเราห้ามถอย ห้ามกลัว ห้ามชักมือหนี


ในการปรับพฤติกรรม มีวิธีป้องกันการถูกกัด ก็คือ ใส่สายจูงแบบเชือกหรือโซ่กระตุก เพราะจะควบคุมส่วนหัวของสุนัขไม่ให้เขาหันมางับได้ แต่ถ้าเป็นสายจูงธรรมดาที่ติดกับปลอกคอ หรือ สายรัดอก เราจะคุมส่วนหัวของเขาไม่ได้ และนั่นเองเขาจะหันกลับมางับมือเราได้สะดวกทีเดียว


จับสายจูงให้มั่นเพื่อควบคุมส่วนหัว ถ้าเรายังควบคุมความกลัวไม่ได้ให้หาที่ครอบปากมาใส่ให้สุนัข ป้องกันการถูกกัดและทำให้เรามั่นใจมากขึ้น เมื่อเรามั่นใจเราก็มีโอกาสชนะในศึกครั้งนี้ไปเกินครึ่ง สูดหายใจลึกๆ และใช้มือที่ว่างลูบคลำส่วนที่สุนัขไม่ชอบ เมื่อไหร่มีเสียงขู่หรือเขาหันมางับ เรากระตุกสายจูงทันที ถ้าขู่แยกเขี้ยวหรือหันมางับอีกก็กระตุกอีก ทำอย่างนี้จนกว่าสุนัขจะยืนเฉยๆ ยอมให้จับแต่โดยดี


ท่าทางที่บ่งบอกว่าเขายอมก็คือ ยืนเฉยๆ หน้าตาผ่อนคลาย ตาหรี่เล็ก มีการกระพริบตาตามปกติ ตาไม่แข็ง ไม่เย็นชา ตาไม่เบิกกว้างแบบลอกแลก ปากอ้าผ่อนคลาย ลิ้นห้อย การหายใจปกติ หรือ เร็วนิดหน่อยถ้าเหนื่อย นั้นคือเขายอมให้เราจับ เราชนะแบบใสสะอาด


ในขบวนการปรับพฤติกรรมสุนัข ผู้ปรับจะถูกสุนัขกัดหรือไม่ มีอยู่ 2 ปัจจัย


ความกลัว ไม่กล้า ถ้าเรามีพลังลบแบบนี้ จะทำให้เราถูกกัดได้เพราะความกลัว ความกังวล ความไม่มั่นใจหรือความไม่นิ่งถือว่าเป็นพลังที่อ่อนแอ เมื่อสุนัขรับรู้ว่าเราอ่อนแอ เขาก็จะสู้กลับทันทีเพราะเขาจะอยู่ในภาวะเหนือกว่า แต่ถ้าเราไม่กลัว นิ่งๆ หัวโล่งๆ เขาก็จะนิ่งเช่นกัน ถ้าเราไม่ชักมือหนี และไม่กลัวตกใจเวลาเขาจะงับหรือแยกเขี้ยวใส่ เขาจะเรียนรู้ว่าใช้วิธีกัดหรือขู่แยกเขี้ยวกับเราไม่ได้ผลอีกต่อไป ไม่ได้ทำให้เรากลัวหรือปล่อยให้เขาเป็นอิสระ แต่การที่เขายืนเฉยๆ ยอมให้เราจับในส่วนที่เขาเคยหวง เมื่อเราจับเสร็จเราก็ปล่อยเขาเป็นอิสระ นั่นเองเขาจะไม่ใช้การกัดการแยกเขี้ยวมาต่อกรกับเรา แต่เขาจะยืนนิ่งๆ แทน เพราะการยืนนิ่งและยอมให้เราจับอย่างโดยดี นั้นเองจะทำให้เขาเป็นอิสระโดยเร็ว แล้วในที่สุดสุนัขจะเลิกหวงตัว

การจับสายจูง ถ้าจับถูกวิธี สายจูงคล้องอยู่ตำแหน่งหลังหูสุนัข (คอส่วนบน) ซึ่งเป็นตำแหน่งที่ควบคุมส่วนหัวของสุนัขได้ดี จะทำให้เราไม่ถูกสุนัขกัด


