Saturday, May 30, 2015

ทายนิสัยน้องหมา




น้องหมาของคุณนั้นมีนิสัยประจำตัวอย่างไร? สิ่งที่เค้าแสดงออกทุกวี่วันนั้นอาจไม่ได้มาจากส่วนลึกในใจจริงเค้าก็ได้นะ เค้าอาจทำเพื่อประจบประแจง หรือมาหยอกล้อเพียงเพื่อให้เรามีความสุขก็ได้มั๊ง แล้วเราจะรู้ถึงจิตใจน้องหมาได้อย่างไร ก็ลองมาทำแบบทดสอบกันดีกว่า


เกณฑ์การให้คะแนน ถ้าคุณสังเกตพฤติกรรมน้องหมาแล้วพบว่า...
- บ่อย ถึงบ่อยที่ซู๊ด ให้ไปเลย 3 คะแนน
- ก็เป็นปกติ พอหอมปากหอมคอ ก็ 2 คะแนน
- นานทีปีหน เองจ้า เอาไป 1 คะแนนพอ



1. มักจะแสดงความดีใจ เมื่อคุณกลับมาบ้านหลังจากออกไปไม่นานเลย
2. สามารถเล่นกับสัตว์เลี้ยงของคนอื่นได้อย่างเป็นกันเอง
3. ชอบให้เจ้าของแสดงความรัก และเอาใจใส่
4. เป็นผู้กล้าที่ไม่ตกใจอะไรง่ายๆ
5. ถ้ามีคนแปลกหน้าเข้ามา ก็จะส่งเสียงโวยวายและไปวุ่นวายกับเขา
6. ชอบที่จะเดินเข้าหาแมวตัวอื่นก่อนเสมอ
7. เลือกที่จะกินอาหารแปลกๆ แทนที่จะกินอาหารที่คุณเลือกให้
8. เมื่อพาไปที่ใหม่ๆ มักจะต้องทำตัวเป็นนักสำรวจก่อนเสมอ
9. อยู่อย่างสงบนิ่งเมื่อคุณพาเดินทางไกล
10. ตกดึกจะต้องขึ้นนอนบนเตียง
11. ชอบการล่าสัตว์อื่นๆมาก
12. ไม่ชอบหลบอยู่มุมห้อง ต้องอยู่กลางห้องเท่านั้น
13. เวลาคุณทำงานบ้าน จะไม่เข้ามาวุ่นวาย
14. ชอบที่จะถูกเอาใจ และให้คุณเล่นด้วย
15. ชอบต่อสู้กับแมวตัวอื่นมาก
16. อารมณ์มักไม่ค่อยดี ดูอารมณ์ยาก
17. ชอบที่จะออกไปเที่ยวนอกบ้าน
18. ชอบปีนป่าย ตีลังกา และต่อสู้กัน
19. ใจเย็น สุขุม ยั่วให้โกรธได้ยาก
20. ถ้าไปดุว่า ก็จะฟังอย่างเรียบร้อย ไม่มีอาการกวนประสาทให้เห็น

  
20 - 30 คะแนน
หมาของคุณเป็นพวกขี้อาย ไม่ชอบเสียงดัง หรือเจอคนเยอะๆ ชอบที่จะอยู่ตัวเดียวอย่างสงบ ไม่ชอบทะเลาะวิวาทกับใคร เป็นมิตรกับคนและสัตว์อื่นๆได้ดี นอกจากนี้ยังเป็นพวกที่คิดมาก และเครียดง่ายเสียด้วย ดังนั้น สำหรับหมากลุ่มนี้ ห้ามดุว่า หรือลงโทษอย่างรุนแรง เพราะจะมีผลต่อสภาพจิตใจ
รวมทั้งพฤติกรรม และสุขภาพได้ คุณจึงควรให้ความรัก และดูแลเป็นพิเศษซักหน่อย 

31 - 45 คะแนน
เป็นหมาที่ค่อนข้างฉลาด กระฉับกระเฉงว่องไว ไม่ชอบการถูกบังคับ ไม่ชอบการเปลี่ยนแปลงใดๆ ไม่ชอบการเดินทาง หมากลุ่มนี้ต้องตามใจมากเป็นพิเศษ