คำเตือน

เจ้าของต้องประเมินสถานการณ์ ต้องรู้นิสัย รู้จังหวะสุนัขของตนเป็นอย่างดี และ ต้องประเมินตนเองด้วยว่า ทำไหวไหม กลัวไหม สู้แรงเขาไหวไหม ถ้าไม่มั่นใจ หรือ กลัว ก็ไม่ต้องทำเพราะเป็นวิธีที่ค่อนข้างเสี่ยงต่อการถูกกัด แต่ถ้าเรามั่นใจ คุมไหว เอาอยู่ ไว้ใจสุนัขของเรา วิธีที่แนะนำก็เป็นวิธีที่ได้ผลไวที่สุด และ สุนัขเข้าใจ

Tip  ระหว่างการฝึก เราอาจใส่ถุงมือหนังทำสวน เพื่อป้องกันสุนัขกัดเข้าเนื้อ ถือเป็นการสร้างความมั่นใจให้เราระดับหนึ่ง เมื่อเราฝึกจนไว้ใจ มั่นใจแล้ว ให้ฝึกโดยไม่ต้องสวมถุงมือหนัง

มีอีกหลายวิธีที่ไม่เสี่ยง ไม่อันตราย แต่อาจใช้เวลานานกว่าในการแก้ปัญหา และ จนกว่าน้องหมาจะเข้าใจ ก็เลือกใช้ได้ตามความเหมาะสมคะ


ที่มา http://yojajiji.bloggang.com, http://www.thaipetlovers.com
เครดิตภาพ https://www.pinterest.com/pin/226517056231468288/

Saturday, November 26, 2016

เรื่อง น้องหมา น่ารู้



         คำถามเกี่ยวกับน้องหมาสารพัด สาระเพ ที่ไม่เกี่ยวกับปัญหาสุขภาพ แต่เป็นเรื่องที่หลายคนกังขาอยากรู้ แต่ไม่ทราบว่าจะหาคำตอบได้ที่ไหน วันนี้เรานำคำตอบมาบอกกัน

หมาอวกาศตัวแรกของโลกพันธุ์อะไร ? 

          หมาที่เป็นหมาอวกาศ คือ หมาตัวที่เขาส่งออกไปกับแคปซูล หรือยานอวกาศ ก่อนจะส่งมนุษย์ขึ้นไปนั้น เป็นหมาพันธุ์เล็ก เรียกว่า พันธุ์รัซเซียน (Russian Soitz) น้ำหนักตัวราว 11 ปอนด์ มีชื่อว่า "ไลก้า" (ไลก้า) เพศเมีย ซึ่งถูกส่งขึ้นไปกับยานอวกาศชื่อ "สปุตนิก 2" (Sputnik II) เมื่อวันที่ พฤศจิกายน 2500 แต่โชคไม่ดีขาไปไลก้ามีชีวิต แต่ครั้นกลับลงมาก็สิ้นลม เนื่องจากยานอวกาศโคจรนานเกินกำหนดจนหมดอากาศหายใจ

หมาพันธุ์หายากในโลก พันธุ์สำคัญคือ ? 

          คาดกันว่าหมาในโลกนี้มีเกินกว่า 850 ชนิด โดยที่ไม่ถึงครึ่งหนึ่งได้รับการรับรองจากสมาคมหมาของอเมริกาและอังกฤษ มีบางพันธุ์ที่สูญพันธุ์ไปแล้ว บางพันธุ์ก็หาดูได้ยาก...

          ชินุก (Chinook) เป็นหมาที่พัฒนาพันธุ์ขึ้นมาในอเมริกาเพื่อใช้ลากเลื่อน ครั้งหนึ่งเคยมีจำนวนไม่เกิน 100 ตัว

          แกงการู ฮาวนด์ (Kangaroo Hound) เป็นหมาที่เกิดจากการผสมข้ามพันธุ์ระหว่างหมาพันธุ์เกรย์ฮาวนด์ กับไอริส วูล์ฟฮาวนด์ ในประเทศออสเตรเลีย เมื่อ ค.ศ.1850 นัยว่าใช้ไล่ต้อนจิงโจ้ ปัจจุบันหาได้ยาก

          ไอซ์แลนด์ ด็อก (Iceland Dog) เกือบสูญพันธุ์ไปแล้วเมื่อศตวรรษที่ 16 จนปัจจุบันก็ยังแทบจะสูญหายไปอีกครั้งหนึ่ง

          ฟิลด์ สแปเนียล (Field Spaniel) เป็นพันธุ์สแปเนียลที่หายากที่สุดในบรรดาบริติช สแปเนียล ด้วยกัน

          ซัสเซ็ก สแปเนียล (Sussex Spaniel) หายากแม้ในอังกฤษเอง ปี ค.ศ.1947 มี 10 ตัว ส่วนในอเมริกามี ตัว เมื่อมี ค.ศ.1970 ฯลฯ

ผ้าขนหมามีหรือไม่ ถ้ามีใช้ขนหมาพันธุ์ใด 

          มีการใช้ขนหมามาถักเป็นผ้าเพื่อใช้ เช่น ขนหมาพันธุ์ทิเบตเทอร์เรีย ถูกนำมาผสมกับขนตัวยัค แล้วทอเป็นผ้าขนสัตว์ใช้กันน้ำได้ หรือแม้แต่ขนหมาพันธุ์พุดเดิ้ล และโอลด์อิงลิช ชีพด็อก ฯลฯ ก็ยังถูกนำมาปั่นและถักเหมือนกัน

หมาของฮิตเลอร์ พันธุ์อะไร 

          จอมเผด็จการฮิตเลอร์ก็เลี้ยงหมาเช่นกัน เป็นพันธุ์อัลเซเชี่ยน ยี่ห้อนี้ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าชาตินิยมแค่ไหน ต้องเป็นพันธุ์ของเยอรมันอย่างแน่นอน ฮิตเลอร์สนองความจงรักภักดีของ"บลอนดี้" เยอรมันเชพเพิร์ดตัวนี้ ด้วยการให้ทดลองกินยาพิษไซยาไนด์ว่าจะใช้เป็นยาเพื่อฆ่าตัวตายได้หรือไม่

          ...รู้ไว้ใช่ว่า ใส่บ่าแบกหาม ใครถามก็ฝอยกับเขาได้!

พิชิตปัญหาสัตว์เลี้ยง -เรื่องหมาน่ารู้ (ประดับสมอง) / กระปุกดอทคอม
โดย ปานเทพ รัตนากร
เครดิตภาพ https://www.pinterest.com/explore/%E0%B8%A5%E0%B8%B9%E0%B8%81%E0%B8%AB%E0%B8%A1%E0%B8%B2-926280143987/

Tuesday, November 22, 2016

สุนัขเลียหน้า..เค้าแสดงความรักจริงหรือ


          สุนัข เลียหน้า...เขาแสดงความรักจริงหรือ พฤติกรรมต่าง ๆ ที่เรามักจะเห็นสุนัขแสดงออกกับเจ้าของนั้นมีหลากหลายแบบ ไม่ว่าจะเป็นการทักทาย การแสดงความรัก ซึ่งพฤติกรรมการแสดงความรักนั้นบางครั้งความเข้าใจก็เป็นความเข้าใจกันเอง ว่าการที่สุนัขแสดงออกอย่างนี้หมายความว่าสุนัขเค้ารักเรา

           วันนี้เราจะนำพฤติกรรมที่คนที่เลี้ยงสุนัขทั่ว ๆ ไปคิดว่าที่เค้าทำเพราะเขาแสดงความรัก พฤติกรรมของสุนัขที่ชอบเลียหน้า ฟังดูแล้วทุกคนก็คงจะคิดเหมือนกันว่าก็เพราะเขาพูดไม่ได้นั่นเอง เขาแสดงออกแบบนี้ก็ต้องการสื่อให้รู้ว่าเขาก็รักเจ้านายเหมือนกันนะ