45 คะแนนขึ้นไป
เป็นหมาที่มีลักษณะเป็นผู้นำ ชอบเป็นหัวโจก จ่าฝูง ชอบแสดงออก ชอบเอาใจและแสดงความรักต่อเจ้านายอย่างเปิดเผย หมาพวกนี้ไม่ต้องการการดูแลมากนัก เพราะสามารถดูแลตัวเองได้เป็นอย่างดี อารมณ์ก็มักจะแปรปรวนซักหน่อย อย่าไปตีหรือว่าอย่างรุนแรงเข้าล่ะ

  
แหล่งที่มา  http://pipekemon.tripod.com/Doggy/tay2.htm
ภาพประกอบจากอินเตอร์เน็ต

ทำไงดีเมื่อหมา "“ช๊อค "”




เมื่อท่านพบว่าหมาของท่านแสดงอาการซีดตามเยื่อชุ่มต่างๆ เช่น เหงือก ลิ้น เปลือกตา ฯลฯ อวัยวะที่เคยมีเลือดเลี้ยงเป็นสีแดง หรือชมพูเรื่อๆ กลับกลายเป็นสีม่วง น้ำเงิน หรือขาวราวแผ่นกระดาษ ชีพจรเต้นอ่อน และแผ่วช้ากว่าเดิม หากใช้นิ้วกดบริเวณเยื่อชุ่มจะเป็นรอยซีดตามแรงกด ซึ่งตามปกติแล้ว เมื่อปล่อยคืนมันจะกลับแดงชุ่มดังเดิมอย่างรวดเร็ว แต่กลับไม่เป็นเช่นนั้น หมาหายใจเร็ว ถี่ขึ้นเกินกว่า 40 ครั้ง ต่อนาที และเนื้อตัวเย็นเฉียบ โดยเฉพาะอย่างยิ่งผิวหนังตรงขาหนีบ ซึ่งอุณหภูมิร่างกายถ้าวัดทางทวารหนักต่ำกว่า 100 องศาฟาเรนไฮท์ ด้วยอาการทั้งหมดนี้ทำให้สรุปได้ว่าหมาของท่านกำลังช๊อคอันเป็นสภาวะวิกฤต ของร่างกาย ส่อไปในเค้าว่าจะเสียชีวิตได้ในระยะเวลาอันใกล้ สาเหตุของการช๊อคในหมานี้มีดังนี้ คือ

 
การเสียเลือดอย่างมาก การถูกกระทบกระเทือนกระแทกกระทั้นอย่างรุนแรง หมาเสียของเหลวออกจากร่างกาย จำนวนมาก เช่น อาเจียน ท้องร่วง หรือถูกไฟไหม้ น้ำร้อนลวก ฯลฯ การติดเชื้ออย่างรุนแรง หัวใจล้มเหลว หรือปัญหาระบบการหายใจผิดปกติ ฯลฯ ผลก็คือ อวัยวะสำคัญขาดออกซิเจนและอาหารไปเลี้ยงโดย เฉพาะอย่างยิ่งสมอง เป็นเหตุให้เซลล์ตาย ทั้งนี้เนื่องจากหัวใจและระบบไหลเวียนโลหิตไม่อาจส่งเลือดที่มีอาหาร และออกซิเจนไปได้ตามปกตินั่นเอง ประกอบกับไม่มีการนำเอาของเสียที่ขับถ่ายจากเซลล์ต่างๆ ฝากมากับ เลือดที่ไหลเวียนพาไปซักฟอก กำจัดพิษจากสิ่งขับถ่ายเหล่านั้นด้วย
หลักการในการปฐมพยาบาลหมาที่กำลังช๊อคจึงต้องทำอย่างรีบด่วนเพื่อช่วยแก้ไขบรรเทาเหตุเฉพาะหน้า ก่อนนำส่งสัตวแพทย์โดย 


1.  จัดการให้หมาหายใจสะดวกขึ้น เช่น เช็ดหรือดูดเอาเสมหะออกจากปากและจมูก ตลอดจนช่วยผายปอด ฯลฯ
 