           แต่ช้าก่อนได้มีการศึกษาของนักพฤติกรรมศาสตร์ของสุนัขนามว่า Dr. Katherine A. Houpt Dr. Katherine A. Houpt กลับบอกถึงความหมายที่ซ่อนเร้นของการจูบของเจ้าตูบว่า....แท้ที่จริงแล้วเป็นพฤติกรรมของเจ้าตูบที่ติดมาแต่เล็ก ๆ โดยสุนัขจะใช้พฤติกรรมการเลียเพื่อบอกแม่ว่าหิวแล้วและต้องการกินนม พฤติกรรมดังกล่าวทำติดต่อเป็นเวลานานและติดไปเป็นนิสัยเมื่อสุนัขโตขึ้น ดังนั้นลักษณะการเลียบริเวณใบหน้าของเจ้าตูบจึงอาจไม่ใช่การแสดงความรักอย่างที่คนเราใช้กันในแถบยุโรป แต่มีความหมายเพียง "ขออาหารให้ผมกินหน่อย" 

           ดังนั้น อย่าเข้าใจผิดว่าสุนัขรักคุณและต้องการคุณมากจากการแสดงออกโดยการจูบและเลียใบหน้า การตบรางวัลให้กับการจูบของเจ้าตูบด้วยอาหารอย่างไม่เป็นเวลานั้น รับรองได้ว่าไม่นานท่านจะมีสุนัขที่อ้วนอุ้ยอ้ายและมีโรคได้ง่าย ทางที่ดีควรให้รางวัลโดยการชม ลูบหัว และพาไปทำกิจกรรม เช่น พาไปวิ่งเล่น และออกกำลังกายอื่น ๆ จะเหมาะสมกว่า

           อ.น.สพ. ดร.นริศ เต็งชัยศรี แห่งโรงพยาบาลสัตว์ ม.เกษตรศาสตร์ ได้ฝากข้อเขียนมาอย่างน่าสนใจว่า ในประเทศทางแถบยุโรปมีการแสดงความรักกันอย่างเปิดเผยโดยการจูบกัน บางครั้งเราพบพฤติกรรมดังกล่าวในสุนัขบางตัวที่ต้อนรับเจ้าของด้วยจูบที่ เปียกโชก และแกว่งหางไปมา บางท่านอาจจะรู้สึกถึงความโรแมนติกของสุนัข และคิดไปว่าสุนัขดังกล่าวรักเจ้าของมากจริง ๆ อ่านแล้วก็คิดกันเอาเองนะคะว่า สุนัขของคุณเลียหน้านั้นเพราะหิว หรือเพราะรัก....

  
แหล่งที่มา  กระปุกดอทคอม / โลกสัตว์เลี้ยง
เครดิตภาพ https://www.pinterest.com/explore/%E0%B8%A5%E0%B8%B9%E0%B8%81%E0%B8%AB%E0%B8%A1%E0%B8%B2%E0%B9%82%E0%B8%81%E0%B8%A5%E0%B9%80%E0%B8%94%E0%B9%89%E0%B8%99%E0%B8%A3%E0%B8%B5%E0%B8%97%E0%B8%A3%E0%B8%B5%E0%B8%9F%E0%B9%80%E0%B8%A7%E0%B8%AD%E0%B8%A3%E0%B9%8C/

Monday, November 21, 2016

เรื่องจริงที่หลายคนยังไม่รู้เกี่ยวกับสุนัข T Cup



ความเป็นมาของ T Cup

     จริงๆ แล้ว "T Cup" เป็นคำอธิบายเกี่ยวกับขนาดของลูกสุนัขขนาดเล็กที่ถูกนำมาใช้เป็นคำโฆษณาชวนเชื่ออย่างผิดความหมาย 