2.  ตรวจวัดชีพจรตลอดเวลา
 
3.  ห้ามเลือดที่ปรากฏเท่าที่จะทำได้
 
4.  สร้างความอบอุ่นแก่ตัวหมาให้มากที่สุด
 
5.  พยายามจัดทำให้หมานอนราบทางด้านข้างและหัวต่ำกว่าส่วนตัวเล็กน้อย เพื่อให้เลือดไหลไปเลี้ยงสมอง

  
สิ่งที่ควรระวังหรือไม่ควรทำเมื่อหมาช๊อค คือ

1.  ห้ามขยับท่าหมาอย่างรวดเร็วหรือรุนแรง เพราะจะทำให้ความดันโลหิตผิดไปมากขึ้น เช่น ต่ำลงกว่าเดิมจนถึงขีดอันตราย
 
2.  ห้ามจับต้องตัวหมาที่ช๊อคเนื่องจากถูกกระแสไฟฟ้าดูด เช่น กัดสายไฟฟ้าอยู่ในปาก ห้ามผลีผลามเข้าสัมผัสตัวหมา เพราะจะถูกช๊อตจนช๊อคตามไป ต้องตัดไฟฟ้าเสียก่อนเมื่อปฐมพยาบาลเบื้องต้นแล้วให้นำส่งสัตวแพทย์อย่างรีบด่วนที่สุด


ผศ.น.สพ.ปานเทพ รัตนากร
แหล่งที่มา  http://tvma.tripod.com/pet/b_shock.html
ภาพประกอบจากอินเตอร์เน็ต

Friday, May 29, 2015

13 เรื่องจริงของสุนัขที่คุณอาจยังไม่เคยรู้




         ถึงแม้สุนัขจะเป็นสัตว์เลี้ยงที่ รู้ใจมนุษย์มาช้านาน แต่ทว่าเจ้าสี่ขาตัวนี้ก็มีเรื่องลับ ๆ ซ่อนอยู่มากมายให้ค้นหาได้ไม่รู้จบ อย่างน้อย ๆ ก็เชื่อว่าจะต้องมี 1 ใน 13 เรื่องเหล่านี้ที่คนรักน้องหมาอาจจะยังไม่รู้มาก่อนอย่างแน่นอน เอาล่ะ! ถ้าอย่างนั้นตอนนี้เราไปดูกันดีกว่า ว่ามีเรื่องอะไรบ้างที่คุณอาจจะไม่เคยรู้มาก่อน

1. สมองรับกลิ่นของสุนัขใหญ่กว่ามนุษย์ถึง 40 เท่า

          เนื่องจากสมองส่วนที่ทำหน้าที่รับรู้กลิ่นของสุนัขมีขนาดใหญ่กว่าในสมองของ มนุษย์ถึง 40 เท่า และในขณะเดียวกันต่อมรับกลิ่นที่จมูกของสุนัขก็มีต่อมรับกลิ่นมากถึง 1 ล้านต่อม ดังนั้นจึงส่งผลให้สุนัขสามารถแยกแยะกลิ่นต่าง ๆ ได้มากกว่ามนุษย์ประมาณ 1,000 เท่า ซึ่งมนุษย์ก็ได้นำประโยชน์จากจุดนี้มาใช้ในการค้นหายาเสพติด ศพ ระเบิด หรืออื่น ๆ อีกมากมายนั่นเอง

 
2. สุนัขก็มีความฝันเหมือนมนุษย์

          นักวิจัยได้เผยว่า สุนัขมีรูปแบบการนอนกับการทำงานของสมองคล้ายคลึงกับมนุษย์ ดังนั้นจึงไม่ต้องแปลกใจหากพบว่า สุนัขเห่าหอนทั้ง ๆ ที่กำลังนอนหลับ เพราะมันหมายความว่าสุนัขของคุณกำลังฝันอยู่นั่นเอง และสุนัขพันธุ์เล็กก็มีแนวโน้มที่จะฝันบ่อยกว่าสุนัขพันธุ์ใหญ่ นอกจากนี้นิตยสารไซโคโลจี ทูเดย์ นิตยสารที่รวมทุกเรื่องราวเกี่ยวกับจิตวิทยา ยังแนะนำเพิ่มเติมด้วยว่า สุนัขมักจะมีความฝันที่เกี่ยวกับการทำกิจกรรมต่าง ๆ  อย่างเช่น การวิ่งเล่นนอกบ้าน หรือไล่กัดหางตัวเอง เป็นต้น



3. ลายบนจมูกของสุนัขแต่ละตัวแตกต่างกัน

          รอยย่นบนจมูกของสุนัขนั้นเปรียบได้กับลายนิ้วมือของมนุษย์ เพราะถ้าหากสังเกตดูดี ๆ ก็จะเห็นว่ารูปแบบรอยย่นบนจมูกของสุนัขแต่ละตัวแตกต่างกัน เช่นเดียวกับรอยนิ้วมือของมนุษย์ ที่ต่างก็มีรูปแบบลายนิ้วมือเป็นเอกลักษณ์เฉพาะบุคคลนั่นเอง

 
4. สุนัขมีความฉลาดเทียบเท่ากับเด็ก 2 ขวบ

          สแตนเลย์ คอเลน นักวิจัยและนักเขียนเกี่ยวกับเรื่องสุนัขเผยว่า สมองของสุนัขมีความฉลาดเทียบเท่ากับเด็กอายุ 2 ขวบ โดยสุนัขนั้นสามารถจดจำคำศัพท์ต่าง ๆ ได้มากกว่า 150 คำ ในขณะเดียวกันก็สามารถพลิกแพลงสถานการณ์ สร้างเล่ห์เหลี่ยม เพื่อหลอกล่อมนุษย์กับสุนัขตัวอื่น ๆ ได้ดี แต่ทั้งนี้ความฉลาดของสุนัขแต่ละตัวก็ขึ้นอยู่กับสายพันธุ์ด้วยเช่นกัน

5. สุนัขผสมพันธุ์ปีละ 2 ครั้ง

          สุนัขเพศเมียจะมีช่วงเป็นสัด หรือฤดูผสมพันธุ์ ปีละ 2 ครั้ง ดังนั้นสำหรับคนที่กำลังจะเลี้ยง หรือเลี้ยงดูสุนัขเพศเมีย จึงควรจะมีการวางแผนป้องกันและเตรียมการอย่างระมัดระวัง สำหรับการตั้งครรภ์ของสุนัขด้วย

 
6. สะบัดหางสื่ออารมณ์

          คุณสามารถสังเกตอารมณ์ของสุนัขได้จากหาง โดยถ้าสุนัขรู้สึกมีความสุขก็จะสะบัดหางไปทางขวา ในกลับกันสุนัขจะสะบัดหางไปทางซ้ายเมื่อรู้สึกหวาดกลัว และจะกดหางลงหากกำลังตกอยู่ท่ามกลางสถานการณ์ที่อันตรายหรือไม่ปลอดภัย ส่วนสุนัขที่กำลังโดนบุกรุกพื้นที่ส่วนตัวก็มักจะสะบัดหางแรง ๆ ลูกตาดำขยาย เกร็งกล้ามเนื้อ และมีการส่งเสียงเพื่อข่มขู่ฝ่ายตรงข้าม

7. ลูกสุนัขเกิดใหม่จะตาบอดและหูหนวก

          เนื่องจากอวัยวะของลูกสุนัขเกิดใหม่ยังอยู่ในช่วงของการพัฒนา ซึ่งนิตยสารไซโคโลจี ทูเดย์ จึงได้ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า ในช่วงนี้หูและตาของลูกสุนัขเกิดใหม่ส่วนใหญ่ยังคงปิดสนิท โดยลูกสุนัขจะเริ่มตอบสนองข้อมูลต่าง ๆ ได้หลังจากผ่านช่วง 2 สัปดาห์หลังคลอดไปแล้ว