     คำว่า T Cup ก็คือสิ่งที่เรียกแทนขนาดของสุนัข ที่ตัวเล็กเท่านั้นเองค่ะ ที่ไม่เกี่ยวข้องกับ กลุ่มสแตน ดาร์ดมินิเอเจอร์ หรือทอย แต่อย่างใด เพราะ T Cup ไม่ได้รับการรับรองจากสมาคมหรือสถาบันใดๆ ทั้งสิ้น ทั้งในประเทศหรือต่างประเทศ 

     โดยสาเหตุที่ไม่ได้รับการรับรองก็เพราะ สุนัข TCup เป็น สุนัขที่ผิดปกติ หรือลักษณะข้อด้อยทางพันธุกรรม ไม่ใช่สายพันธุ์ที่ถูกต้องที่ควรเลี้ยงไว้ สมัยก่อนในบางประเทศต้องทำลายทิ้งด้วยซ้ำ เพราะกลัวว่าจะถ่ายทอดพันธุกรรมด้อยไปสู่รุ่นลูกรุ่นหลาน 

     และอย่างที่บอกไปข้างต้นแล้วว่า TCup เป็นสุนัขที่มีขนาดผิดปกติ ขนาดของลำตัวไม่ได้มาตรฐาน จึงทำให้ T Cup ไม่ได้ถูกรับรอง เพราะถือว่าผิดลักษณะทางสายพันธุ์ ดังนั้นคำว่า T Cup ไม่ใช่สายพันธุ์หรือกลุ่มใดๆ ที่ถูกต้อง ในโลกนี้มีแต่ สแตนดาร์ดมินิเอเจอร์ และทอยเท่านั้นค่ะ!!

    และจากที่เราเห็นตามโฆษณาขายสุนัขจะเห็นว่า เขาจะใช้สุนัขเด็กอายุประมาณเดือนกว่าๆ จับใส่ถ้วยและถ่ายรูปเพื่อแสดงให้เห็นว่า ตัวเล็กจนสามารถอยู่ในถ้วยกาแฟได้ แต่ว่าในความเป็นจริงแล้วไม่มีสุนัขตัวไหนจะอยู่ในถ้วยกาแฟได้ตลอดไปหรอก ค่ะ

     นั่นเป็นแค่เทคนิคอย่างหนึ่งที่ใช้เพิ่มความน่ารักและเพิ่มมูลค่าของสุนัข ผู้ซื้อบางรายอาจไม่รู้และคล้อยตามไปว่า เจ้าสุนัขตัวนี้คงจะตัวเล็กเท่านี้ตลอดไป คุณคิดผิดค่ะ!! และ ที่ว่า ชิวาวา ทีคัพ ยอร์คเซีย ทีคัพ  ก็ไม่มีอยู่จริงค่ะ อาจจะจริงที่ตอนแรกๆ ใส่ถ้วยได้ แต่หลังจากนั้นหล่ะ  ใส่กะละมังแทนแล้วกันค่ะ (แซวๆ) ^0^

สุนัขในกลุ่มทอย

     มารู้จักสุนัขในกลุ่มทอย (Toy Dog) กันก่อนดีกว่าค่ะ จะมีขนาดน้ำหนักตัวโตเต็มวัยมาตรฐานอยู่ที่ 4  ถึง 7 ปอนด์ หรือ (1.8 – 3.1 kg.) ได้แก่ ชิวาวา (Chihuahua) ปอมเมอเรเนียน (Pomerania) ยอร์คเชียร์ (Yorkshire Terrier) ชิสุห์ (Shih Tzu) , พุดเดิ้ล (Poodleมี ไซค์ Toy, Miniature และ Standard เป็นต้น 

     สุนัขในกลุ่มทอย (Toy Dog) จะรวมสุนัขที่เป็นสายพันธุ์ที่มีขนาดเล็กจนถึงเล็กที่สุดในสมาคมสุนัขแห่ง ประเทศอเมริกา (the American Kennel Club's registry) อยู่แล้ว แต่ก็ยังมีบรีดเดอร์หรือผู้เพาะพันธุ์สุนัขบางคนอ้างว่าสุนัขของตนมีขนาดที่ เล็กกว่าสุนัขในกลุ่มทอย และ เรียกสุนัขจิ๋วว่า (T Cup) นั่นเองค่ะ

สุนัขไซค์ T Cup

     จะมีน้ำหนักตัวโตเต็มวัยประมาณ 2 ถึง 4 ปอนด์ หรือ (0.9– 1.8 kg.) มีขนาดเล็กเกินมาตรฐานพบใน ชิวาวา(Chihuahua) , ปอมเมอเรเนียน (Pomerania) ยอร์คเชียร์ (Yorkshire Terrier) ชิสุห์ (Shih Tzu) , พุดเดิ้ล(Poodleเกิดจากสาเหตุยีนส์ในร่างกายผิดปกติ บกพร่อง ผิดมาตรฐาน และไม่สามารถเข้าประกวดใดๆ ได้ จากที่กล่าวข้างต้น T Cup คือไซค์ที่เล็กกว่า Toy แบบผิดปกตินั่นเองค่ะ

การดูแลสุนัขไซค์ T Cup

     ปกติแล้วก่อนที่เราอยากจะเลี้ยงสุนัขสักตัว เราต้องศึกษาข้อมูลนั้นๆ ก่อน ยิ่งเป็นสุนัขไซส์พิเศษด้วยแล้ว ต้องทำการบ้านเป็นสองเท่า และการดูแลเป็นสองเท่าด้วยค่ะ เค้าจะ เหมือนกับทารกเล็กๆ ไปไหนมาไหนเองไม่ได้ พ่อแม่ต้องคอยประคบประหงม ที่สำคัญไม่สามารถทิ้งเค้าให้อยู่ตัวเดียวเป็นเวลานานๆ จะเป็นอันตรายได้ค่ะ เพราะว่าลูกสุนัขไซส์เล็ก กระดูกจะอ่อนและบอบบางไปหมด บางคนที่เลี้ยงสุนัขไซส์นี้ ถ้าไม่ระวัง เดินๆ อยู่ อาจจะเตะสุนัขโดยไม่ได้ตั้งใจ รู้ตัวอีกทีก็กระเด็นไปแล้ว 

     หรือไม่อย่างนั้นสุนัจอาจจะตกจากโต๊ะ เก้าอี้ บันได ขาหัก หรือสมองได้รับการกระทบกระเทือนได้ แถมสุนัขไซต์ T Cup ยังมีการตอบสนองไวต่อเชื้อโรคด้วย ยิ่งถ้าอากาศเปลี่ยนแปลงบ่อยๆ จะยุ่งยากมากหากเป็นไข้ขึ้นมา ทางทีดีควรพาเค้าออกกำลังกายเป็นประจำจะช่วยให้เค้าแข็งแรงมากขึ้นค่ะ

พันธุกรรมของการเกิดสุนัขไซค์ T Cup

     การผสมพันธุ์สุนัข ต้องมองให้ลึกถึงบรรพบุรุษ ปู่ ย่า ตา ยาย ไม่ใช่จะมองแต่พ่อพันธุ์แม่พันธุ์ว่าไซส์ T Cupอย่างเดียว เพราะบางครั้งอาจมียีนส์ไซส์ปกติแฝงอยู่ในตัวพ่อพันธุ์ก็เป็นได้ เมื่อการผสมพันธุ์ คงไม่ 100% ชัวร์ที่จะได้ T Cupทั้งหมดเหมือน กันทั้งคอก ในเรื่องของพันธุกรรมเป็นเรื่องที่คาดคะเนได้ยาก  และในการทำคลอดนั้น ต้องผ่าตัดอย่างเดียวคลอดเองไม่ได้ อาจเสียชีวิตทั้งหมดค่ะ

การสังเกต

     บางร้านจะเอาสุนัขยังไม่ถึง เดือนมาวางจำหน่าย และอ้างว่าเป็นไซค์ T Cup ซึ่ง ตรงนี้เราสามารถสังเกตจากฟันหน้า หรือฟันกรามว่าขึ้นหรือยังค่ะ และถ้าเรานำไปเลี้ยง เค้าจะไม่ค่อยแข็งแรง เนื่องจาก ถูกให้หย่านมเร็วกว่ากำหนดที่ควรจะเป็น จึงมีภูมิต้านทานโรคไม่เพียงพอค่ะ 