 
8. สุนัขมีสัมผัสที่ 6 เหมือนมนุษย์

          จากการสำรวจในปี พ.ศ. 2553 ระบุว่า สุนัขกว่า 67 เปอร์เซ็นต์ มีท่าทีต่อเจ้าของเปลี่ยนแปลงไปก่อนที่พายุจะมาถึง ส่วนอีก 33 เปอร์เซ็นต์ ของสุนัขที่เหลือจะแสดงอาการแปลก ๆ ออกมาก่อนที่จะมีเหตุการณ์ร้าย ๆ บางอย่างเกิดขึ้น โดยสุนัขมักจะแสดงออกมาในรูปแบบที่แตกต่างกัน อย่างเช่น การส่งเสียงครางเบา ๆ หรือพยายามหาที่ซ่อนตัว เป็นต้น

 

9. สุนัขระบายเหงื่อผ่านทางอุ้งเท้า

          ถึงแม้ว่าสุนัขจะใช้วิธีการหายใจเข้า-ออกแรง ๆ เพื่อระบายความร้อนจากภายในร่างกายออกมาเป็นส่วนใหญ่ อย่างที่หลาย ๆ คนสังเกตเห็น แต่สุนัขก็มีวิธีการลดอุณหภูมิในร่างกาย โดยการขับเหงื่อออกมาผ่านทางอุ้งเท้าทั้ง 4 ข้างด้วยเช่นกัน

 
10. อุ้งเท้าสุนัขอาจมีกลิ่นคล้ายข้าวโพด

          เจ้าของสุนัขบางคนอาจจะได้กลิ่นคล้ายกับข้าวโพดทอดกรอบหรือป๊อปคอร์น เมื่อไปใกล้ ๆ ตัวสุนัข ซึ่งกลิ่นในลักษณะดังกล่าวมักจะเกิดขึ้น หลังจากมีแบคทีเรีย หรือฟังไจ เข้าไปปะปนอยู่กับเหงื่อที่ถูกขับออกมาใต้อุ้งเท้า และถ้าหากสุนัขใช้ลิ้นเลียบริเวณดังกล่าวก็อาจจะส่งผลให้เกิดโรคร้ายได้ ดังนั้นผู้ที่เป็นเจ้าของจึงควรหมั่นดูแลและทำความสะอาดอุ้งเท้าของสุนัข เป็นประจำด้วย

11. กลิ่นปากบอกสุขภาพ

          กลิ่นปากเป็นอีกหนึ่งจุดสำคัญที่เจ้าของไม่ควรละเลย เพราะสุนัขที่มีกลิ่นปากส่วนใหญ่มักจะมีปัญหาเกี่ยวกับช่องปาก หรือปัญหาอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพ ฉะนั้นหากเป็นไปได้เจ้าของสุนัขควรพาสุนัขไปพบสัตวแพทย์อย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง

 
12.  สุนัขกินอุจจาระไม่ใช่เรื่องแปลก

          สำหรับมนุษย์เรื่องดังกล่าวอาจจะดูเป็นเรื่องชวนขยะแขยง แต่สำหรับสุนัข การกินอุจจาระของตัวเองหรือสัตว์อื่น ๆ ถือเป็นเรื่องธรรมดา โดย ASPCA หรือสมาคมป้องกันการทารุณสัตว์แห่งประเทศสหรัฐอเมริกาเผยว่า อาจจะเป็นเพราะสุนัขมักจะถูกลงโทษเมื่อขับถ่ายไม่เป็นที่ ดังนั้นสุนัขจึงติดนิสัยดังกล่าวมา เพื่อหลบเลี่ยงการโดนลงโทษ แม้จะอยู่ในวัยเจริญพันธุ์แล้วก็ตาม

13. ต่อมใต้ก้นสุนัขผลิตกลิ่นเฉพาะตัว

          ต่อมกลิ่นตัวของสุนัขจะอยู่บริเวณใต้ก้นของสุนัข ซึ่งสุนัขจะดมบริเวณดังกล่าวเพื่อระบุตัวตนของสุนัขแต่ละตัว อีกทั้งต่อมดังกล่าวยังทำหน้าที่ผลิตสารที่สุนัขใช้ในการแสดงอาณาเขตของตัว เองอีกด้วย