การให้อาหาร

     ผู้ค้าบางรายมีการบีบอาหารให้กินน้อยๆ นับเม็ดกินกันเลยทีเดียว ตัวจะได้เล็กๆ เมื่อเรารับเค้ามาแล้วปล่อยให้เค้ากินเถอะค่ะ ร่างกายจะได้ไม่แคระแกร็น กระดูกและฟันจะได้ไม่เปราะไปด้วยค่ะ

ปัญหาสุขภาพของสุนัขไซค์ T Cup 

     สุนัขไซส์นี้จะมีปัญหาเรื่องสุขภาพหลายด้านเลยค่ะ เช่น สุขภาพร่างกายกระดูก , สุขภาพฟันหัวใจล้มเหลวขาดน้ำตาลในเส้นเลือด ฯลฯ 

ข้อดี     : ตัวเล็ก น่ารัก กระทัดรัด พกพาไปไหนสะดวก ไม่ต้องการพื้นที่มาก กินน้อยไม่เปลืองอาหาร

ข้อเสีย : ราคาแพงมากๆ เจ็บป่วย เป็นโรคง่าย เกิดอุบัติเหตุง่าย ไม่ค่อยแข็งแรง อายุสั้น เลี้ยงยาก ร่าเริงน้อย ต้องการเวลาสูง ที่สำคัญไม่เหมาะกับเด็ก

  ทั้งนี้ทั้งนั้น ขึ้นอยู่กับความชอบส่วนบุคคลค่ะ จะชอบไซส์ไหน เล็กใหญ่ ก็ขอให้ดูแลเอาใจใส่เค้าให้ดีๆ ก็พอค่ะ เค้าจะได้อยู่กับเราไปนานๆ ไม่จำเป็นต้องแค่ร์ว่า T Cup หรือไม่ก็ตาม ... "สุนัขก็คือสุนัข เป็นสิ่งมีชีวิตที่ซื่อสัตย์ และมีหัวใจ ลองมองในตาเขาดูสิ แล้วคุณจะรู้" ...

    แต่สำหรับคนที่อยากเลี้ยงสุ นัขไซส์ T CUP จริงๆ ก็สามารถมั่นใจได้ค่ะกับคอกที่ได้รับมาตรฐาน สถาบันผู้กำหนดมาตรฐานสายพันธุ์ต่างๆ ออกมายอมรับว่ามีผู้เพาะพันธุ์จำนวนมากพยายามจะเพาะพันธุ์ไซค์ T Cup อย่างแพร่หลาย แต่จะไม่มีการต่อต้านหรือถูกลงโทษ หากสุนัขที่กำเนิดออกมามีสุขภาพร่างกายที่แข็งแรงสมบูรณ์  

     ทั้งนี้ บรรดาคอกสุนัขที่ได้มาตรฐานก็ไม่ได้สนับสนุนการนำลูกสุนัขที่มีความผิดปกติ ออกมาจำหน่าย ถือว่าเป็นจรรยาบรรณที่ดีต่อผู้ขาย ที่มีให้ผู้ซื้อค่ะ ฉะนั้นมั่นใจได้เลย 

     และตอนนี้เราก็เข้าใจอย่าละเอียดถี่ถ้วนแล้วค่ะ เป็นสุนัขน่ารัก ที่เลี้ยงยากจริงๆ คิดไปคิดมาแล้ว อาจจะไม่เหมาะกับเราก็ได้ค่ะ เพราะคงมีเวลาไม่พอที่จะดูแลเป็นพิเศษ แล้วเพื่อนๆ หล่ะคะ พร้อมที่จะเลี้ยงเค้ากันหรือเปล่า ^0^

แหล่งที่มา  http://board.postjung.com/614499.html
เครดิตภาพ  https://www.pinterest.com/choclatebear/teacup-puppies/