 
          หลังจากที่ทุกคนได้รู้ความจริงทั้ง 13 เรื่องที่เรานำมาฝากกันในวันนี้ไปแล้ว ก็หวังว่าข้อมูลเหล่านี้จะเป็นประโยชน์ในการเลี้ยงดูสุนัขให้กับคุณได้มาก ยิ่งขึ้นนะคะ


แหล่งที่มา  http://pet.kapook.com/view87765.html
เครดิตภาพ   http://imgfave.com/view/3925897

Wednesday, May 27, 2015

เจ้าปี๊ป หมาปั๊กหน้ายุ่ง ตัวเล็กกว่ากระป๋องน้ำอัดลม น่ารักเหลือล้นนะจะบอกให้




            เจ้าปี๊ป หมาปั๊กสุดน่ารัก ที่ตัวเล็กจนคาดว่า อาจจะเป็นสุนัขพันธุ์ปั๊กที่ตัวเล็กที่สุดในโลก

            เมื่อวันที่ 27 พฤษภาคม 2558 เว็บไซต์ mirror.co.uk  รายงานว่า เจ้าปี๊ป สุนัขพันธุ์ปั๊กตัวจิ๋ว ที่มีขนาดความสูงแค่ 4 นิ้ว ซึ่งเล็กกว่ากระป๋องเครื่องดื่มน้ำอัดลม และมีขนาดเล็กกว่า 2 เท่าของพี่สาวของมัน กำลังกลายมาเป็นสุนัขขวัญใจตัวใหม่ ด้วยความน่ารักแสนซนของเจ้าหน้ายุ่ง และขนาดตัวที่เล็กจิ๋วของมันนั่นเอง


 
            ทั้งนี้ โจแอน แอสท์ลีย์ เจ้าของเจ้าปี๊ป เผยว่า เจ้าปี๊ปเป็นสุนัขพันธุ์แท้อายุ 4 เดือน มันเกิดจากการที่เมื่อปีก่อนเธอตัดสินใจที่จะขยายพันธุ์สุนัขพันธุ์ปั๊ก โดยที่มี รูบี้ สุนัขพันธุ์ปั๊กเป็นแม่พันธุ์ เจ้ารูบี้ได้ให้กำเนิดลูกน้อย 4 ตัว เมื่อเดือนมกราคม และหนึ่งในนั้นคือเจ้าปี๊บ ผู้มีร่างเล็กกว่าสุนัขร่วมท้องตัวอื่น ๆ


 
            โจแอน บอกว่า "เราไม่อยากจะเชื่อเลย มันตัวเล็กมากจริง ๆ เราพาเจ้าปี๊บไปหาสัตวแพทย์ แต่หมอบอกว่านอกจากปัญหาเรื่องปากแหว่งและตัวเล็กแล้ว ก็ไม่มีอะไรน่ากังวลเกี่ยวกับเจ้าปี๊บ เรารักเจ้าปี๊บมาก เราคิดว่าเจ้าปี๊บจะโตเร็ว ๆ แต่จริง ๆ มันตัวเล็กมาก เล็กเป็น 2 เท่าของพี่น้องอีก"


 
            อย่างไรก็ตาม โจแอนและสามี ตัดสินใจที่จะเลี้ยงเจ้าปี๊บและป๊อปปี้ สุนัขร่วมท้องของปี๊ปเอาไว้ และแม้ว่าปี๊บเองจะมีตัวที่เล็กจิ๋ว แต่มันก็ไฟแรงไม่แพ้สุนัขตัวอื่น ๆ เจ้าป๊อปปี้มักจะเล่นแรง ๆ กับเจ้าปี๊ปอยู่บ่อย ๆ จึงทำให้โจแอนต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ


 
            "เจ้าปี๊ปอาจจะเป็นสุนัขที่เล็กที่สุดในอังกฤษ หรือไม่อย่างนั้น ก็อาจเป็นสุนัขปั๊กที่ตัวเล็กที่สุดในโลกก็เป็นได้"
http://pet.kapook.com/view119990.html